(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 156
บทที่ 156 ใช้โลกออนไลน์เป็นที่ซ่อนตัวและฟอกตัวเอง
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ดวงตาของอาเหว่ยเบิกกว้างด้วยความตกใจ
เฉินหยูพูดขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า:
“ตอนม.ต้น นายเริ่มไปเรียนในเมือง และนั่นคือครั้งแรกที่นายได้สัมผัสกับการใช้อินเทอร์เน็ต”
“แต่นายไม่เหมือนกับเด็กติดเกมคนอื่น ๆ”
“นายไม่ได้ชอบเล่นเกม แต่กลับชอบดูอุลตร้าแมน”
“แม้ว่าค่าชั่วโมงอินเทอร์เน็ตที่อำเภอจะไม่แพง แต่เงินค่าขนมที่คุณยายให้มีแค่วันละ 3 หยวนเท่านั้น”
“เพื่อที่จะมีเงินไปดูอุลตร้าแมน นายเลยหาเรื่องโกหกต่าง ๆ เพื่อไปขอเงินจากคุณยาย”
“จนวันหนึ่ง คุณยายจับได้ว่านายโกหก แกโมโหมากจนจะลงมือตี”
“แต่นายกลับไม่สำนึกว่าตัวเองผิด คิดแต่ว่าบ้านมีนายเป็นเด็กคนเดียว เงินก็ต้องเป็นของนายอยู่ดี”
“ให้ตอนนี้หรือให้ตอนหลังก็เหมือนกันทั้งนั้น การที่แกตีเพราะเรื่องแค่นี้ ทำให้นายโมโหมาก”
“นายผลักคุณยายล้มลงกับพื้น และยืนมองแกด้วยสายตาเย็นชา จนกระทั่งแกโมโหมากจนหัวใจวาย”
“คุณยายร้องขอให้นายหยิบยาให้ แต่สุดท้ายนายกลับนิ่งเฉย”
“สุดท้าย คุณยายก็ตายต่อหน้านาย”
เฉินหยูกล่าวเสียงเย็นชา:
“ตั้งแต่เด็กจนโต นายเติบโตมาโดยมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู”
“แม้ว่าบ้านจะยากจนแค่ไหน แกก็ไม่เคยให้นายอดอยากเลยสักครั้ง”
“แต่นี่คือนายทำชั่วครั้งแรก และนับตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครควบคุมนายได้อีก”
“นายใช้ชีวิตอย่างไร้การควบคุม ใช้เงินเก็บของคุณยายจนหมดสิ้น และเริ่มคบค้ากับคนเลวในสังคม”
“นายเริ่มเสพติดอินเทอร์เน็ต รู้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าคนรุ่นเดียวกัน”
“กระทั่งเมื่อถูกจับ นายก็รู้ดีว่าตัวเองจะไม่ถูกลงโทษหนัก”
“นายเคยชินกับการถูกคนรอบตัวประจบสอพลอ แม้แต่ตำรวจนายก็ไม่สนใจ”
“เพื่อท้าทายตำรวจ นายจึงพูดออกมาว่า นายจงใจมองดูคุณยายหัวใจวายตายต่อหน้านาย”
“ในมือนายมียาอยู่ แต่ก็ไม่ได้ให้ยายของนายเลย”
สำหรับคนที่ทำร้ายคนในครอบครัว และไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์แบบนี้ เฉินหยูไม่มีวันยอมอภัย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาไม่มีท่าทีเป็นมิตรกับอาเหว่ยเลย
การจัดการอาเหว่ยเป็นหน้าที่ของตำรวจ
ส่วนหน้าที่ของเฉินหยู คือการเปิดโปงธาตุแท้ของคนเลวแบบนี้
และส่งมันไปให้ตำรวจจัดการ
แม้ว่าคุณยายจะเสียชีวิตไปหลายปี ร่างของแกก็เหลือแค่เถ้ากระดูก
แม้จะบอกตำรวจไป ก็ไม่มีหลักฐานเอาผิดเพิ่มเติมกับอาเหว่ยได้
เมื่อเห็นอาเหว่ยกำลังจะโต้แย้ง เฉินหยูยิ้มเยาะพร้อมกล่าวว่า:
“ฉันรู้นะว่านายกำลังจะพูดอะไร นายคงจะบอกว่าฉันดูถูกนายที่เคยติดคุก แล้วจงใจโยนความผิดให้นาย”
“ไม่ต้องรีบร้อน เรามาว่ากันทีละประเด็น”
“ตามกฎหมาย หากมีแต่คำให้การของผู้ต้องสงสัย แต่ตำรวจไม่มีหลักฐาน ก็ไม่สามารถตัดสินโทษได้”
“แม้จะเอาผิดนายในเรื่องนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่นายพูดไว้ก็ถูกบันทึกเป็นหลักฐาน และตอนนี้ก็ยังอยู่ในคลังข้อมูลของสถานีตำรวจในพื้นที่”
“ส่วนนายบอกว่า ชาวบ้านให้อภัยและยอมรับนายกลับเข้ามาใหม่ นั่นก็เป็นเรื่องโกหก!”
เฉินหยูเคาะโต๊ะเบา ๆ ก่อนมองอาเหว่ยด้วยสายตาเย้ยหยัน
“พวกเขาไม่ได้ให้อภัยนาย แต่พวกเขาไม่กล้าปฏิเสธ”
“แม้ว่านายจะติดคุกไปหลายปี แต่ความกลัวที่นายเคยฝากไว้ในใจชาวบ้านก็ไม่เคยจางหายไปเลย”
โจวเข่อซินแทบอยากจะตบหน้าตัวเอง
ความใจอ่อนของเธอมันช่างไร้ค่า
เธอถึงขั้นสงสารคนชั่วแบบนี้ได้อย่างไร
“อาเหว่ย แกมันเลว! ฉันถึงขั้นถูกแกหลอกได้!”
โจวเข่อซินตะโกนด่าออกมาด้วยความโกรธ
อาเหว่ยเริ่มรู้สึกกังวลอย่างมาก
ตั้งแต่เริ่มไลฟ์ขายของ เขาก็เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเฉินหยูอยู่บ้าง
ว่าคน ๆ นี้รู้ทุกเรื่อง
และเคยช่วยตำรวจจับคนร้ายมาหลายคนแล้ว
แต่เพราะเขาไม่เคยเห็นกับตา ก็เลยไม่เชื่อเต็มร้อย
ครั้งนี้ที่เชื่อมต่อไลฟ์กับเฉินหยู เขาหวังจะแบ่งเบาความผิดของตัวเองด้วยการเบี่ยงเบนประเด็น
และเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้กลายเป็นเรื่องเล็ก
ใครจะไปคิดว่า เฉินหยูจะไม่เล่นตามกฎ
แถมยังเปิดโปงเรื่องเก่า ๆ ของเขาอย่างหมดเปลือก
ทันใดนั้น มีผู้ชมคนหนึ่งส่งข้อความขึ้นมาบนหน้าจอว่า:
“ในเมื่ออาเหว่ยยังร้ายกาจเหมือนเมื่อก่อน ทำไมไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่กลับมาเป็นนักไลฟ์ขายของ?”
เฉินหยูหันไปมองอาเหว่ยที่สีหน้าเปลี่ยนไปหลากหลาย ก่อนตอบว่า:
“เหตุผลที่เขาทำแบบนี้ มันเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในคุกของเขา”
หลังจากติดคุกอยู่สามปี อาเหว่ยไม่ได้สำนึกผิดเลย
เขาคิดว่าตัวเองแค่โชคร้าย
เมื่อก่อนไม่มีประสบการณ์ และชอบอวดตัวต่อหน้าผู้คน จึงถูกจับได้ง่าย ๆ
ในเรือนจำ มีนักโทษหลายคนที่เคยต้องโทษซ้ำ ๆ
พวกนั้นเล่าให้ฟังว่า
หลังจากพ้นโทษ จะถูกหน่วยงานในพื้นที่คอยจับตาดู
อาเหว่ยจึงเรียนรู้จากบทเรียนและประสบการณ์ของคนอื่น
ถ้ากลับไปตั้งแก๊งอีกครั้ง คงจะถูกจับตาอย่างรวดเร็ว
เขาจึงเริ่มหลอกลวงเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้วยการแสร้งทำตัวเป็นนักไลฟ์ที่ช่วยเหลือคนยากจนและเผยแพร่พลังบวก
“ตอนเริ่มไลฟ์แรก ๆ เขาก็จะคัดลอกคำคมสร้างแรงบันดาลใจมาจากอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นสตรีมเมอร์ที่เผยแพร่พลังบวก”
“เขาจะพูดให้กำลังใจผู้ชม บอกให้ตั้งใจทำงาน กตัญญูต่อพ่อแม่ ดูแลครอบครัว และอย่าทำผิดกฎหมาย”
“เขาไม่ได้สนใจเลยว่าจะมีคนติดตามเยอะแค่ไหน หรือขายของได้หรือเปล่า”
“สิ่งที่เขาทำไปทั้งหมด เป็นเพียงการหลอกให้เจ้าหน้าที่รัฐตายใจ คิดว่าเขากลับตัวแล้วจริง ๆ”
“พอหน่วยงานรัฐคลายการจับตามอง เขาถึงเริ่มกลับมารวบรวมพวกพ้องใหม่ได้อย่างสบายใจ”
แต่ใครจะไปรู้ว่า
ช่วงไม่กี่ปีนี้ มีนักโทษพ้นโทษหลายคน ใช้วิธีเดียวกันนี้สร้างภาพในโลกออนไลน์
ผู้ชมบางคนยังหลงเชื่อไปกับเรื่องพวกนี้
แฟนคลับของเขาก็เพิ่มขึ้นทุกวัน และยอดขายผลไม้ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“สิ่งที่เขาเคยตั้งใจใช้โลกออนไลน์เพื่อซ่อนตัวและฟอกตัวเอง กลับกลายเป็นว่าเขาดันมีแฟนคลับหลักแสน”
“หาเงินได้เยอะจนแทบนับไม่ไหวแล้ว”
พอเฉินหยูพูดจบ เหล่าผู้ชมในไลฟ์ก็แทบจะระเบิด
"นี่มนุษย์แบบนี้ทำได้จริงเหรอ?"
"ความทุกข์ไม่จำเป็นต้องสรรเสริญ ความดีความชั่วไม่ควรถูกบิดเบือน คุณหมอเฉินทำถูกต้องแล้ว"
"พวกที่ชมว่า ‘ลูกผู้ชายกลับใจ’ ออกมาหน่อยสิ มาดูหน้ากันหน่อย"
"อีกแล้ว หนนี้ขัดขวางช่องทางหาเงินของพวกคนในคุกได้อีกทาง"
"ตอนที่กำลังคิดจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ก็เคยคิดจะใช้เรื่อง ‘อดีตนักโทษ’ มาเป็นจุดขาย พอค้นหาดูดันเจอว่ามีคนทำกันเกลื่อนแล้ว"
"นี่มันน่าหงุดหงิดจริง ๆ! ดาราที่ทำผิดกฎหมายโดนแบน แต่พวกนักโทษที่พ้นโทษกลับได้อาศัยการเล่าประสบการณ์ในคุกมาเป็นอินฟลูเอนเซอร์"
อาเหว่ยหน้าซีดขาว ใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เขาพยายามรักษาท่าทีให้ดูสงบนิ่ง พูดออกมาว่า:
“คุณเป็นไลฟ์สตรีมเมอร์ที่มีผู้ติดตามนับล้าน ทำไมต้องมาเล่นงานคนตัวเล็ก ๆ อย่างผมด้วย?”
“ผมเคยทำผิดจริง แต่ไม่ได้เลวร้ายขนาดที่คุณพูด”
“แค่เพราะคุณดูถูกผม คุณถึงกล่าวหาผมโดยไม่มีหลักฐาน”
“ถ้าคุณยังพูดต่อไป ผมจะฟ้องคุณแน่!”
เฉินหยูยิ้มบาง ๆ พร้อมพูดว่า:
“ไม่ต้องลำบากถึงขั้นนั้นหรอก เพราะพวกเขามาถึงหน้าบ้านคุณแล้ว”
“อะไรนะ?!”
อาเหว่ยเผลอหันไปมองประตูโดยอัตโนมัติ
“ส่วนเหตุผลที่พวกเขามาหาคุณ ไม่ใช่เพื่อช่วยคุณเรียกร้องความเป็นธรรม”
“แต่เพื่อพูดคุยเรื่องบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินของคุณต่างหาก”
คำพูดของเฉินหยูยังไม่ทันจบดี อาเหว่ยก็หน้าซีดเผือดด้วยความตกใจอย่างที่สุด







