แมลงเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่จูผูอี้รู้จักและเคยเห็น ถูกจำแลงขึ้นมาในความฝัน แต่ก็ไม่เชิงว่าเป็นเช่นนั้นเสียทีเดียว เพราะในวิญญาณของเขามี ‘เทพกู่’ ซ่อนอยู่จริงๆ
อาจกล่าวได้ว่าเป็นสองสิ่งในหนึ่งเดียว
แมลงสีดำทมิฬทีละตัวๆ มีขนาดเท่าหัวแม่มือ ปากของมันเหมือนกรรไกร กระพือปีกส่งเสียงหึ่งๆ กรูเข้ามาหมายจะกัดกินผู้ที่เข้ามาในศาลเจ้าให้สิ้นซาก
ทันใดนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นก็ลืมตาขึ้น เขาลดมือซ้ายจากหว่างคิ้วลงมาไว้ที่เอวอย่างรวดเร็ว ถอยหลังไปหนึ่งก้าว เอียงตัวเล็กน้อยราวกับกำลังกุมฝักดาบ นิ้วมือขวาเสียบเข้าไปในช่องกำปั้นของมือซ้าย
เขาย่อตัวลงเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังแมลงบินที่น่าสะพรึงกลัวและแปลกประหลาด ราวกับพร้อมจะชักอาวุธไร้สภาพออกมาได้ทุกเมื่อ
นี่คือเคล็ดวิชาศาสตรา หนึ่งในคาถาอาคมสายต่อสู้หลักของจ้าวฟู่อวิ๋น
คาถาอาคมแขนงนี้เปรียบเสมือนโครงสร้างที่สามารถเติมสิ่งต่างๆ เข้าไปได้มากมาย ในขณะนี้คุณสมบัติพลังอาคมในร่างของเขาได้ผสานเข้ากับอิทธิฤทธิ์เทวะของ ‘เทพจ้าวเพลิงแดง’ ทำให้มีคุณสมบัติธาตุไฟที่เข้มข้น และใช้เคล็ดวิชาศาสตราเป็นเครื่องมือ
ฝูงแมลงบินสีดำกรูเข้ามา ถาโถมเข้าใส่จ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นตวาดเสียงเบา พลันชักดรรชนีกระบี่ของมือขวาออก ตวัดขึ้นเฉียงๆ ราวกับคมดาบ
ประกายไฟสายหนึ่งพาดผ่านประตูในอากาศว่างเปล่า ปลายนิ้วเกี่ยวตวัด ประกายไฟเคลื่อนตามปลายนิ้วกลายเป็นลูกไฟม้วนเอาแมลงสีดำเหล่านั้นเข้าไป
ยามนี้เขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ราวกับว่าตัวเขาเองได้กลายเป็น ‘เทพเพลิง’ ไปแล้ว
แมลงสีดำร่วงหล่นลงพื้น ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ทว่าก็ยังมีแมลงสีดำอีกสองฝูงบินเข้ามา
เขาเสียบดรรชนีกระบี่ของมือขวากลับเข้าที่แล้วชักออกอีกครั้ง ตวัดวาดกลางอากาศ ประกายเพลิงราวกับแสงดาบสีแดงฉาน ก่อเกิดเป็นคลื่นไฟกลืนกินฝูงแมลงดำ
แมลงสีดำที่ตามมาข้างหลังถูกม้วนเข้าไปในนั้น ลุกไหม้เป็นเถ้าถ่านร่วงลงสู่พื้นในพริบตา
ทั้งศาลเจ้า ‘เทพเพลิง’ พลันเงียบสงบลง
เขายืนนิ่ง มือซ้ายยกขึ้นอีกครั้ง พลางสวดพระสูตร ลูกไฟในมือราวกับมีชีวิต ไม่อาจกำไว้ได้ พุ่งวาบเข้าไปในเทวรูป ‘เทพเพลิง’ ทันที
ในชั่วพริบตา ไออัปมงคลชั่วร้ายบนเทวรูปก็ถูกขับไล่จนหมดสิ้น ราวกับ ‘เทพเพลิง’ ซึ่งไม่รู้ว่าสถิตอยู่แห่งหนใด ได้ประจุจิตเทวะส่วนหนึ่งลงในเทวรูปแล้ว
เทวรูปบังเกิดประกายศักดิ์สิทธิ์
จ้าวฟู่อวิ๋นยื่นมือคว้าไปในอากาศว่างเปล่า คล้ายกับคว้าประกายไฟที่หลุดมือไปกลับคืนมา จากนั้นจึงเดินไปทางด้านหลัง
ทั่วร่างอาบด้วยประกายศักดิ์สิทธิ์ ก้าวเดินเข้าไปในความมืดมิดภายนอก สาดส่องสว่างไปทั่วทิศ
พื้นดินที่ย่ำผ่านทิ้งรอยเท้าสีแดงไว้ทีละรอย ในดวงตาทั้งสองของเขาปรากฏประกายไฟรำไร กวาดตามองไปในความมืด
เมื่อตอนกลางวันเขาเคยมาที่ลานบ้านแห่งนี้แล้ว จึงรู้ว่าลานบ้านไม่ใหญ่โตนัก ในห้องอื่นๆ ก็ไม่มีสิ่งใดอยู่
แต่ในจิตสำนึกของจูผูอี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นจึงรู้สึกว่าในความมืดนั้นมีบางสิ่งอยู่ เขายืนอยู่ที่หน้าประตูตำหนักเล็กๆ พลางครุ่นคิดในใจ
ไปทางขวาก็จะเป็นการจัดการห้องอื่นๆ ก่อน ส่วนทางซ้ายก็จะตรงไปยังห้องนอนใหญ่
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจไปดูห้องว่างเหล่านั้นก่อน
ที่ที่เขาเดินผ่าน อากาศว่างเปล่าก็พลันสว่างไสว
ก่อนที่เขาจะไปถึงห้องเหล่านั้น ในห้องดูเหมือนจะมีความเคลื่อนไหว แต่เมื่อเขามาถึง ประกายไฟส่องเข้าไป กลับไม่พบสิ่งใดเลย
เสียงเคลื่อนไหวที่ไร้ตัวตนเหล่านั้น เป็นสัญลักษณ์ของความหวาดระแวงในใจของจูผูอี้ แต่ความหวาดระแวงนี้ยังไม่ก่อตัวเป็น ‘ฝันร้าย’ ที่แท้จริงในจิตสำนึก จึงถูกแสงไฟสาดส่องเพียงครั้งเดียวก็เงียบสงบลง
สุดท้ายก็มาถึงห้องนอนของจวงเสียนเกอ ข้างในนั้นมืดมิด เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายที่ลึกล้ำ
เขาดีดนิ้ว จุดประกายไฟจุดหนึ่งลอยเข้าไปในห้องอันมืดมิด แล้วระเบิดออกท่ามกลางความมืด ห้องพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
ชั่วขณะที่ห้องนอนสว่างขึ้น จ้าวฟู่อวิ๋นเห็นโครงกระดูกเปื้อนเลือดเนื้อนอนอยู่บนเตียง บนร่างของมันมีแมลงสีดำบินวนอยู่ แต่ปริมาณไม่มากนัก
ขณะที่เขากำลังจ้องมอง โครงกระดูกนั้นกลับค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ในเบ้าตาโครงกระดูกคู่นั้น มีดวงตาเล็กๆ ประหลาดคู่หนึ่งอยู่ คล้ายกับดวงตาของแมลง
เพียงชำเลืองมองแวบเดียว จ้าวฟู่อวิ๋นกลับรู้สึกราวกับจิตใจเลื่อนลอย คล้ายว่าบนร่างกายของตนมีแมลงนับไม่ถ้วนกำลังเพาะพันธุ์และไชชอนเข้ามาในร่าง
ประกายไฟบนร่างของเขาก็พลุ่งขึ้น เผาผลาญแมลงเหล่านั้นจนสิ้น
ในพริบตาเขาก็เข้าใจ นั่นคือ ‘เทพกู่’ ที่สิงสู่ในวิญญาณตับของจูผูอี้นั่นเอง
เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย มือซ้ายกำหมัดไว้ที่เอวทำท่าเป็นฝักดาบ ดรรชนีกระบี่มือขวาเสียบกลับเข้าไปแล้วชักออกมาราวกับดาบออกจากฝัก ตวัดฟันไปยังร่างโครงกระดูกนั้น พร้อมกับเปล่งเสียงร่ายคาถา “เผา สังหาร!”
‘เผา’ เป็นตัวแทนของเปลวเพลิงแห่ง ‘เทพเพลิง’ ที่เขายืมมา ส่วน ‘สังหาร’ เป็นตัวแทนของเจตจำนงของเขาเอง
เปลวเพลิงสีแดงฉานก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า โหมกระหน่ำเข้าใส่ร่างโครงกระดูกนั้น พร้อมกันนั้นก็เผาผลาญแมลงบินเหล่านั้นจนหมดสิ้น
ร่างโครงกระดูกกระโดดลงจากเตียง ส่งเสียงร้องประหลาด เตรียมจะกระโจนเข้าใส่จ้าวฟู่อวิ๋น ทว่ามือของจ้าวฟู่อวิ๋นกลับวาดเป็นวงกลมในอากาศอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่ายคาถา “พันธนาการ!”
เปลวเพลิงไร้สภาพมัดมันไว้อย่างรวดเร็ว พลังอาคมที่หลอมรวมกับอิทธิฤทธิ์เทวะของ ‘เทพเพลิง’ พันธนาการมันไว้อย่างแน่นหนา แขวนไว้กลางอากาศแล้วเผาไหม้
ในร่างโครงกระดูกนั้น ดูเหมือนมีบางสิ่งพยายามจะพุ่งออกมา แต่กลับถูกเปลวเพลิงมัดไว้อย่างแน่นหนา ไม่นานก็ถูกเผาเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับโครงกระดูก ความแปลกประหลาดและอึมครึมทั่วทั้งห้องก็มลายหายไปสิ้น
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ไปตามหาวิญญาณของจูผูอี้ว่าซ่อนอยู่ที่ใด แต่กลับมาที่ลานบ้าน แล้วสวดมนตร์เทพเพลิงแดงหนึ่งจบ
เทวรูปเทพเพลิงในห้องด้านหน้าเปล่งแสงสีแดงออกมา ส่องทะลุมาถึงในลานบ้าน เพียงชั่วพริบตาก็ขับไล่ความมืดในลานบ้านแห่งนี้จนหมดสิ้น
ในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นร่างคนผู้หนึ่งมุดออกมาจากตู้ในห้องนอนเมื่อครู่ มีลักษณะเป็นจูผูอี้ ได้ยินเพียงเสียงเขาร้องอุทาน “เทพเพลิง...”
ทว่าร่างของจ้าวฟู่อวิ๋นกลับสลายหายไปในแสงสว่างอย่างรวดเร็ว
...
ในอำเภอบึงหมอก ภายในห้องอันมืดมิดห้องหนึ่ง มีไหขนาดใหญ่วางอยู่เพื่อรับการเซ่นไหว้ ทันใดนั้น ในไหก็มีเปลวเพลิงไร้สภาพลุกไหม้ขึ้น
ไอทิพย์แต่เดิมบนรังไหมสีขาวสลายไปอย่างรวดเร็วในกองเพลิง เหลือเพียงเถ้าถ่านที่ถูกไฟเผาไหม้
ดักแด้ไหมสีขาวตัวหนึ่งกำลังดิ้นรนอย่างเจ็บปวดอยู่ที่ก้นไห ราวกับว่าร่างกายของมันถูกไฟแผดเผา
ขณะเดียวกันอาจารย์หนอนไหมหมาก็กำลังกุมศีรษะของตนเอง ในใจของเขามีเสียงร้องจี๊ดๆ ดังขึ้นอย่างสับสน ปวดหัวราวกับถูกค้อนทุบ
เขาพยุงตัวไปที่โต๊ะอย่างทุลักทุเล เปิดลิ้นชักออกมา ข้างในมีขวดและโถจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดเป็นยาเม็ดและยาผงที่เขาปรุงขึ้นเอง เขาเปิดขวดหนึ่งออก เทเม็ดยาสีดำสองเม็ดใส่ปาก เคี้ยวๆ แล้วกลืนลงไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ ความรู้สึกทรมานในหัวของเขาจึงค่อยๆ ทุเลาลง
เขาหอบหายใจอย่างหนัก หัวใจเต้นรัว เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจแล้วว่าใครเป็นผู้ใช้คาถาอาคมกับตน เพราะจิตสำนึกของเทพกู่ที่ตนส่งไปสิงสู่ร่างของนายอำเภอจูผูอี้ถูกทำลายแล้ว
เขาลุกขึ้นเดินไปข้างไหสีดำ เห็นสภาพอิดโรยของดักแด้ ‘เทพกู่’ ข้างใน ในใจก็ทั้งโกรธแค้นทั้งเสียดาย
“หนอนไหมของข้า เทพกู่ไหมทองของข้า...”
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง พลางคิดในใจ ‘ไหนบอกว่า ‘พรุ่งนี้’ จะมารักษาวิญญาณให้จูผูอี้ แต่กลับมาตั้งแต่คืนนี้... เจ้าเล่ห์... ชั่วร้าย...! ข้าหมาอู่หลางหากไม่ล้างแค้นนี้ ขอไม่ขอเป็นคน!’
ขณะนั้น คนข้างนอกดูเหมือนจะได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากข้างในจึงพังประตูเข้ามา เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่เข้ามา เขาเห็นหมาอู่หลางฟุบอยู่บนไหจึงกล่าวว่า “ท่านปู่ห้า ท่านเป็นอะไรไปหรือขอรับ”
หมาอู่หลางหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “เจ้าไปเตรียมตัว ข้าจะเข้าป่า”
“เข้าป่าหรือขอรับ”
“เข้าป่าบวงสรวงเทพกู่!”
แม้หมาอู่หลางจะเกลียดชัง แต่เขาก็รู้ว่าตอนนี้หนอนไหมกู่ของตนบาดเจ็บสาหัส สิ่งแรกที่ต้องทำคือทำให้ ‘เทพกู่’ ของตนฟื้นฟูขึ้นมา
ชายหนุ่มไม่กล้าพูดอะไรอีก แม้ว่าในป่าช่วงฤดูนี้จะเต็มไปด้วยอันตรายและแมลงพิษ แต่เมื่อท่านปู่ห้าออกคำสั่งแล้ว เขาย่อมไม่อาจขัดขืนได้
...
ชั่วขณะที่จูผูอี้ลืมตาตื่นขึ้นบนเตียง เขารู้สึกว่าทั้งร่างผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ราวกับความสดใสปลอดโปร่งหลังฝนตกติดต่อกันหลายวันแล้วฟ้าเปิด
เขานึกถึงความฝันเมื่อคืนนี้
เขาฝันว่าตนเองไปปรากฏตัวในศาลเจ้ามืดมิดหลังนั้นอีกครั้ง ในศาลมีเทพชั่วร้าย ขณะที่ตนกำลังตัวสั่นซ่อนอยู่ในความมืด ก็มีเซียนท่านหนึ่งมาพร้อมกับประกายไฟ เผาผลาญความชั่วร้ายมืดมนในศาลเจ้าจนสิ้น
นั่นคือเทพเพลิง เขารู้สึกเช่นนั้น เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า รู้สึกว่าท้องฟ้าสว่างขึ้นมาก ความกลัวและความมืดมิดที่ฝังลึกในใจราวกับเมฆดำที่ปกคลุมมาหลายวันได้สลายไปแล้ว
แต่ไม่นานเขาก็นึกถึงจ้าวฟู่อวิ๋นขึ้นมา!
หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เขาก็รีบไปยังที่พักของจ้าวฟู่อวิ๋นโดยที่ยังไม่ได้กินอาหารเช้าด้วยซ้ำ ที่พักของจ้าวฟู่อวิ๋นอยู่ไม่ไกล ไม่นานเขาก็มาถึง
แสงแดดสายหนึ่งส่องเข้ามาในเมือง จูผูอี้เหยียบย่างบนแผ่นหินอย่างระมัดระวัง ท้องฟ้าที่แจ่มใสเมื่อวานนี้หนึ่งวันยังไม่สามารถทำให้พื้นดินแห้งสนิทได้ ทุกครั้งที่เหยียบลงบนแผ่นหินอาจมีโคลนกระเซ็นขึ้นมา เขาจึงยกชายเสื้อยาวขึ้น เดินอย่างรวดเร็วและระมัดระวัง
เมื่อมาถึงหน้าประตูทางเข้าลานบ้านเล็กๆ ของจ้าวฟู่อวิ๋น ขณะที่กำลังจะเคาะประตูไม้สีเทาเก่าๆ บานนั้น กลับพบว่าประตูเพียงแง้มอยู่ เขาจึงค่อยๆ ผลักประตูเปิดออก
จากนั้นเขาก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์อยู่ในลานบ้าน
ชายหนุ่มผู้นี้ดูอายุราวๆ ยี่สิบกว่าปี ใบหน้าขาวสะอาดไร้หนวดเครา ขณะนี้กำลังหลับตา สองมือยกขึ้นโอบอุ้มในท่าทางราวกับกำลังโอบกอดดวงอาทิตย์
เขาเห็นแสงอาทิตย์ในห้วงอากาศว่างเปล่าช่วงที่สองมือของอีกฝ่ายโอบอุ้มอยู่นั้นราวกับไอหมอกยามเช้า ถูกชายหนุ่มสูดเข้าไปในปาก
ดื่มกินไอหมอกเมฆา
ครู่ต่อมา ก็เห็นจ้าวฟู่อวิ๋นพ่นไอหมอกยาวเหยียดออกมา
จูผูอี้ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ ไม่ได้รบกวน ในใจของเขาขณะนี้เต็มไปด้วยความอิจฉา
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม จ้าวฟู่อวิ๋นจึงเก็บพลัง มองไปยังจูผูอี้แล้วกล่าวว่า “ท่านนายอำเภอมาที่ลานบ้านเล็กๆ ของข้าแต่เช้าเช่นนี้ได้อย่างไร ที่นี่ไม่มีอาหารเช้าเตรียมไว้ให้ท่านกินหรอกนะ”
“หากไม่ได้มาแต่เช้าเช่นนี้ จะมีโอกาสได้เห็นภาพการบำเพ็ญเพียรอันลึกล้ำของท่านศึกษาธิการได้อย่างไร กลืนเมฆพ่นหมอก ประกายแสงเรืองรองดั่งคลื่นทั่วทั้งลาน ช่างงดงามตระการตาโดยแท้” จูผูอี้กล่าว
“คำพูดของท่านทำให้นึกถึงตอนที่อยู่บนเขา เมื่อได้เห็นอาจารย์บำเพ็ญเพียร ประกายแสงสว่างไสวหมื่นจั้ง ไอทิพย์มงคลพันสาย ภาพนั้นต่างหากที่งดงามหาใดเปรียบอย่างแท้จริง” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
“น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้เห็นภาพอันยิ่งใหญ่นั้น” จูผูอี้กล่าวด้วยความปรารถนาอย่างยิ่ง จ้าวฟู่อวิ๋นฟังออกว่านี่เป็นความรู้สึกจากใจจริงของเขา
จ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้ตอบรับคำพูดของเขา เพราะท่านนายอำเภอที่อยู่ตรงหน้าโดยพื้นฐานแล้วได้หมดหนทางบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรไปแล้ว นี่เป็นเพียงความอิจฉาและเสียงถอนใจของเขาเท่านั้น
“ท่านมาหาข้าแต่เช้าตรู่เช่นนี้ มีธุระอันใดหรือ” แน่นอนว่าจ้าวฟู่อวิ๋นรู้ดีว่าเป็นเรื่องอะไร มิฉะนั้นเขาคงไม่เปิดประตูทิ้งไว้ก่อนแล้ว
จูผูอี้จึงเล่าความฝันของตนให้จ้าวฟู่อวิ๋นฟัง พร้อมกับถามว่าใช่ฝีมือของเขาหรือไม่ จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงยิ้มแล้วกล่าวว่า “ท่านวิญญาณสงบจิตใจมั่นคง ย่อมเป็นเรื่องดี แต่ก็พอจะมองออกว่า ในใจของท่านยังมีเทพเพลิงอยู่ ดังนั้นท่านจึงได้รับการคุ้มครองจากเทพเพลิง”
“เฮ้อ บารมีของเทพเพลิง ก็ยังต้องการคนชี้นำ” จูผูอี้เข้าใจในทันทีว่าเมื่อคืนจ้าวฟู่อวิ๋นได้เข้าฝันไปแล้ว จึงถามต่อทันที “ท่านศึกษาธิการมีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ แต่การทำเช่นนี้จะทำให้ท่านไปล่วงเกินภูตผีปีศาจในท้องถิ่นนี้ บุญคุณในวันนี้ วันหน้าหากข้าจูผู้นี้หลุดพ้นจากสถานการณ์ลำบากนี้ได้ จะต้องตอบแทนท่านศึกษาธิการอย่างแน่นอน!”
“เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ท่านไม่ต้องใส่ใจหรอก กลับทำให้ท่านต้องเป็นกังวลเสียแล้ว แต่ว่าข้าเพียงช่วยทำนายฝันให้ท่านเท่านั้น” จ้าวฟู่อวิ๋นดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่ในใจกลับระแวดระวัง
“ท่านศึกษาธิการอย่าได้ประมาทไป จวงเสียนเกอก็เพราะประมาทและดูแคลนศัตรูเกินไป จึงต้องลงเอยเช่นนี้” จูผูอี้กล่าว ในใจของเขา จวงเสียนเกอเป็นผู้บำเพ็ญเพียรหนุ่มที่แข็งแกร่งและกล้าหาญ
“ข้าไม่ไปยั่วยุพวกเขา พวกเขาก็คงไม่มายั่วยุข้าหรอก!” จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
ในใจของจูผูอี้ยังอยากจะเตือนจ้าวฟู่อวิ๋นให้ระวังอีกครั้ง แต่เมื่อเห็นท่าทางไม่สนใจของจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่คิดในใจว่า ‘อย่าให้เป็นเหมือนจวงเสียนเกออีกคนเลย’
แน่นอนว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ต้องการให้ตัวเองเป็นเหมือนจวงเสียนเกอ
เขากลับไปที่ห้องของตน เตรียมวางค่ายกลอาคม สร้างมณฑลพิธีของตัวเอง
เดิมทีเขารู้สึกว่ายังรอได้อีกหน่อย แต่หลังจากเรื่องเมื่อคืน ทำให้เขาต้องลงมือทำเรื่องนี้ก่อนกำหนด







