ไป๋เฟิงแทบไม่กล้าเชื่อเลยว่านี่คือความจริง!
เมื่อห้าสิบปีก่อน อาจารย์เริ่มวิจัยเรื่องการสกัดทักษะพรสวรรค์ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ก่อนหน้านั้น ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าก็วิจัยเรื่องการสกัดทักษะพรสวรรค์มาตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่าหลายปีที่ผ่านมานี้ ผลลัพธ์ก็ยังคงมีจำกัด
ทักษะพรสวรรค์หลายอย่างไม่สามารถสกัดออกมาได้เลยด้วยซ้ำ ต่อให้เป็นโลหิตแก่นแท้ของระดับทะยานเวหาขึ้นไป หลังจากแยกส่วนแล้วก็สกัดทักษะพรสวรรค์ไม่ได้เลย
ผลาญโลหิตแก่นแท้ไปนับไม่ถ้วน สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมหาศาล
จนกระทั่งสองปีมานี้ ถึงพอจะมีความคืบหน้าอยู่บ้าง
แต่ตอนนี้ มีคนบอกเขาว่า ตัวเองมีอักษรเทวะหนึ่งตัวที่สามารถดูดซับโลหิตแก่นแท้ แล้วระเบิดพลังทักษะพรสวรรค์ออกมาได้...
นายเห็นฉันเป็นไอ้งั่งหรือไง!
ไป๋เฟิงจ้องซูอวี่เขม็ง กัดฟันกรอด "นายทะยานเวหาตั้งแต่เมื่อไหร่"
"หา?"
"นายทะยานเวหาตั้งแต่เมื่อไหร่!"
ไป๋เฟิงพูดอย่างเดือดดาล "ฉันจะดูอักษรเทวะของนาย!"
ฉันไม่มีทางเชื่อหรอก!
เป็นไปไม่ได้!
ถ้าไม่ทะยานเวหา ก็มองไม่เห็นอักษรเทวะ เขาจึงประเมินไม่ได้ มีเพียงเด็กนี่ทะยานเวหาแล้วเท่านั้น เขาถึงจะมองเห็นได้
เมื่อพูดจบเขาก็ถามอีก "เมื่อกี้นี้นายไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม"
"ไม่ได้หลอกครับ"
ซูอวี่พูดอย่างระมัดระวัง "จริงๆ นะครับอาจารย์ หรือไม่คุณก็ลองให้โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กผมสักหยด แล้วผมจะระเบิดพลังให้คุณดู..."
"โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็ก... จำเป็นต้องเจาะจงชนิดเดียวไหม หรือว่าใช้โลหิตแก่นแท้ชนิดไหนก็ได้"
ไป๋เฟิงพยายามสงบสติอารมณ์ลง!
ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นกับตา ฉันก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง
นอกจาก... นายจะตบหน้าฉันให้ดูต่อหน้าต่อตา!
"ตอนนี้เพิ่งพบแค่วิหคปีกเหล็กชนิดเดียวนี่แหละครับ..."
ซูอวี่พูดอย่างระมัดระวัง "เพราะโลหิตแก่นแท้ที่ผมดูดซับก็มีไม่เยอะ คราวก่อนอักษรเทวะคำว่าเลือด มันอยากจะดูดเลือด ผมก็เลยลองดู ผลลัพธ์ก็ออกมาเป็นแบบนี้โดยไม่คาดคิด ผมก็เลยไม่กล้าบอกใครเลย..."
"ไม่บอกน่ะถูกแล้ว!"
ไป๋เฟิงสงบใจลงได้แล้ว เขากล่าวเสียงขรึม "ถ้าเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้จะยุ่งยากมาก! พอนายถึงระดับทะยานเวหา อักษรเทวะตัวนี้อาจจะโดนคนเพ่งเล็งได้!"
"จำเอาไว้ ห้ามเอาเรื่องนี้ไปบอกใครอีก! ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม!"
"รวมไปถึง... ช่างเถอะ เอาเป็นว่าชั่วคราวนี้ให้รู้กันแค่ฉันกับนายก็พอ!"
พูดจบไป๋เฟิงก็กล่าวอีกว่า "ถ้าวันหลังนายจะใช้อีก ก็ให้บอกว่า... บอกว่าเป็นโลหิตแก่นแท้ชนิดพิเศษที่ฉันให้นายไป!"
พูดจบไป๋เฟิงก็ลุกขึ้นยืน "ฉันจะไปเอาโลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กมาหน่อย เดี๋ยวแกทดสอบให้ฉันดูตรงนี้เลย!"
"ครับ!"
ซูอวี่เห็นท่าทางดุร้ายราวกับยักษ์มารของเขา ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก
...
สิบกว่านาทีต่อมา
ไป๋เฟิงก็กลับมา
ไป๋เฟิงในตอนนี้ตีหน้าขรึม ทำหน้าเหมือนคนทั้งโลกติดหนี้เขาอยู่
เขาโยนโลหิตแก่นแท้ระดับเชียนจวินหนึ่งหยดให้ซูอวี่ ก่อนจะพูดเสียงเย็น "กินซะ แล้วโจมตีฉัน! ใช้ทักษะพรสวรรค์ในโลหิตแก่นแท้โจมตีฉัน!"
ซูอวี่ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดูท่าทางเหล่าไป๋จะหงุดหงิดมากนะเนี่ย
เขากลืนโลหิตแก่นแท้ลงไป แล้วเปิดตำราภาพ
ท่อนแขนของซูอวี่บวมเป่งขึ้นมาอีกครั้ง จุดทวารเปิดออกชั่วคราวทีละจุด ทักษะวิชาฉีกกระชากระเบิดออกมาในพริบตา!
ตู้ม!
ซูอวี่คว้ามือออกไป จับแขนของไป๋เฟิงเอาไว้แน่น เสียงแควกดังขึ้น เสื้อผ้าบนแขนของเขาถูกฉีกจนขาดวิ่น ทว่าแขนของไป๋เฟิงกลับไร้รอยขีดข่วน
ไป๋เฟิงไม่ได้ขัดขืน และไม่ได้ตอบโต้
ปล่อยให้เขาโจมตีตามสบาย!
ยามนี้ เมื่อมองดูเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น และสัมผัสได้ถึงทักษะวิชาที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ไป๋เฟิงก็มีสีหน้าเหม่อลอย
จะเป็นไปได้ยังไง!
เป็นทักษะพรสวรรค์ของวิหคปีกเหล็กจริงๆ!
แค่กลืนลงไปแค่นั้น แล้วก็... ระเบิดทักษะพรสวรรค์ออกมาได้เลยงั้นเหรอ
ทำไมกัน
ต้องรู้ไว้นะว่า โลหิตแก่นแท้ที่พวกเขาใช้ระเบิดทักษะพรสวรรค์ในปัจจุบัน ล้วนผ่านกระบวนการจัดการมาเป็นพิเศษแล้วทั้งนั้น
ถึงจะเห็นว่าเป็นโลหิตแก่นแท้เหมือนกัน แต่ยังไม่ต้องพูดถึงตัวเลขมหาศาลในการวิจัยหรอก แค่ขั้นตอนจัดการกับโลหิตแก่นแท้ชนิดพิเศษหนึ่งหยดในตอนท้าย อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้โลหิตแก่นแท้ชนิดเดียวกันตั้ง 10 หยดขึ้นไปแล้ว
แต่ซูอวี่... กลับระเบิดพลังออกมาได้โดยตรงเลย!
ทำไมกัน
อักษรเทวะคำว่าเลือด มันทรงพลังขนาดนี้เลยเหรอ
ไป๋เฟิงเหม่อลอยไปแล้ว ทว่าซูอวี่กลับงัดข้อกับแขนของเขา โจมตีต่อเนื่องไปสิบกว่าครั้ง แต่กลับทำลายการป้องกันที่แขนของเขาไม่ได้เลย นี่ทำเอาซูอวี่หมดหวังสุดๆ!
จะเป็นไปได้ยังไง
ระดับทะยานเวหาแข็งแกร่งถึงขั้นนี้เลยเหรอ
วินาทีต่อมา ไป๋เฟิงก็ได้สติ เขาตวัดมือผลักซูอวี่กระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตรด้วยความหงุดหงิด แล้วแค่นเสียง "ฉันเป็นระดับทะยานเวหา หล่อหลอมร่างกายมาตั้งหลายครั้ง ตอนนั้นใช้... โลหิตแก่นแท้ของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งติดสิบอันดับแรกมาหล่อหลอมร่างกายเชียวนะ! ถ้าถูกพลังโจมตีของไก่อ่อนระดับไคหยวนอย่างนาย... ไม่สิ อย่างมากก็เชียนจวินขั้นหก ทำลายการป้องกันได้ ฉันก็คงเป็นเศษสวะของแท้แล้ว!"
เด็กนี่คิดอะไรของเขากันเนี่ย!
แค่ระดับเชียนจวินขั้นหกก็ทำลายการป้องกันทางร่างกายของเขาได้แล้ว อย่างนั้นเขาก็คงไม่ใช่ไป๋เฟิงแล้วล่ะ
ซูอวี่รู้สึกหดหู่มาก!
ไป๋เฟิงเองก็รู้สึกหดหู่มาก!
สองศิษย์อาจารย์ต่างก็พากันหดหู่จนทนไม่ไหว ในชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศก็เงียบงันจนน่ากลัว
...
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ไป๋เฟิงลูบแก้มตัวเอง สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูด "ไอ้หนู โลหิตแก่นแท้ของวิหคปีกเหล็กนายน่ะใช้ได้ ส่วนอย่างอื่น... ก็น่าจะใช้ได้เหมือนกัน! แน่นอนว่า ตอนนี้นายยังอ่อนแออยู่ จะสุ่มสี่สุ่มห้าลองใช้โลหิตแก่นแท้ไม่ได้ ไม่งั้นจะเกิดเรื่องเอาได้ง่ายๆ"
"ทักษะพรสวรรค์..."
"ทักษะพรสวรรค์สิเนี่ย!"
ไป๋เฟิงพึมพำกับตัวเอง ไม่นานแววตาของเขาก็เป็นประกายเจิดจ้า "ตอนนี้พวกเรายังไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร รอให้ฉันมีเงินก่อน ฉันจะไปเหมาซื้อโลหิตแก่นแท้มาให้หมด แล้วนายก็ต้องลองใช้ทีละอย่างให้ฉันดู ระเบิดทักษะพรสวรรค์มาให้ฉันดูเลย!"
"ไอ้หนู... แกห้ามหนีไปไหนนะ!"
"บ้าเอ๊ย ถ้าแกกล้าไป ก็ถือว่าทรยศสำนัก ฉันจะกวาดล้างสำนัก แกคิดดูให้ดีก็แล้วกัน!"
ไป๋เฟิงเดินวนไปวนมาในห้องรับแขก เดินวนรอบทิศ พลางพึมพำกับตัวเอง
ราวกับคนบ้า!
เขาบ้าไปแล้วจริงๆ ซูอวี่มันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย
ไม่ได้การแล้ว เขาต้องช่วยให้ซูอวี่ทะลวงเข้าสู่ระดับทะยานเวหาให้เร็วที่สุดให้ได้!
การสกัดทักษะพรสวรรค์ โปรเจกต์นี้ดำเนินมาหลายปีเกินไปแล้ว
ไม่เคยมีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย สำหรับระดับทะยานเวหาขึ้นไปยิ่งนำไปใช้ได้ยาก ส่วนทักษะพรสวรรค์ของเผ่ามนุษย์ยิ่งมืดแปดด้าน ซูอวี่... นี่มันวัตถุดิบในการทดลองชั้นยอดเลยนี่หว่า!
"อักษรเทวะเหรอ"
"อักษรเทวะตัวหนึ่งที่มีความพิเศษ สามารถรองรับทักษะพรสวรรค์ได้..."
"ถ้าอย่างนั้นต้องใช้คุณสมบัติอะไร ต้องเป็นอักษรเทวะแบบไหนถึงจะทำได้"
วินาทีนี้เขาคล้ายกับจะบรรลุสัจธรรมบางอย่างขึ้นมา จึงพึมพำว่า "เราไม่ควรมุ่งแต่จะวิจัยโลหิตแก่นแท้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้ควบคู่กับอักษรเทวะด้วย! มันคือสิ่งที่มาคู่กัน ใช่แล้ว ทักษะพรสวรรค์อาจจะปลูกถ่ายลงบนอักษรเทวะได้!"
"การหลอมรวมของคุณสมบัติ... เอาทักษะพรสวรรค์มาทำเป็นคุณสมบัติของอักษรเทวะไม่ได้เหรอ"
ไป๋เฟิงรู้สึกเหมือนตาสว่างขึ้นมาทันที!
หลายปีมานี้ ไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน แต่มันล้มเหลวไปหลายต่อหลายครั้ง แล้วอักษรเทวะก็ไม่ใช่ผักกาดขาว จะมีอักษรเทวะมากมายขนาดนั้นมาให้ผลาญเล่นได้ยังไง
ดังนั้นท้ายที่สุดก็เลยล้มเลิกความเชื่อมโยงระหว่างอักษรเทวะกับทักษะพรสวรรค์ไป หันไปทุ่มเทให้กับการวิจัยโลหิตแก่นแท้แทน
แต่ตอนนี้... ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนตัวเองจะเจอแนวทางแล้ว!
"อาจารย์... ผมรู้สึกว่าผมอาจจะทำสำเร็จแล้วก็ได้!"
ไป๋เฟิงพึมพำกับตัวเอง หันไปมองซูอวี่ที่หนังศีรษะชาหนึบ แล้วฉีกยิ้ม
เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวเป็นพิเศษ!
ตามทฤษฎีของซูอวี่แล้ว ไอ้คนที่ยิ้มแฉ่งเจิดจ้าขนาดนี้น่ะ สมควรถูกอัดให้ตาย!
"เสี่ยวอาอวี่!"
ไป๋เฟิงเรียกเสียงหวานเลี่ยนจนซูอวี่ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"นายต้องตั้งใจฝึกฝนนะ อย่าให้เหนื่อยเกินไปล่ะ ถึงพวกเราจะจน แต่อาจารย์คนนี้จะหาทางเอาทรัพยากรมาให้นายเอง... นายต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดีล่ะ!"
ไป๋เฟิงยิ้มแฉ่งอย่างเบิกบานใจที่สุด "จากนี้ไป ใครรังแกนาย มาบอกอาจารย์ได้เลย ฉันจะไปอัดมันให้ตาย! ถ้าอัดมันไม่ตาย ฉันจะไปเรียกอาจารย์ของฉัน อาจารย์ปู่ของนายนั่นแหละ ไปอัดมันให้ตาย ไม่ต้องกลัว!"
"ฮ่าๆๆ!"
จู่ๆ ไป๋เฟิงก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง วันนี้อารมณ์ของเขาแปรปรวนหนักยิ่งกว่าซูอวี่เสียอีก
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
ไป๋เฟิงพยายามสงบสติอารมณ์ลง หันกลับมามองซูอวี่อีกครั้ง ถอนหายใจแล้วพูด "เมื่อกี้พอนึกเรื่องการทดลองขึ้นมาได้ ก็เลยเสียอาการไปหน่อย แกคงไม่ได้เห็นอะไรที่ไม่ควรเห็นเข้าหรอกนะ"
ซูอวี่ยิ้มเจื่อน ส่ายหน้า
ต่อให้เห็นก็ต้องทำเป็นมองไม่เห็นอยู่แล้ว!
ไป๋เฟิงใกล้จะบ้าแล้ว เมื่อกี้เขาแทบช็อกตาย นึกว่าหมอนี่โดนพลังเจตจำนงตีกลับจนเป็นบ้าไปแล้วซะอีก
เรื่องแบบนี้มันเคยเกิดขึ้นมาก่อนนะ!
โจวฮุ่ยยังบอกเลยว่า คนพวกนี้จะฆ่าคนเอาได้
ไป๋เฟิงคงไม่ได้จะบ้าจริงๆ ใช่ไหม
วันหลังเขาควรจะอยู่ห่างจากหมอนี่สักหน่อยดีไหมนะ
รู้สึกว่าอันตรายยังไงก็ไม่รู้!
ไป๋เฟิงแสยะยิ้มยิงฟัน ไม่นานก็ระงับความอยากจะผ่าซูอวี่ออกเป็นชิ้นๆ ลงไปได้ เขาหัวเราะหึๆ แล้วพูด "ไม่ต้องกลัว อาจารย์นายไม่ได้เป็นอะไร! ซูอวี่เอ๊ย ตั้งใจฝึกฝนให้ดี พยายามติดทำเนียบร้อยอันดับตอนสิ้นปีให้ได้ ก็ใช้ท่าระเบิดพลังโลหิตแก่นแท้นี่แหละซัดพวกมันเลย นี่จะนับว่าเป็นพลังภายนอกได้ยังไง นี่มันคือผลงานการวิจัยของพวกเราต่างหากล่ะ!"
ไป๋เฟิงฉีกยิ้มกว้างพลางพูดต่อ "แน่นอนว่า อย่าให้โจ่งแจ้งเกินไป ทางที่ดีอย่ากลืนโลหิตแก่นแท้ต่อหน้าคนอื่น แอบกลืนก็พอ ถ้ามีคนถาม ก็บอกว่าฉันให้นายมา เป็นโลหิตแก่นแท้สูตรพิเศษของฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักเรา!"
ซูอวี่พยักหน้า
"แต่ว่านะ ความแข็งแกร่งคือรากฐาน ระดับพลังของตัวเองคือรากฐาน รีบทะยานเวหาซะ!"
รอยยิ้มของไป๋เฟิงสว่างไสวขึ้นกว่าเดิม "ตอนที่ทะลวงระดับทะยานเวหา ต้องจำไว้ว่าต้องมาบอกอาจารย์ด้วยนะ! ห้ามวิ่งเพ่นพ่านไปไหนเด็ดขาด! ก่อนจะถึงระดับทะยานเวหา ห้ามรับภารกิจที่อันตรายเด็ดขาด พอเจออันตรายก็เผ่นได้เลย ถ้าไม่ไหวก็เป่านกหวีด..."
"อะแฮ่ม ถ้าไม่ไหวก็เรียกพวกเรา ฉันกับศิษย์ลุงของนายยังอยู่ในสถาบัน พวกเราไม่มีอะไรทำ เรียกได้ตลอดเลย!"
พูดจบไป๋เฟิงก็รีบล้วงหยกพกชิ้นหนึ่งออกมา "นี่คือยันต์เทวะเรียกหา พอบีบจนแตก ฉันก็จะสัมผัสได้ และจะรีบไปหานายทันที!"
"เดี๋ยวฉันจะไปหายันต์เทวะสายป้องกันมาให้นายอีก..."
ขณะที่พูด สีหน้าของไป๋เฟิงก็แข็งค้างไป
ไม่มีเงินแล้วจริงๆ แฮะ!
ไม่ได้การแล้ว ฉันต้องไปรีดไถหลิวหงสักหน่อย ไม่อย่างนั้นหลังจากนี้คงอยู่ยากแน่
แล้วก็เจ้าหนูซูอวี่นี่อีก ต้องรีบเข้าสู่ระดับทะยานเวหาให้เร็วที่สุด
ได้แค่มอง แต่ใช้ไม่ได้... อะแฮ่ม เอามาวิจัยไม่ได้ น่าเสียดายชะมัด น่าอิจฉาตาร้อนสุดๆ
ไป๋เฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปรับสีหน้าให้กลับมายิ้มแย้มอีกครั้ง "นายตั้งใจฝึกไปเถอะ อาจารย์จะไม่กวนนายแล้ว รอฉันหาโลหิตแก่นแท้มาได้มากพอเมื่อไหร่ นายก็ช่วยลองให้ฉันดูหน่อย แล้วอาจารย์จะสอนวิธีใช้ทักษะพรสวรรค์ให้นายเอง"
วินาทีนี้ ไป๋เฟิงเรียกตัวเองว่า "อาจารย์" ทุกคำ ฟังแล้วซูอวี่รู้สึกหนังศีรษะชาหนึบจริงๆ
เลี่ยนชะมัด!
ขนลุกซู่ไปหมดแล้ว!
พูดจบไป๋เฟิงก็พูดทิ้งท้ายอีกว่า "จริงสิ ไอ้ตำแหน่งหัวหน้าชั้นเรียนอะไรของนายเนี่ย ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ เสียเวลาเปล่าๆ! ถ้าหลิวหงกล้าพูดมาก ฉันจะไปสับมันให้เละ!"
มาเสียเวลาศิษย์รักของฉันได้ยังไง!
ตอนนี้ไม่ต้องขัดเกลาอะไรแล้ว
ฉันแค่อยากให้เด็กนี่ทะลวงเข้าสู่ระดับทะยานเวหาเดี๋ยวนี้เลย!
ทว่าซูอวี่กลับส่ายหน้าแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "อาจารย์ครับ ในเมื่อเป็นหัวหน้าชั้นเรียนแล้ว ผมก็จะทำหน้าที่นี้ให้ดีต่อไป! เว้นเสียแต่ว่าอาจารย์หลิวหงจะไม่ให้ผมทำแล้ว ไม่อย่างนั้นก่อนจะเข้าเรียนชั้นเรียนระดับสูง ผมก็จะทำหน้าที่นี้ต่อไปเรื่อยๆ ครับ!"
ตอนนี้เขาถือว่านี่เป็นทั้งความกดดันและแรงผลักดันไปแล้ว
อย่างมากก็แค่นอนน้อยลงสักสองสามชั่วโมงในตอนกลางคืนเท่านั้นเอง
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ซูอวี่ก็รีบพูดขึ้นทันที "อาจารย์ครับ ผมอยากย้ายมาอยู่ที่ศูนย์วิจัย ได้ไหมครับ"
"ได้สิ ได้แน่นอนอยู่แล้ว!"
ไป๋เฟิงยิ้มแฉ่งพลางพูด "ดีที่สุดเลยล่ะ ที่นี่ปลอดภัย เวลาฝึกฝนก็เป็นความลับ ไม่มีใครรู้หรอก ดีมาก ย้ายมาอยู่ที่นี่เลย!"
"ขอบคุณครับอาจารย์ งั้นผมไปฝึกก่อนนะครับ"
โดนไป๋เฟิงจ้องไม่วางตา ซูอวี่ก็ชักจะทนไม่ไหว จึงรีบเผ่นหนีไปทันที
ไปฝึกฝนต่อดีกว่า!
ตั้งแต่เขาพูดเรื่องโลหิตแก่นแท้ออกไป ไป๋เฟิงก็จ้องเขาตาเป็นมันเหมือนเห็นแต้มผลงานยังไงยังงั้น ทำเอาซูอวี่อึดอัดไปหมด
...
รอจนกระทั่งซูอวี่ลับสายตาไป ไป๋เฟิงก็สูดหายใจเข้าลึกๆ อยู่หลายครั้ง ถึงจะสงบสติอารมณ์ลงได้
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็กดโทรออกอีกครั้ง
"ศิษย์ลุง..."
"แกยังไม่ถอดใจอีกเหรอ อยากรนหาที่ตายจริงๆ ใช่ไหม"
ไป๋เฟิงมีสีหน้าอึดอัดใจ เขารีบพูด "เปล่าครับศิษย์ลุง ฟังผมก่อน ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น ผมแค่อยากถามว่า ทางฝั่งซูอวี่เนี่ย... คุณไม่ได้ให้อะไรเขาไปจริงๆ ใช่ไหมครับ"
"หมายความว่าไง"
"ก็คือ... อะแฮ่ม อักษรเทวะตัวนั้นที่อาจารย์ปู่สืบทอดมาให้น่ะครับ..."
"ไสหัวไป แกยังกล้าพูดถึงมันอีกนะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนบันดาลโทสะ "ไป๋เฟิง ดูท่าแกคงยังไม่ยอมตัดใจสินะ! ได้ วันนี้ฉันจะให้คนไปหาแก อย่าคิดว่าฉันทำอะไรแกไม่ได้นะ!"
"ศิษย์ลุง ศิษย์ลุง อย่าเพิ่งวางสาย ฟังผมพูดก่อนสิครับ!"
ไป๋เฟิงรีบร้อนละล่ำละลัก "จริงๆ นะครับ ผมขอถามอย่างจริงจังเลย ตกลงคุณได้ให้อักษรเทวะตัวนั้นกับซูอวี่ไปรึเปล่า"
"ไม่ได้ให้ แกเลิกหวังไปได้เลย เว้นแต่ฉันจะตาย ไม่อย่างนั้นฉันก็จะไม่ให้ใครทั้งนั้น!"
"จริงเหรอครับ"
"แกจะลองพูดพล่อยๆ อีกสักประโยคดูไหม"
ไป๋เฟิงยังคงไม่ค่อยอยากจะเชื่อ เขาฝืนถามต่อ "ศิษย์ลุง ไม่ได้ให้จริงๆ เหรอครับ"
"เดี๋ยวข้าจะให้คนไปฆ่าแกซะตอนนี้เลย... นี่แกเพ่งเล็งซูอวี่อยู่ใช่ไหม"
ไป๋เฟิงร้องโอดครวญ "เปล่าครับศิษย์ลุง ซูอวี่มันผิดปกตินะครับ! เด็กคนนี้... เอาเป็นว่าเด็กคนนี้ผิดปกติมาก เขาสามารถดูดเลือดเพื่อฝึกฝนได้..."
"ดูดเลือดฝึกฝน?"
หลิวเหวินเยี่ยนถามอย่างประหลาดใจ "อักษรเทวะคำว่าเลือด ของเขา แกไม่ได้เป็นคนตวัดวาดให้เขาหรอกเหรอ มีคุณสมบัตินี้ก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่รึไง แกมาถามฉันเนี่ยนะ"
"..."
ไป๋เฟิงยิ้มเจื่อน ผมเก่งขนาดนั้น ทำไมผมถึงไม่รู้ตัวเลยล่ะ
เขานั่นเรียกว่าดูดเลือดฝึกฝนงั้นเหรอ
เขานั่นน่ะ... นั่นมัน... พูดยาก เอาเป็นว่าร้ายกาจมากก็แล้วกัน!
ส่วนเรื่องทักษะพรสวรรค์ เขาคิดดูแล้วก็ตัดสินใจยังไม่บอกออกไปดีกว่า
ขนาดเขายังอยากจะผ่าซูอวี่ออกเป็นชิ้นๆ เลย ถ้าคนรู้เรื่องนี้เยอะขึ้น เกรงว่าทุกคนคงอยากจะผ่าซูอวี่เป็นชิ้นๆ แน่
ยิ่งไปกว่านั้น การคุยโทรศัพท์นี่... ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย!
ไม่แน่ว่าอาจจะมีไอ้บ้าที่ไหนแอบดักฟังอยู่ก็ได้!
"ศิษย์ลุง ในเมื่ออักษรเทวะของอาจารย์ปู่ไม่ได้สืบทอดไปให้ซูอวี่ นั่นก็หมายความว่า ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จอะไร ล้วนเป็นเพราะความสามารถของเขาเองงั้นเหรอครับ"
"แน่นอนสิ!"
หลิวเหวินเยี่ยนเหมือนจะจับความนัยในคำพูดได้ เขาจึงเลิกเกรี้ยวกราด แล้วสงบสติอารมณ์ลง เอ่ยถามว่า "เขาไม่เป็นไรใช่ไหม"
"เขาสบายดีครับ!"
ไป๋เฟิงพ่นลมหายใจแล้วพูด "สบายดีจนเกินไปเลยล่ะ! ก็แค่จนไปหน่อย ศิษย์ลุง ผมเองก็ไม่มีเงินแล้วเหมือนกัน หรือว่า... อะแฮ่ม หรือว่าคุณจะ... อะแฮ่ม... ช่วยไปพูดกับท่านผู้นั้นให้หน่อย ขอยืมแต้มผลงานสักหลายหมื่นแต้มได้ไหมครับ"
"แกอยากตายใช่ไหม"
"ศิษย์ลุง ไม่มีเงินแล้วจริงๆ ครับ พวกเราหมดเนื้อหมดตัวแล้ว นอกจากห้องทดลองหนึ่งห้อง ก็ไม่มีอะไรเหลืออีกเลย..."
น้ำเสียงของไป๋เฟิงช่างดูน้อยอกน้อยใจเสียเหลือเกิน!
ไม่เหลือแล้วจริงๆ!
ครั้งนี้ผมไม่ได้เป็นคนผลาญทิ้งสักหน่อย แต่เป็นเพราะเอาไปช่วยศิษย์พี่ใหญ่ต่างหากล่ะ
หมอนั่นกำลังจะถูกคนเล่นงาน ผมก็ต้องหาทางอุดรอยรั่วให้เขาให้ได้สิ
ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านต้องเอาไปขายหมดแล้วเนี่ย!
ต่อไปผมจะไม่มีข้าวตกถึงท้องจริงๆ แล้วนะ!
"หมดเกลี้ยงเลยเหรอ"
"หมดเกลี้ยงเลยครับ!"
หลิวเหวินเยี่ยนจมดิ่งลงในห้วงความคิด วินาทีต่อมา เขาก็ค่อยๆ พูดขึ้น "โดนเพ่งเล็งเข้าแล้วเหรอ"
"ครับ"
"แซ่ว่านหรือแซ่โจวล่ะ"
"แซ่โจวครับ!"
"หมอนั่นมันน่าโดนสั่งสอนจริงๆ!" หลิวเหวินเยี่ยนพูดอย่างหงุดหงิด "เมื่อก่อนฉันก็มองหมอนั่นไม่ถูกชะตาอยู่แล้ว! ลูกศิษย์ของมันน่ะ... ที่ชื่ออะไรนะ อวี้หมิงใช่ไหม โดนข้าอัดไปตั้งหลายร้อยรอบ ได้ข่าวว่าตอนนี้ก็บรรลุระดับซานไห่แล้วเหมือนกัน พวกแกนี่มันไม่ได้เรื่องจริงๆ ไม่มีใครบรรลุซานไห่ได้สักคน สมควรแล้วที่โดนเขารังแก!"
"..."
ไป๋เฟิงเถียงไม่ออก ผมยังเด็ก ยังหนุ่มอยู่นะครับ อายุยังไม่ถึงสามสิบเลย ศิษย์ลุงช่วยเลิกพูดจาบั่นทอนจิตใจผมตลอดเวลาได้ไหมครับ!
หลิวเหวินเยี่ยนบ่นต่ออีกสองสามประโยค แล้วพูด "ไม่ต้องไปสนใจมัน! ถ้าไม่ไหวก็หาทางจัดการมันซะ ลูกศิษย์ระดับทะยานเวหาในสำนักมัน แกก็ไปไล่อัดให้เรียงตัวเลย ให้ศิษย์พี่ระดับหลิงอวิ๋นของแกไปไล่อัดพวกมันทีละคน อัดจนกว่ามันจะยอมแพ้ก็สิ้นเรื่อง! ถ้ามันกล้าสอดมือเข้ามายุ่ง ข้าจะเรียกคนไปช่วยเอง หงถานไอ้โง่นั่นดันหนีไปซะได้ในเวลาแบบนี้ สมควรแล้วที่พวกแกจะโดนเล่นงาน!"
"ศิษย์ลุง... คือว่า... อัดไม่หวาดไม่ไหวหรอกครับ" ไป๋เฟิงพูดอย่างจนใจ "สายอักษรเทวะเดี่ยวของพวกเขามีตั้งหลายพันคน จะให้ไล่อัดทีละคน พวกเราคงไม่ต้องฝึกฝนกันแล้ว เวลาจะทำวิจัยยังไม่มีเลยครับ"
"ใครใช้ให้พวกแกทำตัวไม่ได้เรื่อง หลายปีมานี้อ่อนแอลงเรื่อยๆ เองล่ะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ไว้หน้าเลยสักนิด เขาพูดอย่างไม่เกรงใจ "ใช่ เมื่อก่อนเป็นความผิดของพวกเรา ที่ทำให้ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักต้องพบเจอกับหายนะ! แต่พวกเราก็ไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปเลยไม่ใช่เหรอ ทรัพยากร อักษรเจตจำนง โลหิตแก่นแท้ ดินแดนลี้ลับ... ทิ้งไว้ให้ทั้งหมดแล้ว ว่านเทียนเซิ่งก็รับปากแล้วว่าจะไม่จงใจพุ่งเป้ามาที่พวกแกอีก แล้วพวกแกยังทำตัวอ่อนแอแบบนี้ จะมาโทษฉันงั้นเหรอ"
ยิ่งพูด หลิวเหวินเยี่ยนก็ยิ่งโมโห "ตอนที่ฉันจากมา ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักยังมีคนอยู่ร้อยกว่าคน ผ่านไปห้าสิบปี คนไปไหนหมด หายไปหมดแล้วเหรอ ถ้าพวกแกไม่ใช่พวกไม่ได้เรื่อง แล้วใครมันไม่ได้เรื่องวะ แม่งเอ๊ย แกกับอาจารย์ของแกมันก็พวกงั่งทั้งคู่!"
ไป๋เฟิงฟังแล้วปวดหัว จึงพูดอย่างจนใจ "ศิษย์ลุง พวกเราก็ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้หรอกครับ แต่สายของพวกเราน่ะ ลำบากจริงๆ นะครับ! เดิมทีมันก็ผลาญทรัพยากร ผลาญพรสวรรค์อยู่แล้ว..."
"ไร้สาระ ถ้าแกกับศิษย์พี่ของแกมีใครสักคนบรรลุระดับซานไห่ได้ล่ะก็ จะอยากได้อะไรก็มีให้หมดนั่นแหละ!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดอย่างไม่ไว้หน้า "ถ้าหงถานไอ้สวะนั่นบรรลุระดับที่เหนือกว่าซานไห่ได้ จะมีเรื่องบ้าๆ แบบนี้เกิดขึ้นไหมเล่า ถ้าศิษย์พี่ของแกบรรลุซานไห่ได้ พวกมันจะกล้าทำแบบนี้เหรอ ที่พวกมันทำก็เพราะเห็นว่าพวกแกมันสวะ เอาแต่ผลาญเงิน ไม่รู้จักสร้างผลผลิต ไม่รู้จักทบทวนตัวเองดูบ้างรึไง"
"ในเมื่อไม่เห็นคุณค่า แล้วคนอื่นจะมาช่วยพวกแกทำไม"
หลิวเหวินเยี่ยนแค่นเสียงเย็น พูดอย่างไม่พอใจว่า "หลังจากผ่านไปห้าสิบปี หงถานดันมาติดแหงกอยู่ที่ระดับซานไห่ขั้นแปดเนี่ยนะ ผิดคาดจริงๆ ต่อให้ไปไม่ถึงระดับเหนือกว่าซานไห่ อย่างน้อยก็ควรจะถึงซานไห่ขั้นเก้าสิ สมแล้วที่เป็นไอ้สวะที่สุดในตอนนั้น พวกอัจฉริยะมีอันเป็นไปกันหมด เลยต้องปล่อยให้ไอ้สวะนี่มาเป็นผู้นำแทน!"
"จ้าวหมิงเยว่ เซี่ยอวิ๋นฉี ถ้าพวกเขายังอยู่สักคนล่ะก็ คงไม่ตกต่ำถึงขั้นนี้หรอก!"
ไป๋เฟิงไม่ได้เอ่ยปาก เขาเหม่อลอยไปเล็กน้อย
บางครั้งอาจารย์ก็พูดแบบนี้เหมือนกัน!
ขอแค่พวกเขายังอยู่สักคน ฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักคงไม่ตกต่ำถึงเพียงนี้!
ในยุคที่รุ่งโรจน์นั้น เหล่าอัจฉริยะสาดแสงส่องประกายทั่วแดนมนุษย์ กลุ่มคนที่อยู่ต่ำกว่าระดับทะยานเวหากลับมีอิทธิพลต่อเผ่ามนุษย์ทั้งมวล!
ช่างเจิดจรัส!
น่าเสียดายที่ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าพลีชีพในสนามรบ ความรุ่งโรจน์นี้จึงปิดฉากลง
การสูญเสียกำลังรบระดับสูงไป เหล่าอัจฉริยะที่ยังไม่เติบโตอย่างเต็มที่ก็เอาแต่ติดแหงกอยู่ต่ำกว่าระดับทะยานเวหาไม่ไปไหนสักที... สถาบันทนไม่ไหวแล้ว เขตปกครองต้าเซี่ยก็ทนไม่ไหวแล้วเช่นกัน
อัจฉริยะจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทยอยเข้าร่วมฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนัก
ต่อให้ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าจะไม่อยู่แล้ว แต่เหล่าอัจฉริยะพวกนั้นยังคงอยู่
หลิวเหวินเยี่ยน จ้าวหมิงเยว่ เซี่ยอวิ๋นฉี พวกเขายังอยู่ พวกเขายังคงสาดแสงส่องประกายทั่วแดนมนุษย์ ใช้ขั้นบ่มเพาะจิตสังหารระดับทะยานเวหา ทุกคนต่างเฝ้ารอวันที่พวกเขาทะลวงสู่ระดับทะยานเวหา ว่าจะสามารถบรรลุขั้นเก้าได้ในวันเดียว ใช้ระดับทะยานเวหาต่อสู้กับระดับหลิงอวิ๋น... หรือแม้แต่ระดับซานไห่ได้หรือไม่!
คาดหวังให้พวกเขาก้าวเข้าสู่ระดับที่เหนือกว่าซานไห่ คาดหวังว่าในหมู่พวกเขาจะมีผู้ไร้เทียมทานปรากฏขึ้นมาสักคนหรือหลายคน!
ได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง!
กลายเป็นราชันผู้ไร้เทียมทาน!
ทว่า... ท้ายที่สุดเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็ปิดฉากลง
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องเหล่านี้ ไป๋เฟิงก็จะรู้สึกเลือดสูบฉีด ถึงแม้เขาจะเป็นอัจฉริยะ เป็นยอดอัจฉริยะ แต่เมื่อเทียบกับตำนานในยุคนั้นแล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอีกมาก
อย่างน้อยตัวเขาในตอนนี้ ก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะระดับหลิงอวิ๋นได้เลย
ดังนั้น ต่อให้หลิวเหวินเยี่ยนจะอ่อนแอมาก เขาก็ยังคงเคารพรักอย่างยิ่ง ตอนอยู่ที่หนานหยวนโดนด่าจนหงอเป็นหลาน ก็ไม่กล้าแม้แต่จะเถียงกลับ
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ไป๋เฟิงก็พูดด้วยน้ำเสียงสะอื้นเล็กน้อย "ศิษย์ลุง คุณ... รักษาไม่หายแล้วจริงๆ เหรอครับ"
"...หืม?"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ค่อยชินกับความอ่อนโยนของเขาเท่าไหร่นัก จึงพูดอย่างหงุดหงิดว่า "รักษาอะไรของแก แกหมายความว่าฉันป่วยงั้นเหรอ"
"ไม่ใช่ครับ ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น..."
ไป๋เฟิงกระอักกระอ่วน ก่อนจะถอนใจแล้วพูดว่า "ศิษย์ลุง หรือว่า... ทิ้งอักษรเทวะตัวนั้นไปเถอะครับ! บางทีถ้าไม่มีอักษรเทวะตัวนั้นมารบกวน คุณอาจจะกลับมารุ่งโรจน์ได้อีกครั้งก็ได้นะ!"
"ไสหัวไป!"
หลิวเหวินเยี่ยนตวาด "ว่าแล้วเชียวว่าแกต้องหวังอักษรเทวะตัวนี้อยู่ ฉันขอบอกแกไว้เลยนะ เว้นแต่ฉันจะตาย ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่มีวันทิ้งมันเด็ดขาด! นี่คือหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของอาจารย์ฉัน ของอาจารย์ปู่แกเชียวนะ!"
"แล้วก็... นี่เป็นหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิตของคนรุ่นพวกเราด้วย!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ในยุคนั้น อัจฉริยะ 116 คนของฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักที่ถูกขับไล่ออกมา ฉันจำได้หมดทุกคน! ตายไปก็ตั้งเยอะ ทั้งแก่ตาย ป่วยตาย ตายในสนามรบ... เหลือรอดมาไม่กี่คนแล้ว!"
"ฉันขอบอกแกไว้เลยนะ ถ้าแกยังคิดจะแย่งอักษรเทวะตัวนี้อีกล่ะก็ ฉันจะไม่เกรงใจแกแล้วจริงๆ นะ!"
"ผมไม่ได้คิดนะครับ!"
ไป๋เฟิงยิ้มเจื่อน ผมไม่ได้คิดจริงๆ และก็ไม่กล้าคิดด้วย
คุณเห็นผมเป็นคุณเหรอ
ผมไม่กลัวรึไงเล่า
กว่าผมจะฝึกฝนมาถึงระดับทะยานเวหาขั้นเจ็ดได้มันไม่ง่ายเลยนะ ไม่อยากกลายเป็นคนไร้ค่าหรอก มันน่าเวทนาเกินไป
"ไม่ได้คิดก็ดีแล้ว!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดจบ ก็พูดขึ้นอีกครั้ง "ทนเอาไว้เถอะ ทนได้แค่วันเดียวก็ถือว่ากำไรแล้ว พวกเราหมดหวังแล้ว... แต่คนรุ่นหลังอาจจะยังมีความหวังอยู่ก็ได้! จะตัดเส้นทางนี้ทิ้งไม่ได้ ต่อให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอด ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องสืบทอดต่อไปให้ได้ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักจะล่มสลายลงด้วยน้ำมือของพวกเราอย่างสิ้นเชิง!"
ไป๋เฟิงไร้คำจะเอื้อนเอ่ย
สายตัดไปแล้ว ไป๋เฟิงถูแก้มตัวเองอย่างแรง
ครั้งแล้วครั้งเล่า!
ต้องทนต่อไป!
ต่อหน้าซูอวี่พูดซะดิบดี ทำเหมือนว่าพวกเราเป็นตัวร้าย แต่ในความเป็นจริง... พวกเรามีชีวิตที่น่าสมเพชลงทุกทีต่างหากล่ะ!
"ซูอวี่... หวังว่านายจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้บ้างนะ"
กลืนกินโลหิตแก่นแท้ ระเบิดทักษะพรสวรรค์
ตวัดวาดอักษรเทวะ มองแค่รอบเดียวก็ทำสำเร็จแล้ว!
ไอ้หนูอย่างนาย เกิดมาก็สมควรเข้าร่วมกับฝ่ายอักษรเทวะหลายสำนักของเราแล้ว!
เขาหันกลับไปมองชั้นบน สัมผัสได้ว่าเด็กนั่นเริ่มฝึกฝนอีกครั้ง ไป๋เฟิงก็เผยรอยยิ้มออกมา
ทั้งทนความลำบากได้ ทั้งมีความอดทน แถมยังมีพรสวรรค์อีก...
คนแบบนี้ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ สวรรค์ก็ไร้ความยุติธรรมเกินไปแล้ว!
"ความรุ่งโรจน์เมื่อห้าสิบปีก่อน พวกเราคงทำให้เป็นจริงไม่ได้แล้ว แล้วนายล่ะ"
...
ในขณะเดียวกัน
ที่หนานหยวน
หลิวเหวินเยี่ยนลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกดโทรศัพท์ไปหาใครบางคน โดยไม่รอให้อีกฝ่ายพูด เขาก็รีบพูดขึ้นทันที "พวกไป๋เฟิงใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว ช่วยพวกเขาหน่อยเถอะ!"
"นายเอ่ยปากขอร้องฉันอีกแล้วเหรอ"
"ไร้สาระ ใครขอร้องเธอฮะ ช่วยพวกไป๋เฟิง ไม่ได้ช่วยฉัน จะช่วยก็ช่วย ไม่ช่วยก็ไม่ต้องช่วย แค่นี้นะ!"
เสียงติ๊ดดังขึ้น เขากดวางสายไปทันที
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจเฮือกใหญ่ มันต้องอย่างนี้สิ ฉันไม่ได้ขอร้องใคร นางอยากจะช่วยเองต่างหาก ใช่ ต้องแบบนี้







