สวี่ซื่อเยี่ยนใช้เวลา 4 วันฝึกสอนลูกศิษย์ที่ไร่โสมทีมที่หนึ่ง
ตลอด 4 วันนั้น หลี่เฉิงหรง ก็เดินตามเขาไม่ห่าง คอยถามนั่นถามนี่ตลอดเวลา
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ได้รำคาญอะไร เด็กหนุ่มที่เพิ่งจบจากโรงเรียน ยังมีกลิ่นนักเรียนอยู่ก็เป็นเรื่องปกติ
อีกไม่กี่ปีพอผ่านงานมาบ้าง กลายเป็นคนช่ำชองแบบคนเก่า ๆ ก็คงไม่มาคอยถามแบบนี้อีกแล้ว
หลังจากนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็ย้ายไปไร่โสมของชุมชน
ต่อมาไปแนะนำงานคร่าว ๆ ที่หน่วยที่หนึ่งและหน่วยที่สาม
คนของสองหน่วยนี้ก็ตามเขาฝึกงานมาหลายวันแล้ว พอเข้าใจมากพอ ก็ไม่ต้องสอนอะไรมาก
สวี่ซื่อเยี่ยนต้องเดินสายให้คำแนะนำตามที่ต่าง ๆ กลางวันแทบไม่มีเวลาหยุด
ยังต้องสลับกันไปเข้าเวรดูแลฟาร์มสัตว์อีกวันเว้นวัน เหนื่อยจนแทบแย่
โชคดีที่หลังจากเหนื่อยมาสิบกว่าวัน เรื่องการหมักปุ๋ยก็เริ่มเข้าสู่ช่วงพัก
อีกสักพักก็แค่รอตรวจสอบระดับการหมักอีกทีเท่านั้น
...
วันที่ 1 กรกฎาคม ลูกแฝดชายหญิงของตระกูลสวี่ก็ครบหนึ่งเดือนพอดี
แต่เพราะเหตุผลพิเศษบางประการ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้จัดงานเลี้ยง และช่วงนั้นเขาก็ยุ่งมาก ไม่มีเวลาไปจัดงานให้เลย
จนกระทั่งกลางเดือนกรกฎาคม สวี่ซื่อเยี่ยนเริ่มมีเวลาว่างมากขึ้น
แถมพวกจ้าวเจี้ยนเซ่อก็กลับจากต่างถิ่นกันหมดแล้ว
เขาเลยพูดขึ้นมาว่า อยากหาวันรวมเพื่อน ๆ มาทานข้าวกัน
พอดีวันที่ 18 กรกฎาคม ตรงกับวันที่ 28 เดือนห้าตามปฏิทินจันทรคติ เป็นวันเกิดของ สวี่เฉิงโฮ่ว พ่อของเขาพอดี
ตอนแยกบ้านเคยตกลงกันไว้ว่า หลังจากพ่ออายุครบหกสิบ ทุกปีพวกพี่น้องต้องกลับมาฉลองวันเกิดให้พ่อ
สวี่ซื่อเยี่ยนเลยถือโอกาสนี้ เชิญเพื่อนสนิทที่สนิทจริง ๆ มาร่วมสังสรรค์ด้วย
เพราะงานนี้จัดในนาม “ฉลองวันเกิดให้พ่อ” ไม่ใช่งานเลี้ยงลูกครบเดือน ต่อให้ใครรู้เข้าก็ไม่มีใครตำหนิได้
เขาวางแผนไว้ล่วงหน้า ส่งคนขึ้นเขาไปช่วยพ่อก่อน แล้วก็ไปรับพ่อกลับบ้าน
ให้พ่ออาบน้ำ ตัดผม โกนหนวด ทำตัวให้สะอาดเรียบร้อย
สวี่ซื่อฉิน ยังตัดเสื้อผ้าใหม่ให้พ่ออีกชุด ทำให้ท่านดูดีสง่า
ลูกชายคนโตที่ทำงานในเขตอำเภออย่าง สวี่ซื่อเซียน
ลูกชายคนรองทำงานในชุมชนซิงหลงอย่าง สวี่ซื่อเสียง
ลูกชายคนที่สี่ถูกส่งไปช่วยงานเป็นสมุห์บัญชีในชุมชนต้าอิ๋งอย่าง สวี่ซื่อเต๋อ
ต่างก็ขอลาหยุดมากันหมด
มากับภรรยาและลูก ๆ ล่วงหน้าหนึ่งวัน
ถือโอกาสเอาเงินบำนาญครึ่งปีแรกและข้าวสารมาส่งให้พ่อด้วย
ไม่ว่าจะเป็นบ้านเก่าหรือบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยน ทุกหลังมีห้องเยอะ
ต่อให้ญาติพี่น้องกลับมาพร้อมกันทั้งหมดก็ยังมีที่พอให้นอน
แม้งานนี้จัดในนามวันเกิดพ่อ แต่แขกส่วนใหญ่ก็เป็นเพื่อนของสวี่ซื่อเยี่ยน
แน่นอนว่าต้องจัดที่บ้านเขา
ในวันนั้น บ้านตระกูลสวี่ก็คึกคักไม่น้อย
หยางชุนหมิง เฟิงเชา มาแน่นอน
จ้าวเจี้ยนเซ่อก็มากับพ่อของเขา จ้าวต้าไห่
จ้าวต้าไห่อายุมากแล้ว อีกทั้งหน่วยต้าเจียงที่เขาอยู่ก็ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ
หลังจากชาวบ้านอพยพออกไปเยอะ เขาก็หมดกำลังใจ
ต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ เขาย้ายมาอยู่กับจ้าวเจี้ยนเซ่อพอดี
เลยถือโอกาสมาทักทายสวี่เฉิงโฮ่วด้วย เพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว
หานเหวินจง หานลี่หมิง และ หานลี่ซิน พ่อกับลูกชายสามคน ก็มาด้วย
เพราะอะไรน่ะหรือ? แน่นอนว่าเพราะ ตระกูลหานกับตระกูลสวี่กำลังจะเกี่ยวดองกัน
เมื่อครั้งสวี่ซื่อเยี่ยนเชือดหมูเลี้ยงแขก หานลี่เหว่ยได้พบกับสวี่ซื่อฉิน
ไม่รู้ทำไม เห็นหน้ากันครั้งเดียวก็ถูกชะตาเข้าให้
วันรุ่งขึ้น หานลี่เหว่ยก็ไปที่ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าในกรมป่าไม้ของแม่น้ำซงเจียง
เจอสวี่ซื่อฉินแล้วบอกว่าอยากให้เธอตัดเสื้อชุดหนึ่งให้เพื่อจะเอาไปให้คนรู้จัก
ตอนนั้นมันวันที่ 26 เดือนสิบสองเข้าไปแล้ว โดยปกติร้านก็จะไม่รับงานแล้ว
แต่สวี่ซื่อฉินไม่กล้าปฏิเสธ
สุดท้ายก็รีบตัดชุดให้เสร็จทันเวลา
แต่พอหานลี่เหว่ยมารับเสื้อ เขากลับบอกว่าจะมอบให้เธอเอง
เล่นเอาสวี่ซื่อฉินตกใจแทบไม่เป็นสติ
ถึงแม้ว่าเธอจะอายุ 20 แล้ว และมีคนแนะนำคู่ให้ไม่น้อย
แต่เกือบทั้งหมดจะโดนแม่เธอโจวกุ้ยหลานปฏิเสธไปก่อน
เธอเคยเจอแค่ 2 3 คนเท่านั้น และก็แค่ทักทายกันต่อหน้าคนแนะนำ แล้วก็เลิกติดต่อกันไป
การที่มีหนุ่มมาจีบอย่างเปิดเผยแบบนี้ แถมยังเป็นคนเก่ง มีอนาคต
สำหรับเธอมันเป็นครั้งแรก
สวี่ซื่อฉินรู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรเลยไม่กล้าคิดอะไร
จึงปฏิเสธของเขาแล้วรีบวิ่งกลับบ้าน
หลังปีใหม่ หานลี่เหว่ยก็กลับเข้าหน่วยทหาร
แต่เขายังเขียนจดหมายมาหาสวี่ซื่อฉินเป็นระยะ ๆ
ในจดหมายนั้นไม่ได้เขียนอะไรเกินเลย
แค่เล่าเรื่องอุดมคติ พูดถึงความงดงามของโลกภายนอก
และให้กำลังใจเธอ บอกให้ตั้งใจเรียนและทำงานให้ดี
ตอนแรกสวี่ซื่อฉินยังไม่ได้ตอบจดหมายเลย แต่ก็ทนไม่ได้กับที่หานลี่เหว่ยส่งจดหมายมาหาเรื่อยๆ ทีละฉบับๆ พอนานเข้าก็รู้สึกว่าไม่ตอบเลยก็ดูไม่ดี
แบบนั้นเอง ทั้งคู่ก็เขียนจดหมายโต้ตอบกันนานกว่าหนึ่งปี
ต่อมาในจดหมาย หานลี่เหว่ยก็แสดงความรู้สึกอย่างชัดเจนอีกครั้ง ทำเอาสวี่ซื่อฉินตัดสินใจไม่ถูก เลยหันไปขอคำปรึกษาจากแม่
จนถึงตอนนั้นเอง สวี่ซื่อเยี่ยนถึงจะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วเจ้าหนุ่มหานลี่เหว่ยคนนี้ แอบชอบน้องสาวของเขามานานแล้ว
ตามปกติ หนุ่มดี ๆ อย่างนี้มาชอบน้องสาวก็ควรจะดีใจใช่ไหม?
แต่ในอดีตชาติเดือนกรกฎาคม ปี 1984 หานลี่เหว่ยเสียชีวิตขณะประจำการชายแดน ด้วยวัยเพียง 27 ปี
ตอนที่สวี่ซื่อเยี่ยนรู้จักกับหานเหวินจง เป็นปี 1987 หลังจากลี่เหว่ยเสียไปแล้วสามปี
แต่ทุกครั้งที่เอ่ยถึงลูกชายคนเล็ก หานเหวินจง ก็มักน้ำตาคลอด้วยความเศร้า
นั่นเป็นลูกชายที่เก่งที่สุดของตระกูลหาน ยังหนุ่มยังแน่นก็ต้องจากไป แถมยังไม่มีโอกาสมีภรรยาเลยสักคน
เพราะแบบนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนจึงลังเลอยู่พักใหญ่ แล้วก็ช่วยแม่กับน้องวิเคราะห์ข้อดีข้อเสีย
เขาไม่สามารถตัดสินใจแทนน้องสาวได้ จึงมอบสิทธิ์เลือกให้น้องสาวตัดสินใจเอง
สวี่ซื่อฉินคิดอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจตอบรับความรักของหานลี่เหว่ย
ในขณะเดียวกัน ทางบ้านหานก็ได้รับจดหมายจากลี่เหว่ยเช่นกัน
เมื่อหานเหวินจง ทราบว่าลูกชายคนเล็กชอบน้องสาวของสวี่ซื่อเยี่ยน ก็มีลังเลอยู่บ้าง
เพราะสภาพร่างกายของสวี่ซื่อฉิน ก็ไม่ใช่ปกติทั่วไป ครอบครัวหานย่อมมีความกังวลอยู่บ้าง
แต่เมื่อลูกชายแน่วแน่จริงจัง เขากับภรรยาก็จนปัญญา ทำได้แค่ให้แม่สื่อไปสู่ขอที่บ้านสวี่
ทั้งสองฝ่ายตกลงหมั้นกันปากเปล่าแล้ว รอเพียงช่วงฤดูหนาวปีนี้ที่หานลี่เหว่ยจะกลับมาบ้านเพื่อจัดพิธีหมั้นหมาย
เมื่อตระกูลหานกับตระกูลสวี่กำลังจะเป็นญาติกันแล้ว พอถึงวันเกิดของสวี่เฉิงโฮ่วแบบนี้ หานเหวินจงจะไม่มาร่วมได้ยังไง?
“พี่สวี่ ไม่ได้เจอกันพักนึงเลยนะ ตอนนี้ดูสดใสแข็งแรงขึ้นเยอะเลยนะครับ”
หานเหวินจงทักอย่างสนิทสนม มองขึ้นลงอย่างพินิจพิจารณาแล้วยิ้มพูด
“คนได้ลูกชายลูกสาวฝาแฝดแบบนี้ คงจะดีใจไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะ?”
สองคนนี้เข้ากันได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งกำลังจะเป็นญาติกัน จึงไม่ต้องถือตัวอะไรนัก พูดแหย่กันแบบสนิทสนม
สวี่เฉิงโฮ่วหัวเราะเสียงดัง “ได้หลานแน่นอนก็ดีใจ แต่ที่ดีใจกว่านั้นคือ ลูกสาวเราได้ผู้ชายดี ๆ แบบนี้มาเป็นลูกเขย”
“นายว่าฉันจะไม่สดชื่นได้ยังไงล่ะ? ตอนนี้ฉันก็แค่รออุ้มหลานแล้วก็พอใจล่ะ!”
สำหรับเขาแล้ว ลูกชายคนที่สามมีลูกแฝดชายหญิงก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ก็ไม่ได้แปลกใหม่เท่าไหร่ เพราะบ้านนี้มีหลานเยอะอยู่แล้ว
แต่เรื่องแต่งงานของสวี่ซื่อฉินต่างหาก ที่เป็นเรื่องหนักใจมานานของเขากับภรรยา
ตอนนี้ลูกสาวได้คู่ครองดีขนาดนี้ ก็เท่ากับปลดเปลื้องเรื่องหนักใจไปได้เรื่องใหญ่ เรื่องนี้น่าดีใจยิ่งกว่าหลานเกิดซะอีก
หานเหวินจงก็หัวเราะพลอยไปด้วย “ใช่ ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะ”
“ผมได้ข่าวจากจดหมายของลี่เหว่ยว่า เขายื่นเรื่องขออนุญาตไปแล้ว รอแค่การอนุมัติ พอได้รับแล้วก็จะกลับมาจัดงานแต่งช่วงฤดูหนาวนี้เลย”
หานลี่เหว่ย ปีนี้อายุ 25 ปี เป็นทหารมา 7 ปี ตรงตามระเบียบการอนุญาตให้แต่งงาน รอแค่คำสั่งจากเบื้องบนเท่านั้น
สวี่ซื่อฉิน ปีนี้ก็ 23 ปี เป็นวัยเหมาะสมที่สุดสำหรับการแต่งงานพอดี
ทั้งสองครอบครัวก็เลยคุยกันว่า ใช้โอกาสนี้จัดทั้งพิธีหมั้นและแต่งงานพร้อมกันเลย
หลังจากแต่งงานแล้ว ถ้าเงื่อนไขเหมาะสม ก็ค่อยให้สวี่ซื่อฉินย้ายไปอยู่กับสามีที่หน่วยงานของเขา คู่รักจะได้ไม่ต้องแยกกันอยู่คนละที่







