เฉียวอวี้เล่นปิงปองกับคนอื่นที่สนามกีฬาสักสองสามเกมจริงๆ ก่อนจะมาที่แผนกมัธยมปลาย
ที่จริงเฉียวอวี้อยากหาทีมสุ่มเล่นบาสเกตบอลสักสองสามเกม น่าเสียดายที่มีเพียงชั้นเรียนเดียวที่เรียนพละอยู่บนสนามบาสเกตบอล กลุ่มรุ่นน้องมัธยมต้นปีหนึ่งกำลังรุมล้อมลูกบาสเกตบอลกองหนึ่งแล้วเดาะ 'ปัง ปัง ปัง' อยู่ที่นั่น
จึงทำได้เพียงยอมถอยมารองลงมา พอถึงโต๊ะปิงปองริมสนามกีฬา เขาก็สุ่มเลือกโต๊ะมาตัวหนึ่ง แล้วประลองฝีมือกับรุ่นน้องมัธยมต้นปีหนึ่งที่กำลังเพลิดเพลินกับช่วงพักเบรกวิชาพละตอนบ่ายสักสองสามเกม
ได้ออกกำลังกายเล็กน้อย แถมยังได้สั่งสอนรุ่นน้องมัธยมต้นปีหนึ่งที่ชอบคุยโวสองคนนั้นเบาๆ ว่าควรทำตัวอย่างไร เฉียวอวี้ก็รู้สึกว่าทั้งร่างกายและจิตใจล้วนเบาสบายขึ้นมา
ก็ช่วยไม่ได้ คุณตาของเฉียวอวี้เป็นคนรักปิงปอง เคยได้รางวัลในการแข่งขันที่จัดขึ้นภายในกรมรถไฟ เป็นที่รู้จักพอสมควรในที่ทำงาน หลังเกษียณพอมีเวลาว่างก็จะพาเฉียวอวี้น้อยไปตีปิงปองที่ศูนย์กิจกรรมผู้สูงอายุ
นี่คงเป็นหนึ่งในกีฬาที่คนรุ่นคุณตาของเฉียวอวี้ชื่นชอบมากที่สุด ท้ายที่สุดแล้วกีฬาปิงปองนี้ก็มีสถานะที่พิเศษอย่างยิ่งในใจของคนรุ่นนั้นในหัวเซี่ย
เฉียวอวี้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว ประกอบกับคนรุ่นเก่าเวลาเล่นไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรมากมาย ช่วงสองปีนั้นเขาจึงได้เรียนรู้วิธีการเล่นแบบตุกติกที่ไม่น่าดูบนโต๊ะมาจากคุณตาและบรรดาเพื่อนตีปิงปองที่เกษียณแล้วของท่านมาเพียบ
อะไรอย่างเช่น ขโมยมุม ซ่อนลูกเสิร์ฟ สับหลอกตัดล่าง หยอดลูกสั้น ยุทธวิธีพลิกแพลง คุมเกมด้วยลูกหมุนต่อเนื่อง...
ต่อให้เจอยอดฝีมือตัวจริงก็ยังทำให้ฝั่งตรงข้ามปวดหัวได้สักพัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการสั่งสอนรุ่นน้องมัธยมต้นปีหนึ่งสองคนที่ชอบคุยโวว่าตัวเองเก่งแค่ไหนเลย แค่ทำให้รุ่นน้องสองคนรู้ล่วงหน้าว่าสังคมนี้โหดร้ายแค่ไหน พูดออกไปก็นับว่าเป็นบุญกุศลอันใหญ่หลวงแล้ว
ดังนั้นอารมณ์ของเฉียวอวี้จึงดีมากจริงๆ
จนกระทั่งเดินขึ้นมาถึงครึ่งทางของชั้นสอง จู่ๆ ก็มีคนเรียกไว้
"เทพเฉียว เทพเฉียว..."
"หม่าอวี่เฟยนี่เอง คนที่มากับนาย... ชื่ออะไรนะ อ้วนๆ หน่อย..."
"หลูเจีย"
"อ้อ ใช่แล้ว เขาไปไหนล่ะ"
"เขารอนายอยู่ที่บันไดอีกฝั่งน่ะ"
"ทำไมล่ะ มีธุระกับฉันเหรอ"
พอได้ยินประโยคนี้ เฉียวอวี้ก็เกิดความสนใจขึ้นมา เขามองหม่าอวี่เฟยที่ยืนอยู่ตรงช่องบันไดแล้วถามด้วยความอยากรู้
พูดกันตามตรง เฉียวอวี้ค่อนข้างชอบรุ่นพี่รูปร่างสูงผอมคนนี้ หรือจะพูดให้ถูกคือเฉียวอวี้ชอบนายทุนทุกคนที่จ่ายเงินแบบไม่มัวโอ้เอ้
"อืม ที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ถ้าในชั้นเรียนโอลิมปิกคณิตศาสตร์ของพวกเรามีคนถามว่าก่อนหน้านี้พวกเราไปรู้จักกันได้ยังไง นายช่วยบอกว่ารู้จักกันตอนตีปิงปองด้วยกันได้ไหม ห้ามบอกเด็ดขาดเลยนะเรื่องที่ไปหาโจทย์คณิตศาสตร์ในร้านเน็ตนั่นน่ะ"
เฉียวอวี้มองหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันและใบหน้าที่แดงก่ำของหม่าอวี่เฟย ในใจก็พอจะเดาออก เขาเอื้อมมือไปตบไหล่หม่าอวี่เฟยแล้วพูดอย่างมีน้ำใจว่า "พูดอะไรอย่างนั้น พวกเราก็รู้จักกันตอนตีปิงปองอยู่แล้วนี่ ตีกันตรงโต๊ะข้างสนามกีฬานั่นไง ฉันยังกะว่าจะเรียนเทคนิคจากพวกนายอยู่เลย"
ที่เขาว่าคำพูดดีๆ หนึ่งประโยคทำให้อบอุ่นไปถึงสามฤดูหนาวคืออะไร นี่แหละคือสิ่งนั้น
พอได้ยินคำพูดนี้ของเฉียวอวี้ หม่าอวี่เฟยก็คลายคิ้วลงทันที แล้วพูดอย่างซาบซึ้งใจว่า "พี่น้องที่ดี!"
เฉียวอวี้พยักหน้า พูดอย่างใส่ใจว่า "เรื่องเล็กน้อยทั้งนั้น เอาอย่างนี้ ฉันจะเดินเตร่ไปรอบๆ ตึกสักรอบ นายรีบไปเรียกหลูเจียเข้าห้องเรียนไปก่อน เดี๋ยวฉันค่อยตามเข้าไป ขืนฉันเข้าห้องไปก่อนพวกนาย ฉันกลัวเพื่อนร่วมชั้นจะเข้าใจผิด"
คำพูดประโยคนี้แทบจะทำให้น้ำตาของหม่าอวี่เฟยร่วงหล่นลงมา เขารู้สึกเพียงว่าเฉียวอวี้ใส่ใจยิ่งกว่าพ่อแม่ของเขาเสียอีก จึงรีบพูดด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ขอบคุณมากนะเทพเฉียว เอาไว้งี้ เดี๋ยวเย็นนี้ฉันเลี้ยงข้าว"
เฉียวอวี้ยิ้มแล้วบอกว่า "คนกันเองพูดแบบนี้ก็ไม่น่าสนุกแล้ว ถ้านายรู้สึกเกรงใจจริงๆ มื้อนี้ก็จดไว้ก่อน เอาไว้ตอนที่เราไปสอบรอบคัดเลือกโอลิมปิกวิชาการที่ตัวเมืองนายค่อยเลี้ยงก็ยังไม่สาย"
"ได้ งั้นตกลงตามนี้นะ! ถึงตอนนั้นฉันจะเลี้ยงมื้อใหญ่เลย!" หม่าอวี่เฟยรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
"รีบไปเถอะ" เฉียวอวี้ชักมือที่วางบนไหล่ของหม่าอวี่เฟยกลับมาแล้วเอ่ยเร่ง
"อืม พวกเราวิ่งเร็วหน่อย สามนาทีก็ถึงห้องเรียนแล้ว"
"โอเค รอพวกนายนะ"
มองส่งหม่าอวี่เฟยวิ่งลงบันไดไป เฉียวอวี้ก็ยิ้มออกมา เขาตัดสินใจเดินทอดน่องไปที่ชั้นสอง กะว่าจะไปเดินเล่นที่ห้องพักของอาจารย์หลานสักรอบก่อน แล้วค่อยไปเข้าเรียนพร้อมกับหลานเจี๋ย
หลักการทำตัวของเฉียวอวี้ก็คือไม่ว่าจะเลือกเป็นคนดีหรือคนเลว ก็ต้องทำอย่างตรงไปตรงมาให้ถึงที่สุด การทำครึ่งๆ กลางๆ ไม่เพียงแต่ไม่สนุก แต่มักจะนำความยุ่งยากมาให้ด้วย ทว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่คุณตาสอนเขา แต่เป็นข้อสรุปที่เขาได้จากการสังเกตในชีวิตประจำวัน
ประตูห้องพักอาจารย์ของหลานเจี๋ยเปิดกว้างอยู่ เฉียวอวี้ชะโงกหน้ามองที่หน้าประตู อาจารย์หลายคนในห้องพักกำลังพูดคุยกันอยู่
เฉียวอวี้กำลังลังเลว่าควรจะเข้าไปทักทายคนดีคนนั้นดีหรือไม่ หลานเจี๋ยก็หันหน้ามาเห็นเขาพอดี จึงกวักมือเรียก
"เฉียวอวี้ เธอทำอะไรอยู่ตรงนั้น เข้ามาสิ"
หลบไม่ได้แล้ว เฉียวอวี้จึงเดินเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของอาจารย์คนอื่นๆ
"สวัสดีครับอาจารย์หลาน"
"อืม เมื่อตอนกลางวันอาจารย์หยวนของพวกเธอโทรมาหาฉันโดยเฉพาะเพื่อชมเธอเลยนะว่าสอบวิชาภาษาจีนได้ดีมาก บอกว่าเรียงความของเธอได้คะแนนเต็มเลยล่ะ"
เฉียวอวี้ยิ้มอย่างเขินอาย มีคนอื่นช่วยคุยโวให้แล้ว ตัวเขาเองก็ไม่ต้องคุยโวอีก อยู่เงียบๆ ไว้ก็ดีแล้ว
"อาจารย์หลาน นี่คือเด็กอัจฉริยะที่คุณพูดถึงสินะ วันนี้ได้เจอตัวจริงสักที" อาจารย์อีกคนที่สวมแว่นตาซึ่งอยู่ข้างๆ หลานเจี๋ยพูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ใช่ครับอาจารย์ชิว เจ้าเด็กนี่เก่งมากเลยนะ เอาล่ะ พวกคุณคุยกันไปก่อนนะ ผมจะไปสอนแล้ว ไปเถอะเฉียวอวี้" ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ หลานเจี๋ยยิ้มพูดประโยคหนึ่ง หยิบสมุดโน้ตที่เตรียมไว้แล้วลุกขึ้นยืน
"ฮ่าๆ... เหล่าหลาน พวกเราไม่แย่งกับคุณหรอก ไม่ต้องปิดบังหวงแหนขนาดนั้นก็ได้"
เฉียวอวี้เดินนำหน้าหลานเจี๋ย ได้ยินเสียงหัวเราะที่มีความเปรี้ยวอมขมกลืนแฝงอยู่ในความสนุกสนานดังมาจากข้างหลัง น่าเสียดายที่ตอนอาจารย์หลานเดินออกจากห้องพักก็ดึงประตูปิดตามหลัง ซึ่งมันมีประสิทธิภาพในการเก็บเสียงดีเยี่ยม
"อาจารย์มัธยมปลายทุกคนก็ค่อนข้างดีเลยนะครับ" เฉียวอวี้เอ่ยวิจารณ์
"โอ๊ะ? ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะ" หลานเจี๋ยถามด้วยความอยากรู้
"ก็ชอบพูดความจริงดีครับ" เฉียวอวี้ตอบ
"หืม? ฮ่าๆ..."
หลานเจี๋ยอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเจ้าเด็กนี่จะพูดล้อเล่นกับเขา นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีทีเดียว
หลังจากหัวเราะเสร็จ หลานเจี๋ยก็ดึงหนังสือเล่มหนึ่งออกจากกระเป๋าที่ใส่สมุดโน้ตแล้วยื่นให้เฉียวอวี้ ตรงหน้าปกหนังสือยังมีปากกาหมึกซึมเหน็บอยู่หนึ่งด้าม
พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ให้เธอนะ เดี๋ยวตอนที่เธอฟังฉันสอนโจทย์ตัวอย่างในห้องเรียน ถ้าเธอทำเป็นแล้วก็ไม่ต้องฟัง ให้ตั้งใจเขียนไปอย่างน้อยสิบหน้า พอเลิกเรียนก็เอามาให้ฉันตรวจ ถ้าเขียนไม่ดีก็เขียนต่อไป ฉันเตรียมไว้ให้เธอเยอะเลย"
เฉียวอวี้รับหนังสือมาดูแวบหนึ่ง สีหน้าก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน...
"สมุดคัดลายมือ? ไม่มั้งครับอาจารย์หลาน อาจารย์เอาจริงดิ"
"ไม่งั้นล่ะ ตัวหนังสือของเธอมันเขียนออกมายังกับไก่เขี่ย สู้เด็กประถมก็ไม่ได้ ใกล้จะถึงการสอบเข้ามัธยมปลายอยู่แล้วเธออยากโดนหักคะแนนความสะอาดของกระดาษคำตอบหรือไง ขอโทษด้วยนะที่ทำให้เธอสะเทือนใจ แต่เมื่อกี้เธอก็พูดเองนี่ว่าอาจารย์มัธยมปลายชอบพูดความจริงมากที่สุด"
เฉียวอวี้ถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกเหมือนได้ตระหนักถึงสัจธรรมชีวิตอีกข้อหนึ่งว่า พวกที่ชอบประจบสอพลอมักจะต้องเจอเรื่องซวยๆ เสมอ
หลานเจี๋ยมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เต็มใจของเฉียวอวี้ แล้วเอ่ยเกลี้ยกล่อมว่า "ยังไงก็ต้องฝึกคัดลายมือหน่อย ไม่ใช่แค่เพื่อรับมือกับการสอบหรอกนะ แล้วก็อย่าคิดว่ายุคอินเทอร์เน็ตอะไรๆ ก็เป็นอิเล็กทรอนิกส์ไปหมดแล้วเลยไม่ต้องเขียนหนังสือให้สวยก็ได้!
ลองคิดดูสิว่าเผื่อวันข้างหน้าเธอได้เป็นศาสตราจารย์ใหญ่หรือเป็นบุคคลสำคัญในวงการอื่น หาเงินได้ตั้งมากมาย มีโอกาสให้เธอต้องจับปากกาเขียนหนังสืออีกเยอะแยะ ถึงตอนนั้นเขียนตัวหนังสือออกมาเหมือนเด็กประถม เธอจะไม่อายเหรอ"
เฉียวอวี้กะพริบตา แล้วถามกลับด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง "ผมผ่านความพยายามต่อสู้ดิ้นรนจนกลายเป็นบุคคลสำคัญ หาเงินได้ตั้งมากมายแล้ว ยังจะต้องมาใส่ใจว่าคนอื่นจะหัวเราะเยาะว่าผมเขียนหนังสือทุเรศอีกเหรอ งั้นผมก็ประสบความสำเร็จเสียเปล่าสิครับ"
หลานเจี๋ยถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ จึงเลือกที่จะงัดเอาความน่าเกรงขามของการเป็นครูบาอาจารย์ออกมาใช้โดยไม่ลังเล และตวาดไปว่า "อย่าพูดจาไร้สาระ ให้เธอคัดลายมือเธอก็คัดไปเถอะ!"
อย่างที่คิดไว้เลย ครูบาอาจารย์น่ะจะไปทำตัวเป็นเพื่อนกับพวกที่ชอบได้คืบจะเอาศอกไม่ได้ คนดีศรีสังคมก็คิดในใจเช่นกัน







