มณฑลพิธีคือสถานที่บำเพ็ญเพียรของผู้บำเพ็ญตบะ
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคืนนี้ตอนที่จิตวิญญาณของเขาเข้าสู่ห้วงนิทรา หากมีคนมาลอบโจมตีก็ยังนับว่าอันตรายอยู่บ้าง
หากสร้างมณฑลพิธีขึ้นมา ก็จะไม่ต้องหวาดกลัวการลอบโจมตีจากภูตผีปีศาจร้ายเหล่านั้นอีกต่อไป
การสร้างมณฑลพิธีจะว่ายากก็ไม่ยาก จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย
ศาลเจ้าเทพเพลิงที่จวงเสียนเกอผู้นั้นไปบูรณะขึ้นใหม่นอกเมือง หากสามารถอัญเชิญจิตเทวะของ 'เทพเพลิง' มาสถิตและเบิกเนตรเทวรูปได้สำเร็จ เช่นนั้นที่นั่นก็คือมณฑลพิธีของเขา
การสร้างมณฑลพิธีเป็นความสามารถแบบบูรณาการ ต้องรู้จักค่ายกลและยังต้องมีอุปกรณ์ค่ายกล ซึ่งอุปกรณ์ค่ายกลก็แบ่งออกเป็นอุปกรณ์ค่ายกลหลักและอุปกรณ์ค่ายกลรอง
ในตอนที่เขาลงเขาไปจับผีครั้งหนึ่ง เขาได้ไม้พุทราที่ถูกฟ้าผ่ามาท่อนหนึ่ง จึงนำมาแกะสลักเป็นเทวรูป 'เทพเพลิง' เทวรูปนี้ถูกเขาสลักคาถาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ลงไป จากนั้นก็เบิกเนตร ร่ายมนตร์ลับ สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ค่ายกลหลักได้หนึ่งชิ้น
เทวรูปเทพเพลิงตั้งอยู่ในห้องมืดมิด ทอประกายสว่างไสว ปราณหยางบริสุทธิ์สายหนึ่งแผ่ซ่านออกมา ทั้งยังมีอานุภาพเทวะที่ข่มขวัญผู้คนแผ่กระจายออกมาจางๆ
จิตเทวะเสี้ยวนี้ของเขาผสานเข้ากับอานุภาพเทวะของเทพเพลิง นี่คือข้อดีของการหลอมสร้างเทวรูปนี้ สามารถสัมผัสถึงอานุภาพเทวะที่อยู่ภายในได้ตลอดเวลา บรรลุถึงสภาวะที่สอดประสานกัน ทำให้เจตจำนง 'เทวะ' ของตนเองแข็งแกร่งขึ้น และทำให้เจตจำนงเทวะของตนเองซึมซับกลิ่นอายของเทพเพลิง
เขาต้องการใช้ 'เทวรูปเทพเพลิง' เป็นอุปกรณ์หลักในการจัดวางค่ายกล
เช่นนั้นอุปกรณ์ค่ายกลชิ้นอื่นๆ ก็ควรจะเป็นธาตุไฟด้วยถึงจะดีที่สุด ถึงจะสามารถสอดคล้องกับอานุภาพเทวะและคุณสมบัติทางธรรมของเทพเพลิงได้
เพียงแต่จ้าวฟู่อวิ๋นไม่มีอุปกรณ์ค่ายกลอื่นใดอีกนอกจากเข็มขนอัคคีสามสิบหกเล่ม ทว่าตอนที่เขาอยู่บนเขา เขาก็ได้ขบคิดถึงเรื่องนี้และเปิดอ่านตำราค่ายกลที่เกี่ยวข้องมาแล้ว
ตอนนี้จึงเป็นเวลาแห่งการทดลอง
เขาหยิบเศษเงินก้อนเล็กๆ ที่ถูกตัดอย่างเป็นระเบียบออกมาจำนวนหนึ่ง พกกระเป๋าเข็มติดตัว ปิดประตูเรือนด้านหลังแล้วก็เดินออกจากบ้านไป
เขาจะไปซื้อตะเกียงกลับมาสักหน่อย
ต้องเป็นตะเกียงชนิดที่ผ่านการใช้งานมาหลายปี ตะเกียงเช่นนี้จะรวบรวมกลิ่นอายควันไฟในแดนมนุษย์เอาไว้ เมื่อนำมาผสานเข้ากับไฟของ 'เทพเพลิง' ก็จะสามารถก่อเกิดเป็นเพลิงแท้สองลักษณ์ สามารถแผดเผาสิ่งของธาตุหยินได้ทุกสรรพสิ่ง
เพลิงเทวะไร้รูปร่างไร้มวลสาร ลึกล้ำและทรงอานุภาพ แผดเผาพลังหยินและสิ่งชั่วร้าย ผู้บำเพ็ญตบะที่ปรารถนาจะได้เพลิงเทวะมาครอบครอง ล้วนต้องอาศัยการวาดเขียนยันต์ สวดท่องคาถาอัญเชิญเทพจึงจะได้มา
ดังนั้น 'เพลิงยันต์' จึงถูกเรียกว่าเพลิงเทวะเช่นกัน
เพลิงเทวะนั้นดุดัน ทว่าหลังจากผสานเข้ากับควันไฟในแดนมนุษย์แล้ว ก็จะมีความเหนียวแน่นพัวพันเพิ่มขึ้นมา สามารถดำรงอยู่บนโลกได้เนิ่นนาน ไม่ถึงกับสว่างวาบแล้วดับไปในทุกๆ ครั้ง
เดินผ่านตรอกเล็กๆ ไป
เนื่องจากอำเภอบึงหมอกแห่งนี้มีฝนตกชุก กำแพงในตรอกจึงมักจะมีตะไคร่น้ำขึ้นปกคลุม บนกำแพงยังมีดอกไม้ป่าและวัชพืชขึ้นแซม ช่างเหมือนกับผู้คนในสถานที่แห่งนี้เหลือเกิน
เขาเดินออกจากถนนสายนี้ไป เพราะคนที่อาศัยอยู่บนถนนสายนี้ล้วนเป็นคนรวย ไม่ว่าสถานที่แห่งหนึ่งจะยากไร้เพียงใด ก็ย่อมมีความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนเสมอ
เมื่อพ้นจากเขตถนนสายนี้ เขาก็ได้กลิ่นเหม็นจางๆ ลอยมา
ชาวเมืองมีทั้งคนเลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงลาไว้ลากโม่ ซ้ำยังมีไก่และสุนัขปะปนอยู่ด้วย กลิ่นเหม็นเป็นระลอกๆ ลอยคลุ้งมาตามสายลม
มีคนหาบถังอุจจาระมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง บนถังอุจจาระนั้นมีกิ่งไม้สดหักมาปิดทับไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำอุจจาระข้างในกระฉอกออกมา แต่ก็ยังพอมองเห็นสิ่งปฏิกูลสีเหลือง ขาว และดำอยู่ใต้กิ่งไม้ใบหญ้าได้ ตอนที่เดินผ่านไป แม้แต่จ้าวฟู่อวิ๋นก็ยังต้องกลั้นหายใจ
เมื่อเดินสวนกับคนหาบอุจจาระ เขาก็ยกชายกางเกงขึ้น ระมัดระวังในการเหยียบก้อนหินในปลักโคลนบนพื้น
ภายในลานบ้านเล็กๆ ที่ก่อด้วยเศษหินระเกะระกะ มีเด็กหญิงและเด็กชายตัวน้อยกำลังนั่งยองๆ เล่นไฟอยู่บนพื้น
พวกเขาใช้ก้อนอิฐสองสามก้อนมาก่อเป็นเตาเล็กๆ ใช้กิ่งไม้แห้งก่อไฟไว้ข้างใน และกำลังย่างอะไรบางอย่างอยู่ข้างบน
ตอนที่จ้าวฟู่อวิ๋นหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้าน พวกเขาก็เงยหน้าขึ้นมา บนใบหน้าเต็มไปด้วยเขม่าสีดำ เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ดูใหญ่เกินตัวราวกับไม่ใช่ของตัวเอง อีกทั้งตรงปลายแขนและคอเสื้อยังมีรอยปะชุน
เด็กน้อยทั้งสองมองดูจ้าวฟู่อวิ๋นที่สวมชุดคลุมสีฟ้าอ่อนตัวใหม่เอี่ยมด้วยสายตาหวาดกลัวเล็กน้อย ในความเข้าใจของพวกเขา คนที่สามารถสวมใส่เสื้อผ้าสวยงามเช่นนี้ได้ล้วนเป็นบุคคลสำคัญ ไม่ใช่คนที่พวกเขาจะเข้าถึงได้
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินเข้าไปหาพวกเขาแล้วส่งยิ้มให้ "เด็กน้อยทั้งสอง พวกเจ้ากำลังย่างอะไรกินอยู่หรือ"
เด็กชายที่โตกว่าในบรรดาเด็กน้อยทั้งสองกะพริบตาปริบๆ มองจ้าวฟู่อวิ๋นแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไรแล้วก้มหน้าลง
เด็กหญิงตัวน้อยกลับไม่กลัวคนแปลกหน้า เอ่ยปากบอกว่า "จี๊ดๆ!"
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเห็น 'จั๊กจั่น' สี่ตัวที่กำลังย่างอยู่ข้างบนนั้น จึงเข้าใจว่าที่นางพูดว่าจี๊ดๆ คืออะไร
"อร่อยไหม" จ้าวฟู่อวิ๋นถามยิ้มๆ
"อร่อย!" ยังคงเป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่ตอบกลับมา
"แบ่งให้ข้ากินสักตัวได้หรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นพูดติดตลก
เด็กหญิงตัวน้อยกลับเอาแต่หัวเราะ ถือไม้กิ่งหนึ่งขีดเขียนสะเปะสะปะบนพื้น และลอบมองพี่ชายของตน
"ยังไม่สุกเลย!" เด็กชายตัวน้อยจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น
"เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ที่บ้านพวกเจ้ามีตะเกียงหรือไม่" จ้าวฟู่อวิ๋นนั่งยองๆ ลงแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
"ตะเกียง? ตะเกียงอะไร" เด็กชายถาม
"ก็ตะเกียงที่พวกเจ้าจุดตอนกลางคืนอย่างไรล่ะ" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"พวกเราก็ต้องจุดตอนกลางคืนเหมือนกัน ตอนกลางคืนมืดไปหมด ถ้าให้ท่านแล้ว พวกเราก็จะไม่มี" เด็กหญิงตัวน้อยตอบอย่างรวดเร็ว
"ข้าจะใช้เงินซื้อตะเกียงของพวกเจ้า" จ้าวฟู่อวิ๋นพูดพลางหยิบเศษเงินก้อนหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ
เด็กบ้านจนรู้จักดูแลบ้านช่องแต่เล็ก เห็นได้ชัดว่าพวกเขารู้ถึงประโยชน์ของเงินแล้ว
เมื่อเห็นเงินที่แบอยู่ในฝ่ามือของจ้าวฟู่อวิ๋น แววตาก็เปลี่ยนไปทันที เด็กชายรีบผุดลุกขึ้นแล้วพูดว่า "ข้าจะไปเรียกท่านแม่กลับมา"
เด็กชายลุกขึ้นวิ่งไปได้สองสามก้าวก็วกกลับมา ดึงมือน้องสาวให้เดินไปด้วยกัน
เดิมทีจ้าวฟู่อวิ๋นไม่ได้อยากตามไป แต่เมื่อเห็นพวกเขาเดินไปทางหลังบ้าน ทั้งยังมีเสียงพูดคุยแว่วมาคล้ายกับพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องนัก เขาได้ยินว่าคนที่สนทนากับเด็กน้อยทั้งสองเป็นสตรี นางดูเหมือนจะไม่เชื่อเลยว่าจะมีใครมาขอซื้อตะเกียง
ดังนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นจึงเดินตามไป ด้านหลังบ้านของพวกเขามีบ่อน้ำแห่งหนึ่ง ริมบ่อน้ำมีกลุ่มสตรีกำลังตักน้ำซักผ้าอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นเดินเข้ามา กลุ่มสตรีที่กำลังตักน้ำซักผ้าอยู่ริมบ่อน้ำก็พากันมองมาที่เขา เมื่อเห็นผิวพรรณที่ขาวผ่องละเอียดอ่อนของจ้าวฟู่อวิ๋น ตลอดจนเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนร่าง ในดวงตาก็เผยให้เห็นถึงความหวาดหวั่นอยู่สายหนึ่ง
ส่วนเด็กหญิงตัวน้อยนั้นชี้ไปที่จ้าวฟู่อวิ๋นแล้วพูดว่า "เขาคนนี้แหละ เขาจะซื้อตะเกียงบ้านเรา"
สตรีร่างเล็กที่อยู่ข้างๆ รีบยื่นมือไปดึงแขนเด็กหญิงตัวน้อยทันที พลางกล่าวอย่างลุกลี้ลุกลนว่า "อย่าใช้นิ้วชี้หน้าคนเวลาพูดสิ"
จากนั้นก็หันมายิ้มขอโทษจ้าวฟู่อวิ๋น
จ้าวฟู่อวิ๋นเพียงแค่ยิ้มตอบแล้วกล่าวว่า "ไม่เป็นไรหรอก ก็แค่เด็กเท่านั้น"
พูดจบเขาก็ประสานมือคารวะแบบนักพรตเต๋าให้แก่เหล่าสตรีที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วกล่าวว่า "ข้าน้อยจ้าวฟู่อวิ๋น อยากสอบถามพวกพี่สะใภ้ทุกท่านว่า ที่บ้านมีตะเกียงที่ใช้มานานแล้วหรือไม่ ข้าน้อยอยากจะขอซื้อสักสองสามดวงกลับไปใช้ขับไล่ความมืด"
หลายวันมานี้เขาอยู่ที่นี่จนรู้แล้วว่า คนที่นี่มักจะเรียกสตรีที่แต่งงานแล้วเหล่านี้ว่าพี่สะใภ้ แน่นอนว่านี่หมายถึงกรณีที่อายุของตนเองน้อยกว่าผู้อื่น
ความหมายที่แฝงอยู่ภายในนั้น ย่อมหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนนับจากทางฝั่งสามีของอีกฝ่าย ถือเป็นการให้เกียรติอย่างหนึ่ง ประเพณีของแต่ละท้องถิ่นสามารถมองออกได้ส่วนหนึ่งจากสรรพนามการเรียกขาน
"ใต้เท้า ท่านจะซื้อตะเกียงหรือ" ท่านแม่ของเด็กชายตัวน้อยยืนขึ้นแล้วกล่าว "ที่บ้านข้ามีอยู่สองดวง ประเดี๋ยวรอสามีข้าหาปลากลับมา ให้เขาทำดวงใหม่ให้ใต้เท้าดีกว่านะเจ้าคะ"
นางไม่เคยคิดเลยว่าตะเกียงเก่าที่ใช้มานานขนาดนั้นจะยังสามารถขายได้เงิน
"ไม่ต้องใช้ของใหม่หรอก ข้าแค่ต้องการตะเกียงที่ผ่านการจุดมาแล้วอย่างน้อยสามปีขึ้นไป แน่นอนว่าหากมันผุพังไปแล้ว ข้าก็ไม่เอา"
"ใต้เท้าต้องการจริงๆ หรือเจ้าคะ" สตรีผู้นั้นยังคงถามย้ำอีกประโยค
จ้าวฟู่อวิ๋นยังไม่ทันได้ตอบ สตรีคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ก็ชิงพูดขึ้นมาแล้ว "ใต้เท้า ที่บ้านข้ามีตะเกียงสองดวงใช้มาสามปีแล้วเจ้าค่ะ"
สตรีคนก่อนหน้าเพียงแค่ดึงมือลูกสาวของตนไว้ ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรอีก
"ข้าไม่ได้ต้องการแค่ดวงเดียว หากที่บ้านพวกท่านมีก็สามารถนำมาได้ทั้งหมด ข้าจะขอเลือกดูสักหน่อย" จ้าวฟู่อวิ๋นพูดจบ คนอื่นๆ ก็รีบลุกขึ้นกลับไปที่บ้านของตนทันที มารดาของเด็กชายและเด็กหญิงเช็ดมือกับเสื้อผ้า แล้วก็กลับบ้านไปหยิบมาเช่นกัน
จ้าวฟู่อวิ๋นเดินตามไป นางผลักบานประตูไม้ที่ไม่ได้ลงกลอนเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็หยิบตะเกียงออกมาได้สามดวงแล้ว
ทันทีที่หยิบออกมาขณะที่ยังอยู่ในมือของนาง จ้าวฟู่อวิ๋นก็มองออกว่าในบรรดาตะเกียงทั้งสามดวง มีดวงหนึ่งทำจากหม้อดินเผา ส่วนอีกสองดวงทำจากกระบอกไม้ไผ่
ในบรรดาตะเกียงทั้งสามดวง มีอยู่ดวงหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใช้งานมานานแล้ว
ส่วนอีกสองดวงที่เหลือนั้น กลับมี 'ไอไฟ' ชนิดที่คนธรรมดาสัมผัสไม่ได้สะสมอยู่ด้านบน
จ้าวฟู่อวิ๋นสามารถสัมผัสได้ถึงความพัวพันและเหนียวแน่นที่อยู่ใน 'ไอไฟ' นั่น นี่แหละคือจุดเด่นประการหนึ่งของไฟโลกีย์ในแดนมนุษย์ ด้วยเหตุนี้จึงจะสามารถทำให้ 'เพลิงเทวะ' คงอยู่บนโลกมนุษย์แห่งนี้ได้นานขึ้น และมีความพัวพันเหนียวแน่นขึ้นด้วย
"สองดวงนี้ใช้ได้ทั้งคู่" จ้าวฟู่อวิ๋นชี้ไปที่ตะเกียงซึ่งทำจากหม้อดินเผาและกระบอกไม้ไผ่แล้วกล่าว
"งะ...งั้น สองดวงนี้..." สตรีผู้นั้นยื่นตะเกียงทั้งสองดวงส่งมาให้ แล้วก็หดมือกลับไปสองสามชุ่น นางอยากจะถามว่าขายได้เท่าไร แต่ก็ไม่กล้าถาม
"สองดวงนี้ให้เศษเงินก้อนหนึ่งก็แล้วกัน!" จ้าวฟู่อวิ๋นเอ่ย เศษเงินก้อนหนึ่งก็มีขนาดเพียงแค่เท่าเมล็ดถั่ว สำหรับครอบครัวที่ยากจนแล้วนับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่สำหรับจ้าวฟู่อวิ๋นแล้ว นี่ไม่นับว่าเป็นอะไรเลย
สตรีสาวรีบพยักหน้า หลังจากที่จ้าวฟู่อวิ๋นรับตะเกียงสองดวงนั้นมา คนอื่นๆ ก็ถือตะเกียงมาถึงแล้ว
บางคนถึงกับนำตะเกียงที่ไม่ได้ใช้งานมาเนิ่นนานในบ้านมาด้วย บางคนมือหนึ่งกำมาหนึ่งดวง บางคนก็ใช้ผ้าห่อมาเป็นสิบดวง
ในจำนวนนั้นมีตะเกียงจำนวนไม่น้อยที่กลิ่นอายควันไฟสลายไปจนหมดสิ้นแล้ว จ้าวฟู่อวิ๋นจึงไม่เอา เขาเลือกซื้อเฉพาะดวงที่ยังใช้งานอยู่เท่านั้น เขาเปิดรับซื้อตะเกียงอยู่ที่นี่ เมื่อข่าวแพร่กระจายออกไป ก็มีคนถือตะเกียงที่บ้านมาส่งให้อย่างไม่ขาดสาย
จ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขารับซื้อไว้ถึงห้าสิบกว่าดวงจึงได้หยุด และยังซื้อน้ำมันตะเกียงมาอีกจำนวนหนึ่ง มารดาของเด็กชายและเด็กหญิงยังช่วยใช้ตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ใส่ตะเกียงมาส่งให้เขาถึงที่พัก
เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลังจากนั่งลงแล้ว เขาก็มองดูตะเกียงที่ถูกสตรีผู้นั้นจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยบนโต๊ะ ในใจรู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก ความคิดในตอนที่อยู่บนเขาสามารถนำมาพิสูจน์ได้ที่นี่แล้ว
เขาจะจัดวางค่ายกลเจ็ดดารา
ค่ายกลเจ็ดดารามีรูปแบบการพลิกแพลงมากมาย สิ่งที่เขารับซื้อมาคือตะเกียงเหล่านี้ โดยมีสิ่งของหลักในค่ายกลคือ 'เทวรูปเทพเพลิง' ดังนั้นค่ายกลเจ็ดดาราที่เขาจะจัดวางก็คือ 'ค่ายกลตะเกียงเจ็ดดารา-เทพเพลิง'
ตะเกียงเหล่านี้แบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ดินเผา ไม้ไผ่ และทองแดง ในบรรดานี้ตะเกียงที่เป็นเครื่องทองแดงมีน้อยที่สุด ส่วนดินเผาและไม้ไผ่มีมากที่สุด
ตะเกียงที่ทำจากวัสดุทั้งสามประเภทนี้ 'ไอไฟ' ที่ก่อตัวขึ้นจะมีความแตกต่างกันเล็กน้อย โดยจะแฝงคุณสมบัติของธาตุทอง ไม้ และดินเอาไว้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวม เพราะในนั้นล้วนมีคุณสมบัติของเปลวไฟในแดนมนุษย์อยู่
ตะเกียงบางดวงก็สะอาดสะอ้าน บางดวงก็เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมัน
ตะเกียงที่สะอาดน่าจะถูกวางไว้ใช้งานในห้องนอนมาโดยตลอด ส่วนดวงที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำมันก็น่าจะถูกวางไว้ใช้งานในห้องครัว
เขานั่งอยู่ตรงนั้น เริ่มจากนำผ้ามาเช็ดตะเกียงที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันบางส่วนให้สะอาดเสียก่อน
จากนั้นก็หยิบมีดแกะสลักออกมา เริ่มสลัก 'คาถาเพลิงศักดิ์สิทธิ์' ลงบนตะเกียงเหล่านี้ คาถาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ยาวนัก มีเพียงยี่สิบกว่าตัวอักษรเท่านั้น
เขาแกะสลักอย่างระมัดระวังและมีสมาธิ นั่งแกะสลักตะเกียงทีละดวงอยู่เพียงลำพัง ถึงกับใช้เวลาไปหนึ่งวันเต็มๆ กว่าจะสลักเสร็จ
สิ่งนี้ทำให้จิตวิญญาณของเขาเหนื่อยล้าเป็นอย่างยิ่ง เริ่มแรกเขาจึงนั่งบำเพ็ญเพียรอย่างสงบอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ออกมาที่ลานบ้าน ดูดซับน้ำค้างหยินจากท้องฟ้ายามค่ำคืน จิตวิญญาณของเขาทั้งร่างจึงฟื้นฟูกลับมาได้กว่าครึ่ง
เขานำ 'เทวรูปเทพเพลิง' องค์นั้นของตนเองออกมาวางไว้บนพื้น ตัวเขากับ 'เทวรูปเทพเพลิง' นั่งประจันหน้ากัน ราวกับเป็น 'คน' สองคนที่กำลังนั่งอยู่
ตะเกียงถูกจุดขึ้นจนสว่างไสว ล้อมรอบเทวรูปและคนเอาไว้เป็นวงกลม
รวมทั้งหมดเจ็ดเจ็ดสี่สิบเก้าดวง ส่วนที่เหลือถูกวางทิ้งไว้ด้านข้าง
ท่ามกลางความมืดมิด แสงตะเกียงที่ล้อมเป็นวงกลมได้สาดส่องจนสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง เมื่อเขาหลับตาลงและสวดท่องคาถาเพลิงศักดิ์สิทธิ์ บนร่างของเขาและเทวรูปองค์นั้นก็ทอประกายแสงสีแดงขึ้นมา แสงสีแดงนี้เจือไปด้วยสีทองจางๆ
สีแดงอมทองเหล่านี้เริ่มแผ่กระจายออกไปอีกครั้ง
เริ่มจากตัวอักษรที่สลักอยู่บนตะเกียงเหล่านั้นก่อน มันทอประกายแสงระยิบระยับอยู่ท่ามกลางแสงไฟ
แสงสว่างนี้ซึมซาบเข้าไปในเปลวตะเกียง ทำให้แสงตะเกียงที่เดิมทีเป็นสีเหลืองซีดกลับสว่างไสวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
เปลวไฟรอบนอกที่เดิมทีเป็นสีเหลืองอมขาว ราวกับถูกย้อมไปด้วยสีทองสายหนึ่งเช่นกัน
ไฟธรรมดาในแดนมนุษย์ ในวินาทีนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟวิญญาณแล้ว
งูดำตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นมาบนขอบหน้าต่าง ลอบมองเข้าไปในห้องผ่านช่องโหว่ ภายในห้องมีแสงไฟวูบวาบ แสงตะเกียงสายหนึ่งพุ่งทะลุช่องโหว่ของหน้าต่างราวกับประกายกระบี่ สาดส่องเข้าตาของงูดำตัวนั้น งูดำราวกับถูกโจมตีอย่างหนักจนหงายท้องตึงในทันที จากนั้นก็ไถลตกลงมาจากขอบหน้าต่าง ราวกับหมดเรี่ยวแรง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงเริ่มเลื้อยขยับตัว หลบหนีออกไปนอกลานบ้านราวกับกำลังวิ่งหนีตาย







