ภายในคฤหาสน์อันมืดมิด โคมไฟสีแดงดวงหนึ่งลอยเข้ามาใกล้ มันแผ่แสงสีแดงฉาน ทว่าน่าประหลาดที่แสงสว่างของมันราวกับถูกผนึกไว้ในโคมไฟ ไม่สามารถส่องสว่างบริเวณโดยรอบได้เลยแม้แต่น้อย
โคมไฟลอยมาถึงหน้าประตูและหยุดลงตรงหน้าจางหยวนชิง ระหว่างเขาและโคมไฟสีแดงมีเพียงธรณีประตูกั้นไว้
จางหยวนชิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหลังธรณีประตูนั้นมีผีตนหนึ่ง เป็นผีที่น่าสะพรึงกลัวและเย็นเยียบ ทว่าไม่ว่าเขาจะเพ่งมองอย่างไร ก็ไม่อาจมองเห็นรูปลักษณ์ของผีในความมืดนั้นได้ชัดเจน
เขารวบรวมพลังไท่อินอย่างเงียบเชียบ เตรียมพร้อมกลืนกินวิญญาณได้ทุกเมื่อ
เทพท่องราตรีมีพลังข่มวิญญาณมาตั้งแต่กำเนิด โดยมีเงื่อนไขว่าระดับของวิญญาณต้องไม่สูงไปกว่าตนเอง
ท่ามกลางความมืดมิด มือข้างหนึ่งยื่นออกมา จางหยวนชิงอาศัยแสงสีแดงสลัวมองไป มันเป็นมือที่มีผิวสีเขียวคล้ำและเล็บสีดำทะมึน
มือผีข้างนี้กำแผ่นป้ายปกสีแดงปึกหนึ่งไว้ ดูเหมือนต้องการให้จางหยวนชิงรับไป
จางหยวนชิงไม่รับ มือผีก็ยื่นค้างไว้อย่างนั้น ทั้งสองฝ่ายยื้อยุดกันราวกับกำลังวัดใจ
ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงสั่นเครือของซีซือก็เอ่ยเตือนเบาๆ "หวังไท่?"
เธอเห็นหวังไท่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ก็กลัวเหลือเกินว่าผู้ชายคนนี้อาจเผลอไปกระตุ้นอันตรายอะไรเข้าจนสิ้นลมหายใจไปแล้ว
(เฮ้อ ยื่นหัวออกไปก็โดนฟัน หดหัวกลับก็โดนฟันอยู่ดี...) จางหยวนชิงรับแผ่นป้ายมาอย่างจำใจ มือผีสีเขียวคล้ำหดกลับไปทันที จากนั้นโคมไฟสีแดงก็ลอยล่องจากไป กลับเข้าไปยังส่วนลึกของคฤหาสน์
จางหยวนชิงถอยลงจากบันได กลับมาอยู่ข้างกายเพื่อนร่วมทีม แล้วชูแผ่นป้ายในมือขึ้น
"มีทั้งหมดห้าใบ เหมือนจะให้พวกเรานะ"
เขาแจกจ่ายแผ่นป้ายให้เพื่อนร่วมทีมทีละคน เมื่อทุกคนกางออกดู ก็พบว่าเป็นพื้นสีแดงตัวอักษรสีดำ เขียนชื่อและวันเดือนปีเกิดของเจ้าสาวไว้ ส่วนฝั่งเจ้าบ่าวนั้นว่างเปล่า
เจ้าสาวชื่อ "ไป๋หลาน"
ข้างหูของทุกคนมีเสียงแจ้งเตือนจากดันเจี้ยนดังก้องขึ้น
【ติ๊ง! คุณได้รับการ์ดแต่งงานของเจ้าสาวผี กรุณากรอกชื่อของคุณ เจ้าสาวผีจะเลือกคู่ครองในอีกหนึ่งชั่วโมง】
กรอกชื่อ อีกหนึ่งชั่วโมงเลือกคู่ครองงั้นเหรอ?
ถ้าถูกเจ้าสาวผีเลือกแล้วจะเป็นยังไง? ทุกคนกำการ์ดแต่งงานไว้แน่น ความคิดเตลิดเปิดเปิง
เนื่องจากตอนแนะนำตัวจางหยวนชิงไม่ซื่อสัตย์ แอบอ้างใช้ชื่อหวังไท่ ตอนนี้เขาจึงรู้สึกลังเลนิดหน่อยว่าจะเขียนว่าเทพบรรพกาล หรือเขียนหวังไท่ดี?
เขาไม่สามารถคาดเดาได้ว่าการเขียนชื่อปลอมจะถูกลงโทษหรือไม่
ขณะกำลังครุ่นคิดว่าจะกรอกชื่อยังไงดี จางหยวนชิงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขามองไปทางเพื่อนร่วมทีมทั้งหลาย
"พวกคุณยังจำคำแนะนำของสวนสนุกได้ไหม ตัวตนที่ไม่อาจพรรณนาได้มาเยือนที่นี่ และให้วิญญาณในสวนสนุกช่วยตามหาชายหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อของชายหนุ่มคนนั้นมีสี่พยางค์"
พวกซีซือย่อมจำได้ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
เซี่ยหลิงซีสมองแล่นเร็วที่สุด เธอก้มมองการ์ดแต่งงานในมือ "คุณหมายความว่า สองเรื่องนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน..."
เด็กสาววิเคราะห์ตามแนวคิดนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยในทันที "บุคคลที่ไม่อาจพรรณนาให้เจ้าสาวผีตามหาชายหนุ่มคนหนึ่ง แต่เธอกลับให้พวกเรากรอกชื่อ? นี่หมายความว่า ชายหนุ่มที่เจ้าสาวในบ้านผีสิงตามหา คือผู้ท่องแดนวิญญาณงั้นเหรอ?"
"จะเป็นไปได้ยังไง..." ซีซือมีสีหน้าตกตะลึง
พวกเขาก็เป็นผู้ท่องแดนวิญญาณที่ผ่านดันเจี้ยนมาหลายครั้ง โดยปกติแล้ว คำแนะนำแดนวิญญาณจะเป็นแค่พื้นหลัง บอกว่าที่นี่เป็นสถานที่แบบไหน และเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เพื่อให้ผู้ท่องแดนวิญญาณเข้าใจดันเจี้ยนได้อย่างรวดเร็ว ก็แค่นั้นเอง
ก่อนหน้านี้ พวกเขาคิดว่าชายหนุ่มที่ตัวตนไม่อาจพรรณนาผู้นั้นกำลังตามหา คือตัวละครใดตัวละครหนึ่งในแดนวิญญาณ หรืออาจจะเป็นมอนสเตอร์สักตัวด้วยซ้ำ
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ "ผู้เล่น" เลย
แค่ผู้ท่องแดนวิญญาณคนหนึ่ง จะมีบุญบารมีอะไรไปเปลี่ยนแปลงแก่นแท้ของแดนวิญญาณได้
"นี่คงเป็นแค่เรื่องบังเอิญกระมัง ในเมื่อเป็นการแต่งงานกับผี ก็ต้องให้เขียนชื่ออยู่แล้ว" มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ขมวดคิ้ว
(ไม่สิ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในคู่มือเวอร์ชันเก่าไม่มีเรื่องการ์ดแต่งงาน นี่เป็นสิ่งที่โผล่มาหลังจากแดนวิญญาณเปลี่ยนแปลง เมื่อนำมาประกอบกับคำแนะนำแดนวิญญาณแล้ว จะบอกว่าทั้งสองเรื่องไม่มีความเกี่ยวข้องกัน ผมไม่เชื่อหรอก...) จางหยวนชิงระแวดระวังอยู่ในใจ
ไม่รู้ว่าเป็นความรู้สึกไปเองหรือเปล่า เขามักจะรู้สึกว่าข้อมูลในคำแนะนำแดนวิญญาณนั้น มีความคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
"ซ่า... วันนั้น เธอมาที่สวนสนุกจินสุ่ย..."
จู่ๆ ลำโพงเอลวิสในกระเป๋าเสื้อของจางหยวนชิงก็ส่งเสียงออกมา
ทุกคนหันขวับไปมองที่กระเป๋าเสื้อของเขาในทันที แต่ลำโพงเอลวิสกลับไม่พูดอะไรอีก
(ทำไมไม่พูดต่อล่ะ? ลำโพงนี่แปลกๆ แฮะ...) จางหยวนชิงรออีกสองสามวินาที เมื่อเห็นว่าลำโพงยังคงเงียบสนิท เขาก็เลิกสนใจและพูดว่า
"กรอกชื่อกันก่อนเถอะ"
เขากางการ์ดแต่งงานออก ลองใช้นิ้วแทนพู่กัน เขียนคำว่า "หวังไท่" ลงในช่องชื่อ
เขาคิดแบบนี้ ในเมื่อวิญญาณในบ้านผีสิงตั้งเงื่อนไขให้เขียนชื่อ ก็แสดงว่า 'เธอ' มองไม่เห็น ID ที่แท้จริงของผู้ท่องแดนวิญญาณเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นการ์ดแต่งงานก็คงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์
ถ้าอย่างนั้น ก็มีเหตุผลให้สันนิษฐานได้ว่า ดันเจี้ยนอนุญาตให้ผู้ท่องแดนวิญญาณปลอม ID ได้ เพียงแต่ไม่ได้บอกตรงๆ ต้องใช้การวิเคราะห์และทำความเข้าใจเอาเอง
(ความจริงเขียนว่าเทพบรรพกาลก็ไม่เป็นไรหรอก แค่อาจจะเกิดวิกฤตความเชื่อใจระหว่างเพื่อนร่วมทีมก็เท่านั้น...) จางหยวนชิงคิดในใจ ทันใดนั้น เขาก็เห็น 'รอยพู่กัน' ที่นิ้วเขียนลงไป จับตัวกันเป็นตัวอักษรสีดำ:
หวังไท่
จากนั้น เขาก็สุ่มแต่งวันเดือนปีเกิดและเพศขึ้นมา อืม เพศไม่ได้แต่ง
เพื่อนร่วมทีมทั้งสี่คนทำตามทีละคน ใช้นิ้วแทนพู่กัน
เซี่ยหลิงซีเขย่งปลายเท้า แอบลอบมองการ์ดแต่งงานของจางหยวนชิงอย่างกล้าๆ กลัวๆ จากนั้นจึงเขียนชื่อของตัวเองลงไป ในช่องเพศ เธอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกรอกคำว่า "ชาย"
เมื่อเขียนการ์ดแต่งงานเสร็จ จางหยวนชิงก็ยัดมันใส่กระเป๋าเสื้อ ก้าวข้ามธรณีประตูไปเป็นคนแรกพลางพูดว่า
"เข้าไปกันเถอะ ทางที่ดีตามหลังผมมาไว้"
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมมีสีหน้าตึงเครียด เขาก็พูดติดตลกเพื่อปรับบรรยากาศ "ผมดวงแข็งมาตั้งแต่เด็ก ผีผู้หญิงเจอผมยังต้องพิจารณาเรื่องลาคลอดเลย"
ทุกคน: "......." เวลาแบบนี้ยังมาเล่นมุกแบบนี้อีก คุณกล้าหาญชาญชัยจริงๆ หรือว่าไม่กลัวตายกันแน่? ข้างในมีผีสาวรอแต่งงานอยู่จริงๆ นะ
(มุกนี้ยังตลกไม่พออีกเหรอ?) จางหยวนชิงกวาดตามองสีหน้าของพวกเขาก่อนจะหยุดพูด แล้วเดินเข้าไปในคฤหาสน์เงียบๆ
หลังธรณีประตูคือลานด้านนอก ขนาดค่อนข้างใหญ่ ตรงกลางมีทางเดินปูด้วยแผ่นหิน สองข้างทางเป็นระเบียงทางเดินที่ติดกับกำแพงด้านนอก
เมื่อทุกคนก้าวข้ามธรณีประตู โคมไฟสีแดงใต้ชายคาระเบียงก็สว่างวาบขึ้นอย่างน่าขนลุก แต่งแต้มสีแดงเข้มให้ค่ำคืนอันมืดมิด โคมไฟสีแดงราวกับดวงตาสีแดงฉาน จ้องมองคนเป็นที่ก้าวเข้ามาในลานกว้างอย่างเงียบงัน
สุดทางเดินแผ่นหินคือห้องโถงใหญ่ที่มีชายคาเชิดขึ้น ประตูบานเกล็ดปิดสนิท แสงไฟสีเหลืองสลัวลอดออกมาจากข้างใน
"เอ๊ะ..." เพิ่งจะก้าวข้ามธรณีประตู ดวงตาของจางหยวนชิงก็เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย "พวกคุณลองดูสิว่าสกิลกับช่องเก็บของของตัวเองถูกผนึกไว้หรือเปล่า"
พวกอสูรเพลิงชะงักไปเล็กน้อย บ้างก็สัมผัสสกิล บ้างก็ตรวจสอบช่องเก็บของ แล้วก็พบด้วยความประหลาดใจระคนดีใจว่าภารกิจนี้ไม่ได้ผนึกความสามารถและไอเทมของพวกเขาไว้
ชั่วขณะนั้นพวกเขารู้สึกทั้งดีใจและกังวลใจ ที่ดีใจคือเวลาเผชิญหน้ากับอันตราย อย่างน้อยก็ยังมีไพ่ตายให้พึ่งพา ที่กังวลคือ การเปิดให้ใช้ไอเทมและสกิลได้ หมายความว่าระดับความอันตรายของบ้านผีสิงนั้น ไม่ใช่ระดับธรรมดาทั่วไปแน่นอน
ภายใต้การนำของจางหยวนชิง ทุกคนค่อยๆ ก้าวเดินไปข้างหน้า ในค่ำคืนอันเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขาเท่านั้น
"กรี๊ด~"
ทุกคนที่กำลังจดจ่ออยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นจนสะดุ้งสุดตัว
อสูรเพลิงหันขวับกลับไปด้วยความโกรธ ถลึงตาใส่ซีซือพลางตวาด "เธอจะร้องหาผีอะไรฮะ"
ซีซือหน้าซีดเผือด ยื่นนิ้วชี้ไปที่ระเบียงทางเดินห่างออกไปสิบกว่าเมตร เสียงสั่นเครือ:
"ตรง... ตรงนั้น... ใต้โคมไฟ มีผู้หญิงคนหนึ่ง..."
ทุกคนหันขวับไปมองทันที เห็นเพียงโคมไฟแขวนอยู่สูงลิ่ว เงียบสงัดไร้สรรพเสียง จะมีเงาผีมาจากไหนล่ะ?
พอมีเรื่องแทรกเข้ามาแบบนี้ ทั้งสี่คนที่เดิมทีก็อกสั่นขวัญแขวนอยู่แล้ว ยิ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดหนักกว่าเดิม
ส่วนจางหยวนชิงนั้นยังถือว่ารับมือได้ เขาเคยผ่านดันเจี้ยนสยองขวัญมาแล้วครั้งหนึ่ง ประกอบกับตัวเองเป็นเทพท่องราตรี จึงไม่มีความหวาดกลัวผีสางออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจอีกแล้ว
ในสายตาของเขา ผีกับพวกหุ่นยนต์รถยนต์ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย
(ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผีสาง มีไอหยินอยู่ทุกหนทุกแห่ง กลับทำให้ประสาทสัมผัสของผมชาด้าน วิญญาณที่อ่อนแอเกินไป หรืออยู่ไกลเกินไป ผมจะสัมผัสไม่ได้ แต่ยังไงผมก็ใช้ไม้เท้าปราบมารได้แล้ว ต่อให้เจ้าสาวผีมาผมก็ไม่กลัว...) จางหยวนชิงปลอบขวัญทุกคนไปพลาง นำทีมเดินไปข้างหน้าไปพลาง
"พวกคุณสังเกตไหม ดันเจี้ยนแค่บอกใบ้ว่าเจ้าสาวผีจะเลือกคู่ครองในอีกหนึ่งชั่วโมง"
ความกลัวอย่างมืดบอดไม่มีประโยชน์อะไร เขาใช้ข้อมูลเพื่อเบนความสนใจของเพื่อนร่วมทีม ช่วยบรรเทาอารมณ์ของพวกเขา "ผมคิดว่าในหนึ่งชั่วโมงต่อจากนี้ พฤติกรรมและการกระทำของพวกเรา จะกลายเป็นเกณฑ์การเลือกคู่ครองของเจ้าสาวผี"
"ก็แค่ไม่รู้ว่าการได้เป็นเจ้าบ่าวจะหมายถึงการรอดชีวิต หรือว่าความตาย... อีกอย่าง ที่นี่ไอหยินหนักมาก แฝงไปด้วยอันตรายมากมาย บางทีอาจจะไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง พวกเราก็คงถูกกวาดล้างจนหมด"
(ไม่รู้ว่าเจ้าสาวผีจะยังเป็นพวกชอบคนหน้าตาดีอยู่ไหม ถ้าใช่ ในฐานะคนที่หล่อที่สุดในทีม ผมคงกดดันแย่เลย...)
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงห้องโถงใหญ่ จางหยวนชิงเป็นคนออกหน้า ผลักประตูบานเกล็ดที่ปิดสนิทให้เปิดออก
"เอี๊ยด~"
เสียงที่ชวนให้เสียวฟันดังก้องไปในยามค่ำคืน
ภายในห้องโถงใหญ่ แสงเทียนสว่างไสว พื้นปูด้วยพรมแดง บนเสามีผ้าสีแดงห้อยระย้า สุดปลายพรมแดงคือเก้าอี้ไท่ซือสองตัว โต๊ะบูชาที่มีเทียนและผลไม้วางไว้ บนผนังมีตัวอักษรซวงสี่สีแดงสดติดอยู่
สองข้างพรมแดง มีหุ่นกระดาษยืนอยู่ฝั่งละเจ็ดแปดตัว สวมชุดคนรับใช้โบราณ คิ้วและดวงตาดูมีชีวิตชีวา ริมฝีปากสีแดงฉานเผยอขึ้นเล็กน้อย
สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ หัวของหุ่นกระดาษเหล่านี้บิดเบี้ยวในองศาที่แปลกประหลาด ดวงตากลวงโบ๋จ้องมองไปที่ประตู มองดูทุกคนที่ผลักประตูเข้ามา
ตึก ตึก ตึก... เซี่ยหลิงซีถอยหลังด้วยสีหน้าหวาดกลัว มือเล็กๆ ปิดปากไว้ ไม่ปล่อยให้ตัวเองกรีดร้องออกมา
ในวินาทีนี้ จางหยวนชิงถึงกับหนังหัวชาไปเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะหุ่นกระดาษพวกนี้คือผีทั้งหมด...
หลังจากสัมผัสอย่างละเอียด เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พวกนี้เป็นแค่ผีชั้นผู้น้อย
(เจ้าสาวผีผมอาจจะหมดหนทางสู้ แต่ผีชั้นผู้น้อยอย่างพวกแกยังกล้ามากำเริบเสิบสานต่อหน้าพี่ใหญ่ อย่างนี้มันชักจะเกินไปแล้ว!) จางหยวนชิงรวบรวมพลังไท่อิน ให้ความมืดมิดควบแน่นอยู่ในดวงตาทั้งสองข้าง รวมลมปราณไว้ที่จุดตันเถียน:
"ไสหัวไป!"
หุ่นกระดาษในห้องโถงล้มระเนระนาด ลมหยินพัดกระโชกเป็นระลอก แว่วเสียงผีร้องไห้คร่ำครวญ พวกมันพากันวิ่งหนีแตกกระเจิงอย่างลนลาน
ซีซือ เซี่ยหลิงซี อสูรเพลิง และมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่อยู่ด้านหลัง เห็นภาพนั้นแล้วก็ถึงกับตกตะลึงตาค้าง







