อีกด้านหนึ่ง
ใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามสนามกีฬากลาง
ครูใหญ่กำลังยืนอยู่เป็นเพื่อนชายวัยกลางคนผมยาว ไว้หนวดเคราเฟิ้มท่าทางทรุดโทรมคนหนึ่ง ทั้งสองกำลังยืนดูการทดสอบจำลองบนสนาม
“วิชาตัวเบาของเด็กคนนี้ค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว” ชายคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“ใช่ครับ นี่คือที่หนึ่งของระดับชั้นเราเลยนะ” ครูใหญ่พูดด้วยความเสียดาย “เขาพลาดการสอบวิชาแรกไป ผมรู้สึกเสียดายจริงๆ ก็เลยเรียกคุณมาดูเขาสักหน่อย”
ชายคนนั้นหาวหวอด ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “มีพรสวรรค์ด้านวิชาตัวเบาไม่เบา... ถ้าพลังจิตสอบได้คะแนนเต็มด้วย ฉันจะให้โอกาสเขาสักครั้งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้หรอกนะ”
“พลังจิตคะแนนเต็มเหรอ? หัวหน้าเฉียน ข้อเรียกร้องนี้มันไม่สูงเกินไปหน่อยหรือครับ?”
ครูใหญ่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
เพราะยังไงเสีย จุดอ่อนที่สุดของเสิ่นเย่ก็คือพลังจิตนี่แหละ
แม้ว่าเมื่อเทียบในโรงเรียนนี้ พลังจิตของเขาจะถือว่าไม่เลว แต่ถ้านำไปเทียบในระดับเมือง หรือระดับมณฑลแล้ว ก็ถือว่าธรรมดามาก
ชายคนนั้นเห็นสีหน้าลังเลของเขา จึงส่ายหน้าแล้วพูดว่า
“ถ้าพลังจิตไม่พอ ก็ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ”
“รอให้ผลสอบพลังจิตออกมาก่อนค่อยว่ากันเถอะ บางทีเขาอาจจะทำคะแนนได้สูงก็ได้” ครูใหญ่กล่าว
“คะแนนสูงไม่ได้ ต้องได้คะแนนเต็มเท่านั้นถึงจะผ่านเกณฑ์” ชายคนนั้นเน้นย้ำ
ครูใหญ่อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
แน่นอนว่าเสิ่นเย่ไม่รู้เรื่องราวฉากนี้เลยแม้แต่น้อย
เวลานี้ใกล้จะเที่ยงแล้ว
นักเรียนหลายคนที่ทำการทดสอบจำลองเสร็จแล้วก็เดินกลับหอพักไปเลย
ส่วนนักเรียนส่วนใหญ่พากันไปที่โรงอาหาร
เฉินฮ่าวอวี่ไปล้างสีที่เปื้อนตามตัว
เขานัดกับเสิ่นเย่ไว้ก่อนแล้วว่าจะไปเจอกันที่ทางเดินเล็กๆ นอกโรงอาหาร เพื่อกินข้าวเที่ยงด้วยกัน
เมื่อเห็นว่ายังพอมีเวลา เสิ่นเย่จึงกลับไปที่ห้องเรียน และเริ่มทำแบบทดสอบวิชา "ภาษาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์"
ตะลุยทำโจทย์!
ต้องตะลุยทำโจทย์ให้แหลก!
คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ยังพอว่า เพราะมันก็เหมือนๆ กันหมด
แต่บุคคลในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ หรือแม้แต่วรรณกรรมในสายศิลป์นั้น ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา และจำเป็นต้องรื้อฟื้นความจำขึ้นมาใหม่
เขาไม่เหมือนกับเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ เกร็ดความรู้หลายอย่างในความทรงจำยังคงต้องใช้การฝึกฝนเพื่อกระตุ้นให้มันตื่นขึ้นมา
ความจริงแล้ว วิชาที่เขาไม่ค่อยมั่นใจที่สุดก็คือวิชา "ภาษาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์" นี้นี่แหละ
โจทย์เยอะเป็นทะเลเลยโว้ย!
ชวนให้ประสาทเสียจริงๆ
เสิ่นเย่ก้มหน้าก้มตาทำโจทย์อย่างสุดความสามารถ เผลอแป๊บเดียวเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงตอนเที่ยง
ตอนที่เสียงออดดังขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมา ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าในห้องเรียนแทบจะไม่เหลือใครแล้ว
ถึงเวลาพักเที่ยง
ท้องร้องจ๊อกๆ แล้ว
เสิ่นเย่บิดขี้เกียจ เตรียมตัวจะทำโจทย์ข้อใหญ่ข้อสุดท้ายให้เสร็จ แล้วค่อยไปกินข้าวกับเฉินฮ่าวอวี่
นอกหน้าต่าง ร่างสูงใหญ่ร่างหนึ่งบดบังแสงสว่างเอาไว้
ซะ... ซิมป์?
เสิ่นเย่ขยี้ตา มองดูดีๆ ถึงเห็นว่าเป็นซุนหมิง
“มีอะไรหรือเปล่า?”
เสิ่นเย่ถาม
“ไอ้เวรเอ๊ย จ้าวอี่ปิงไม่อยากยุ่งกับแกเลยสักนิด” ซุนหมิงมองเขาด้วยสายตาดุดัน ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาประโยคหนึ่ง
“งั้นก็ดีเลย” เสิ่นเย่ยิ้มบางๆ
“อย่าคิดนะว่าทำท่าทีไม่แคร์แบบนี้ แล้วจะดึงดูดความสนใจของเธอได้” ซุนหมิงเยาะเย้ย
“ฉันไม่อยากเจอเธออีกแล้วจริงๆ” เสิ่นเย่พูดจากใจจริง
ซุนหมิงแค่นเสียง "หึ" อย่างเย็นชา ก่อนจะหันไปกวักมือเรียกทางระเบียง
เด็กผู้ชายหกเจ็ดคนเดินเข้ามา
พวกเขาเดินเข้ามาในห้องเรียน ปิดประตู แล้วตีวงล้อมเสิ่นเย่เอาไว้
เสิ่นเย่ยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ทำไมต้องทำแบบนี้ด้วยล่ะ พวกเดียวกันทั้งนั้นแท้ๆ”
เปิดใช้งานคุณสมบัติ "พวกเดียวกัน"!
วินาทีต่อมา
สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปวูบหนึ่ง
“พวกเราสนิทกันขนาดนี้ จะมาล้อมฉันทำไม?” เสิ่นเย่ผายมือถาม
“ก็ช่วยไม่ได้นี่นา จ้าวอี่ปิงบอกว่าอยากให้ฉันช่วยระบายแค้นให้เธอหน่อย” ซุนหมิงเกาหัวอย่างเขินๆ
“ใช่ พวกเราก็ไม่อยากอัดพี่น้องตัวเองหรอกนะ ลำบากใจจริงๆ เล้ย” เด็กผู้ชายคนหนึ่งพูด
“โทษทีที่ฉันชอบเธอมากเกินไป แถมปกตินายก็หยิ่งซะขนาดนั้น ฉันก็เลยอยากจะซัดนายสักตั้ง” เด็กผู้ชายอีกคนพูด
“ช่างเถอะ พวกเดียวกันทั้งนั้น ฉันไม่ลงมือแล้วกัน”
“ใช่”
พวกเขาพูดกันเซ็งแซ่
สิบวินาที
หมดเวลา
หลายคนมีอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ พริบตาเดียวก็ลืมคำพูดที่ตัวเองเพิ่งพูดไปเมื่อครู่จนหมดสิ้น
พวกเขากลับมาตีวงล้อมอีกครั้ง
เสิ่นเย่วางโทรศัพท์มือถือไว้บนขอบหน้าต่าง เก็บเครื่องเขียนให้เรียบร้อย แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น
หลังจากได้ยินพวกเขาพูดจบ ในที่สุดเขาก็เบาใจลง
—นี่เป็นแค่การทะเลาะวิวาทระหว่างนักเรียนด้วยกัน ในบรรดาคนพวกนี้ ไม่มีไอ้คนที่อยากจะฆ่าเขาปะปนอยู่
“ฉันไม่อยากหาเรื่อง”
เสิ่นเย่พูดต่อไปด้วยความจริงใจ
“ฉันหวังว่าพวกนายจะคิดให้ดี มะรืนนี้ก็จะเป็นการสอบเข้ามัธยมปลายวิชาที่สองอย่างเป็นทางการแล้วนะ”
“การสอบวิชาตัวเบานั้นสำคัญมาก ถ้าบาดเจ็บขึ้นมาจนส่งผลกระทบต่อการสอบ มันหมายถึงอนาคตทั้งชีวิตเลยนะ”
“หวังว่าพวกนายจะนึกถึงตัวเองให้มากๆ”
หลายคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ซุนหมิงแค่นเสียง หึ แล้วพูดว่า “ใครใช้นายทำกับจ้าวอี่ปิงแบบนั้นล่ะ พวกเราทนดูไม่ได้หรอกนะ”
“ใช่ เธอเล่าว่าหลังจากนั้นนายยังตั้งใจไปด่าเธออีกฉากใหญ่เลยนี่”
“เธอร้องไห้มาทั้งเช้าเลยนะ”
“นายนี่มันน่าหมั่นไส้จริงๆ”
เสิ่นเย่มองพวกเขาอย่างสงบ
หลังจากเรื่องเมื่อเช้าจบลง เขาคิดว่าจ้าวอี่ปิงคงจะยอมรามือไปแล้วเสียอีก
แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เธอคงแอบไปร่ายมนตร์เรียกพวกมาซะมากกว่า
และตอนนี้เธอก็ได้ปล่อยท่าไม้ตายออกมาแล้ว—
"บ่อปลาของจ้าวอี่ปิง"!
เสิ่นเย่เริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว
การสอบจวนจะมาถึงอยู่รอมร่อ เขาต้องรีบทำโจทย์ แต่กลับต้องมาพัวพันกับเรื่องไร้สาระพวกนี้
“ลองบอกข้อเรียกร้องของพวกนายมาหน่อยสิ” เสิ่นเย่กล่าว
“ต่อไปนี้นายห้ามไปยุ่งกับจ้าวอี่ปิงอีก” ซุนหมิงเอ่ยปาก
“ใช่”
“อยู่ให้ห่างจากเธอซะ”
“นายสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำไม่ได้แล้ว อย่าไปตอแยเธออีก”
หลายคนพากันพูดเจื้อยแจ้ว
เสิ่นเย่คว้ากระดาษข้อสอบบนโต๊ะขึ้นมาโชว์ต่อหน้าพวกเขา แล้วฉีกยิ้มกว้าง
“ฉันกำลังทำโจทย์อยู่นะ ฉันไม่ได้ไปหาเธอเลยสักนิด แล้วไปยุ่งกับเธอตอนไหนวะ?”
หลายคนเงียบกริบ
ซุนหมิงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา กดโทรออกเบอร์หนึ่ง แล้วเปิดลำโพง
“ฮัลโหล?”
เสียงของจ้าวอี่ปิงดังขึ้น
“ปิงปิง ฉันอยู่กับเสิ่นเย่” ซุนหมิงพูด
“ทำไมล่ะ พวกนายก็รู้ว่าเขารังแกฉัน แล้วยังจะไปเป็นเพื่อนกับเขาอีกเหรอ?” น้ำเสียงของจ้าวอี่ปิงแฝงความน้อยใจอยู่เล็กน้อย
“ฉันตกลงกับเสิ่นเย่แล้ว เขาตัดสินใจว่าต่อไปนี้จะไม่ไปหาเรื่องเธออีก” ซุนหมิงพูด
เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นตรงหน้าเสิ่นเย่
เสิ่นเย่กลับรู้สึกว่ายอมเล่นตามน้ำไปหน่อยก็ไม่เลว—
เมื่อกี้จ้าวอี่ปิงพูดว่า "พวกนายก็รู้ว่าเขารังแกฉัน" ไม่ใช่ "นายก็รู้ว่าเขารังแกฉัน"
นี่พิสูจน์ให้เห็นว่าเธอรู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่เป็นอย่างดี รู้ว่าเด็กผู้ชายพวกนี้กำลังทำอะไรอยู่
การได้อยู่ห่างจากผู้หญิงแบบนี้ ถือเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาอย่างยิ่ง
“จ้าวอี่ปิง ต่อไปนี้ฉันจะไม่ไปหาเรื่องเธออีกแล้ว” เสิ่นเย่กล่าว
“ฉันเกลียดนาย” จ้าวอี่ปิงวางสายไปดื้อๆ
ตู๊ด— ตู๊ด—
เสียงสัญญาณสายไม่ว่างดังออกมาจากโทรศัพท์มือถือ
“เอาล่ะ เรื่องจบแล้ว พวกนายไปกันก่อนเถอะ ฉันยังต้องทำโจทย์อีกหน่อย” เสิ่นเย่ยิ้มแล้วพูดกับพวกเขา
จู่ๆ ซุนหมิงก็ปล่อยหมัดชกเข้ามา
“เธอเกลียดแก ได้ยินไหม? ไอ้หน้าขาวเฮงซวย เห็นหน้าแกแล้วฉันก็หงุดหงิดโว้ย!”
เขาด่าทอ
นั่นเป็นการจุดไฟอารมณ์ของคนอื่นๆ ให้ลุกโชน พวกเขารุมล้อมเสิ่นเย่ ทั้งเตะทั้งต่อยกันพัลวัน
เสิ่นเย่ไม่มีพื้นที่ให้หลบหลีกเลยแม้แต่น้อย เขาเอื้อมมือไปปัดป้องสองสามครั้ง จู่ๆ ก็เซถลา ความรู้สึกเจ็บแสบแล่นปราดมาจากข้างหลัง
“แค่นี้ยังเป็นที่หนึ่งของสายชั้นอีกเหรอวะ?”
ซุนหมิงหัวเราะเยาะ
เมื่อกี้หมัดแรกของเขาถูกกันเอาไว้ได้ เขาจึงฉวยจังหวะที่เสิ่นเย่หันไปรับมือคนอื่น เล็งหาโอกาสลอบโจมตีจากด้านหลังอีกครั้งจนสำเร็จ
ชั่วพริบตานั้นเอง—
รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นเย่ก็พลันจางหายไป
ที่แท้แล้ว พวกแกก็แค่อยากจะหาเรื่องชกต่อยกันสินะ
ในช่วงเวลาที่กำลังจะสอบเข้ามัธยมปลายแบบนี้ กลับมารุมซ้อมนักเรียนที่ขาดสอบคนหนึ่งโดยไม่สนผลที่ตามมา
แถมเด็กคนนี้ยังเคยเป็นถึงอดีตที่หนึ่งของสายชั้นด้วย
ดังนั้นตอนที่ลงมือคงจะสะใจและฟินน่าดูเลยสิ
วันหลังพอนึกย้อนกลับมา ก็คงเป็นเรื่องสนุกเรื่องหนึ่ง
แถมยังได้เอาใจจ้าวอี่ปิง ออกหน้าแทนเธอ ทำให้เธอพอใจได้อีก
ก็ในเมื่อเธอพูดเองว่า "ฉันเกลียดนาย"
—เธอก็คงอยากให้เขาโดนซ้อมสักตั้งเหมือนกันนั่นแหละ
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว แฮปปี้กันทุกฝ่าย
ดีจริงๆ
“กลืนกินคุณสมบัติ”
เสิ่นเย่เอ่ยในใจ
คุณสมบัติ "พวกเดียวกัน" ถูกใช้ไปแล้วหนึ่งครั้ง สำหรับเขาแล้ว ประเมินได้ว่าเป็นของไร้ค่า
วันหนึ่งใช้ได้แค่ครั้งเดียว
แถมยังใช้ได้เฉพาะกับคนที่มีฝีมือพอๆ กันเท่านั้น
ถ้าเมื่อกี้มีนักฆ่าอยู่ด้วย มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสักนิด
สู้เอามาใช้เพิ่มความแข็งแกร่งให้ตัวเองยังจะดีกว่า
ทันใดนั้น ตัวอักษรเรืองแสงเล็กๆ บรรทัดแล้วบรรทัดเล่าก็ลอยขึ้นมาบนจอประสาทตาของเขา:
“กลืนกินสำเร็จ”
“กลืนกินคุณสมบัติสีเขียวนี้เรียบร้อย ได้รับแต้มสถานะ 3 แต้ม”
“จำนวนแต้มสถานะรวมปัจจุบันของคุณคือ: 4”
“ตามความตั้งใจของคุณ แต้มสถานะปัจจุบันจะถูกเพิ่มเข้าไปในค่าพละกำลัง”
“ค่าพละกำลังของคุณคือ: 5.2 (1.24)”
“พละกำลังในฐานะค่าสถานะพื้นฐาน ไม่ใช่แค่พละกำลังทางกายล้วนๆ แต่หมายถึงความแข็งแกร่งของกระดูกและแขนขา ความทนทานของอวัยวะภายใน ความยืดหยุ่นของเส้นลมปราณ พลังระเบิดของเลือดเนื้อและร่างกาย รวมถึงระดับการเสื่อมสลายของเซลล์ทั้งหมด (เกณฑ์พลังชีวิต) ของสิ่งมีชีวิต เมื่อนำทั้งหมดนี้มารวมกัน จึงถูกเรียกว่า 'พละกำลัง' ของปัจเจกบุคคล”
ผลัวะ
อีกหมัดหนึ่งซัดเข้าที่ร่างของเสิ่นเย่
เสิ่นเย่ยืนนิ่งไม่ไหวติง
ข้างหูมีเสียงลมดังแหวกอากาศมา เป็นเด็กผู้ชายอีกคนที่กำลังเหวี่ยงหมัดใส่หน้าเขา
เสิ่นเย่ไม่ได้ปัดป้อง เพียงแค่หันขวับไปกระแทกสวน
"กร๊อบ"
ท่ามกลางเสียงกระดูกหักดังกรอบแกรบ เด็กผู้ชายคนนั้นกุมแขนตัวเอง กรีดร้องโหยหวนดังลั่นสนั่นหวั่นไหว
ในเสียงร้องของเขาแฝงไปด้วยความสิ้นหวังอยู่ลึกๆ
มะรืนนี้ก็จะต้องสอบวิชาตัวเบาแล้ว แต่แขนของตัวเองดันมาหักเอาตอนนี้
มันต้องส่งผลกระทบต่อคะแนนสอบแน่นอน
—น่าเสียดายที่มาเสียใจตอนนี้จะมีประโยชน์อะไร?
เสิ่นเย่ฝืนรับหมัดที่ระดมต่อยเข้ามามั่วซั่ว แล้วเตะสวนออกไปเปรี้ยงหนึ่ง เตะเด็กผู้ชายอีกคนจนลอยกระเด็นไปกระแทกกำแพง
เขาก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ใช้เข่าแทงเข้าใส่เด็กผู้ชายที่อยู่ข้างๆ อย่างสุดแรง
แทงเข่า!
เด็กผู้ชายคนนั้นกระอักเลือดออกมาคำโต ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นทันที
เสิ่นเย่หันกลับมา บีบคอซุนหมิงแล้วกดลงกับพื้น ก่อนจะระดมปล่อยหมัดซัดเข้าที่หน้าหมัดแล้วหมัดเล่า
คนที่เหลืออีกไม่กี่คนพากันรุมกระหน่ำโจมตีเสิ่นเย่อย่างบ้าคลั่ง
เสิ่นเย่กระชากผมซุนหมิงให้ลุกขึ้นมา เพื่อใช้เป็นโล่กำบังการโจมตีจากคนอื่นๆ
“ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าถ้าจ้าวอี่ปิงรู้ว่าบ่อปลาแตกแล้ว เธอจะรู้สึกยังไง”
เขากระซิบข้างหูซุนหมิง
ซุนหมิงดิ้นรนสุดชีวิต แต่ก็ไม่สามารถดิ้นหลุดจากมือของเขาได้เลย
เดิมทีกะว่ามีกันตั้งห้าหกคน จะอัดยังไงก็คงซ้อมให้หมอบราบคาบได้สบายๆ จะได้สั่งสอนมันสักตั้ง
แต่พอลงมือทำจริงๆ สถานการณ์กลับพลิกผันจนควบคุมไม่ได้
ต้องขอโทษไหม?
ร้องขอชีวิต?
ทำแบบนั้นอาจจะรักษาชีวิตตัวเองไว้ได้?
ภาพท่าทางน่าสงสารของจ้าวอี่ปิงแวบเข้ามาในหัว
“แกไม่ใช่ที่หนึ่งของสายชั้นอีกต่อไปแล้ว!”
ซุนหมิงคำรามลั่น ใช้ศอกกระทุ้งไปด้านหลังสุดแรง ศอกกระแทกเข้าที่หน้าอกของเสิ่นเย่ จนเกิดเสียงดังทึบๆ ราวกับตีโดนยางหนาๆ
—เด็กมัธยมต้นอายุแค่ 14-15 ปี ถ้ามีค่าพละกำลังถึง 1 ก็ถือว่าเทียบเท่ากับผู้ชายวัยผู้ใหญ่ทั่วไปแล้ว
นี่ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว สามารถติดอันดับต้นๆ ของสายชั้นได้เลย
แต่ทว่าพละกำลังของเสิ่นเย่ในตอนนี้คือ 5.2
5.2 ต่อ 1
เสิ่นเย่ไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด เขาเพียงแค่บีบคอซุนหมิงให้แน่นขึ้น ใช้หมอนั่นเป็นโล่กันการโจมตีจากคนอื่นๆ ไปพลาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังชวนคุยเล่นไปพลางว่า
“แกเอาความมั่นใจมาจากไหนถึงคิดว่าจะสั่งฉันได้?”
ไม่รู้ว่าทำไม จู่ๆ ในใจของซุนหมิงก็เกิดความหวาดกลัวอย่างที่อธิบายไม่ถูกขึ้นมา
วินาทีต่อมา—
เขาก็กลายสภาพเป็นเหมือนท่อนไม้ ถูกเสิ่นเย่จับเหวี่ยงกวาดไปรอบๆ ท่ามกลางฝูงคน
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวระเบิดออกมาจากในห้องเรียน
เด็กผู้ชายหลายคนถูกกวาดจนปลิวละลิ่วไปกระแทกโต๊ะเก้าอี้เจ็ดแปดตัวจนกระจัดกระจาย ก่อนจะล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้น
ถึงขั้นมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งกระเด็นไปกระแทกกระจกหน้าต่างแตก เกิดเสียง "เพล้ง" บาดหู แล้วร่วงลงไปกลิ้งอยู่ตรงระเบียงด้านนอก
เสียงสงบลง
เสิ่นเย่ลากตัวซุนหมิง หลบมุมกล้องโทรศัพท์มือถือบนขอบหน้าต่างใกล้ที่นั่งของตัวเอง แล้วเดินตรงไปที่หน้าโพเดียม
ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไร เสิ่นเย่ก็ตบหน้าฉาดใหญ่เข้าไปเต็มแรง
ซุนหมิงถูกตบจนเลือดกลบปากกลบจมูก แต่ก็ยังถูกเสิ่นเย่จิกหัวกระชากกลับมาอีก
“ทั้งๆ ที่ฉันขาดสอบไปวิชาหนึ่งแล้ว พวกแกก็ยังจะมารุมซ้อมฉัน เป็นเพราะคิดว่าตัวเองชนะแน่ๆ งั้นสิ? หรือแค่อยากจะอัดฉันเพื่อโชว์พาวว่าพวกแกเก่งกาจขนาดไหน?”
เสิ่นเย่ง้างมือขึ้น แล้วตบซ้ายหันขวาหันไปอีกสี่ห้าฉาด
“ไอ้เวรตะไล—”
ซุนหมิงคำรามอย่างไม่ยอมแพ้
เสิ่นเย่ตบปากเขาไปอีกฉาด แล้วกระชากตัวเขากลับมา ก่อนจะจับกระแทกอัดเข้ากับกระดานดำอย่างแรงจนเกิดเสียงดัง "ตึง"
ซุนหมิงร่วงลงไปกองกับพื้นทันที
เสิ่นเย่หันขวับกลับมา ง้างเท้าเตะเข้าที่ท้องของเด็กผู้ชายอีกคนที่เพิ่งจะคลานลุกขึ้นมาอย่างสุดแรง
เด็กผู้ชายคนนั้นกระเด็นไปชนโต๊ะเรียนล้มระเนระนาดไปเจ็ดแปดตัว แล้วไปกลิ้งหลุนๆ อยู่ตรงมุมห้อง
คราวนี้เขาลุกไม่ขึ้นอีกแล้ว
เสิ่นเย่เดินกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าซุนหมิงอีกครั้ง แล้วก้มหน้ามองเขา
ซุนหมิงหัวเราะเยาะ
“แน่จริงก็ฆ่าฉันสิวะ ถ้าวันนี้แกไม่ฆ่าฉัน ไม่ช้าก็เร็วฉันต้องกลับมาแก้แค้นแกแน่”
เสิ่นเย่ส่ายหน้า ไม่ได้ใส่ใจ
ระหว่างพวกเด็กๆ เวลาเลือดขึ้นหน้า ก็มักจะคิดว่าตัวเองเก่งกาจไร้เทียมทานเสมอ
“ซุนหมิง ฉันสงสัยมาตลอดเลยว่ะ ว่าเดิมทีแกตั้งใจจะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายชั้นนำที่ไหน?”
เสิ่นเย่พูดไปพลาง มองไปที่ขาของซุนหมิงไปพลาง
ซุนหมิงชะงักไป
เขามองตามสายตาของอีกฝ่ายไปที่ขาของตัวเอง
วินาทีนั้น เขาตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
—อีกไม่นานก็จะสอบวิชาที่สองแล้ว
อนาคตทั้งชีวิตของเขา ฝากไว้กับการสอบเข้ามัธยมปลายนี่แหละ
การชกต่อยเป็นแค่เรื่องไร้สาระในชีวิตเด็กมัธยมต้น ไม่คุ้มค่าที่จะเอาอนาคตของตัวเองมาแลก
เพื่อการนี้ จะยอมกลืนเลือดทนอัปยศก็ย่อมได้
“ถุย เสิ่นเย่ วันนี้พวกเราผิดเอง ยกโทษให้พวกเราสักครั้งเถอะ”
ซุนหมิงที่มีเลือดอาบเต็มหน้า เชิดคอพูดออกมา
เสิ่นเย่มองเขาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นก็หันหลังเดินไปปิดกล้องโทรศัพท์มือถือบนขอบหน้าต่างก่อน แล้วค่อยไปหยิบไม้ถูพื้นหลังประตูมาด้ามหนึ่ง
“แกขอให้ฉันยกโทษให้งั้นเหรอ?”
เขาหิ้วไม้ถูพื้น เดินกลับมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเนือยๆ
“ถ้าเปลี่ยนเป็นเพื่อนนักเรียนคนอื่น หรือว่า... เป็นฉันในอดีต ป่านนี้คงโดนพวกแกซ้อมจนลงไปนอนกองกับพื้น ลุกไม่ขึ้นไปแล้ว”
เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซุนหมิง
“สอบเข้ามัธยมปลายจวนจะมาถึงอยู่แล้ว พวกแกเพียงแค่หึงหวงแย่งชิงความโดดเด่น ก็เลยรวมหัวกัน อยากจะทำลายชีวิตของคนคนหนึ่งอย่างไม่แยแส”
“พวกแกหยามเกียรติเขา รุมซ้อมเขา ตัดอนาคตของเขา”
ไม้ถูพื้นถูกเงื้อขึ้นสูง
“—แกยังกล้าหวังให้ฉันให้อภัยอีกงั้นเหรอ?”
ไม้ถูพื้นฟาดลงมาอย่างโหดเหี้ยม
ซุนหมิงกรีดร้องลั่น แต่การทุบตีกลับไม่หยุดลงเลย
จนกระทั่งขาของเขาหัก
“ทำอะไรน่ะ!”
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดกร้าวระเบิดมาจากด้านนอก
เนื่องจากเป็นช่วงสอบเข้ามัธยมปลาย ครูหลายคนที่ได้ยินเสียงความวุ่นวายก็ไม่สนใจที่จะวิ่งขึ้นบันได แต่ใช้วิธีกระโดดพุ่งตัวต่อเนื่องมาจากนอกอาคารเรียนหลายครั้ง จนมาลงจอดที่ชั้นสี่เลย
พวกเขาผลักประตูห้องเรียน ม.3/5 เข้ามา และได้เห็นภาพนั้นในทันที
โต๊ะเก้าอี้พังระเนระนาดเกลื่อนกลาดเต็มพื้น
นักเรียนหลายคนนอนกองอยู่บนพื้น แขนขาบิดเบี้ยวผิดรูป ปากส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
เสิ่นเย่ยืนอยู่ตรงกลาง เพิ่งจะโยนด้ามไม้ถูพื้นที่หักทิ้งไป แล้วเอาสมุดแบบฝึกหัดเล่มหนึ่งมาเช็ดเลือดที่มือ
“เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรกัน?”
เจียงฮั่นเทาถามเสียงดัง
เสิ่นเย่โยนสมุดแบบฝึกหัดลงบนพื้น ขอบตาแดงก่ำพลางพูดว่า
“อาจารย์ครับ พวกเขารังแกผม”