หลังจากกินข้าวในโรงอาหารเสร็จและช่วงบ่ายวันนี้ไม่มีเรียน ซูอวี่ก็มาที่ศูนย์วิจัยอีกครั้ง
เขาไม่เห็นไป๋เฟิง
ไม่รู้ว่าไม่อยู่ หรือว่าลงไปที่ชั้นใต้ดินชั้นสามกันแน่
ส่วนทางด้านเซี่ยหู่โหยว ซูอวี่ปล่อยเขาไว้ก่อน ยังไงซะก็ยังมีโลหิตแก่นแท้อยู่ อีกสองสามวันค่อยไปลองถามดู
"หลิวหง!"
ในโซนที่พักอาศัย ซูอวี่เอนหลังพิงโซฟา ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห!
รังแกกันเกินไปแล้ว!
นี่มันผู้ใหญ่รังแกเด็กชัดๆ ไม่มีมารยาทเอาซะเลย
แต่พอโมโหเสร็จ ซูอวี่ก็อดคิดไม่ได้ว่า แต้มผลงาน 3 แต้ม... เหมือนจะเข้าท่าอยู่เหมือนกันนะ
ถ้าเขาไม่ต้องรับผิดชอบหน้าที่หัวหน้าชั้นเรียน แล้วได้แต้มผลงาน 3 แต้มมาฟรีๆ นั่นก็คงจะสวยงามมาก
"มีวิธีได้แต้มผลงานมาฟรีๆ ไหมนะ?"
ซูอวี่เริ่มครุ่นคิด ถ้าหัวหน้าผู้ชี้แนะไม่ใช่หลิวหง ที่จริงก็ยังมีโอกาส สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกอาจารย์ผู้สอน แล้วหาคนมาทำหน้าที่แทนในฝั่งนักเรียน จ่ายให้สักเดือนละ 1 แต้มผลงานก็คงมีคนยอมทำ
แบบนี้เขาก็ยังได้กำไรแต้มผลงานมาฟรีๆ อีกสองแต้ม
ก็เหมือนพนักงานประจำจ้างพนักงานชั่วคราวมาทำงานแทน
ลูกไม้แบบนี้ ซูอวี่ก็ทำเป็น
น่าเสียดายที่หัวหน้าผู้ชี้แนะคือหลิวหง หมอนี่ตั้งใจจะเล่นงานเขาอยู่แล้ว จะยอมให้เขาเอาเปรียบได้ยังไง
"ช่างเถอะ อีกหนึ่งเดือนให้หลัง ค่อยไปทุบหลินเย่าให้ตาย!"
"ตั้งใจฝึกฝนดีกว่า!"
ซูอวี่เลิกคิด หลิวหงเป็นหัวหน้าผู้ชี้แนะ เห็นได้ชัดว่าจะไม่มีทางเปิดโอกาสให้เขาหาช่องโหว่ได้แน่
สมแล้วจริงๆ พวกผู้ชายที่ยิ้มแย้มสดใสไม่มีพวกคนดีเลยสักคน!
"วันหลังถ้าเจอคนยิ้มแย้มเจิดจ้า จับตีให้ตายสักสิบคน คงไม่ผิดตัวสักเก้าคนหรอก!"
...
ชั้นสอง
ห้องเศษชิ้นส่วน ซูอวี่บุกมาอีกครั้ง
ช่วงเช้าวันนี้เสียเวลาไปทั้งเช้า ซูอวี่มีเวลาไม่มาก จึงไม่ชักช้า พอมาถึงก็พุ่งพรวดเข้าไปทันที
การต่อต้านของเจตจำนง การต่อต้านของอักษรเทวะ
เทียบกับเมื่อวาน วันนี้ซูอวี่รู้สึกผ่อนคลายขึ้นบ้าง ไม่เหมือนเมื่อวานที่แป๊บเดียวก็ถูกกดจนล้มลงไปกองกับพื้น วันนี้ซูอวี่รู้สึกว่าสภาพร่างกายดีขึ้นมาก
อาจจะเพราะความโมโห!
ถูกหลิวหงกระตุ้นเอา!
"ผมเกลียดหลิวหง ก็เลยพาลไปลงที่นักเรียนของเขา ที่จริงผมก็เหมือนกับเฉินฉี่ เป็นพวกชอบรังแกคนที่อ่อนแอกว่าและกลัวคนที่แข็งแกร่งกว่า... แต่เป้าหมายของผมในตอนนี้คือหลิวหงแล้ว ค่อยๆ จัดการไปทีละคน!"
"เริ่มที่หลินเย่า ตามด้วยหยางซา จากนั้นก็หลิวเฮ่อ แล้วสุดท้ายค่อยหลิวหง..."
คนสายนี้ ซูอวี่ได้จัดเตรียมแผนการจัดการในใจไว้อย่างดิบดีแล้ว
เขานึกถึงเฉินฉี่ขึ้นมาอีก หมอนั่นตอนนี้กำลังฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเตรียมแก้แค้นไป๋เฟิงอยู่หรือเปล่านะ?
ซัดเขาให้ตายก่อน แล้วค่อยไปซัดไป๋เฟิงให้ตาย?
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ถือว่ามีหัวอกเดียวกันกับเขาอยู่บ้างเหมือนกัน
"จะคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ ต้องฝึกฝน!"
ซูอวี่สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป แล้วอดทนรับความทรมานที่แสนสาหัสต่อไป!
การต่อต้านของเจตจำนง ฟังดูเหมือนง่าย แต่เมื่อใดที่เกินขีดจำกัดที่จะรับไหว นั่นก็คือความทรมาน
...
ไป๋เฟิงไม่ได้อยู่ที่ศูนย์วิจัย
ในตอนนี้ เขากำลังดื่มชาอยู่กับหลิวหง ศัตรูตัวฉกาจของซูอวี่
ขณะดื่มชา ไป๋เฟิงพูดกลั้วหัวเราะว่า "หัวหน้าชั้นเรียนงั้นเหรอ? หลิวหง สมองนายมักจะคิดแต่อะไรพิเรนทร์ๆ แบบนี้อยู่เรื่อยเลยนะ!"
หลิวหงขี้เกียจจะสนใจเขา พลางดื่มชาและพูดไปด้วยว่า "หูเหวินเซิงเก็บตัวฝึกฝนแล้ว เก็บตัวแบบปิดตายด้วย! ครั้งนี้ถ้าไม่ถึงระดับหลิงอวิ๋นก็จะไม่ยอมออกจากการเก็บตัว ทางนั้นเลยให้ฉันไปรับหน้าที่แทน ฉันก็ต้องสร้างผลงานสักหน่อย พวกเขารู้ว่าฉันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาย เลยหวังว่าฉันจะกดดันนายจากช่องทางอื่นแทน"
"หมายความว่ายังไง?"
ไป๋เฟิงพูดอย่างเชื่องช้า ไม่ได้มีท่าทีลนลานเลยแม้แต่น้อย
เรื่องที่ซูอวี่ได้เป็นหัวหน้าชั้นเรียน... ก็เป็นไปเถอะ แถมยังมีแต้มผลงานให้ด้วย ก็ดีออก
ถือโอกาสนี้ช่วยเขาทดสอบนักเรียนของตัวเองไปในตัวด้วยเลย
เด็กนั่นจะรับมือยังไงกันนะ?
"สกัดดาวรุ่งไม่ให้นายได้เลื่อนขั้นเป็นพนักงานประจำในปีนี้ไง!"
ไป๋เฟิงเลิกคิ้ว เมื่อได้ยินแบบนั้น เขาก็เงยหน้าขึ้นมองหลิวหง "นายทำได้เหรอ?"
"ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?"
หลิวหงพูดยิ้มๆ ว่า "ระดับทะยานเวหาจะเลื่อนขั้นเป็นพนักงานประจำได้ ต้องมีเงื่อนไขสามข้อ ข้อแรก สะสมแต้มผลงานให้ถึง 3000 แต้ม"
"ข้อสอง มีนักเรียนติดทำเนียบร้อยอันดับ"
"ข้อสาม ภายในสามปี ต้องได้รับการประเมินผลระดับสูง!"
หลิวหงยิ้มพลางกล่าว "นอกจากเงื่อนไขข้อแรกแล้ว ข้ออื่นๆ นายยังทำไม่สำเร็จเลยสักข้อ"
ไป๋เฟิงยิ้มบางๆ กล่าวว่า "ฉันได้รับการประเมินผลระดับสูงมาสองปีซ้อนแล้ว ปีนี้ก็คงไม่มีปัญหาหรอกมั้ง?"
เขาพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า "อีกอย่าง ปีนี้ฉันเพิ่งรับนักเรียนใหม่มา นักเรียนใหม่ไม่จำเป็นต้องติดทำเนียบร้อยอันดับก็ไม่มีปัญหา มันไม่ใช่ข้อกำหนดตายตัวซะหน่อย ขอแค่ผลการสอบประจำเดือนและการสอบประจำฤดูกาลของซูอวี่ออกมาไม่แย่ นั่นก็แสดงว่าฉันสอนได้ดีแล้ว"
"นั่นก็ถูกของนาย"
หลิวหงก็พูดกลั้วหัวเราะเช่นกัน "ดังนั้นการสกัดดาวรุ่งซูอวี่ก็คือขั้นตอนแรก ส่วนนายน่ะ ปีนี้คงยอมให้ได้ประเมินผลระดับสูงไม่ได้หรอกนะ"
"โอ้ พวกนายยังแทรกแซงกลุ่มประเมินผลได้ด้วยเหรอ?"
ไป๋เฟิงพูดล้อเล่น แต่หลิวหงกลับตอบอย่างจริงจังว่า "แน่นอนว่าทำไม่ได้สิ ถ้าถูกตรวจเจอขึ้นมาต้องรับผิดชอบกันบานเบอะ แต่ว่านะ... นายระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ ถ้าซูอวี่สอบได้อันดับรั้งท้ายสามครั้งติด ปีนี้นายก็หมดสิทธิ์ได้ประเมินผลระดับสูงแน่ๆ"
"ถ้าปีนี้นายไม่ได้เลื่อนขั้น ความสำคัญของนายก็จะลดลงไปนิดหน่อย... แต่แน่นอนว่าความจริงก็ไม่เป็นไรหรอก เป็นผู้ช่วยสอนก็ดีเหมือนกัน"
"สอบได้อันดับรั้งท้ายสามครั้งติด..." ไป๋เฟิงหลุดขำ "นายดูถูกนักเรียนของฉันเกินไปหน่อยหรือเปล่า?"
หลิวหงยักไหล่ ยิ้มพลางพูด "นี่ก็ต้องดูความสามารถของฉันแล้วล่ะ! ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว นายไปหาวิธีรับมือเอาเองก็แล้วกัน ถ้าขืนบอกหมดเปลือกมันก็หมดสนุกกันพอดี"
พูดจบ หลิวหงก็กล่าวต่ออีกว่า "ส่วนทางฝั่งศิษย์พี่ของนาย นายก็ไปเตือนเขาหน่อย ปีนี้คงมีเรื่องยุ่งยากไม่น้อยเลยล่ะ ตำแหน่งของเขามีคนจ้องจะตะครุบอยู่เยอะ ฉันได้รับข่าวมาว่า อีกไม่นานจะมีคนคอยสกัดดาวรุ่งศิษย์พี่ของนาย เพื่อทำให้เขาหลุดจากตำแหน่ง..."
สีหน้าของไป๋เฟิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย!
ในขณะนี้รู้สึกเย็นเยือกขึ้นมา เขาพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "จู่โจมเต็มกำลังงั้นเหรอ? หลายปีมานี้ พวกเรายอมทิ้งผลประโยชน์ไปเกือบทั้งหมด เหลือไว้แค่ตำแหน่งของศิษย์พี่เท่านั้น ตอนนี้พวกนายยังคิดจะไล่ต้อนกันให้ถึงตายอีกหรือ?"
หลิวหงหัวเราะ "นี่ไม่เกี่ยวกับฉันนะ ฉันก็เป็นแค่เบี้ยตัวเล็กๆ ตัวหนึ่ง! ใครใช้ให้นายไปเอาชนะหูเหวินเซิงมาได้ล่ะ การโดดเด่นเกินไปมันไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะ พวกเขากลัวว่าพวกนายจะกลับมาผงาดอีกครั้ง..."
หลิวหงพูดพลางถอนหายใจ "เกรงว่าตอนนี้พวกเขาก็คงยังสับสนอยู่เหมือนกัน การที่ไล่ต้อนพวกนายจนมุมน่ะ สรุปแล้วเป็นเพราะเป็นห่วงอนาคตของสถาบัน หรือเป็นห่วง... อนาคตของตัวเองกันแน่!"
"อำนาจทำให้คนมืดบอดจริงๆ!"
หลิวหงทอดถอนใจ พูดด้วยความเศร้าใจเล็กน้อย "กุมอำนาจในสถาบันมาห้าสิบปี ถึงแม้ว่าเบื้องบนจะมีผู้อำนวยการอยู่อีกคน แต่ตลอดห้าสิบปีที่ผ่านมาก็มีอำนาจล้นมือ ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักแข็งแกร่งขึ้นมาก นายลองคิดดูสิ ที่สู้กันมาจนถึงตอนนี้ สรุปว่าเป็นเพราะกลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย หรือกลัวว่าตัวเองจะเสียตำแหน่งกันแน่?"
ไป๋เฟิงแค่นเสียงเย็นชา "คงมีทั้งสองอย่างแหละ! พวกเขาน่ะ ฉันรู้ดี! ช่วงหลายสิบปีแรก คงจะเจ็บปวดกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในปีนั้นจริงๆ คิดว่าพวกเราทำร้ายคนทั้งสถาบัน หรือแม้กระทั่งทำร้ายเส้นทางการพัฒนาในอนาคตของปรมาจารย์อารยธรรมเผ่ามนุษย์ แต่ในช่วงสิบยี่สิบปีมานี้..."
ไป๋เฟิงหัวเราะเยาะ "สภาพจิตใจก็คงเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน! เมื่อก่อน ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักยังพอรับนักเรียนได้บ้าง ตอนนี้... หึๆ ถ้าไม่ใช่เพราะฉันรับซูอวี่เข้ามาก่อนล่วงหน้า ก็เกรงว่าจะยังคว้าน้ำเหลวเหมือนเดิม ต่อให้รับนักเรียนมาได้สักคนสองคน ก็อาจจะเป็นพวกที่พวกนายยัดเยียดเข้ามาให้ก็ได้"
ไป๋เฟิงดื่มชาจนหมดรวดเดียว เขากล่าวพร้อมกับหัวเราะเย้ยหยัน "จะกดดันไม่ให้พวกเราโดดเด่นก็ยังพอเข้าใจได้ แต่หลายปีมานี้ศิษย์พี่ของฉันก็ทำตัวเงียบเชียบมาตลอด ถ้าถึงขั้นมุ่งเป้าไปที่ศิษย์พี่ของฉันล่ะก็ นี่คงไม่ใช่แค่การขัดขวางไม่ให้โดดเด่นแล้ว แต่ตั้งใจจะไล่ต้อนพวกเราให้ถึงตายต่างหาก!"
ไป๋เฟิงลุกขึ้นยืน พ่นลมหายใจออกมา "มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก! กระต่ายจนตรอกก็ยังกัดคน นับประสาอะไรกับพวกเราที่ไม่ได้เป็นกระต่าย หลิวหง ฉันขอเตือนนายไว้อย่างนึง ทำตัวสงบเสงี่ยมเข้าไว้ มิฉะนั้น นายอาจจะต้องเจอดีแน่!"
พูดจบ ไป๋เฟิงก็เดินออกไปนอกห้อง
หลังจากที่เขาเดินจากไป หลิวหงก็ยังคงจิบชาอย่างเชื่องช้า ครู่หนึ่ง เขาก็หัวเราะเบาๆ "ดูเหมือนว่าคงจะแว้งกัดจริงๆ ซะแล้วสิ ฉันนี่ฉลาดจริงๆ"
ถ้าไป๋เฟิงกับพวกคิดจะกัด ตอนนี้ก็คงยังไม่กัดเขาหรอก
พวกผู้อำนวยการโจวทำเกินไปหน่อยจริงๆ ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักตอนนี้เหลือกันอยู่แค่ 5 คน การกดดันพวกเขาเพื่อไม่ให้โดดเด่นก็ยังพอเข้าใจได้ แต่ผลปรากฏว่าตอนนี้ถึงขั้นคิดจะเขี่ยศิษย์พี่ของไป๋เฟิงให้พ้นจากตำแหน่ง นี่มันไม่ใช่แค่การกดดันธรรมดาๆ แล้ว
...
ครู่ต่อมา
ไป๋เฟิงก็กลับมาที่ศูนย์วิจัย
เมื่อขึ้นไปบนชั้นสอง เขาก็เห็นซูอวี่กำลังฝึกฝนอยู่
พอเห็นเจ้าหนูนั่นถูกกดทับอยู่บนพื้นจนแขนขาสั่นระริก เขาก็อดขำไม่ได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจเล็กน้อย
อัจฉริยะ ใช่ว่าจะได้มาฟรีๆ ซะเมื่อไหร่
เจ้าหนูนี่ทนความยากลำบากได้เก่งจริงๆ!
เขายืนมองดูเงียบๆ อยู่เป็นสิบนาที ซูอวี่ก็ยังคงอดทนต่อไป ทว่าในท้ายที่สุดเมื่อทนไม่ไหวจริงๆ เขาก็คลานออกมาทั้งน้ำตานองหน้า
ทันทีที่คลานออกมา เบื้องหน้าก็ปรากฏเท้าคู่หนึ่ง
ซูอวี่เงยหน้าขึ้น จู่ๆ ก็รู้สึกอับอายและกระอักกระอ่วนใจเป็นที่สุด!
เขากลั้นความเจ็บปวด รีบลุกขึ้นยืนอย่างเร่งรีบ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "อาจารย์... ท่านมาได้อย่างไรครับ..."
"มาดูสถานการณ์การฝึกฝนของเธอน่ะสิ"
ไป๋เฟิงมักจะคอยพูดจาบั่นทอนกำลังใจเขาอยู่เสมอ โดยมีความตั้งใจเพื่อไม่ให้เขาเย่อหยิ่ง ทว่าวันนี้ กลับเอ่ยปากชมออกมาอย่างหาได้ยาก "ความอดทนไม่เลว การทนความยากลำบากได้ถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่จำเป็นต้องกดดันตัวเองขนาดนี้ วิธีการฝึกฝนของเธอ... สำหรับเธอแล้ว มันยังดูโหดร้ายเกินไปหน่อย"
ถ้านักเรียนไม่ขยัน คนเป็นอาจารย์ก็จะปวดใจและโมโหมาก
แต่ถ้าขยันมากเกินไป ก็ทำให้คนเป็นอาจารย์ปวดใจได้เหมือนกัน
อัจฉริยะอย่างซูอวี่ ไม่มีความดื้อรั้นเอาซะเลย เล่นฝึกฝนอย่างหนักขนาดนี้ ทำเอาคนเป็นอาจารย์เสียหน้าหมด อยากจะตำหนิสักสองสามประโยคก็ยังไม่มีโอกาส
ซูอวี่ยิ้มซื่อๆ ตอบว่า "ไม่เป็นไรครับอาจารย์ ผมชินแล้ว"
"ชินแล้วงั้นเหรอ..."
ไป๋เฟิงตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เรื่องแบบนี้ก็ชินกันได้ด้วยเหรอ?
วันหนึ่งเข้าห้องเศษชิ้นส่วนตั้งหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ถูกกดทับจนแทบระเบิด เรื่องแบบนี้ก็ชินได้ด้วยเหรอ?
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน สมัยก่อน เข้าแค่วันละครั้งก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดแล้ว อาจารย์หงถานของเขาก็สั่งสอนเขาอยู่บ่อยครั้งว่า ถ้าทนความลำบากไม่ได้ แล้วจะเป็นยอดคนได้อย่างไร?
ในตอนนั้น เขานึกอยากจะอยู่ให้น้อยลงสักสองสามนาทีทุกวันด้วยซ้ำ
ทว่าตอนนี้ นักเรียนที่เขารับเข้ามา กลับอยากจะขลุกอยู่ในนี้ตลอดทั้งวันทั้งคืน
เขาพ่นลมหายใจออกมาเบาๆ ไป๋เฟิงนึกถึงคำพูดของหลิวหงเมื่อครู่ การโจมตีเต็มกำลัง... มาแล้วสินะ!
พออาจารย์ไป คนพวกนั้นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป!
นี่มันก็เป็นความผิดของเขาเอง อยู่ดีไม่ว่าดีดันไปยุยงให้อาจารย์จากไป ตอนนี้พอเจอปัญหา มันก็เป็นฝีมือของเขาเองทั้งนั้น
ถ้าอาจารย์ยังอยู่ในสถาบัน พวกเขาคงไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานขนาดนี้
รอให้อาจารย์กลับมา ถ้าศัตรูแย่งตำแหน่งของศิษย์พี่ไปได้จริงๆ คราวนี้คงเป็นเรื่องใหญ่แน่
"พักสักหน่อยก่อนเถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับเธอ!"
"ครับ!"
ซูอวี่ปาดเหงื่อบนหน้าผาก แล้วเดินตามไป๋เฟิงลงไปชั้นล่าง
...
ชั้นล่าง
ไป๋เฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า "เดิมที เธอยังมีเวลาอีกมาก ค่อยๆ ฝึกฝนไปก็ได้! แน่นอนว่าตอนนี้ก็เหมือนกัน เธอยังคงมีเวลาอีกมาก เพียงแต่ว่า... มันอาจจะยากขึ้นกว่าเดิมสักหน่อย"
ซูอวี่ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเขาเท่าไหร่นัก
ไป๋เฟิงกล่าวต่อว่า "เธอมีศิษย์ลุงอยู่คนหนึ่ง ซึ่งก็คือศิษย์พี่ของฉันเอง อยู่ในระดับหลิงอวิ๋นขั้นเก้า ดำรงตำแหน่งที่ค่อนข้างสำคัญในสถาบัน... หัวหน้าบรรณารักษ์ของหอตำรา!"
ซูอวี่กะพริบตา สำคัญมากเลยเหรอ?
"สำคัญมาก!"
ไป๋เฟิงรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "สายของพวกเรา ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนัก มีอักษรเทวะมากมาย... แล้วมันมากมายได้ยังไงกัน?"
"การร่างอักษรเทวะหนึ่งตัว อย่างน้อยก็ต้องอ่านอักษรเจตจำนงมากกว่าสิบจบ นี่ถือว่าน้อยแล้วนะ... เธอน่ะไม่นับ!"
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของไป๋เฟิงกระตุกเล็กน้อย เขากระแอมเบาๆ แล้วกล่าวว่า "ต่อให้เป็นเธอ ก็ต้องอ่านอักษรเจตจำนง อ่านตำราภาพหมื่นเผ่า ถึงจะร่างอักษรเทวะออกมาได้! แต่นี่ก็ยังจำเป็นต้องใช้อักษรเจตจำนงจำนวนมากอยู่ดี สายของพวกเราถูกกดดันมาตลอดหลายปีนี้ ทุนรอนที่มีอยู่ก็ถูกใช้จนหมดไปตั้งนานแล้ว ทรัพยากรที่ได้รับจากทางสถาบันก็มีไม่มาก ไม่มีทางเลือกอื่น พวกเราทำได้เพียงพึ่งพาวิธีการเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ได้มาเท่านั้น"
"ศิษย์ลุงของเธอทำงานอยู่ในหอตำรา เขาก็มีสิทธิ์เปิดประตูหลังให้พวกเราได้บ้าง อย่างเช่นตอนที่พวกเราไปที่หอตำรา ก็สามารถอ่านอักษรเจตจำนงได้ฟรีๆ... แน่นอนว่าการอ่านฟรีนี้ ก็ถือเป็นการขโมยรูปแบบหนึ่ง"
ไป๋เฟิงกล่าวอย่างเปิดเผย "แต่พวกเราไม่มีทางเลือก พลังงานของคนเรามีจำกัด พวกเราต้องทำวิจัย ต้องฝึกฝน ต้องยุ่งวุ่นวายกับเรื่องต่างๆ มากมาย แต้มผลงานมีไม่พอใช้ สถาบันก็ไม่อนุมัติเงินทุน..."
"ยิ่งไปกว่านั้น การที่หอตำราอนุญาตให้ระดับสูงบางคนของสถาบันอ่านอักษรเจตจำนงได้ฟรีๆ มันก็เป็นกฎที่รู้กันดีอยู่แล้ว ไม่ใช่แค่เราฝ่ายเดียวที่ทำแบบนี้"
ไป๋เฟิงพ่นลมหายใจออกมาก่อนกล่าวว่า "ใครๆ เขาก็ทำกัน ความจริงมันก็เหมือนเป็นการยอมรับกลายๆ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องรู้สึกกดดันอะไร แต่ว่าตอนนี้... หรือจะพูดให้ถูกก็คือ หลังจากนี้ไป พวกเราคงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว"
"ครั้งก่อนที่เธอบอกว่าต้องการอักษรเจตจำนง 10 บท ฉันก็บอกว่าจะหาวิธีให้ ความจริงก็คือหาวิธีจากทางนี้นั่นแหละ แต่ตอนนี้มีคนเล็งศิษย์ลุงของเธอเอาไว้แล้ว คิดจะไล่ต้อนพวกเราให้ตาย ไม่ให้โอกาสพวกเราอีก!"
ไป๋เฟิงแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา "เมื่อใดที่ศิษย์ลุงของเธอหลุดจากตำแหน่ง หอตำราหลังจากนี้ พวกเราคงจะเข้าไปได้ยาก อย่าว่าแต่จะอ่านอักษรเจตจำนงฟรีเลย! สำหรับปรมาจารย์อักษรเทวะ อักษรเจตจำนงคือรากฐาน หากผูกขาดอักษรเจตจำนงไป ต่อให้ปรมาจารย์อักษรเทวะจะมีพรสวรรค์แค่ไหนก็ไร้ประโยชน์!"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นว่า "อาจารย์ครับ ถ้าไปหอตำราไม่ได้ แล้ววิชาเรียนรวมของสถาบันล่ะครับ? พวกนักวิจัยก็จะเขียนอักษรเจตจำนง..."
"มันไม่เหมือนกัน!"
ไป๋เฟิงโบกมือปฏิเสธ "อักษรเทวะที่ปรมาจารย์อักษรเทวะครอบครอง ส่วนใหญ่มาจากเคล็ดวิชาของหมื่นเผ่า อักษรเจตจำนงที่เผ่ามนุษย์เป็นคนเขียน แม้ว่าจะสามารถช่วยเราในการร่างอักษรเทวะได้ แต่โอกาสที่จะทำสำเร็จนั้นมีน้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้น ปรมาจารย์อักษรเทวะที่ยอมเปิดคอร์สสอนมักจะไม่แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก อักษรเจตจำนงที่เขียนออกมาก็เลยค่อนข้างอ่อนแอ"
"อย่างเช่นฉัน ถ้าฉันไปดูอักษรเจตจำนงที่ผู้ฝึกตนระดับทะยานเวหาเขียน ภายใต้การต่อต้านของเจตจำนง อักษรเจตจำนงที่เขาเขียนขึ้นมา อาจจะถูกฉันดูแค่รอบเดียวแล้วถูกทำลายทิ้งไปเลยก็ได้"
ไป๋เฟิงถอนหายใจ "บังเอิญว่าสายของพวกเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก พวกเราต้องครอบครองอักษรเทวะจำนวนมากถึงจะใช้ได้! เมื่อใดที่ถูกตัดขาดแหล่งที่มา วันคืนของพวกเราก็คงจะลำบากจริงๆ"
"อาจารย์ครับ แม้แต่ท่านก็ไม่สามารถหาแต้มผลงานได้มากพอที่จะตอบสนองความต้องการของตัวเองเลยเหรอครับ?"
ไป๋เฟิงพูดอย่างฉุนเฉียวว่า "ฉันหาเงินมาตอบสนองการฝึกฝนของตัวเองน่ะไม่มีปัญหาหรอก! แต่มันไม่ใช่แค่ฉันคนเดียว ยังมีการลงทุนในศูนย์วิจัยอีก แต้มผลงานที่พวกเราหามาได้ แปดในสิบส่วนก็ถูกทุ่มลงไปในศูนย์วิจัยหมดแล้ว"
"อีกอย่าง การบ่มเพาะคนใหม่ๆ ไม่ต้องใช้เงินหรือไง?"
เขาเหลือบมองซูอวี่แวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม "เธออยู่ระดับพันจวินแล้ว ฉันต้องเตรียมโลหิตแก่นแท้ไว้สำหรับสร้างรากฐานให้เธอไหมล่ะ? ถ้าเธอไปถึงระดับทะยานเวหา ฉันต้องหาวิธีเอาโลหิตแก่นแท้ที่ทรงพลังมาหล่อหลอมร่างกายให้เธอหรือเปล่า? การที่เธอครอบครองอักษรเทวะได้ เธอคิดว่าเธอพึ่งพาตัวเองได้จริงๆ เหรอ เธอจะไปนั่งสังเกตการณ์อาจารย์สอนในวิชาเรียนรวมครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อขอคำชี้แนะงั้นเหรอ?"
"ในอนาคตก็อาจจะต้องมอบของเหลวปราณบริสุทธิ์ โลหิตแก่นแท้ ศาสตราเทวะให้เธออีก... มีอันไหนที่ไม่ต้องใช้เงินบ้าง?"
ไป๋เฟิงบ่นอุบ "การรับนักเรียน เธอคิดว่าเป็นเรื่องดีงั้นเหรอ? เป็นการค้าที่ขาดทุนชัดๆ เข้าใจไหม! แต่ก็ไม่รับไม่ได้ ถ้าไม่รับ ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักก็จบเห่ การสืบทอดก็ขาดสะบั้น ผ่านไปสักหลายสิบปี พอพวกเราตาย สายนี้ก็ล่มสลายของจริง!"
"ดังนั้น อีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า ถ้าเธอแข็งแกร่งขึ้นมาแล้ว ต่อให้เธอไม่อยากรับนักเรียน ก็ต้องรับ นี่คือปัจจัยสำคัญในการรักษาสายของพวกเราเอาไว้! ถ้าไม่มีคนรุ่นใหม่ ก็ไม่นับว่าเป็นสายวิชา! ถือว่าเป็นพวกลุยเดี่ยว เพราะเธอไม่มีการสืบทอด ของพวกนี้พอเธอตายไป มันก็อาจจะสูญหายไปตลอดกาล"
ซูอวี่เกาหัว
ไม่ได้พูดอะไรออกไป เพราะเขาไม่รู้ว่าในเวลานี้ตัวเองควรจะพูดอะไรดี
ไป๋เฟิงเอ่ยขึ้น "ฉันพอจะเดาออกว่าพวกเขากำลังคิดจะทำอะไร ศิษย์ลุงของเธอมีลูกศิษย์อยู่คนหนึ่ง ตอนนี้ก็เป็นนักเรียนในทำเนียบร้อยอันดับเหมือนกัน คงจะเริ่มลงมือจากทางนั้นก่อน นี่คือข้อแรก!"
"ข้อสอง ก่อนหน้านี้ศิษย์ลุงของเธอแอบเอาตำราภาพหมื่นเผ่ากลุ่มหนึ่งมาให้ศูนย์วิจัยยืม แน่นอนว่าในนามคือการยืมใช้ แต่ความจริงแล้ว... ตอนนี้มันกองอยู่ในห้องเศษชิ้นส่วนนั่นแหละ!"
ซูอวี่ยิงฟัน ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!
ไป๋เฟิงพ่นลมหายใจกล่าวว่า "ดังนั้น ต่อจากนี้เราต้องชดเชยส่วนที่ขาดหายไปนี้ให้ได้ ตำราภาพหมื่นเผ่าพวกนั้น มูลค่ารวมก็เป็นหมื่นแต้มผลงานแล้ว! ก่อนหน้านี้ความจริงฉันเตรียมของให้เธอไว้บางอย่าง โลหิตแก่นแท้วัวทะลวงภูเขานั่นได้มาโดยบังเอิญ อันนั้นไม่นับนะ ก่อนหน้านี้ฉันยังเตรียมโลหิตแก่นแท้สำหรับหล่อหลอมร่างกายระดับพันจวินไว้ให้เธอด้วย แต่ต่อไปนี้ฉันคงต้องเอาไปขายให้หมด..."
"ฉันเตรียมศาสตราเทวะระดับเสวียนขั้นต่ำไว้ให้เธอเล่มหนึ่ง ก็จะเอาไปขายเหมือนกัน!"
"รวมถึงอักษรเจตจำนงที่ฉันเก็บไว้ให้เธออีกหลายบท ก็จะเอาไปขายให้หมดด้วย!"
ไป๋เฟิงมองซูอวี่ "ที่มาหาเธอ ก็เพื่อจะบอกเธอว่า เพื่อชดเชยส่วนที่ขาดหายไป ต่อจากนี้... พวกเราล้มละลายแล้ว! นอกจากห้องทดลองเพียงห้องเดียว ก็จะไม่เหลืออะไรเลย ไม่มีอักษรเจตจำนง ไม่มีโลหิตแก่นแท้ ไม่มีแต้มผลงาน รวมถึงแต้มผลงาน 5 แต้มต่อเดือนที่เคยรับปากเธอไว้... ก็ไม่มีแล้ว!"
ซูอวี่เงียบไป
ไป๋เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เธอจะไปก็ได้นะ ฉันรู้ว่าจ้าวลี่อยากรับเธอเป็นนักเรียน ตอนนี้เธอเลือกเรียนวิชาเอกที่ภาควิชาหลอมศาสตราได้ เขาไม่ปฏิเสธหรอก! ฉันก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกันว่าจู่ๆ พวกเขาจะโจมตีหนักหน่วงขนาดนี้ ในบรรดาเรื่องพวกนี้... มีหลายเรื่องที่ฉันเป็นต้นเหตุ ไม่จำเป็นต้องดึงเธอเข้ามาเกี่ยวด้วยหรอก!"
การขัดเกลาก่อนหน้านี้ ตอนนี้มันไม่ใช่การขัดเกลาอีกต่อไปแล้ว
อีกฝ่ายถึงกับคิดจะแย่งตำแหน่งของศิษย์พี่ไป นี่มันกะจะฆ่าล้างโคตรกันเลยชัดๆ!
เรื่องนี้มันยากกว่าที่ไป๋เฟิงจินตนาการไว้มาก!
ถ้าซูอวี่ยังอยู่ต่อ สิ่งที่เขาต้องเผชิญในภายภาคหน้าอาจไม่ใช่แค่หลิวหง หมอนี่น่ะไม่น่ากลัวเท่าไหร่หรอก ที่น่ากลัวก็คือปัญหาที่ตามมาเป็นพรวนหลังจากนี้ต่างหาก
ซูอวี่รู้สึกคอแห้งผาก
ขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก อุปกรณ์สื่อสารของไป๋เฟิงก็ดังขึ้น
ไป๋เฟิงขมวดคิ้ว เขากดรับสายแล้วฟังอยู่สองสามประโยค ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ดีมาก ตอบโต้กลับมาได้เร็วดี! ศิษย์พี่ เรื่องนี้ฉันเป็นคนก่อ ฉันจะหาทางแก้ปัญหาเอง มาเร็วแบบนี้ ก็อย่ามาโทษฉันก็แล้วกัน..."
ซูอวี่ได้ยินเสียงคนปลายสายพูดห้ามปรามไป๋เฟิงอยู่หลายประโยคอย่างเลือนราง ไม่นาน ไป๋เฟิงก็กัดฟันพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น ฉันจะไปตามหาอาจารย์ที่สนามรบพหุภพกลับมา!"
"ไม่ได้ อาจารย์เอาแน่เอานอนไม่ได้ ขืนนายไป ก็มีแต่จะหายไปอีกคนซะเปล่าๆ!"
"..."
บทสนทนาของทั้งสองสั้นกระชับมาก ไม่นานไป๋เฟิงก็วางสายไป
เขามองซูอวี่อีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ค่อนข้างฝืน "ศิษย์พี่หญิงใหญ่ของเธอ... วันนี้ในการประลองท้าชิงทำเนียบร้อยอันดับ ถูกคนท้าประลอง พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ บาดเจ็บสาหัส อย่างน้อยก็ต้องพักฟื้นสามเดือน หลุดจากทำเนียบร้อยอันดับไปแล้ว!"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว "อาจารย์... แบบนี้... จะมีผลกระทบต่อศิษย์ลุงกับอาจารย์ไหมครับ?"
"ก็มีนิดหน่อย!"
ไป๋เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "ก่อนสิ้นปี ถ้าเธอไม่สามารถกลับเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับได้อีก การประเมินระดับของศิษย์ลุงของเธอจะลดลง หากลดลง สถาบันก็จะทำการประเมินครั้งที่สอง เมื่อมีการประเมินครั้งที่สอง เรื่องของศิษย์ลุงเธอก็จะปิดบังไว้ไม่อยู่ เรื่องที่คอยอำนวยความสะดวกให้พวกเรา... ก็จะถูกเปิดโปงทั้งหมด!"
"ถึงเวลานั้น ต่อให้ชดเชยส่วนที่ขาดหายไปได้ แต่ภายใต้การตรวจสอบอย่างเข้มงวด ก็ยังถูกตรวจเจออยู่ดี!"
ซูอวี่อดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ท่านบอกว่าใครๆ ก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น อย่างมากก็สู้ตายกับพวกเขาสิครับ พวกเขาตรวจเรา เราก็ตรวจพวกเขา..."
"ไร้เดียงสา!"
ไป๋เฟิงพูดทำลายความหวังของเขา "คณะอักษรเทวะแทบจะกลายเป็นสวนหลังบ้านของพวกเขาอยู่แล้ว ถึงช่วงเวลาสำคัญ มีคำสั่งของคณบดีเพิ่มมาอีกสองสามฉบับ คณบดีอนุญาต แล้วจะไปเอาผิดใครได้? คณบดีมีสิทธิ์สั่งเคลื่อนย้ายอักษรเจตจำนงกลุ่มหนึ่งได้ แต่พวกเรา... ไม่มีสิทธิ์นั้น! อาจารย์ปู่ของเธอไม่อยู่ อยากจะปริปากพูดยังไม่มีโอกาสเลย"
ซูอวี่เกาหูเกาแก้ม รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
ทำไมวันนี้ถึงมีแต่เรื่องซวยๆ ตลอดเลยเนี่ย!
เขาซวย ศิษย์ลุงซวย ศิษย์พี่หญิงใหญ่ที่ไม่เคยพบหน้าค่าตากันมาก่อนก็ซวยเหมือนกัน
"อาจารย์ครับ แล้วผมพอจะทำอะไรได้บ้างไหมครับ?"
"เธอ..."
ไป๋เฟิงมองเขา ยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยว่า "ไม่คิดจะเรียนวิชาเสริมที่ภาควิชาอักษรเทวะแล้วเหรอ?"
"ผมชอบอักษรเทวะครับ!"
ซูอวี่ส่ายหน้า ผมชอบห้องเศษชิ้นส่วน ชอบห้องกรอง ผมไม่ไป!
ให้ตายยังไงผมก็ไม่ไป!
"ถ้าอย่างนั้นเธอ... ก็อาจจะพอทำอะไรได้จริงๆ!"
ไป๋เฟิงหรี่ตาลง ยิ้มพลางกล่าวว่า "ก่อนสิ้นปี ทะลวงเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับให้ได้! ท้าประลองไต่เต้าขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้นักเรียนฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัส บดขยี้พวกเขา ปล่อยให้ศิษย์พี่หญิงของเธอคอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อยู่ข้างหลัง แล้วกลับเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับอีกครั้ง!"
"แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอครับ?"
ซูอวี่ถึงกับอึ้ง
"แน่นอนว่าไม่ได้สิ ความสามารถของเธอยังไม่พอ ไม่กลัวถูกคนอื่นท้าประลองเหรอ? ไม่กลัวบาดเจ็บสาหัสหรือไง? แต่ว่านะ... สิ่งที่เราต้องทำให้บาดเจ็บสาหัสคือนักเรียนฝ่ายตรงข้าม แล้วให้ศิษย์พี่หญิงของเธอเข้าไปแทนที่ตำแหน่งของพวกเขา คนข้างหลังก็ไม่กล้าเข้ามายุ่งกับการต่อสู้ระหว่างพวกเราในตอนนี้หรอก พวกเขาจะปล่อยให้เราสู้กันไป นั่นแหละคือโอกาส!"
"ก่อนสิ้นปี..."
ซูอวี่ลองคำนวณดู วันนี้วันที่ 5 สิงหาคม ก็คือเหลือเวลาไม่ถึง 5 เดือนเหรอ?
เวลาไม่ถึง 5 เดือน จะทะลวงเข้าสู่ทำเนียบร้อยอันดับให้ได้เนี่ยนะ?
ผม... จะทำได้เหรอ?
ไป๋เฟิงมองเขา ยิ้มพลางถาม "มั่นใจไหม? ถ้ามี เราก็จะได้ลองเสี่ยงดูสักตั้ง! แต่ถ้าไม่มี ฉันก็ต้องรีบไปที่สนามรบพหุภพให้เร็วที่สุด เพื่อไปตามหาอาจารย์ปู่ของเธอ แล้วพาเขากลับมาให้ได้!"
ซูอวี่เกาหัว อดไม่ได้ที่จะถามว่า "เวลาไม่ถึง 5 เดือน ในทำเนียบร้อยอันดับอย่างน้อยก็ต้องมีพลังต่อสู้ระดับวั่นสือ... ผมขอยืมพลังจากภายนอกได้ไหมครับ?"
"พลังจากภายนอก?"
ไป๋เฟิงเลิกคิ้ว "พลังจากภายนอกอะไร?"
"คือว่า..." ซูอวี่ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า "อักษรเทวะคำว่า 'เลือด' ของผม มันดูดซับโลหิตแก่นแท้ได้ไม่ใช่เหรอครับ? หลังจากที่มันดูดซับโลหิตแก่นแท้เข้าไปแล้ว มันจะสามารถระเบิดพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิมออกมาได้ชั่วคราว"
ทำไมฟังดูคุ้นหูจัง!
อะไรคือระเบิดพลังที่แข็งแกร่งกว่าเดิม?
ไป๋เฟิงรู้สึกคุ้นเคยกับคำพูดนี้เป็นอย่างมาก คุ้นเคยจนเขา... รู้สึกเสียวสันหลังวาบ!
"อะไรนะ... ที่เรียกว่าระเบิดพลังที่แข็งแกร่งชั่วคราว?"
ซูอวี่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เรื่องนี้ก็คงจะปิดบังไว้ไม่ได้จริงๆ เว้นเสียแต่ว่าเขาจะไม่งัดมันออกมาโชว์ให้ใครเห็นไปตลอดชีวิต
"ก็คือ หลังจากที่ดูดซับโลหิตแก่นแท้แล้ว อักษรเทวะจะมอบพลังที่แข็งแกร่งให้กับผม มันเกี่ยวข้องกับคุณภาพของโลหิตแก่นแท้ ผมจะระเบิดพลังที่เทียบเท่ากับระดับของโลหิตแก่นแท้ออกมาได้ แน่นอนว่า ต้องอยู่ในขอบเขตที่ผมจะรับไหวด้วย..."
ไป๋เฟิงถึงกับตกตะลึง!
เขากลืนน้ำลายลงคอ ไป๋เฟิงถามด้วยความยากลำบากว่า "ที่ระเบิดออกมาน่ะ... เป็นพลังธรรมดา หรือว่า... หรือว่า... เป็นพลังแบบ... แบบที่มีทักษะต่อสู้พิเศษ... พลังแบบนั้น?"
ซูอวี่กะพริบตา นี่อาจารย์ก็รู้ด้วยเหรอ?
ดูท่าทางแล้ว ความสามารถแบบนี้ก็คงมีคนอื่นทำได้เหมือนกันสินะ
ถ้าอย่างนั้น นี่ก็ไม่นับว่าเป็นความสามารถพิเศษอะไรมากมายล่ะสิ?
แต่ก็คงจะหาดูได้ยากเหมือนกัน ไม่เห็นเหรอว่าไป๋เฟิงยังดูตื่นเต้นขนาดนั้นเลย?
ซูอวี่คิดทบทวนดู แล้วพยักหน้าตอบว่า "บางอันก็จะมีทักษะต่อสู้พิเศษติดมาด้วยครับ... อย่างเช่นก่อนหน้านี้ ผมดูดซับโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็ก ก็จะระเบิดทักษะฉีกกระชากออกมาได้ แขนของผมจะเปิดจุดทวารชั่วคราว แล้วก็สามารถระเบิดการโจมตีปลิดชีพออกมาได้อย่างกะทันหัน..."
"เวรเอ๊ย!"
"..."
ซูอวี่สะดุ้งโหยง!
หารู้ไม่ว่า ในวินาทีนี้ไป๋เฟิงได้ตกตะลึงไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว!
เวรเอ๊ย!
เวรเอ๊ย!
สถานการณ์ไหนกันเนี่ย?
มันเกิดอะไรขึ้น?
เขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่?
นี่มัน... การสกัดทักษะพรสวรรค์ที่พวกเราใช้เวลาวิจัยมาหลายปีนี่นา!
เป็นไปไม่ได้!
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
ถ้าอักษรเทวะแค่ตัวเดียวสามารถทำได้ แล้วพวกเราจะลำบากลำบนทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมาย เพื่อวิจัยไอ้ของพรรค์นี้ไปทำไมกัน!
ไม่มีทาง เจ้าเด็กจอมลวงโลกนี่กำลังหลอกฉันแน่ๆ!
ฉันไม่เชื่อหรอก!
ไป๋เฟิงถึงกับอึ้งไปจริงๆ!
บ้าเอ๊ย เป็นไปไม่ได้สิ งานวิจัยของพวกเรารั่วไหลออกไปงั้นเหรอ?
หรือจะบอกว่า มีอักษรเทวะแบบนี้อยู่จริงๆ?
ถ้ามี... แล้วจะวิจัยไปเพื่ออะไรเล่า สู้เอาเวลามาร่างอักษรเทวะแบบนี้ไปเลยดีกว่า
"อักษรเทวะคำว่าเลือด..."
ไป๋เฟิงพึมพำ นี่มันไม่ได้ถูกร่างขึ้นมาจากอักษรเจตจำนงบทนั้นที่ฉันเป็นคนเขียนหรอกเหรอ?
เป็นไปไม่ได้สิ!
ไป๋เฟิงอย่างฉัน ไม่น่าจะเก่งกาจขนาดนี้นี่นา!
ฉันหูแว่วไปแล้วแน่ๆ!







