ตั้งแต่หมดคาบเรียนที่สอง เฉียวอวี้ก็เริ่มได้สัมผัสว่าความรู้สึกของการตกอยู่ท่ามกลางวังวนข่าวลือนั้นเป็นอย่างไร ไม่ว่าใครหน้าไหนก็พากันวิ่งมาหาเขาแล้วใช้สายตาแบบที่สื่อว่า 'อ้อ อย่างนี้นี่เอง' มองมา แถมยังทำท่าทางยียวนใส่หน้าเขา ขนาดตอนไปเข้าห้องน้ำก็ยังดึงดูดคนกลุ่มหนึ่งให้มาชี้ไม้ชี้มือใส่ได้
ยิ่งตอนช่วงออกกำลังกายพักเบรก เขาก็ยิ่งถูกพวกที่ไม่รู้จักมักจี่เลยสักนิดหันมามองด้วยหางตาอยู่บ่อยครั้ง
และนั่นยังทำให้เขาพลอยได้รู้ไปด้วยว่า ที่แท้ยัยเด็กกะโปโลที่ดูแสนจะธรรมดาในสายตาเขานั้น กลับเป็นที่ยอมรับในหมู่เด็กผู้ชายหลายคนของห้องคิงว่าเธอคือ ดาวห้อง!
เซี่ยเข่อเข่อ ดาวห้องเนี่ยนะ?
ถ้าเกิดปล่อยให้พวกหนุ่มๆ เลือดร้อนพวกนี้รู้ว่าดาวห้องในดวงใจของพวกเขา ก่อนอายุเจ็ดขวบกลับเคยนอนเตียงเดียวกับเขามาก่อน ไม่รู้ว่าจะพากันคลุ้มคลั่งหมู่หรือเปล่า
ขณะที่ถูกจ้องมองด้วยสายตาสารพัดรูปแบบ เฉียวอวี้ก็คิดในใจด้วยความรู้สึกร้ายกาจอยู่นิดๆ
แน่นอนว่าก็แค่คิดไปอย่างนั้นแหละ จะให้เขาไปทะเลาะเบาะแว้งแย่งชิงความสนใจแบบเด็กๆ กับพวกเด็กเมื่อวานซืนในสายตาเขานั้นเป็นไปไม่ได้หรอก
เพราะถึงยังไงคนอื่นเขาก็มีพ่อแม่คอยหาเงินให้ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงอนาคตอะไรให้มากความ
แต่เขามันไม่เหมือนกัน นอกเหนือจากต้องเลี้ยงดูแม่แล้ว เขายังอยากจะใช้ชีวิตที่ร่ำรวยและมีเป้าหมายโดยเร็วที่สุด จะให้ไปลดตัวลงไปมีเรื่องกับพวกเด็กน้อยที่แต่ละวันว่างจนแค่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนก็ได้รับคำชมได้อย่างไร?
ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้เขาขอแค่เรียนให้ดี ซึ่งในสายตาเขามันเป็นเรื่องที่ง่ายดายที่สุด ก็สามารถหาเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันตลอดช่วงหลายปีนี้มาไว้ในมือได้แล้ว หากมัวแต่ไปเสียเวลาอีก นั่นก็เท่ากับเป็นการไม่รับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง
ดังนั้นสำหรับความอยากรู้อยากเห็นในเรื่องซุบซิบของพวกเพื่อนร่วมชั้น เขาจึงแค่ยิ้มรับแล้วปล่อยผ่านไป จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนคืออ่านหนังสือเรียน และทำโจทย์ในสมุดแบบฝึกหัดที่โรงเรียนแจกให้
ถึงขั้นไม่ได้สนใจเลยด้วยซ้ำว่าผู้กล้าที่กล้าสารภาพรักต่อหน้าธารกำนัลเมื่อคืนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว
คิดว่าน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เมื่อมองจากมุมของเฉียวอวี้ การที่หมอนั่นทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมากะทันหันในช่วงก่อนการสอบเข้ามัธยมปลาย แต่กลับสามารถเข้าห้องคิงของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งได้ นี่ก็ถือว่าบรรลุความสำเร็จในระดับขีดจำกัดสูงสุดของไอคิวแล้ว
คนที่มีไอคิวปกติใครเขาจะไปสนใจว่าไอ้โง่ที่ทำเรื่องงี่เง่าลงไปจะซวยแค่ไหนกันล่ะ?
……
ถ้าสวีเจ๋อรู้ว่าตอนนี้เฉียวอวี้กำลังคิดกับเขาอย่างไร คงได้อกแตกตายอยู่ตรงนั้นแน่
เดิมทีเขาก็กะว่าจะรอให้ผ่านการสอบเข้ามัธยมปลายไปก่อนแล้วค่อยไปสารภาพรักกับเซี่ยเข่อเข่อ แต่การปรากฏตัวขึ้นมากะทันหันของเฉียวอวี้เมื่อวานนี้ทำให้แผนการทั้งหมดของเขารวนไปหมด
พูดจริงๆ นะ ตอนที่เห็นภาพทั้งสองคนเกี่ยวก้อยกันอยู่ที่หน้าประตูห้องเรียน มันทำให้หัวใจของเขาแตกสลายกลายเป็นเศษแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตลอดทั้งคาบเรียนทบทวนบทเรียนตอนค่ำ เขาก็เหมือนกับคนเดินละเมอ ไม่ได้เรียนรู้อะไรเข้าไปในหัวเลยสักนิด
หากความฝันเป็นจริงได้ เมื่อวานนี้เขาคงพุ่งเข้าไปในห้อง 13 แล้วจับเฉียวอวี้มาทรมานให้ตายไปตั้งสิบแปดตลบ เพื่อให้เซี่ยเข่อเข่อได้เห็นกับตาว่าใครกันแน่ที่เป็นลูกผู้ชายตัวจริง แต่แน่นอนว่า ในความเป็นจริงสวีเจ๋อยังคงมีสติอยู่ จะให้พุ่งเข้าไปในห้อง 13 จริงๆ เขาคงไม่กล้าหรอก
ถึงแม้พวกที่ดื้อรั้นที่สุดจะไม่จำเป็นต้องมาเข้าเรียนแล้ว แต่พวกที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่พวกที่รับมือได้ง่ายๆ เหมือนกัน
อย่างน้อยที่สุดพวกในห้อง 13 ก็ไม่ได้กลัวเรื่องการถูกตัดคะแนนความประพฤติจากการชกต่อยเลยจริงๆ แต่เขากลัว
ตอนนี้ตลอดช่วงเรียนทบทวนบทเรียนตอนเช้า เขายังโดนอาจารย์ประจำชั้นอบรมไปอีกยกหนึ่ง ขาดก็แต่โดนเรียกผู้ปกครองเท่านั้น
โชคดีที่เขารับปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะไม่ให้เสียการเรียนเด็ดขาด และการสอบซ้อมในครั้งหน้าจะต้องสอบได้คะแนนดีอย่างแน่นอน อาจารย์ประจำชั้นถึงได้ยอมปล่อยเขาไป
กว่าจะกลับมาถึงห้องเรียนได้ ตอนที่เดินผ่านที่นั่งของเซี่ยเข่อเข่อ เด็กสาวกลับไม่แม้แต่จะปรายตามองเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้สวีเจ๋อรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอย่างมาก อายุแค่นี้ก็ต้องมาสัมผัสกับความรู้สึกเศร้าสร้อยถึงเพียงนี้แล้ว
มอบความจริงใจให้ผิดคนราวกับเอาไปให้หมา!
ถ้าช่วงเวลานี้ปล่อยให้เขารู้ว่าศัตรูหัวใจกำลังสงสัยในไอคิวของเขาอยู่ล่ะก็ มันจะต้องเป็นความหนักอึ้งในชีวิตที่เขาไม่อาจแบกรับได้อย่างแน่นอน
เมื่อกลับมาที่โต๊ะ สวีเจ๋อก็ทำได้เพียงสาบานในใจเงียบๆ ว่า การสอบซ้อมไปจนถึงการสอบเข้ามัธยมปลายในรอบถัดไป เขาจะต้องสอบให้ได้คะแนนดีๆ เพื่อให้เซี่ยเข่อเข่อได้เห็นว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้ชายที่คู่ควรจะฝากชีวิตไว้
เพราะนอกจากผลการเรียนแล้ว ตอนนี้สวีเจ๋อก็ไม่มีอะไรที่พอจะเอาไปอวดใครได้อีกเลยจริงๆ
……
คนเราคงไม่มีวันที่จะเข้าใจความรู้สึกของกันและกันได้อย่างถ่องแท้
แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สามารถรับรู้ได้ถึงความเศร้าสร้อยหมองหม่นอันแสนจะซับซ้อนของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ในห้องคิง เขาเพียงแค่รู้สึกว่าวันนี้ก็ใช้ชีวิตได้อย่างคุ้มค่าดี
แม้ว่าเคมีจะเป็นจุดอ่อนของเขา แต่หลังจากที่อ่านหนังสือมาสองวันและนั่งทำโจทย์มาครึ่งค่อนวัน เฉียวอวี้ก็รู้สึกว่าการจะสอบให้ได้คะแนนเต็มก็คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรแล้ว เพราะถึงยังไงจุดที่ยากที่สุดของเคมีระดับมัธยมต้น ก็คือการที่มันไม่มีจุดที่ยากเลยนั่นเอง
ขอเพียงแค่เข้าใจแนวคิดเรื่องกฎการอนุรักษ์ การดุลสมการก็จะกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ส่วนพวกเรื่องสัญลักษณ์ธาตุ ค่าความจุเคมี การแยกประเภทของสาร และคุณสมบัติต่างๆ มันก็เป็นแค่เรื่องของการท่องจำเท่านั้น เฉียวอวี้รู้สึกว่ามันง่ายกว่าการเรียนภาษาอังกฤษเสียอีก
ส่วนเรื่องอื่นๆ ก็เป็นแค่เรื่องของการทำความเข้าใจตื้นๆ เกี่ยวกับการสะเทินระหว่างกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์ และแนวคิดทางเคมีบางประการ
เขายังคงยืนยันคำเดิม ว่าขอเพียงแค่ตั้งใจทำโจทย์ หากยังสอบไม่ได้คะแนนเต็มอีก เฉียวอวี้รู้สึกว่าไอคิวของคนๆ นั้นคงจะต้องมีปัญหาอะไรสักอย่างแน่ๆ
ดังนั้นตอนที่เดินไปทางชั้นเรียนแข่งขันของแผนกมัธยมปลายหลังจากเลิกเรียน เฉียวอวี้จึงรู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว การสอบซ้อมไม่ได้สร้างความกดดันอะไรให้เขาอีกต่อไปแล้ว หากทำข้อสอบได้ตามมาตรฐานปกติ การสอบผ่านเกณฑ์คะแนนม.ปลายสายสามัญก็ย่อมไม่ใช่ปัญหาอะไรแน่นอน
เขาก้าวเท้าอย่างสบายๆ เข้าไปในห้อง 302 อาจารย์หลานยังไม่มา แต่ในห้องเรียนก็มีคนสองสามคนนั่งคุยกันอย่างออกรสอยู่ก่อนแล้ว
เฉียวอวี้ปรายตามองแวบหนึ่ง เมื่อไม่เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยสองคนจากในร้านอินเทอร์เน็ต เขาก็เดินตรงไปทางแถวหลังสุดตามลำพัง
การที่มีคนพรวดพราดเข้ามาในห้องเรียน ย่อมดึงดูดความสนใจจากคนไม่กี่คนที่กำลังคุยกันอยู่ได้เป็นธรรมดา เด็กมัธยมปลายสองสามคนหันมามองหน้ากัน ก่อนจะมีคนตะโกนบอกเฉียวอวี้ว่า "น้อง เข้าผิดห้องหรือเปล่า? นี่ห้องชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการนะ อีกสิบนาทีพวกเราก็ต้องเข้าเรียนแล้ว"
เฉียวอวี้หยุดฝีเท้า หันขวับไปมองหน้าบรรดาว่าที่เพื่อนร่วมชั้นที่กำลังมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
คนที่พูดกับเขาน่าจะเป็นเด็กผู้ชายสวมแว่นตาที่นั่งอยู่แถวแรก รูปร่างผอมสูง ท่าทางสุภาพเรียบร้อย เพราะมีแค่เขาคนเดียวที่ยืนขึ้นมา
"ชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการที่อาจารย์หลานเจี๋ยเป็นคนสอนใช่ไหมล่ะครับ?" เฉียวอวี้ส่งยิ้มแล้วถามกลับไป
"ใช่แล้ว" หนุ่มแว่นตอบกลับมา
"งั้นก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ อาจารย์หลานเป็นคนให้ผมมาเองแหละ" เฉียวอวี้อธิบาย
"ที่แท้ก็เพื่อนใหม่นี่เอง หวัดดีนะ" เด็กผู้ชายผมสั้นที่นั่งอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มสวมแว่นตาร้องทักทายด้วยน้ำเสียงสดใส จากนั้นก็ถามต่อว่า "นายอยู่ห้องไหนน่ะ? เหมือนว่าก่อนหน้านี้จะไม่เคยเห็นหน้านายเลยนะ? คงไม่ได้เพิ่งย้ายโรงเรียนมาหรอกใช่ไหม?"
"ผมอยู่ห้อง 13 น่ะ" เฉียวอวี้ตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ
"ห้อง 13?"
คนกลุ่มนั้นพากันมองหน้าเลิ่กลั่ก
แผนกมัธยมปลายของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งไม่ได้มีนักเรียนเยอะขนาดนั้น ตั้งแต่ม.4 ถึงม.6 มีแค่ระดับชั้นละแปดห้องเท่านั้น
"ม.3 น่ะครับ" เฉียวอวี้อธิบายเพิ่มเติม
"ม.3 ห้อง 13?" เด็กหนุ่มสวมแว่นตายิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่
เขาเรียนจบมัธยมต้นมาจากโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง จึงรู้กฎที่รู้กันดีของการแบ่งห้องเรียนของโรงเรียนนี้เป็นอย่างดี
ทั้งเรียบง่ายและตรงไปตรงมา ห้อง 1 คือห้องคิงตลอดกาล และเป็นห้องที่ดีที่สุดของสายชั้น หากไม่ติดหนึ่งในห้าสิบอันดับแรกก็ไม่มีทางเข้าไปเรียนได้ ส่วนห้อง 2 กับห้อง 3 จะเป็นห้องสำหรับเด็กที่ต้องได้รับการส่งเสริมพิเศษ ผลการเรียนส่วนใหญ่ก็ถือว่าดีไม่เลว ลูกหลานของครูอาจารย์ในโรงเรียนบางคน หรือไม่ก็เด็กที่ผู้ปกครองมีเส้นสาย แม้ผลการเรียนจะไม่ได้ดีเด่อะไรมากนัก ก็ยังจะถูกยัดเยียดให้เข้าไปเรียนได้อยู่ดี
ส่วนห้อง 13 นั้น เขาจำได้ว่าชั้นม.3 เหมือนจะมีทั้งหมดแค่สิบสามห้องเท่านั้นเอง
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากถามให้ชัดเจนกว่านี้ ก็มีคนอีกสองสามคนเดินเข้ามาในห้องเรียน ซึ่งในกลุ่มนั้นมีหม่าอวี่เฟยกับหลูเจียที่เฉียวอวี้คุ้นเคยเป็นอย่างดีรวมอยู่ด้วย
หม่าอวี่เฟยเหลือบไปเห็นเฉียวอวี้ที่ยังคงยืนอยู่ตรงทางเดินกลางห้องเรียนตั้งแต่แวบแรก
"เอ๊ะ เฉียว...เอ่อ เฉียวอวี้ อาจารย์หลานรับนายเข้ามาด้วยเหรอเนี่ย?"
"ใช่แล้วล่ะ ต่อไปพวกเราก็จะเป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแล้วนะ" เฉียวอวี้ยิ้มออกมาอีกครั้ง ในใจเริ่มคิดคำนวณว่าถ้าหมอนี่เอ่ยปากขอคำแนะนำเรื่องเรียนอีก เขาจะเก็บเงินเพื่อเอาไปจุนเจือครอบครัวสักหน่อยดีไหมนะ?







