หลังจากพาสุนัขห้าตัวขึ้นเขาไปล้อมหมีดำรอบหนึ่งแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยิ่งมั่นใจในข้อสงสัยของตัวเองมากขึ้น ลุงหลี่ต้องเคยพาสุนัขเข้าป่าไปล่าสัตว์แน่นอน
สุนัขทั้งห้าตัวนี้ ล้วนเป็นหมาล่าสัตว์ชั้นดี ตัวเก่งๆ ทั้งนั้น
น่าเสียดายที่ถูกวางยาไปสองตัว ถ้ามีครบเจ็ดตัวล่ะก็ หมูป่าหรือหมีดำทั่วไป ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย
แบบนี้สวี่ซื่อเยี่ยนก็สบายใจแล้ว รอให้หมาดำกับหมาลายหายดีหน่อย เขาก็พามันออกเดินป่ารอบๆ อยู่บ่อยๆ
และไม่ต้องพูดเลยว่า สวี่ซื่อเยี่ยนนี่โชคดีจริงๆ ออกไปแต่ละครั้งก็ไม่เคยกลับมามือเปล่า
ได้หมูป่ามากที่สุด บางครั้งก็เจอฝูงกวาง บางครั้งยังเจอโพรงหมีดำอีกด้วย ถึงกับล่าหมีได้ตัวหนึ่งเลย
แถมกับดักที่วางไว้รอบๆ สวนโสมก็ยังช่วยให้ได้สัตว์มาอีกพอสมควร
ตอนนี้ในโกดังมีเนื้อเก็บไว้เยอะเลย หนังสัตว์ก็แขวนไว้เต็มผนัง
พอพ้นวันตงจื้อ อุณหภูมิก็ยิ่งลดลง ด้านนอกอุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์ถึงสามสิบกว่าองศา
หิมะตกติดๆ กันหลายวัน ในแปลงโสมหิมะสูงแทบถึงรักแร้ แล้วบนเขาก็ไม่ต้องพูดถึง สูงขนาดคนจมหายไปได้เลย
ในบริเวณที่มีอากาศหนาวน้อย ขนของสัตว์ต่างๆ เช่น สีเซเบิล แรคคูน และนาก จะมีสีสันสวยงาม เนื้อสัมผัสทนทาน และนุ่ม
ทำให้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการล่าสัตว์สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่พลาดโอกาสนี้ พอดีกับที่มีสกีไม้ที่ทำจากหนังหมูป่า เลยลุยขึ้นเขาไปยังแนวป่าสนผสมใบกว้างเพื่อวางกับดักล่าเซเบิ้ลขาวและกระรอกเทา
ออกจากแปลงโสมไปทางตะวันตกเฉียงใต้ พอพ้นป่าหมูป่าไปอีกหน่อย ภูเขาก็เริ่มชันขึ้น
พันธุ์ไม้บนเขาก็เปลี่ยนไป สนเริ่มเยอะขึ้น กลายเป็นป่าสนผสมใบกว้าง และถัดขึ้นไปอีกก็เป็นถิ่นที่อยู่ของเซเบิ้ลขาวแล้ว
ยิ่งขึ้นไปสูง หิมะก็ยิ่งหนา
หิมะทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนจะตกสะสมไปเรื่อยๆ เป็นชั้นเม็ดๆ หนาๆ ปกคลุมอยู่ด้านบน
ถ้าเดินลงไปตรงๆ ก็จะจมลงไปทันที ขยับขาก็ลำบาก
โชคดีที่สวี่ซื่อเยี่ยนมีสกี ถึงจะไม่ได้ลื่นปรู๊ด แต่ก็พอจะเดินได้
เขาเดินสกีขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงยอด ต้นสนก็หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
เขาก้มดูพื้นหิมะ ไม่ช้าก็เห็นรอยเท้าขนาดเล็ก เป็นรอยของเซเบิ้ลขาวแน่นอน
เซเบิลขาว(สัตว์คล้ายแมวเป็นกลุ่มเดียวกับเซเบิ้ล) หรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ต้าเย่จื่อ” เป็นหนึ่งใน "สมบัติล้ำค่าแห่งตะวันออกเฉียงเหนือยุคใหม่"
ขนของมันเบา นุ่ม อบอุ่น เบาเพราะหนังบางเหมือนขนนก
นุ่มเพราะเส้นขนละเอียดแน่น ดูแล้วไม่แทงตา อบอุ่นถึงขั้นมีคำกล่าวว่า "สัมผัสหน้าเหมือนไฟ" ถือเป็นขนสัตว์ชั้นยอด
แต่เซเบิ้ลขาวฉลาดและว่องไว จับยากมาก
เมื่อก่อนมีเรื่องเล่าว่า นายพรานไล่เซเบิ้ลขาวอยู่ทั้งฤดูหนาว ติดตามมันตลอด จนเกือบถึงฤดูใบไม้ผลิที่มันจะกลับรังเดิม ช่วงนั้นความระวังตัวจะลดลง แล้วค่อยจับได้
อีกเรื่องเล่าว่า เซเบิ้ลขาวมีนิสัยดี ถ้าเห็นคนหนาวจนหมดสติในหิมะ มันจะเข้ามาห่มด้วยขนเพื่อให้ความอบอุ่น
ดังนั้นจึงมีนายพรานบางคน แกล้งเปิดเสื้อ นอนลงบนหิมะ รอเซเบิ้ลขาวเข้ามา แล้วค่อยจับ
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่เคยเห็นกับตาตัวเอง ไม่รู้จริงหรือไม่ แต่เขาจับเซเบิ้ลด้วยกับดัก
เมื่อเจอทางที่เซเบิ้ลชอบเดิน เขาก็ขุดหลุมห่างจากรอยเท้าราว 30 40 ซม. ลึกประมาณ 40 50 ซม. แล้วขุดแนวขวางไปทางรอยเท้า
ขุดเป็นโพรงเล็กๆ ที่วางกับดักได้พอดี เหลือระยะห่างจากฝาหิมะด้านบนอีกไม่กี่เซน
จากนั้นก็กางกับดักวางในหลุม ปิดด้วยกระดาษปฏิทิน แล้วกลบหิมะด้านบนให้เนียน ไม่ให้เห็นร่องรอย
งานนี้ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมาก แค่ต้องใจเย็น มือเบา ถ้าแรงไป หิมะด้านบนก็จะถล่มลงมา
เขาทำสัญลักษณ์ไว้ใกล้ๆ กับดัก แล้วก็เดินหาจุดอื่นต่อ ช่วงเช้าครึ่งวัน เขาวางกับดักไปสิบกว่าจุด
พอเสร็จ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไถสกีกลับลงมา
ขณะเดินมาถึงกลางเขาอย่างไม่ทันตั้งตัว จู่ๆ ก็เห็นเงาสีแดงพุ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเงาสีเทาอมฟ้าอีกเงาหนึ่ง
ทั้งสองเงาเคลื่อนไหวรวดเร็วมาก จนกว่าที่สวี่ซื่อเยี่ยน จะตั้งสติได้ มันก็พุ่งผ่านหน้าเขาไปแล้ว เขารีบคว้าไม้พาย แล้วไถลตัวตามไป
ก็เห็นว่าในระยะไกล เงาสีเทาอมฟ้านั้นไล่ทันเจ้าตัวสีแดง แล้วกระโจนเข้าใส่ กัดเข้าที่ไหนสักแห่ง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้อง “จี๊ดดด” อย่างเจ็บปวด
เจ้าตัวแดงพยายามดิ้นหนี แต่กลับถูกกัดซ้ำอีกที ส่งเสียงร้องโหยหวนไม่หยุด
สวี่ซื่อเยี่ยน รีบหยุดทันที ถอดปืนลง เปิดเซฟ แล้วลั่นไกใส่เงาสีเทาอมฟ้านั้นติดๆ กันสามนัด
สวี่ซื่อเยี่ยน ยิงแม่นพอสมควร หลังจากยิงไปสามนัด เงาสีเทาอมฟ้านั้นก็ล้มลงกับพื้น
เจ้าตัวสีแดงหนีรอดมาได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส มันพยายามคลานหนีด้วยขาข้างหนึ่งที่ลากไปกับพื้น
สวี่ซื่อเยี่ยน ถือปืนไว้มือหนึ่ง อีกมือใช้ไม้พายไถลตัวเข้าไปใกล้
พอเข้าไปใกล้ ก็เห็นชัดว่าตัวที่ถูกยิงเป็นหมาป่าตัวหนึ่ง ส่วนเจ้าตัวที่คลานอยู่กับพื้นคือจิ้งจอกไฟ
สัตว์อย่างจิ้งจอกนั้น พบได้ทั่วประเทศจีน มีหลายสายพันธุ์ แต่ถ้าพูดถึงในเขตเขาฉางไป๋ แล้ว จิ้งจอกไฟถือว่ามีชื่อเสียงที่สุด
ขนของมันยาว หนา เงางาม ขนแหลมดูดี นำไปทำเสื้อผ้าหมวกก็ให้ความอบอุ่นมาก จึงถูกเรียกว่าจิ้งจอกไฟ
จิ้งจอกเป็นสัตว์ที่จมูกไวมาก มีนิสัยชอบอยู่อย่างสันโดษ เงียบขรึม มักจะเดินทางลำพัง
ด้วยจมูกที่ไวมาก พอได้กลิ่นสัตว์ร้ายบนถนน ก็จะหลบหลีกทันที
แต่ก็ใช่ว่าจะรอดทุกครั้ง ดูอย่างเจ้าตัวนี้สิ โดนหมาป่าไล่ทันจนได้
นิสัยของจิ้งจอกคือเจ้าเล่ห์ เวลาเจออันตรายถึงชีวิต มันจะปล่อยกลิ่นเหม็นออกมา กลิ่นนั้นมาจากต่อมกลิ่นที่อยู่บนตัว
คนดมแล้วจะเวียนหัว ใจสั่น บางคนถึงกับอาเจียน สุนัขล่าก็เช่นกัน ดมแล้ววิ่งวนไปมา จามไม่หยุด ไม่กล้าเข้าใกล้
ด้วยเหตุนี้ ในป่าจึงมีตำนานลึกลับมากมายเกี่ยวกับจิ้งจอก มีคนเรียกมันว่า “เทพเจ้าขุนเขา”
พอสวี่ซื่อเยี่ยน เข้าไปใกล้ ก็ได้กลิ่นเหม็นฉุน นี่คงเป็นกลิ่นที่จิ้งจอกปล่อยออกมาก่อนหน้านี้
น่าเสียดายที่เจอศัตรูโดยตรงอย่างหมาป่า กลิ่นเหม็นก็ช่วยอะไรไม่ได้ ถ้าเขาไม่ยิงหมาป่าตัวนั้นตาย ป่านนี้เจ้าจิ้งจอกไฟก็คงกลายเป็นอาหารของหมาป่าไปแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยน ยืนมองจิ้งจอกที่นอนอยู่กับพื้น โดยไม่มีความคิดจะฆ่ามันเลย
แม้ขนของจิ้งจอกไฟจะดีแค่ไหน เขาก็ไม่อยากได้
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน มีคำกล่าวกันในหมู่นักล่าว่า เวลาขึ้นเขาไปล่า สัตว์ใหญ่จะล่าอะไรก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ว่าจะเป็นหมูป่า หมี หรือแม้กระทั่งเสือ ก็ล่าได้ ไม่มีปัญหา
แต่สัตว์เล็ก โดยเฉพาะพวก “หู หวง หลิว ไป๋ ฮุย” ( จิ้งจอก, ตัวเซเบิ้ล, วิหค, งูขาว, หนูเทา) พวกนี้ห้ามยุ่ง โดยเฉพาะสองตัวแรก ยิ่งไม่ควรไปยุ่ง
พูดง่ายๆ คือกฎเหล่านี้ที่สืบต่อกันมายังไงก็มีเหตุผลอยู่ และสวี่ซื่อเยี่ยน ก็เชื่อแบบนั้น
คนเราควรมีความเคารพต่อธรรมชาติบ้าง ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นคนที่ไม่เกรงกลัวอะไรเลย ทำอะไรก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ
อีกอย่าง เขาเองก็เจอเรื่องเหนือธรรมชาติมาแล้ว อย่างเรื่องกลับมาเกิดใหม่ ถ้ายังไม่เชื่ออะไรอีก ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว
เพราะงั้น ต่อให้ขึ้นเขามานานแค่ไหน เขาก็ไม่เคยล่าจิ้งจอก หรือเซเบิ้ลเลยแม้แต่ตัวเดียว
“เอาล่ะ ฉันไม่ฆ่าแกหรอก ไปเถอะ” สวี่ซื่อเยี่ยน พูดกับจิ้งจอกที่นอนหมอบอยู่กับพื้น หันหน้ามามองเขา
ดวงตาเล็กๆ สามเหลี่ยม ที่ปกติดูเจ้าเล่ห์และดุร้าย ตอนนี้กลับแฝงไปด้วยแวววิงวอนบางอย่าง
สวี่ซื่อเยี่ยน โบกมือเป็นสัญญาณให้มันรีบหนีไป







