(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 155
บทที่ 155 ทักษะที่ได้เรียนรู้มาจากในคุก
หลังจากพูดจบ ประโยคนี้ก็ทำให้ทุกคนเงียบกริบ มีเพียงอาเหว่ยที่ยังคงสะอึกสะอื้นไม่หยุด
ทั้งโจวเข่อซินและเหล่าผู้ชมที่ดูถ่ายทอดสดต่างตกตะลึง
ในความทรงจำของพวกเขา ทุกครั้งที่เฉินหยูถ่ายทอดสด เขามักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บนใบหน้า
น้ำเสียงที่ใช้พูดก็ไม่รีบร้อน ไม่เร่งเร้า
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีข้อความจากผู้ชมที่พาดพิงถึงเขาในเชิงลบหรือดูถูกเป็นการส่วนตัว ซึ่งเขาจะออกมาพูดเตือนอย่างจริงจัง
แต่โดยทั่วไป การถ่ายทอดสดของเฉินหยูนั้นสงบสุขและมีอารมณ์ขัน
ทำไมพอมาถึงอาเหว่ย เฉินหยูถึงเหมือนกลายเป็นคนละคน?
ถึงกับตัดสินว่าอาเหว่ยเป็นคนที่ไม่อาจให้อภัยได้
“ออกจากคุกมาแล้ว ก็ต้องรู้จักทำตัวให้เรียบร้อย”
“ถ้ายังคิดจะหลอกลวงต้มตุ๋นต่อไป ถ้าเป็นฉันก็คงรับไม่ได้เหมือนกัน”
“มีเพื่อนฉันบางคนยังภูมิใจที่ตัวเองเคยติดคุกเลย”
“แต่ยังไงเขาก็พยายามกลับตัวกลับใจนะ”
“เหอะ! ถ้าคิดจะกลับตัวจริง จะเอาผลไม้คุณภาพต่ำมาขายได้ยังไง?”
“พูดตรงๆ เลย คนแบบนี้มันมีนิสัยเลวร้ายฝังลึกในกระดูกอยู่แล้ว”
“ไม่ว่าจะมีอาชีพหรือสถานะอะไร สิ่งสำคัญคือทัศนคติพื้นฐานต้องถูกต้อง!”
เหล่าผู้ชมต่างส่งข้อความแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย
พวกเขามองว่าเหตุผลที่เฉินหยูรังเกียจอาเหว่ย เป็นเพราะสองประเด็นหลัก
ประการแรกคือการกระทำในอดีตของอาเหว่ยที่ทำให้ทุกคนรับไม่ได้
ประการที่สองคือความไม่พอใจที่อาเหว่ยใช้ประสบการณ์การติดคุกมาเป็นจุดขาย
สร้างภาพลักษณ์ “คนกลับใจ”
แต่กลับเอาผลไม้ที่มีปัญหามาหลอกขายให้ผู้บริโภค
เมื่อเห็นข้อความที่โจมตีตัวเอง อาเหว่ยถึงกับน้ำตาไหลพราก พูดเสียงสั่นเครือว่า
“ได้โปรดฟังผมอธิบายเรื่องนี้หน่อยครับ เกี่ยวกับปัญหาผลไม้ ผมยอมรับว่าผมซื้อผลไม้เหล่านั้นมาจากพ่อค้าส่ง”
“แต่เรื่องนี้มันมีเบื้องหลังบางอย่างอยู่”
“พวกคุณไม่เคยไปที่หมู่บ้านของเราเลย คงไม่มีทางรู้ว่าที่นั่นลำบากแค่ไหน”
“หมู่บ้านของเราถูกล้อมรอบไปด้วยภูเขา มีที่ดินทำกินน้อยมาก”
“หลายคนพอโตขึ้นก็เลือกที่จะออกจากหมู่บ้านไปทำงานข้างนอก และแทบไม่กลับมาอีกเลย”
อาเหว่ยเล่าถึงสภาพชีวิตในหมู่บ้านอันแสนยากลำบากของเขา พร้อมทั้งเช็ดน้ำตาไปด้วย
ชาวบ้านต้องทำงานหนักทั้งปี แต่ได้เงินมาเพียงน้อยนิด
เด็กจำนวนมากต้องหลุดจากระบบการศึกษา ผู้คนตกอยู่ในภาวะว่างงาน
อาเหว่ยกล่าวว่าเขาอยากไถ่บาปจากสิ่งที่เคยทำร้ายชาวบ้านในอดีต
จึงใช้วิธีการขายสินค้าผ่านการถ่ายทอดสด เพื่อช่วยหมู่บ้านของเขาหาหนทางพ้นจากความยากจน
แต่เขาไม่คาดคิดว่า หมู่บ้านไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะทำเกษตรกรรมอย่างเป็นระบบ
ส่งผลให้ปริมาณผลไม้ที่ได้ในแต่ละปีไม่เพียงพอต่อการส่งมอบ
อาเหว่ยสารภาพว่าเขาเคยคิดจะพูดความจริงออกไป
แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย
และยังแอบไปซื้อผลไม้จากที่อื่นมาแทนที่ผลไม้ที่หมู่บ้านผลิตเอง
“ผมเคยพยายามห้ามพวกเขา แต่ทุกคนจนกันจนเกินจะทนไหวแล้ว”
“พวกเขาคิดว่าผลไม้ที่ซื้อจากข้างนอกก็มีคุณภาพดี ผม...ผมเลยต้องเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ”
พูดจบ อาเหว่ยยืนขึ้นและก้มตัวโค้งคำนับหน้ากล้อง
เขาน้ำตาไหลพราก ขอโทษผู้ชมด้วยความจริงใจ
“คุณโจว ผมขอโทษจริงๆ ผมขอโทษจากใจจริง”
อาเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้น
“คุณไม่เคยเติบโตในภูเขา คุณไม่มีทางจินตนาการได้ว่าที่นั่นลำบากขนาดไหน”
“ถ้าผมบอกความจริง หมู่บ้านของเราจะถูกตราหน้า และสูญเสียหนทางเดียวที่จะแก้ปัญหาความยากจน”
“ระหว่างมโนธรรมของตัวเองกับความหวังของคนในหมู่บ้าน ผมจำเป็นต้องเลือก...”
คำพูดของอาเหว่ยเกี่ยวกับความยากจนของหมู่บ้าน ทำให้โจวเข่อซินรู้สึกเห็นใจอีกครั้ง
“เฮ้อ ถ้าฉันเป็นอาเหว่ย ฉันจะทำยังไงดีนะ?”
โจวเข่อซินถามตัวเองในใจ
แม้อาเหว่ยจะเกือบทำให้เธอเสื่อมเสียชื่อเสียง
แต่สุดท้ายเขาก็ทำไปเพราะต้องการช่วยเหลือคนทั้งหมู่บ้าน
ถ้าอาเหว่ยยอมรับความจริง การถ่ายทอดสดของเขาจะถูกแบนจากแพลตฟอร์ม
และหมู่บ้านของเขาก็จะกลับไปยากจนเหมือนเดิม
พอคิดถึงเรื่องนี้ โจวเข่อซินก็ลืมเรื่องสารเคมีในผลไม้ไปโดยไม่รู้ตัว
ผู้ชมหลายคนเริ่มคิดเหมือนโจวเข่อซิน
“คนเรามันก็มีพลาดกันได้”
“ยิ่งถ้าเบื้องหลังมีเหตุผลแบบนี้อีก...”
หลายคนเริ่มรู้สึกสงสารและเข้าใจอาเหว่ยมากขึ้น
“เฮ้อ ชีวิตในชนบทมันยังลำบากแบบนี้อีกเหรอ?”
“น่าสงสารทั้งหมู่บ้าน ไม่มีบ้านดีๆ สักหลังเลย”
“ดูแล้วคงมีแค่ถนนคอนกรีตเส้นเดียวที่ดูทันสมัย นอกนั้นก็ล้าหลังไปหมด”
“หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านยังคงยากจนอยู่เลย หวังว่าเขาจะกลับตัวได้จริงๆ”
“ไม่ว่าจะยังไง ฉันให้อภัยเขานะ เขาก็แค่พยายามช่วยเหลือคนในหมู่บ้านเท่านั้นเอง”
“แต่ถ้าคิดแบบนี้ อะไรๆ ก็ให้อภัยได้หมดงั้นเหรอ? แล้วมาตรฐานศีลธรรมอยู่ที่ไหน?”
“ถ้าจะไม่ให้อภัยคนที่เคยทำผิด แล้วเขาจะอยู่ในสังคมได้ยังไง?”
การสนทนาในห้องแชทเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งมองว่าอาเหว่ยควรได้รับโอกาส เพราะเขายอมรับความผิดและพร้อมที่จะแก้ตัว
อีกฝ่ายยังยืนยันว่าการโกหกและหลอกลวงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
บรรยากาศในห้องไลฟ์เต็มไปด้วยความเห็นที่หลากหลาย
ในขณะที่ผู้คนกำลังแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเดือด เฉินหยูยกมือขึ้นปรบมือสองครั้ง
เสียงปรบมือทำให้ห้องแชทเงียบลง ทุกคนหันกลับมาสนใจเขา
“อาเหว่ย นายมันไม่ธรรมดาจริงๆ” เฉินหยูกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความเย็นชา
“นายเป็นคนที่ชอบใช้ความรุนแรง แต่กลับมีความสามารถในการพูดโน้มน้าวคนอื่นได้ถึงขนาดนี้”
“ในเวลาอันสั้น นายสามารถใช้วิธีการบิดเบือนความจริง เปลี่ยนหัวข้อ และโยนความผิดไปที่คนอื่นได้อย่างแนบเนียน”
เฉินหยูคิดในใจด้วยความเย็นชา
อาเหว่ยใช้ความยากจนของทั้งหมู่บ้านมาเป็นข้ออ้างเพื่ออธิบายการกระทำของตัวเอง
เขาสามารถเชื่อมโยงความผิดส่วนตัวของเขากับทั้งหมู่บ้านได้อย่างแนบเนียน
เขาทำให้ปัญหาโฟกัสไปที่สภาพความยากจนของหมู่บ้าน แทนที่จะเป็นเรื่องสารเคมีตกค้างในผลไม้
“หมอเฉิน ผมไม่ได้บิดเบือนอะไร ผมแค่พูดความจริง”
อาเหว่ยรีบอธิบาย
“สิ่งที่หมู่บ้านทำผิด ผมยอมรับ และผมพร้อมที่จะชดใช้”
“ผมแค่อยากขอโอกาสให้หมู่บ้านของผม และให้ตัวผมเองได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”
“ฉันบอกแล้วว่านายไม่สมควรได้รับโอกาส” เฉินหยูตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คำพิพากษาของศาลระบุแค่ความผิดทางกฎหมายของนาย แต่ยังมีสิ่งที่ไม่ได้เขียนไว้ในนั้น”
“เช่น ตอนที่นายจงใจบอกตำรวจว่าคุณยายของนายตายเพราะน้ำมือนาย”







