หลานเจี๋ยไม่ได้ปล่อยให้นักเรียนเก่าและใหม่มีเวลาทักทายกันมากนัก เขาแทบจะเดินตามนักเรียนสองสามคนนั้นเข้ามาในห้องเรียนทันที
วินาทีแรกที่เห็นเฉียวอวี้ หลานเจี๋ยก็อดไม่ได้ที่จะยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย วันนี้เขามาถึงห้องเรียนล่วงหน้าห้านาทีก็เพื่อมาดูว่าเจ้าเด็กนี่มาหรือยัง ตอนนี้เห็นแล้วก็เบาใจ
"อะแฮ่ม คนยังมาไม่ครบ แต่ยังไงก็ขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักก่อน วันนี้ชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการของเรามีนักเรียนใหม่มาหนึ่งคน ชื่อเฉียวอวี้ ถึงแม้เพื่อนนักเรียนเฉียวจะอยู่แค่ชั้นม.3 แต่ระดับคณิตศาสตร์ของเขาสูงมาก ถ้าต่อไปทุกคนมีอะไรไม่เข้าใจ ก็หาโอกาสไปถามเขาได้ แน่นอนว่าเขาอายุน้อยกว่าพวกเธอทุกคน ในเรื่องความเป็นอยู่ก็หวังว่าทุกคนจะช่วยเหลือเฉียวอวี้กันให้มากหน่อยนะ"
ถึงแม้จะคิดไว้แล้วว่าการพูดแบบนี้ในห้องเรียน อาจจะทำลายความมั่นใจของเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการไปไม่น้อย แต่หลานเจี๋ยก็ยังตัดสินใจที่จะบอกใบ้ให้เด็กมัธยมปลายพวกนี้รู้ตัวไว้ก่อน
เหมือนกับประโยคคลาสสิกในหนังของโจวซิงซิงที่ว่า ผู้ชายที่เท่บาดใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็เหมือนกับหิ่งห้อยในความมืด ช่างโดดเด่นและสะดุดตาถึงเพียงนั้น...
อันที่จริงคณิตศาสตร์ก็เหมือนกัน ยังไงซะปกติก็ต้องมีการฝึกฝนและสอบวัดผลอยู่ตลอด
คนที่สามารถเข้ามาในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการได้ ไอคิวย่อมต้องอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยอย่างแน่นอน เรียนไปได้ไม่กี่คาบ ทุกคนก็พอจะคลำทางระดับความสามารถของแต่ละคนได้ชัดเจนแล้ว
แทนที่จะไปโดนสกัดดาวรุ่งเอาตอนนั้น สู้บอกใบ้ให้เจ้าพวกหยิ่งผยองพวกนี้รู้ตัวไว้ล่วงหน้าเลยดีกว่า
สายตาของทุกคนในห้องเรียนล้วนพุ่งเป้าไปที่เฉียวอวี้ คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่ค่อยยอมรับนัก
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องปกติ
อายุสิบหกสิบเจ็ดปีเป็นวัยที่กำลังหยิ่งทะนง คนที่ถูกคัดเลือกเข้ามาในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการ ล้วนเป็นหัวกะทิที่ทำคะแนนคณิตศาสตร์ได้ดีที่สุดในห้อง เป็นพวกที่ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดตอนสอบปกติก็จะได้คะแนนเต็ม แล้วจะยอมรับได้อย่างไรว่าเด็กมัธยมต้นคนหนึ่งมีระดับคณิตศาสตร์สูงกว่าพวกเขา
โชคดีที่สองวันนี้เฉียวอวี้เริ่มชินกับการถูกคนมุงดูแล้ว ดังนั้นต่อให้สายตาพวกนี้จะจับจ้องมาที่เขา เขาก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร
ตรงกันข้าม ตอนนี้อารมณ์เขาค่อนข้างดีด้วยซ้ำ
เขารู้สึกว่าคำพูดของอาจารย์หลานเมื่อครู่นี้ เหมือนจะเป็นการอนุญาตกลายๆ ให้เขาคิดเงินค่าช่วยตอบคำถาม 'เพื่อนร่วมชั้น' พวกนี้ได้
นอกจากจะช่วยเขาโฆษณาว่าเขามีระดับคณิตศาสตร์ค่อนข้างสูงแล้ว ยังบอกอีกว่าหวังให้ทุกคนช่วยดูแลเขาในเรื่องความเป็นอยู่ให้มากหน่อย เรื่องความเป็นอยู่จะดูแลกันยังไงได้ล่ะ แน่นอนว่าก็ต้องเป็นการกระจายความมั่งคั่งใหม่ยังไงล่ะ
อาจารย์หลานเป็นคนดีจริงๆ รู้ว่าเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ก็เลยช่วยเขาหาเงินอย่างสุดความสามารถ
เฉียวอวี้คิดเอาเองว่าเขา GET ความหวังดีของอาจารย์แล้ว การคอยจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อจากคนแค่หนึ่งหรือสองคนเป็นเรื่องที่ไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ เพราะมันจะทำให้พวกเขาใช้ค่าครองชีพจนหมดตัวได้ง่ายๆ แต่ถ้าเป็นชั้นเรียนโอลิมปิกคณิตศาสตร์ทั้งชั้น ทุกคนก็สามารถลงขันกันจ้างเขาออกโรงได้ แถมเขายังสามารถตั้งราคาให้สูงขึ้นได้อีกนิดหน่อยด้วย พอมีคนมาช่วยกันหารเยอะขนาดนี้ แต่ละคนก็ไม่ต้องจ่ายเงินมากมายอะไร ช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
ยังไงซะในสายตาของเฉียวอวี้ ชั้นเรียนที่เรียกกันว่าชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการนี้ ก็เป็นแค่คณะละครเร่ชั่วคราวเท่านั้นแหละ
โจทย์ง่ายขนาดนั้นยังต้องอุตส่าห์วิ่งไปร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อให้เขาช่วยแก้ให้ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ก็คงมีอยู่แค่นั้นแหละ
ตอนที่เพื่อนร่วมโต๊ะห้องสิบสามมาขอให้เขาช่วย เขายังพอจะรักษาหน้าอยู่บ้าง ด้วยความที่มีมิตรภาพระหว่างเพื่อนนักเรียนค้ำคออยู่ จึงไม่ค่อยกล้าเอ่ยปากคุยเรื่องราคา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ค่อยสนิทพวกนี้ เขาก็ไม่ต้องเกรงใจอะไรแล้ว
ท่ามกลางเสียงกระซิบกระซาบในห้องเรียน ไม่นานก็มีคนอีกกลุ่มเดินเข้ามา รอจนทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย เสียงออดเข้าเรียนก็ดังขึ้นตรงเวลาพอดี
แต่ระเบียบวินัยคงไม่ค่อยดีเหมือนปกติเท่าไหร่ คนที่เพิ่งมาใหม่หลายคนต่างพากันหันไปมองแถวหลังอยู่สองสามครั้งตามคำบอกใบ้ของคนข้างๆ
เฉียวอวี้ลองนับในใจคร่าวๆ สภาพของชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการคือมีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ถ้าไม่นับเขาก็มีทั้งหมดสิบแปดคน เป็นนักเรียนชายสิบห้าคน นักเรียนหญิงสามคน น่าเสียดายที่นักเรียนหญิงทั้งสามคนดูเหมือนจะไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาเท่าไหร่
ดูจากตรงนี้แล้ว การที่เซี่ยเข่อเข่อได้รับการโหวตให้เป็นดาวห้องของห้องคิง ก็คงจะมีเหตุผลอยู่บ้างแหละ
"เอาล่ะ เริ่มเรียนได้ วันนี้เรามีนักเรียนใหม่ชื่อเฉียวอวี้ ซึ่งครูได้แนะนำไปเมื่อครู่นี้แล้ว ขอพูดกับคนที่เพิ่งมาทีหลังสั้นๆ อีกรอบ ถึงแม้เขาจะยังเป็นนักเรียนม.3 แต่ระดับคณิตศาสตร์ของเขาสูงมาก หวังว่าทุกคนจะเรียนรู้จากเขาให้มากๆ นะ
คาบที่แล้วเราพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างรากและสัมประสิทธิ์ของสมการพหุนามไปแล้ว เนื้อหาหลักที่เราจะมาศึกษากันในวันนี้ก็คือวิธีการแก้สมการฟังก์ชันแบบต่างๆ จุดประสงค์คือหวังว่าผ่านการอธิบายโจทย์แล้ว จะทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเมื่อเจอสมการฟังก์ชัน ควรจะเลือกวิธีการจัดการอย่างไร
ก่อนอื่นเรามาดูโจทย์ตัวอย่างข้อนี้กัน..."
สำหรับหลานเจี๋ยแล้ว คาบเรียนในวันนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์แปลกใหม่เช่นกัน
การมีเฉียวอวี้อยู่ในห้องเรียน เรียกได้ว่าเขาต้องใช้พลังงานถึงสิบส่วนเพื่อแสดงมาตรฐานการสอนของตัวเองออกมา
ช่วยไม่ได้ การที่เฉียวอวี้มานั่งฟังบรรยายอยู่ข้างล่าง สำหรับหลานเจี๋ยแล้วมันเป็นทั้งแรงผลักดันและเป็นทั้งความท้าทาย
ประเด็นหลักคือ ตอนนี้เขาคลำทางระดับคณิตศาสตร์ที่แท้จริงของเฉียวอวี้ไม่ค่อยจะถูกเลยจริงๆ
ฟังจากที่เฉียวอวี้อธิบายเอง ก็น่าจะแค่เรียนรู้เนื้อหาคณิตศาสตร์บางส่วนที่จะได้เจอในระดับปริญญาตรีด้วยตัวเอง อย่างเช่นแคลคูลัสและพีชคณิตเชิงเส้น แต่ถ้าเป็นแค่ระดับปริญญาตรีทั่วๆ ไป พอได้มาเห็นโจทย์แข่งขันคณิตศาสตร์ของเสี่ยวหลี่ปาปา ก็จะต้องรู้สึกว่ามันยากมากอย่างแน่นอน
แต่ในสายโทรศัพท์เมื่อวาน เจ้าเด็กนี่กลับรู้สึกว่าโจทย์แข่งขันปีก่อนๆ ของเสี่ยวหลี่ปาปามันไม่ยาก และเขาก็มีแนวทางในการคิดโจทย์กว่าครึ่ง
เขาก็พูดได้แค่ว่าคงเจอกับพวกที่มีความสามารถไม่แน่ชัดในโลกแห่งความเป็นจริงเข้าแล้ว ยิ่งเจอคนเก่งก็จะยิ่งเก่งขึ้นไปอีก
ดังนั้นถ้าเขาสอนไม่ดี แล้วทำให้เฉียวอวี้สูญเสียความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ไป บาปกรรมของเขาก็คงจะหนาหนักน่าดู
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว สอนโจทย์ไปได้สามข้อ อันที่จริงเวลาส่วนใหญ่ สายตาของหลานเจี๋ยล้วนไปตกอยู่ที่ร่างของเฉียวอวี้อย่างไม่รู้ตัว
จากนั้นก็รู้สึกผิดหวังอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
ยังไงซะก็เป็นครูแนวหน้าที่มีประสบการณ์โชกโชน นักเรียนกำลังตั้งใจฟัง หรือกำลังแกล้งทำเป็นตั้งใจฟัง แต่ที่จริงจิตวิญญาณหลุดลอยไปไกลแล้ว เขาก็ยังพอมองออก
เห็นได้ชัดว่าเฉียวอวี้จัดอยู่ในประเภทหลัง
ถึงแม้เจ้าหมอนี่จะมามือเปล่า ไม่ได้พกอุปกรณ์อื่นใดมาด้วย แล้วก็ไม่ได้ฟุบหลับอยู่ตรงนั้น แต่ดวงตาที่ไร้จุดโฟกัสคู่นั้นมันหลอกกันไม่ได้หรอก
แต่พอคิดดูอีกที เขาก็ปล่อยวางได้
หนึ่งในโจทย์ตัวอย่างที่สอนในวันนี้ เฉียวอวี้ได้ลองทำที่ห้องพักครูของเขาไปแล้วเมื่อวันก่อน แถมยังตอบออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วย การมานั่งฟังเขาสอนซ้ำอีกรอบมันคงจะน่าเบื่อจริงๆ นั่นแหละ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการจะดึงดูดความสนใจของเขาเลย
แต่ถ้าสอนเนื้อหาที่ลึกซึ้งกว่านี้ คนอื่นก็จะตามไม่ทันอีก
สู้คาบเรียนโอลิมปิกวิชาการครั้งหน้า เขาเตรียมโจทย์ฝึกซ้อมมาให้เจ้าเด็กนี่โดยเฉพาะเลยดีกว่า จะได้ถือโอกาสทดสอบขีดจำกัดความสามารถของเจ้าเด็กนี่ด้วย น่าเสียดายที่วันนี้ไม่ได้เตรียมมา...
หลังจากที่อธิบายโจทย์ไปได้สองข้อ หลานเจี๋ยก็เรียกชื่อเฉียวอวี้ออกมาตรงๆ
"เฉียวอวี้"
"หา?"
"เอาอย่างนี้ โจทย์ตัวอย่างข้อสุดท้ายในวันนี้ เธอมาอธิบายให้ทุกคนฟังก็แล้วกัน"
เฉียวอวี้ที่กำลังคิดว่าตัวเองกินล่าเถียวมาสองวันติดแล้ว วันนี้ควรจะเปลี่ยนรสชาติเป็นอะไรดี เงยหน้าขึ้นมองกระดานดำด้านหน้า
กระดานดำถูกลบจนสะอาดแล้ว ส่วนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ด้านข้างก็มีโจทย์ข้อหนึ่งฉายอยู่
'นี่คิดจะช่วยฉันโฆษณาเหรอเนี่ย?' ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเฉียวอวี้ เขามองดูสายตาที่หันกลับมามองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นพวกนั้นอีกครั้ง แล้วก็เดินตรงไปที่หน้าชั้นเรียนโดยไม่ได้มีท่าทีต่อต้านอะไร
ในช่วงไม่กี่ก้าวที่เดินไปที่หน้าชั้นเรียน เฉียวอวี้ก็ยังแอบทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ว่า อาจารย์หลานคนนี้ช่างเป็นคนที่ซื่อตรงเกินไปจริงๆ จนทำให้เขารู้สึกเกรงใจขึ้นมานิดๆ แล้วสิ







