ทำไมกัน?
นี่คือเสียงในใจของทุกคน ทำไมรีโมตควบคุมถึงใช้ไม่ได้ผล ทำไม 'ละอายใจที่เป็นพ่อ' ถึงต้องช่วยแม่หนูน้อยคนนี้ด้วย?
จางหยวนชิงก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่ตอนนี้ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับเสียงที่ดังออกมาจากลำโพงตรงหน้าอกของหุ่นยนต์รถยนต์
จอมมาร? เมื่อกี้มันพูดว่าจอมมารงั้นเหรอ?!
ทำไมระบบเสียงของหุ่นยนต์ถึงพูดคำว่าจอมมารออกมาได้ ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงข้อความที่พี่ปิงทิ้งไว้
หรือว่าสิ่งที่พี่ปิงให้เขาตามหา ก็คือหุ่นยนต์รถยนต์ตรงหน้านี้? ในใจเขารู้สึกตกตะลึงวูบหนึ่ง
"ตึง ตึง..."
รองเท้าเต้นรำสีแดงกระโดดเตะสองเท้า ถีบจนหุ่นยนต์รถยนต์ไถลไปด้านข้างครึ่งเมตร
จางหยวนชิงได้สติกลับมาทันที ตะโกนว่า "เร็วเข้า หลบกลับเข้าไปในรถ"
ไม่ต้องรอให้เขาเตือน ซีซือ อสูรเพลิง และมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ ก็ดึงประตูรถเปิดออกและเตรียมมุดเข้าไปหลบภัยในตัวรถอยู่ก่อนแล้ว
จางหยวนชิงมองเซี่ยหลิงซีที่สายตาเหม่อลอยแวบหนึ่ง เขาช้อนตัวเธอขึ้นมา แล้วหนีบร่างท่อนบนของละอายใจที่เป็นพ่อไว้ใต้รักแร้ ก่อนจะรีบร้อนเข้าไปในรถอีกคัน
"ปัง!"
ประตูรถปิดลง ปิดกั้นอันตรายไว้เบื้องนอกเช่นกัน
จางหยวนชิงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก จากนั้นจึงหันไปมองเพื่อนร่วมทีมทั้งสอง ละอายใจที่เป็นพ่อมีพลังชีวิตแข็งแกร่ง จึงยังไม่ตายในทันที แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เซี่ยหลิงซีได้สติจากอาการเหม่อลอย เธอมองชายวัยกลางคนด้วยสายตาซับซ้อน และเอ่ยเสียงเบาว่า
"ทำไมคะ?"
ทำไมถึงต้องยอมแลกชีวิตเพื่อช่วยฉันด้วย?
เมื่อเผชิญกับคำถามของเด็กสาว ละอายใจที่เป็นพ่อมีใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด แต่น้ำเสียงกลับราบเรียบอย่างน่าประหลาด เขาถามกลับว่า
"การช่วยคนต้องมีเหตุผลด้วยหรือ"
เซี่ยหลิงซีชะงักไป
(คุณลุง คำพูดนี้ไม่น่าจะออกมาจากปากคุณเลยนะ...) จางหยวนชิงคิดด้วยความรู้สึกซับซ้อน
มีชั่วขณะหนึ่งที่คำตอบอันเรียบง่ายและธรรมดานี้กระทบใจเขา
ละอายใจที่เป็นพ่อกล่าวเรียบๆ "เธอไม่ต้องซาบซึ้งใจ และไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก ที่ฉันช่วยเธอ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอมากนัก สำหรับคนอย่างฉัน ความตายอาจจะเป็นการหลุดพ้นอย่างหนึ่งก็ได้ ถ้าพวกเธอรู้ว่าเมื่อก่อนฉันเคยทำอะไรมาบ้าง ก็คงไม่รู้สึกเวทนาฉันหรอก แน่นอนว่าฉันก็ไม่ได้ต้องการความเวทนา"
น้ำเสียงของเขาอ่อนแรง เสียงขาดห้วง "หวังไท่..."
"คุณพูดมาเถอะครับ..."
"ฉันอยากขอร้องนายเรื่องหนึ่ง ถ้านายรอดชีวิตออกไปจากสวนสนุกได้ ช่วยตามหาคนคนหนึ่งให้ฉัน แล้วฝากคำพูดไปบอกเขาหนึ่งประโยค และเพื่อเป็นการตอบแทน ฉันจะบอกเรื่องหนึ่งกับนาย เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ"
(ทำไมถึงเป็นผมล่ะ?) จางหยวนชิงเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย แล้วเหลือบมองเซี่ยหลิงซีที่อยู่ข้างๆ
สีหน้าของละอายใจที่เป็นพ่อซีดเซียวลงเรื่อยๆ เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง "เธอเป็นคนของทางการ..."
(เซี่ยหลิงซีรู้บทสรุป เขาเลยสงสัยว่าแม่หนูน้อยคนนี้เป็นคนของทางการงั้นเหรอ? เรื่องของเขาให้ทางการรู้ไม่ได้สินะ?) ความคิดสว่างวาบขึ้นในหัวจางหยวนชิง เขาพยักหน้าแล้วตอบว่า
"ตกลง ผมรับปากคุณ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าผมสามารถรอดออกไปจากสวนสนุกได้นะ"
"คนที่ฉันให้นายไปหาชื่ออาจารย์ 'อู๋เหิน' ฝากบอกเขาประโยคหนึ่ง..." ละอายใจที่เป็นพ่อชะงักไปเล็กน้อย แววตาของเขาทอประกายสับสน เกลียดชัง และเศร้าสลด "ผมขอโทษ จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่า สิ่งที่ผิดคือผม หรือว่าโลกใบนี้กันแน่"
จางหยวนชิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า "ผมจำไว้แล้วครับ"
ละอายใจที่เป็นพ่อพยักหน้าอย่างพอใจ "ฉันจะบอกที่อยู่ให้หนึ่งแห่ง รวมถึงข้อมูลที่เป็นการตอบแทนด้วย เอียงหูมาสิ..."
จางหยวนชิงโน้มตัวลง เอาหูเข้าไปใกล้ สิบกว่าวินาทีต่อมา เขาก็เงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
"ตกลงครับ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ผมจะจัดการเรื่องนี้ให้คุณเอง"
ละอายใจที่เป็นพ่อเผยสีหน้าโล่งใจ ไม่ฝืนทนอีกต่อไป ประกายไฟที่หลงเหลืออยู่ในดวงตาก็ดับสนิทลงในพริบตา
ขอบตาของเซี่ยหลิงซีแดงเรื่อ หยาดน้ำตาร่วงเผาะๆ ลงมา
ชั่วขณะนั้น จางหยวนชิงแยกไม่ออกว่าเธอร้องไห้จริงหรือแกล้งร้อง เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า
"เขาเป็นปีศาจล่อลวง เมื่อกี้เขาบอกกับผมด้วยตัวเอง ผมไม่รู้หรอกว่าทำไมเขาถึงช่วยเธอ แต่อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับตัวเธอจริงๆ ก็ได้ เธอไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก"
สายอาชีพผู้ชั่วร้ายไม่มากก็น้อย ล้วนมีเรื่องราวของตัวเองทั้งนั้น
เซี่ยหลิงซีสูดจมูก พยักหน้าอย่างว่าง่าย "ฉันรู้ค่ะ บนตัวเขามีกลิ่นอายสังหารรุนแรงมาก ฉันรู้มานานแล้วว่าเขาเป็นผู้ชั่วร้าย... แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อไปดีคะ?"
(เธอรู้ว่าละอายใจที่เป็นพ่อเป็นผู้ชั่วร้ายงั้นเหรอ...) นัยน์ตาของจางหยวนชิงหม่นลง เขาทบทวนคำพูดและการกระทำของเซี่ยหลิงซีตั้งแต่ต้นจนจบอีกครั้ง จากนั้นก็มองออกไปข้างนอก ผ่านกระจกรถ เห็นรองเท้าเต้นรำสีแดงกำลังต่อสู้ระยะประชิดกับหุ่นยนต์รถยนต์อย่างดุเดือด
จากการสังเกตของพวกเขา ทุกครั้งที่หุ่นยนต์รถยนต์ปรากฏตัว มันจะไล่ล่าผู้ท่องแดนวิญญาณอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาห้านาที
แต่เวลาผ่านไปนานแล้ว สัตว์ประหลาดเหล็กตัวนี้ก็ยังไม่จากไป
สายตาของจางหยวนชิงกวาดผ่านรองเท้าเต้นรำสีแดงและหุ่นยนต์รถยนต์ที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ไปยังรถคันที่อยู่เฉียงไปด้านหลัง เขาเห็นซีซือกำลังตบหน้าต่าง ส่งสายตาร้อนรนมาทางนี้ คล้ายกับกำลังร้องเรียกอะไรบางอย่าง
ส่วนด้านหลังของเธอ คืออสูรเพลิงและมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่กำลังทุ่มเถียงกันอย่างรุนแรง
สถานการณ์ที่พลิกผันอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งสองคนเกิดความขัดแย้งกันเอง ซีซือน่าจะอยากขอความช่วยเหลือจากเขา แต่ระยะห่างไกลเกินไปจนไม่สามารถสื่อสารกันได้
(ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราคงต้องติดแหง็กตายอยู่ในรถแน่ ผมเดาว่าพวกเขาไม่ได้กลัวแค่หุ่นยนต์รถยนต์ แต่ยังกลัวรองเท้าเต้นรำสีแดงด้วย เพราะเวลาหนึ่งชั่วโมงใกล้จะหมดลงแล้ว...) จางหยวนชิงจ้องมองเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้มข้างกาย แล้วเอ่ยว่า
"สถานการณ์ข้างนอกเธอก็เห็นแล้ว มีความคิดเห็นยังไงบ้าง?"
ไม่ว่าแม่หนูนี่จะแกล้งอ่อนแอหรืออ่อนแอจริงๆ แต่การที่สุ่มเข้ามาในสวนสนุกได้ ก็ต้องไม่โง่อย่างแน่นอน หัวหน้าที่ดี ย่อมต้องรู้จักขอคำแนะนำจากผู้มีความสามารถ
เซี่ยหลิงซียังคงมีท่าทีอ่อนแอเปราะบาง สะอื้นไห้พลางตอบว่า
"ถ้าจะแก้ไขวิกฤต ก็ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาอยู่ที่ไหน พวกเราต้องทำความเข้าใจเหตุผลที่หุ่นยนต์รถยนต์ไม่สนกฎเกณฑ์ให้ได้ค่ะ"
(นั่นสิ หุ่นยนต์รถยนต์ตัวนี้ไม่สนกฎเกณฑ์ ทั้งมาหลอก ทั้งมาลอบโจมตี...) จางหยวนชิงพยักหน้า "พูดต่อสิ"
"เมื่อกี้ตอนที่ฉันกดรีโมตควบคุม มันก็หยุดนิ่งไปจริงๆ แสดงว่ารีโมตควบคุมยังใช้ได้ผล หุ่นยนต์รถยนต์ไม่มีทางมีสติปัญญาพอที่จะหลอกลวงพวกเราได้ นั่นก็หมายความว่า ความจริงแล้วพวกเราได้ปิดการทำงานของหุ่นยนต์รถยนต์ไปแล้วครั้งหนึ่ง" เซี่ยหลิงซีกล่าว
"เมื่อกี้ฉันสังเกตเห็นว่า หลังจากที่ไฟฟ้ากลับมาทำงาน คำพูดของมันก็เปลี่ยนไป เป็นไปได้ไหมคะว่า ระบบควบคุมของหุ่นยนต์รถยนต์เปลี่ยนไปแล้ว? อาจจะต้องให้พวกเราปิดการทำงานมันอีกครั้ง"
(ปิดการทำงานอีกครั้ง...) จางหยวนชิงขบคิดประโยคนี้เงียบๆ ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะเซี่ยหลิงซีไม่มีทางรู้ได้ แต่การวิเคราะห์ของอีกฝ่าย ก็มอบแรงบันดาลใจให้เขามากพอแล้ว
(หุ่นยนต์รถยนต์น่าจะเกี่ยวข้องกับข้อความที่พี่ปิงทิ้งไว้ให้ผม ถ้าผมอยากรู้เรื่องการหายตัวไปของพี่ปิง รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับจอมมาร ก็ต้องควบคุมหุ่นยนต์รถยนต์ไว้ในมือให้ได้)
หลังจากเข้ามาในสวนสนุกจินสุ่ย เขาไม่ได้ลืมเบาะแสที่พี่ปิงทิ้งไว้ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจไปตามหา เพราะด้วยระดับความยากระดับ S แค่ผ่านด่านไปได้ก็ถือว่าบุญรักษาแล้ว การสำรวจสะเปะสะปะก็เหมือนกับการรนหาที่ตาย เบาะแสของพี่ปิง คงต้องพึ่งพาวาสนาแล้วล่ะ
สถานการณ์ในตอนนี้ ความจริงถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะภารกิจและเบาะแสจะได้รับการแก้ไขไปพร้อมๆ กัน แน่นอนว่า ภายใต้เงื่อนไขที่เขาสามารถคลี่คลายวิกฤตได้นะ
(ในข้อความที่พี่ปิงทิ้งไว้ให้ผม นอกจากหมายเลขแดนวิญญาณแล้ว ก็มีแค่ประโยคเดียวคือ 'เกิดมาชาตินี้เป็นพี่น้องกัน' ปิดการทำงานอีกครั้ง... ผมเหมือนจะรู้วิธีใช้ประโยคนี้แล้วแฮะ...) จางหยวนชิงตัดสินใจลองดู เขาผลักประตูรถเปิดออก
"คุณ..." เซี่ยหลิงซีตกใจ ร้องเรียกสั้นๆ
ในรถที่อยู่ไม่ไกล ซีซือชะงักไป มหาปราชญ์เสมอสวรรค์และอสูรเพลิงก็เลิกทะเลาะกันแล้ว
(หวังไท่ออกมาทำไม? เขาจะไปเก็บรองเท้าเต้นรำกลับมาเหรอ?)
จางหยวนชิงปิดประตูรถ เดินเข้าไปใกล้หุ่นยนต์รถยนต์ เขาหยุดยืนห่างออกไปห้าหกเมตร รวบรวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน แล้วตะโกนเสียงดังว่า
"เกิดมาชาตินี้เป็นพี่น้องกัน!"
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วลานจอดรถใต้ดิน จากนั้น ฉากที่ไม่อาจเชื่อสายตาก็เกิดขึ้น หุ่นยนต์รถยนต์ที่เมื่อครู่ยังดุร้ายเกรี้ยวกราด ตอนนี้กลับหยุดชะงักลงกะทันหันราวกับถูกตัดไฟ
แล้วลำโพงตรงหน้าอกของมันก็ส่งเสียงดังขึ้น "รหัสผ่านถูกต้อง!"
เกราะเหล็กที่ปกคลุมหน้าอกส่งเสียง 'แกรกๆ' แยกออกไปสองข้าง เผยให้เห็นสายไฟที่อยู่ภายใน รวมถึงกล่องสี่เหลี่ยมสีดำหนึ่งใบ
จางหยวนชิงเห็นดังนั้น ก็ก้าวเดินเข้าไป เขาคิดครู่หนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้หุ่นยนต์รถยนต์ลอบโจมตีอีก เขาจึงเรียกให้รองเท้าเต้นรำสีแดงมาสวมที่เท้าทั้งสองข้าง เพื่อให้แน่ใจว่าค่าการหลบหลีกของตัวเองเต็มเปี่ยม จากนั้นจึงเดินเข้าไปใกล้ต่อ
เมื่อมาถึงตรงหน้าหุ่นยนต์รถยนต์ จางหยวนชิงก็หยิบกล่องสี่เหลี่ยมใบนั้นออกมา
เปลือกนอกของมันทำจากวัสดุผสมโลหะสีดำ ด้านหน้ากล่องมีลำโพงและปุ่มกดสองปุ่ม หากตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว นี่ดูเหมือนจะเป็นลำโพงขนาดพกพา
ขนาดประมาณครึ่งฝ่ามือ
ตอนนั้นเอง ในสายตาของจางหยวนชิงก็ปรากฏข้อความหนึ่งลอยขึ้นมา
【ชื่อ: ลำโพงเอลวิส】
【ประเภท: อุปกรณ์ภาพและเสียง】
【ฟังก์ชัน: เล่นไฟล์เสียง】
【คำอธิบาย: กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ราชาแมวที่หลงใหลในเสียงดนตรี ประกาศกร้าวว่าจะท้าทายเทพแห่งแสงสว่าง เทพแห่งแสงสว่างจึงลงโทษแมวที่หยิ่งผยองตัวนี้อย่างหนัก โดยผนึกวิญญาณของมันไว้ในเครื่องดนตรี หลายปีต่อมา ราชาแมวต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในเครื่องดนตรี จนกระทั่งนักดนตรีจากตะวันออกคนหนึ่งได้เครื่องดนตรีชิ้นนี้ไป และดัดแปลงมันให้กลายเป็นลำโพง】
【หมายเหตุ 1: เสียงกลอง เมื่อเสียงกลองดังขึ้น คุณจะได้รับจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ไม่มีใครเทียบได้ และศัตรูของคุณจะถูกข่มขวัญ】
【หมายเหตุ 2: ซั่วหน่า เมื่อเสียงซั่วหน่าดังขึ้น คุณจะไร้เทียมทาน แต่โปรดจบการต่อสู้ภายในสามนาที มิฉะนั้น เสียงซั่วหน่าจะถูกนำไปใช้ในสถานการณ์อื่นแทน】
【หมายเหตุ 3: เหมียว เหมียวๆ เหมียวๆๆ! (ใครกล้าขังข้าอีก ข้าจะข่วนหน้ามันให้ยับ)】
【หมายเหตุ 4: ข้าอยากร้องก็ร้อง ร้องให้ดังสนั่นลั่นทุ่ง】
(ไอเทมชิ้นหนึ่ง ไอเทมประเภทแลกเปลี่ยน มันคือสิ่งที่พี่ปิงทิ้งไว้ให้ผมงั้นเหรอ? จากหมายเหตุ ในลำโพงมีไฟล์เสียงเก็บไว้สองแบบ แบบหนึ่งคือเสียงกลอง อีกแบบคือเสียงซั่วหน่า ประโยชน์ของเสียงกลองคือเพิ่มพลังการต่อสู้ และข่มขวัญศัตรูไปพร้อมกัน)
(หมายเหตุของซั่วหน่าเข้าใจง่ายมาก ต้องปิดเสียงซั่วหน่าภายในสามนาที ไม่อย่างนั้นมันจะส่งศพผมแทน... แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกับที่พี่ปิงบอกว่า 'ทิ้งทุกอย่างไว้ที่นั่น' ล่ะ? แล้วก็ หมายเหตุ 3 กับหมายเหตุ 4 หมายความว่ายังไง ผมไม่เข้าใจ...) จางหยวนชิงพิจารณาลำโพงในฝ่ามือด้วยความอยากรู้
โดยรวมแล้ว ไอเทมชิ้นนี้ก็ไม่เลว จัดเป็นไอเทมประเภทแลกเปลี่ยนสายสนับสนุน เสียงซั่วหน่ากับเสียงกลองยังไม่ได้ลองใช้ จึงประเมินได้ยาก แต่การที่พี่ปิงอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจเอามาซ่อนไว้ที่นี่ ย่อมต้องมีความพิเศษบางอย่างแน่นอน
ส่วนเรื่องที่ว่าพี่ปิงซ่อนอะไรไว้ในตัวมันกันแน่ ยังคงต้องรอการศึกษาต่อไป
ตอนนี้เอง เมื่อเห็นว่าหุ่นยนต์รถยนต์ถูกจัดการไปแล้วจริงๆ และไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก ซีซือกับคนอื่นๆ ก็พากันมุดออกมาจากรถในที่สุด
"ในที่สุดก็ผ่านด่านลานจอดรถใต้ดินได้สักที หวังไท่ ต้องขอบใจนายจริงๆ" มหาปราชญ์เสมอสวรรค์มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า
ซีซือขยับเข้ามาใกล้ด้วยแววตาหยาดเยิ้ม เอ่ยเสียงออดอ้อนว่า "พี่หวังไท่ ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่ต้องไม่ทำให้พวกเราผิดหวัง เมื่อกี้ที่ฉันตะโกนร้องให้ช่วยอยู่ในรถ พี่ต้องได้ยินแล้วถึงออกมาใช่ไหมคะ"
(พี่? ) จางหยวนชิงปรายตามองเธอ คุณป้าวัยสามสิบกว่าคนนี้ ถ้าอายุมากกว่านี้อีกสักไม่กี่ปี ก็เป็นแม่เขาได้แล้ว
"นายรู้วิธีปิดการทำงานของหุ่นยนต์รถยนต์ได้ยังไง? แล้วนี่มันของอะไร?" อสูรเพลิงจ้องมองลำโพงด้วยสายตาลุกวาว
"ไอเทมชิ้นหนึ่งน่ะ ไอเทมสายสนับสนุน" จางหยวนชิงยิ้ม ไม่ตอบคำถามแรก แต่กล่าวว่า "ผลเก็บเกี่ยวไม่เลวเลย ทุกคน ไอเทมชิ้นนี้ผมขอรับไว้ด้วยความยินดี คงไม่มีใครขัดข้องนะ"
อสูรเพลิงเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็เห็นรองเท้าเต้นรำสีแดงเดินก้าวฉับๆ เข้ามา จึงพูดขึ้นทันทีว่า "เรื่องนี้นายเป็นคนจัดการ ของตกเป็นของนาย ก็สมเหตุสมผลแล้ว"
"สมเหตุสมผลๆ" ซีซือและมหาปราชญ์เสมอสวรรค์มองรองเท้าเต้นรำสีแดง แล้วพยักหน้ารัวๆ
จางหยวนชิงกำลังจะเก็บลำโพงเอลวิสเข้าช่องเก็บของ แต่กลับได้รับคำแจ้งเตือนที่เหนือความคาดหมาย
【ไม่สามารถจัดเก็บไอเทมชิ้นนี้ได้】
(ไม่สามารถจัดเก็บได้?) จางหยวนชิงตกตะลึง จากนั้นก็เข้าใจความหมายของหมายเหตุ 3 แล้ว
(หลอกลวงกันชัดๆ ไอเทมชิ้นนี้เก็บเข้าช่องเก็บของไม่ได้ งั้นก็ต้องพกติดตัวตลอดเลยสิ?)
เวลานั้นเอง ทุกคนก็ได้รับเสียงแจ้งเตือนจากแดนวิญญาณ
【คุณทำภารกิจลานจอดรถใต้ดินสำเร็จแล้ว คุณกำลังอยู่ในซีรีส์ภารกิจ "อกสั่นขวัญแขวน" เครื่องเล่นในซีรีส์นี้คือ: รถไฟเหาะ ลานจอดรถใต้ดิน บ้านผีสิง (แต่งงานศพ) หออนุมานนักสืบ โปรดเดินทางไปยังสถานที่ที่สามภายในครึ่งชั่วโมง】
นอกจากข้อความข้างต้นแล้ว จางหยวนชิงยังได้รับคำแจ้งเตือนอีกข้อความหนึ่ง
【ติ๊ง คุณประสบความสำเร็จในการนำลูกทีมทำภารกิจสำเร็จ คุณมีโอกาสใช้สิทธิ์หัวหน้าทีมหนึ่งครั้ง โปรดระบุตัวผู้ชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในหมู่ลูกทีม ผู้ที่ถูกระบุจะถูกลบให้หายไป!】
【หากไม่ตัดสินใจภายในสามสิบวินาที จะถือว่าสละสิทธิ์โอกาสนี้】
ครั้งนี้จางหยวนชิงไม่ลังเลเลย เขาภาวนาในใจอย่างเงียบๆ "สละสิทธิ์"
.........
เมื่อออกจากลานจอดรถ สายลมยามค่ำคืนก็พัดแผ่วเบา
แสงไฟในสวนสนุกยังคงชวนฝันและลึกลับเช่นเคย เสียงดนตรีแผ่วเบาและไพเราะแว่วมาจากที่ไกลๆ
จางหยวนชิงมีรองเท้าเต้นรำสีแดงเดินตามหลัง เขามองซ้ายมองขวาครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับเพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ ว่า
"พวกคุณรอเดี๋ยวนะ ผมขอตัวสักครู่"
เมื่อเผชิญกับสายตาจับผิดของเพื่อนร่วมทีม เขาอธิบายด้วยรอยยิ้ม "การเก็บรองเท้าเต้นรำกลับคืนมาต้องจ่ายค่าตอบแทนระดับหนึ่ง และค่าตอบแทนนี้ ไม่เหมาะที่จะให้พวกคุณเห็นหรอกครับ"
ทุกคนพยักหน้าอย่างกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย
จางหยวนชิงมาถึงที่เปลี่ยว ไม่มีใครอยู่รอบๆ จึงเลิกเสแสร้ง เขาวางลำโพงไว้ข้างๆ และตอบรับคำเชิญประชันการเต้นของรองเท้าเต้นรำสีแดง
ทันใดนั้น ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน ก็มีเสียงเต้นแท็ปดังกังวานขึ้น
และในตอนนั้นเอง ลำโพงที่วางอยู่ข้างๆ ก็เปิดเพลงขึ้นมาอย่างไร้สัญญาณเตือน
"สู้เต้นรำไม่ได้ คุยกันก็สู้เต้นรำไม่ได้ ทำให้ตัวเองรู้สึกสบายใจ... เต้นรำต่อไป มีความรักก็สู้เต้นรำไม่ได้ ใช้การอยู่ร่วมกันแบบนี้..."
(? สถานการณ์อะไรเนี่ย ทำไมเจ้านี่ถึงเปิดเพลงขึ้นมาดื้อๆ...) จางหยวนชิงที่กำลังวาดลวดลายท่าเต้นสุดเร้าใจ เดิมทีในใจก็รู้สึกอับอายอยู่บ้างแล้ว พอถูกเสียงเพลงทำให้ตกใจอย่างไม่ทันตั้งตัว ก็แทบจะรักษาสเต็ปการเต้นเอาไว้ไม่ได้
(ที่แท้หมายเหตุ 4 ก็หมายความว่าแบบนี้นี่เอง? ของเล่นชิ้นนี้หลอกลวงชะมัด แค่เต้นแบบเก้ๆ กังๆ ก็แย่พอแล้ว ยังจะเปิดเพลงน่าอายแบบนี้อีก ถ้ามีคนมาเห็น ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?)
จางหยวนชิงคิดด้วยความรู้สึกซับซ้อน
เสียงร้องเพลงอันดังกังวานกลบเสียงเต้นแท็ปไปจนหมด
รองเท้าเต้นรำสีแดงดูเหมือนจะไม่พอใจ เสียงเต้นแท็ปจึงถี่รัวและดังกังวานมากยิ่งขึ้น
ไม่กี่นาทีต่อมา จางหยวนชิงก็เต้นเสร็จ รองเท้าเต้นรำสีแดงกลับเข้าสู่ช่องเก็บของโดยอัตโนมัติ
เมื่อเขากลับไป ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า เขาพบว่าสายตาที่ทุกคนมองเขามันแปลกๆ...
ทั้งห้าคนเดินตามป้ายบอกทาง มุ่งหน้าลึกเข้าไปในสวนสนุก
ยิ่งเดินเข้าไปลึก แสงไฟก็ยิ่งมืดสลัว ความรู้สึกของทั้งห้าคนก็ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น
ด่านที่สามคือบ้านผีสิง ซึ่งเป็นสิ่งเดียวในสวนสนุกที่มีองค์ประกอบของสิ่งลี้ลับ ตามคำแนะนำของแดนวิญญาณ สาเหตุที่สวนสนุกเปลี่ยนเป็นดันเจี้ยนระดับ S นั้น ส่วนใหญ่มาจากความเปลี่ยนแปลงของวิญญาณ
เดินมาได้สี่ห้านาที พวกเขาก็มาถึงตรอกมืดอันเงียบสงัด รูปแบบสถาปัตยกรรมของที่นี่ค่อนไปทางยุคสาธารณรัฐ กำแพงสีขาวกระเบื้องหลังคาสีดำ กำแพงลานบ้านสูงเท่าคนสองคนล้อมรอบคฤหาสน์แต่ละหลัง ใต้ชายคาของทุกบ้านแขวนโคมไฟสีขาวเอาไว้
พื้นใต้เท้าเปลี่ยนจากพื้นซีเมนต์เป็นถนนปูด้วยหินกรวดตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้
เสียงดนตรีที่ดังแว่วมาบางเบาจากด้านหลัง หายวับไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่ทุกคนเข้ามาในตรอกมืดแห่งนี้
ม่านราตรีหนาทึบ โคมไฟสีขาวแขวนอยู่ใต้ชายคา รอบด้านเงียบสงัด ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ
ซีซือกอดแขนจางหยวนชิงไว้แน่น เธอมองซ้ายมองขวา แล้วพูดด้วยความหวาดกลัวว่า
"เรื่องฆ่าคนน่ะฉันไม่กลัวหรอก แต่ฉันทนบรรยากาศแบบนี้ไม่ได้จริงๆ..."
แม้เซี่ยหลิงซีจะไม่ได้กอดแขนจางหยวนชิง แต่ใบหน้าเล็กๆ ของเธอก็ซีดเผือดเล็กน้อย สีหน้าตึงเครียด
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์และอสูรเพลิงมีความกล้ามากกว่าหน่อย แต่สีหน้าก็มีความกังวลอยู่บ้าง พวกเขาหันกลับไปมองด้านหลังเป็นระยะๆ มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีอะไรบางอย่างกำลังตามหลังพวกเขามา
มีเพียงจางหยวนชิงที่มีสีหน้าเยือกเย็น ที่นี่มีกลิ่นอายความตายรุนแรงมาก แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก ราวกับได้กลับบ้านอย่างไรอย่างนั้น
คงเป็นเพราะท่าทางสุขุมเยือกเย็นแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้ซีซือและเซี่ยหลิงซีอดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้เขา เพื่อรับความรู้สึกปลอดภัย
ไม่รู้ตัวเลยว่าทุกคนมาถึงหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่หลังหนึ่งแล้ว ที่นี่แตกต่างจากคฤหาสน์หลังอื่น โคมไฟที่แขวนอยู่เป็นสีแดง แสงเทียนราวกับเลือด สาดส่องลานหน้าประตูจนกลายเป็นสีเลือดไปทั่วบริเวณ
บนประตูมีตัวอักษรมงคลสมรสแปะอยู่ ป้ายคำกลอนก็เป็นสีแดง ดูเหมือนว่าเจ้าของบ้านกำลังจัดงานมงคล
ถึงที่หมายแล้ว
ทุกคนมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็หันไปมองจางหยวนชิงพร้อมกัน
จางหยวนชิงก้าวเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าว เคาะประตูเสียงดัง แล้วร้องตะโกนว่า
"มีใครอยู่ไหมครับ ผมมารับคุณหนูบ้านพวกคุณไปแต่งงานครับ"
สิ้นเสียง ประตูก็เปิดอ้าออกดัง "เอี๊ยด" สายลมหนาวเหน็บพัดโชยออกมาจากข้างใน
จางหยวนชิงในฐานะเทพท่องราตรี ขนลุกซู่ไปทั้งหลัง เขาเอ่ยเสียงเบาว่า "มีผีมาแล้ว..."
......







