“ปี๊นๆ!”
“ปี๊นๆ!”
ฉู่ชิงชะโงกหัวออกไปนอกหน้าต่างรถ มองดูสายน้ำรถยนต์ที่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาด้านหน้า แล้วก็ถอนหายใจ
เดิมทีก็ตื่นสายอยู่แล้ว ถึงได้เรียกแท็กซี่ไปโรงเรียน ใครจะไปรู้ว่าจะต้องมาเจอรถติดอีก ก็คงมีแต่ตอนที่รถติดแบบนี้แหละ ถึงจะพานคิดถึงวันคืนที่ได้ปั่นจักรยานขึ้นมา ตอนนี้เขาเลยรู้สึกเสียใจไม่น้อย
ช่องจราจรเลนนี้ รถเก๋งสิบกว่าคันขนาบข้างด้วยรถตู้เล็ก คล้ายกับมีแต่คนผอม คนผอม คนผอม... แล้วจู่ๆ ก็มีคนอ้วนโผล่มาแทรก บรรยากาศดูไม่เข้ากันสุดๆ มีคนขับสองคนเห็นว่ารถไม่ขยับมาตั้งนานแล้ว เลยตัดสินใจเปิดประตูลงมายืดเส้นยืดสาย ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันไปมา แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามารวมกลุ่มตั้งวงคุยโม้กัน
เห็นว่ารถบีเอ็มดับเบิลยูคันหน้าไปชนเข้ากับรถเบนซ์ เดิมทีก็เป็นแค่อุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กน้อย แต่ดันโดนรถเจ็ตต้าของไอ้งั่งที่พุ่งพรวดออกมาจากทางแยกชนเข้าให้อีก รถสามคันเลยอัดก๊อปปี้รวมกัน ไถลไปไกลตั้งหลายเมตร สุดท้ายก็มาโดนรถจี๊ปปาดหน้าปิดท้าย
รถทั้งสี่คันนี้ขวางอยู่กลางถนน สี่แยกไฟแดงรอบๆ เต็มไปด้วยกองทัพรถยนต์ที่พร้อมใจกันจอดนิ่งด้วยความหงุดหงิด วินาทีนั้นราวกับเวลาได้หยุดนิ่งไปตลอดกาล
ตำรวจจราจรกำลังเร่งระบายรถอย่างเร่งด่วน ฉู่ชิงรอต่อไปอีกห้านาที เห็นท่าว่าจะฝ่าวงล้อมไปไม่ได้แน่ จึงได้แต่จ่ายเงินแล้วลงจากรถ
เขาเลี้ยวเข้าไปในเลนรถจักรยาน ยืนเท้าเอวมองดู ที่นี่คือสี่แยกผิงอันหลี่ตัดกับถนนเต๋อเน่ย ห่างจากสถาบันการแสดงกลางประมาณสองกิโลเมตร ถ้าไกลกว่านี้อีกหน่อยก็จะมีสถานีรถไฟใต้ดินให้ขึ้น ถ้าใกล้กว่านี้อีกนิดเดินไปก็ไม่เป็นไร แต่ดันมาติดแหง็กอยู่ในระยะทางที่ครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้
ไม่มีทางเลือกอื่น วิ่ง!
เขาก้าวขายาวๆ วิ่งตรงไปตามทางเท้าปูอิฐแคบๆ รถยนต์เป็นแถวๆ ทางฝั่งซ้ายค่อยๆ ถอยห่างออกไปอย่างรวดเร็ว สายลมยามเช้าพัดแผ่วเบาที่ข้างหู การวิ่งฝ่าแสงอาทิตย์ยามเช้าในตอนนี้ ช่างเป็นความงี่เง่าของตัวเขาเองแท้ๆ
วิ่งไปวิ่งมาก็เริ่มเพลิน พอเลยเป่ยไห่มาได้ สภาพการจราจรก็เริ่มคล่องตัวแล้ว แต่เขาก็ไม่มีอารมณ์จะเรียกแท็กซี่ต่อแล้ว ตามตัวของฉู่ชิงมีเหงื่อผุดขึ้นมาบางๆ กระเป๋าที่สะพายเฉียงอยู่ข้างลำตัวก็กระแทกเข้ากับกระดูกเชิงกรานของเขาอย่างน่ารำคาญตามจังหวะการเคลื่อนไหว เวลาวิ่งนี่สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดก็คือไอ้พวกของจุกจิกพวกนี้นี่แหละ เหมือนหมาตายที่สะบัดยังไงก็สะบัดไม่หลุด น่ารำคาญใจเป็นบ้า
กว่าจะมองเห็นป้ายถนนหนานหลัวกู่เซียงอยู่ไกลๆ พอเริ่มรู้สึกดีใจขึ้นมาบ้าง ก็ได้ยินเสียงกระดิ่งรถ "กริ๊งๆ" ดังขึ้น จู่ๆ ก็มีรถจักรยานคันหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากตรอกทางขวามือ แล้วพุ่งชนเข้าที่ตัวเขาอย่างจังโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ซีกซ้ายของเขาล้มกระแทกพื้น ทางขวาคือกระเป๋าใบนั้น บนกระเป๋ามีรถจักรยานทับอยู่ และบนรถก็ยังมีผู้หญิงคนหนึ่งคาติดอยู่ด้วย ให้ตายเถอะ พวกผู้หญิงขับรถเนี่ยน่ารำคาญที่สุดเลย ตอนเลี้ยวเห็นๆ อยู่ว่าบีบแตรแล้ว แต่แม่งดันไม่ยอมลดความเร็วเลย
“โอ๊ย!”
ผู้หญิงคนนั้นดูเหมือนจะยังงงๆ กับสถานการณ์ นอนทับอยู่ข้างบนแล้วก็เริ่มร้องโอดโอย
“พี่สาว คุณช่วยลุกขึ้นมาก่อนแล้วค่อยร้องโอ๊ยได้ไหมครับ” ฉู่ชิงพูดไม่ออก ตัวเขาเองน่ะไม่เป็นไรหรอก แค่ท่าทางแบบนี้มันดูน่าขายหน้าไปหน่อย
“อ๊ะ ขอโทษค่ะ ขอโทษที!” ผู้หญิงคนนั้นรีบพูด ใช้ขาค้ำยันพื้นเพื่อลงจากรถ แล้วก็ยกรถพังๆ คันนั้นออกไป ถามว่า “คุณไม่เป็นไรนะคะ”
ฉู่ชิงลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า ขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน ก่อนจะตอบว่า “ไม่เป็นไรครับ”
ผู้หญิงคนนั้นอายุไม่เยอะเท่าไหร่นัก โครงหน้าดูค่อนข้างแข็ง ไม่ค่อยละมุนตา มองดูทื่อๆ เธอถามด้วยความกังวลว่า “คุณลองตรวจดูดีๆ อีกทีสิคะ ไม่เป็นไรแน่นะ”
“ไม่เป็นไรจริงๆ ครับ”
ฉู่ชิงไม่อยากมัวเสียเวลากับเธอ พูดจบก็เตรียมจะเดินหนี
“เอ๊ะๆ!” จู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็คว้าตัวเขาไว้ แล้วชี้ไปที่ “กระเป๋าของคุณ!”
เขาก้มลงมอง ก็เห็นว่าบนกระเป๋ามีรอยฉีกขาดยาวเป็นแนวยาว ลองคลำดูก็พบว่าขาดแค่หนังด้านนอก ของข้างในไม่ได้หล่นร่วงออกมา ยังพอใช้ได้อยู่ เลยตอบไปว่า “ไม่เป็นไรครับ” พูดจบก็ตั้งท่าจะเดินต่อ
ผู้หญิงคนนั้นดึงเขาไว้อีก “แบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะ ฉันต้องชดใช้ให้คุณ” เธอพูดพลางล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา แล้วหยิบธนบัตรออกมาหนึ่งใบ อืม สิบหยวน
หน้าเธอเปลี่ยนเป็นสีแดง กระเป๋าใบนั้นต่อให้จะดูแย่แค่ไหน ก็ไม่น่าจะมีราคาแค่สิบหยวนหรอก “คือว่า วันนี้ฉันพกเงินมาไม่เยอะ คุณให้เบอร์โทรศัพท์ทิ้งไว้เถอะค่ะ ฉันจะต้องชดใช้ให้คุณแน่นอน”
“ไม่ต้องหรอกครับ!”
ฉู่ชิงรู้สึกอึดอัดใจมาก กระเป๋าใบนี้ไม่ได้มีราคาค่างวดอะไร เขาแค่อยากจะรีบชิ่งไปให้พ้นๆ
ผู้หญิงคนนี้เหมือนคนหัวรั้น ถ้าตัดสินใจจะทำอะไรแล้วก็ต้องทำให้ได้ เธอดึงแขนเขาไว้ไม่ยอมปล่อย “ไม่ได้ค่ะ ฉันต้องชดใช้ให้ได้!”
ฉู่ชิงรู้สึกว่าเธอเป็นพวกประสาทแน่ๆ เขาเกาหัว สุดท้ายก็ต้องยอมบอกเบอร์โทรศัพท์มือถือให้เธอไป
เธอก็มีโทรศัพท์มือถือเหมือนกัน เธอเมมเบอร์อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ล้วงนามบัตรออกมาใบหนึ่งแล้วยื่นให้ “นี่เบอร์ฉันนะคะ บางทีฉันอาจจะยุ่งจนลืม ไม่ทันได้นึกถึงที่จะติดต่อไปหาคุณ คุณต้องโทรมาหาฉันให้ได้นะคะ”
เขาแปลกใจนิดหน่อย คนที่มีเงินติดตัวแค่สิบหยวน กลับมีนามบัตรซะด้วย เขารับมาแล้วบอกว่า “ครับๆ คราวนี้ไม่มีอะไรแล้วนะ ผมไปล่ะ”
“อืม เดินทางปลอดภัยนะคะ บ๊ายบาย!” ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ปั่นจักรยานจากไปด้วยความพึงพอใจ
ฉู่ชิงก้มมองนามบัตรใบนั้น บนนั้นมีชื่อพิมพ์ไว้ว่า หลี่อวี้ พอมองดูตำแหน่งข้างใต้ก็ดูใหญ่โตไม่เบา เป็นถึงผู้กำกับของสถานีโทรทัศน์ซีซีทีวี ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้กำกับสารคดีก็เถอะ
เขาเดาะลิ้น ไม่ได้คิดอยากจะได้เงินนั่นอยู่แล้ว พออ่านจบก็จับยัดใส่ถังขยะไปอย่างไม่ใส่ใจ
โดนเธอป่วนซะขนาดนี้ จากที่ตอนแรกยังมีหวังว่าจะไปทันเวลา ตอนนี้กลายเป็นสายสนิทซะแล้ว เรื่องเรียน ถึงจะน่าเบื่อยังไงก็เถอะ แต่ถ้าจะไปก็ต้องไปให้ตรงเวลา ถ้าไปสายแบบนี้ก็รับไม่ได้จริงๆ
ว่ากันว่าหลักสูตรชั้นเรียนระยะสั้นก็ใกล้จะจบลงแล้ว โปรเจกต์สำคัญชิ้นสุดท้ายก็คือการจัดแสดงละครเวทีฟอร์มยักษ์ แน่นอนว่ามันคงไม่ได้จริงจังเหมือนกับของพวกชั้นเรียนปริญญาตรี อาจารย์ก็ไม่ค่อยเข้ามาจู้จี้จุกจิก ไม่ได้ให้คำแนะนำอะไร ปล่อยให้นักเรียนคลำทางทำกันเอาเองล้วนๆ แล้วพอถึงช่วงก่อนปิดเทอมฤดูร้อน ก็หาเวลาไปจัดแสดงที่โรงละครเล็กๆ สักรอบ เป็นอันเสร็จพิธี
พูดง่ายๆ ก็คือ การเรียนหนึ่งปีของฉู่ชิงใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ เขาก็อดรู้สึกขนลุกไม่ได้ เพราะเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ภาพตอนที่มาสมัครเรียนเมื่อปีที่แล้วยังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
เขารู้สึกเสียดายอยู่บ้าง เพราะทุ่มเทเวลาและแรงกายไปกับการถ่ายละครซะส่วนใหญ่ ยังไม่ทันได้สัมผัสชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริงเลยด้วยซ้ำ กระทั่งโรงอาหารของมหาวิทยาลัยยังเคยไปกินแค่ไม่กี่ครั้ง สิ่งที่ประทับใจที่สุดก็คงเป็นตึกเล็กหลังนั้นกับห้องสมุดนี่แหละ
ในส่วนของวิชาเอก ก็ได้เรียนรู้อะไรมาเยอะเหมือนกัน ถึงแม้ว่าเขาจะมองว่าบางวิชามันไม่มีประโยชน์เอาซะเลยก็เถอะ
ความรู้พวกนี้ หากจะบอกว่าช่วยเพิ่มพูนทักษะการปฏิบัติงานให้เขา สู้บอกว่ามันช่วยสร้างฐานปิรามิดในด้านการแสดงให้เขาจะดีกว่า เขาอาศัยวิธีคิดและการทำความเข้าใจในแบบของตัวเอง ค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นไปทีละก้าว
…………
“นายผลักฉันเข้ามาทำไมเนี่ย”
“ฮี่ๆ คุณช่วยชี้แนะหน่อยสิ!”
ฉู่ชิงถูกหลิวเย่ทั้งลากทั้งดึงขึ้นบันไดมา เขามองดูแสงไฟสีขาวซีดที่สาดส่องลงมาในโถงทางเดินอันมืดสลัว แล้วก็อดไม่ได้ที่จะกรอกตามองบนด้วยสีหน้าที่ซีดพอกัน
ชี้แนะบ้าบออะไรล่ะ ฉันจะไปรู้ได้ไงว่าพวกนายเล่นเรื่องอะไรกันอยู่
“แล้วจำเป็นต้องมาซ้อมเอาป่านนี้ด้วยเหรอ”
วันนี้ทั้งวันเขาอารมณ์เสียสุดๆ ไปเลย ตอนเช้าก็ไปยื้อยุดฉุดกระชากกับผู้หญิงคนหนึ่ง ตอนเย็นยังต้องมาโดนผู้ชายลากไปลากมาอีก เดิมทีวันนี้ตอนบ่ายมีเรียนตั้งสี่คาบ กว่าจะเลิกเรียนก็ดึกแล้ว จู่ๆ หลิวเย่ก็โผล่มาที่ห้องเรียนแล้วก็มาเซ้าซี้เขา ฉู่ชิงทนรำคาญไม่ไหว เลยจำต้องโดนไอ้ประสาทนี่ลากมาดูละครเวทีบ้าบออะไรนี่
“ตอนกลางวันคนมันเยอะ” หลิวเย่ทำหน้าภูมิใจสุดๆ หัวเราะพลางพูดว่า “ละครเรื่องนี้ของเราดังระเบิดในโรงเรียนเลยนะ! นายไม่เห็นหรอก คนมามุงดูกันแน่นเอี้ยดซ้อนกันเป็นชั้นๆ เลยล่ะ มาศึกษาดูงานกันทั้งนั้น”
“ศึกษาดูงาน...” ฉู่ชิงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “มาดูเรื่องสนุกๆ ล่ะสิไม่ว่า”
หลิวเย่ชำเลืองมองเขาด้วยความแปลกใจ ถามว่า “นายไม่ได้ดูข่าวเหรอ”
ฉู่ชิงเองก็ชะงักไป ถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้นล่ะ”
“สถานทูตเราเพิ่งโดนพวกอเมริกาทิ้งระเบิดใส่ไง! นี่นายไม่รู้เรื่องเลยเหรอเนี่ย” เขาทำหน้าเหลือเชื่อสุดๆ
“หา?” ฉู่ชิงกะพริบตา ความคิดหยุดนิ่งไปสองวินาที พอตั้งสติได้ก็รีบพูดว่า “รู้สิ รู้ แต่ว่า นั่นมันเกี่ยวอะไรกับการซ้อมละครของพวกนายด้วยล่ะ”
“จะไม่เกี่ยวได้ไงล่ะ ละครเรื่องนี้ของเราต่อต้านสงครามนะโว้ย!”
ฉู่ชิงเกาหัว เอาเถอะ เขาไม่เข้าใจจริงๆ นั่นแหละ สองเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกันจริงๆ เหรอเนี่ย
คุยกันไปมาก็เดินมาถึงหน้าห้องซ้อม ตาเฒ่าคนหนึ่งได้ยินเสียงฝีเท้า ก็เดินออกมาจากห้องเล็กๆ ที่อยู่ลึกสุดของระเบียงทางเดิน หลิวเย่เห็นก็หัวเราะทักว่า “คุณลุงครับ นี่เพื่อนนักเรียนผมเอง แวะมาดูน่ะครับ”
“ได้ๆ อย่าหักโหมนักล่ะ!” ตาเฒ่าเป็นคนใจดี ท่าทางเชื่องช้าเดินกลับเข้าไปในห้อง
หลิวเย่บอกว่า “นี่ลุงยามน่ะ แกใจดีมาก พวกเราซ้อมกันถึงกี่โมง แกก็จะรออยู่เป็นเพื่อนจนถึงตอนนั้นเลย”
ประตูบานนั้นหนาและหนักมาก เก็บเสียงได้ดีเยี่ยม อยู่ข้างนอกแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่พอดึงประตูเปิดออก เสียงต่างๆ ก็ดังสวนออกมาทันที
ฉินฮ่าวกำลังนอนคว่ำอยู่บนพื้น ข้างๆ มีเถียนเจิ้งนั่งยองๆ อยู่ ส่วนฉินไห่ลู่กับหลี่ซินอวี่นั่งท่องบทอยู่บนม้านั่ง พอเห็นประตูเปิดออก ทุกคนก็หันมามองแวบหนึ่ง แล้วก็หันกลับไปสนใจงานของตัวเองต่ออย่างไม่ใส่ใจ
ห้องนี้ค่อนข้างเล็ก น่าจะมีพื้นที่สักยี่สิบตารางเมตร พื้นไม้ก็เก่ามากแล้ว สีหลุดลอกเป็นหย่อมๆ ตามมุมห้องมีข้าวของเครื่องใช้ประกอบฉากวางระเกะระกะ มีเก้าอี้กลมวางล้อมอยู่ไม่กี่ตัว ตรงมุมห้องฝั่งประตูมีตู้ใบใหญ่วางอยู่ ติดกับโซฟาคู่ บนโซฟามีคนนั่งอยู่หนึ่งคน เป็นเด็กสาวที่ชื่อหยวนเฉวียน
ฉู่ชิงกวาดตามองรอบๆ นักเรียนรุ่นปี 96 แทบจะมาอยู่ที่นี่กันหมดแล้ว แถมยังมีผู้ชายอีกคนที่ไม่คุ้นหน้านั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ไอ้หลิวเย่หลอกล่อให้เขามาถึงที่นี่ได้แล้วก็ทิ้งเขาไว้ไม่สนใจ ถอดเสื้อคลุมออก หยิบบทละครขึ้นมา แล้วก็เริ่มต่อบทกับตั่งฮ่าว
ฉู่ชิงทำอะไรไม่ได้ เลยต้องยอมนั่งลงบนโซฟาตัวที่อยู่ใกล้ๆ ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ดูซะหน่อยแล้วกัน หยวนเฉวียนหันมาส่งยิ้มให้เขา แต่ไม่ได้พูดอะไร
ไอ้พวกละครเวทีเนี่ย เป็นเรื่องที่ไกลตัวเขามากจริงๆ เหมือนกับว่านักแสดงต้องแหกปากตะโกนกันจนหน้าดำหน้าแดง ทำหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ไม่มีฉากไหนที่พูดคุยกันดีๆ เลย
ดูเหมือนว่าหลิวเย่จะเป็นตัวเอก ยืนอยู่ตรงกลางเวที ฝั่งตรงข้ามคือฉินไห่ลู่
เขาใช้โทนเสียงทุ้มลึกที่แปลกหูอย่างมาก พูดว่า “เบสส์ ผมลืมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่บ้านเกิดของเราไม่ได้เลย ทุกครั้งที่เราทานมื้อเย็นเสร็จ หรือตอนเช้าที่เพิ่งตื่นนอน พอเปิดหน้าต่างออกไป ก็จะเห็นหมอกบางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ ผมลืมไม่ลงเลยจริงๆ ในวันฤดูร้อนที่แสงแดดแผดเผาทุ่งหญ้าจนกลายเป็นสีเหลืองทอง... กลิ่นหอมที่ผมได้กลิ่นตอนที่เดินเล่นกับคุณ...”
พูดๆ อยู่ ก็ชะงักไปเฉยๆ แล้วบอกอย่างเขินๆ ว่า “ท่อนนี้มันยาวไปน่ะ ลืมตลอดเลย”
ฉินไห่ลู่พูดปลอบใจว่า “ไม่เป็นไร เอาใหม่สิ”
“เบสส์ คุณยังจำได้ไหม ตอนที่เราเต้นรำกันบนทุ่งหญ้าใต้หมู่เมฆสีขาว ตอนนั้นคุณบอกกับผมว่า!”
รอบที่สอง เขาสามารถท่องบทได้จนจบ อารมณ์มาเต็ม ประโยคสุดท้ายคำว่า “บอกกับผมว่า” น้ำเสียงของเขาดังขึ้นอย่างฉับพลัน แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่ยังหลงเหลืออยู่
ฉินไห่ลู่ก็รับช่วงต่ออารมณ์ที่ค้างคาอยู่นั้น แล้วพูดต่อทันทีด้วยอารมณ์ที่อินกว่าเขาซะอีกว่า “ใช่ จอห์น ฉันจำได้ ตอนนั้นฉันยืนอยู่บนกองฟางแล้วตะโกนเสียงดังว่า จอห์น!”
ทักษะการพูดบทของทั้งสองคนพอๆ กัน เป็นภาษาจีนกลางที่ซ่อนสำเนียงภาคตะวันออกเฉียงเหนือเอาไว้ แต่การใช้ภาษากายของฉินไห่ลู่ดีกว่า ทำให้การแสดงดูมีมิติมากกว่า
ฉู่ชิงมองดูทั้งสองคนรับส่งบทกัน แล้วก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน พี่ชาย พี่สาวครับ พวกเราจำเป็นต้องพูดบทสนทนาที่น้ำเน่ายิ่งกว่าละครของฉงเหยาขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
ตัวละครในเรื่อง "ฝังศพไม่ลง" มีด้วยกันทั้งหมดยี่สิบกว่าคน แต่เมื่อคำนึงถึงจำนวนนักเรียนรุ่นปี 96 แล้ว ก็เลยต้องเอามาดัดแปลง ลดจำนวนตัวละครลงเหลือแค่สิบกว่าคน เขาไม่เคยได้ยินชื่อเรื่องนี้ในเวอร์ชันต้นฉบับเลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงเวอร์ชันดัดแปลงหรอก ตอนแรกก็รู้สึกว่ามันแปลกใหม่ดี แต่พอยิ่งดูก็ยิ่งน่าเบื่อ ไม่เข้าใจเอาซะเลย แต่จะแสดงออกไปตรงๆ ก็ไม่ได้ กลัวโดนด่า
ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ รวมถึงตั่งฮ่าวที่มีบทพูดแค่ไม่กี่ประโยค เจิงหลีที่แค่เดินโฉบไปมาบนเวที หรือแม้แต่หยวนเฉวียนที่ไม่มีบทบาทอะไรเลย ได้แต่นั่งดูอยู่ข้างๆ... ต่อให้เพื่อนร่วมชั้นจะแสดงโอเวอร์ หรือดูไม่เป็นธรรมชาติแค่ไหน ก็ไม่มีใครรู้สึกเลยว่านี่เป็นเรื่องน่าขบขัน
ตรงกันข้าม บนใบหน้าของพวกเขากลับเผยให้เห็นถึงความจริงจังและความกระหายอย่างรุนแรง ความกระหายต่อบทละครและต่อการแสดงที่บ้าคลั่งจนทำให้ฉู่ชิงแอบรู้สึกกลัว ราวกับผีเสื้อกลางคืนที่เพิ่งจะลอกคราบออกมาจากดักแด้ ทั้งที่รู้ว่าข้างหน้าคือเปลวเพลิงอันร้อนระอุ ก็ยังพุ่งชนเข้าไปอย่างไม่คิดชีวิต
ภายใต้บรรยากาศแบบนี้ เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกิน ไม่สามารถเข้ากับพวกเขาได้เลย
ซ้อมกันไปได้สักพัก หนิวชิ่งเฟิงที่เป็นหัวหน้าห้องก็ดูเวลาแล้วเห็นว่าสมควรแก่เวลา จึงลุกขึ้นบอกว่า “พอแล้ว พักกันก่อนเถอะ”
พวกตัวเอกอย่างหลิวเย่ก็หมดสภาพล้มตัวลงไปกองกับพื้นทันที เหงื่อท่วมตัว หูจิ้งรีบหยิบน้ำแร่เดินเข้าไปให้
“รุ่นพี่ช่วยชี้แนะหน่อยสิครับ เป็นไงบ้าง” ตอนนั้นเอง ตั่งฮ่าวก็หันไปถามเพื่อนนักเรียนชายแปลกหน้าคนนั้น
“จังหวะของพวกนายมันเร็วไปหน่อยน่ะ คนข้างล่างดูแล้วต้องรู้สึกว่ามันยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมดแน่...” ผู้ชายคนนั้นตอบกลับไปตรงๆ แสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
ตอนที่คนอื่นกำลังคุยกัน การมากระซิบกระซาบแบบนี้ถือว่าเสียมารยาทมาก แต่ฉู่ชิงก็อดทนไม่ไหวจริงๆ เขาเอามือป้องปากแล้วกระซิบถามเบาๆ ว่า “หมอนี่ใครอะ”
หยวนเฉวียนก็กระซิบตอบกลับมาว่า “รุ่นพี่ที่เหล่าตั่งพามาน่ะ ให้มาช่วยชี้แนะพวกเราหน่อย”
ฉู่ชิงตกใจแทบแย่ แม่งเอ๊ย ไอ้หลิวเย่ตอแหลชะมัด ดันเล่นมุกหลอกให้เขามาหาทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ามีคนคอยแนะนำอยู่ก่อนแล้ว
ผู้ชายคนนั้นพูดสั้นๆ พอพูดจบ เขาก็หันไปมองทางนั้น สายตาของตั่งฮ่าวก็หันมาทางนี้พอดี เขารีบกะพริบตาปริบๆ
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้แหละ พวกเราพักกันสักแป๊บแล้วค่อยแยกย้าย”
ตั่งฮ่าวถึงหน้าตาจะดูเถื่อนๆ แต่ก็ฉลาดเป็นกรด เขารู้ทันทีแล้วก็เบือนหน้าหนีอย่างแนบเนียน แถมยังช่วยพูดแก้ต่างให้อีก
“พรืด!” หยวนเฉวียนเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะ
ฉู่ชิงไม่ได้รู้สึกเขินอายเลยแม้แต่น้อย จู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า “เอ๊ะ เธอไม่แสดงเหรอ”
“ช่วงก่อนฉันไปถ่ายละครมาน่ะ เพิ่งกลับมา เลยมาไม่ทันตอนที่เขาคัดเลือกตัวละครกัน” คำพูดของเธอเยอะกว่าตอนที่บังเอิญเจอกันที่สถานีรถไฟตั้งเยอะ
“อ้อ” ฉู่ชิงพยักหน้า ความจริงเขาสังเกตเห็นแล้วล่ะว่าขาดเพื่อนนักเรียนจางไปคนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สนใจจะถามอะไร แล้วถามต่อว่า “ละครของพวกเธอตกลงมันเกี่ยวกับอะไรอะ ฉันไม่ค่อยเข้าใจเลย”
“ก็คือ...” หยวนเฉวียนชะงักไป เนื้อเรื่องของละครเรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เลยถามกลับไปว่า “นายไม่เข้าใจตรงไหนล่ะ”
“เอ่อ... คนพวกนี้ตายไปแล้วเหรอ”
“ใช่”
“แล้วทำไมถึงฟื้นขึ้นมาอีกล่ะ”
“ก็ไม่ได้ฟื้นหรอก แค่... แค่พวกเขาไม่ยอมตายต่างหาก”
ฉู่ชิงถามด้วยความสงสัยว่า “ทำไมถึงไม่ยอมตายล่ะ แค่เพราะสงครามเนี่ยนะ”
“อืม สงครามก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งน่ะ” หยวนเฉวียนคิดทบทวน แล้วพูดตามความเข้าใจของตัวเองว่า “ฉันคิดว่า เป็นเพราะในใจพวกเขายังมีห่วง ยังตัดใจจากครอบครัวไม่ได้ ยังตัดใจจากชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้ แถมยังรู้สึกว่าสงครามครั้งนี้มันคือเรื่องหลอกลวง ตัวเองตายอย่างไม่ยุติธรรม ก็เลยไม่ยอมถูกฝังกลบน่ะ”
“ความยึดติด...”
ฉู่ชิงรู้สึกคุ้นๆ กับคำคำนี้มาก เลยหัวเราะพลางพูดว่า “โดยทั่วไปแล้ว บ้านเราจะเรียกพวกนี้ว่า... ซอมบี้”
หยวนเฉวียนเลียริมฝีปาก นานๆ ทีจะชักสีหน้าใส่คนอื่น เธอหันหน้าหนี ขี้เกียจจะสนใจเขาแล้ว







