หากเป็นเมื่อก่อน เฉียวอวี้ย่อมไม่มีความสนใจในเรื่องการแบ่งปันประสบการณ์การทำข้อสอบแบบนี้อย่างแน่นอน
แต่ในเมื่อสามารถไปแบ่งปันให้เพื่อนร่วมชั้นที่ห้อง 1 ได้ เฉียวอวี้คิดทบทวนในหัวครู่หนึ่ง แล้วจึงตอบตกลงไป
ด้านหนึ่งสามารถทำให้เซี่ยเข่อเข่อดีใจได้ อีกด้านหนึ่งก็สามารถทำให้เขาดีใจได้เช่นกัน
วันนั้นที่หน้าประตูห้อง 1 การได้เพลิดเพลินกับความรู้สึกที่ถูกเด็กหนุ่มที่ชื่อสวีอะไรสักอย่างจ้องมองด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย มันรู้สึกสะใจดีทีเดียว
การได้รับเชิญจากครูของอีกฝ่ายให้ไปแบ่งปันเคล็ดลับการสอบให้ทุกคนฟังในห้องเรียนช่วงเวลาเรียน น่าจะยิ่งสะใจกว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้านั่นจะโมโหจนอกแตกตายหรือไม่
อันที่จริงเฉียวอวี้ชอบชื่นชมท่าทีของคนที่หมั่นไส้เขา แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้มาโดยตลอด ไม่ใช่แค่ในชีวิตจริง ในเกมก็เช่นกัน เมื่อเขาหยิบปืนขึ้นมา แล้วตบสตรีมเมอร์ฝั่งตรงข้ามที่สวมอุปกรณ์สุดหรูจนร้องโอดครวญกลางไลฟ์สด เขาจะรู้สึกมีความสุขมาก
แน่นอนว่า ในฐานะคนที่มีจรรยาบรรณวิชาชีพ เมื่อคนเหล่านี้ยินดีจ่ายเงินเพื่อรังแกเขา เขาจะวางความสุขนี้ลง แล้วหันไปเพลิดเพลินกับความสุขในการทำเงินแทน ทำงานเดียว ได้ความสุขสองต่อ
หากไม่ใช่เพราะการปรากฏตัวของหลานเจี๋ย ที่ทำให้เขาตัดสินใจลองเดินอีกเส้นทางหนึ่งดู เฉียวอวี้คงจะยืนหยัดทำอาชีพนั้นต่อไปจนกว่าจะเล่นไม่ไหว
ดังนั้นเพื่อความสุขนี้ ครั้งนี้เฉียวอวี้ถึงกับไม่เอ่ยเรื่องเงินกับครู ชั่วขณะหนึ่งเฉียวอวี้ถึงกับรู้สึกว่าอุดมการณ์ของตนได้รับการยกระดับขึ้นแล้ว
การแบ่งปันโดยไม่หวังผลตอบแทน เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่
หยวนหยวนย่อมไม่รู้ถึงรสนิยมแย่ ๆ ของเฉียวอวี้ เพียงรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจมาก ท้ายที่สุดลูกศิษย์ของตัวเองก็ได้ดิบได้ดีแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ เดี๋ยวฉันนัดเวลากับครูซิงเรียบร้อยแล้วจะแจ้งให้เธอทราบ การสอบที่เหลือก็ตั้งใจสอบให้ดีล่ะ! จริงสิ ฝึกคัดลายมือด้วย กระดาษคำตอบวิชาภาษาจีนของเธอโดนหักคะแนนความสะอาดไปสามคะแนน!”
“อ้อ”
……
ช่วงบ่ายสอบวิชาคณิตศาสตร์ เป็นข้อสอบย่อยประเภทปรนัยและเติมคำในช่องว่าง ซึ่งเป็นข้อสอบที่ถ้าไม่ระวังก็จะทำถูกได้ง่าย ๆ
วิชานี้มีความพิเศษในตัวมันเองอยู่แล้ว คนที่เรียนรู้เรื่อง ก็จะรู้สึกว่าง่าย ส่วนคนที่เรียนไม่รู้เรื่อง ก็จะยากราวกับปีนขึ้นสวรรค์
ในมุมมองของเฉียวอวี้ เมื่อเทียบกับวิชาภาษาจีนแล้ว จุดที่สมบูรณ์แบบที่สุดของวิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่การไม่จำเป็นต้องเขียนตัวหนังสือยาวเหยียดเอะอะเหมือนกับตอนสอบวิชาสายศิลป์
วิชาภาษาจีน 120 นาที เฉียวอวี้เขียนเรียงความเสร็จก็เหลือเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง ส่วนวิชาคณิตศาสตร์นั้นใช้เวลาเพียงสี่สิบนาที ก็ตอบคำถามเสร็จหมดทุกข้อแล้ว ที่ใช้เวลามากที่สุดคือข้อสอบคำนวณไม่กี่ข้อนั้น
แต่ต่างจากตอนสอบวิชาภาษาจีน ครูคุมสอบหนึ่งในสองคนยืนดูเขาทำข้อสอบอยู่ข้างโต๊ะของเฉียวอวี้ตลอด โดยไม่ขยับไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว
คอยเฝ้าดูเฉียวอวี้ทำข้อสอบจนเสร็จทั้งหมดจริงๆ
เมื่อเห็นเฉียวอวี้แก้โจทย์ข้อสุดท้ายเสร็จ วางกระดาษคำตอบสองแผ่นไว้ข้าง ๆ แล้วเตรียมจะฟุบหลับ ก็ยังเป็นฝ่ายก้มตัวลงถามเบา ๆ ว่า “ไม่ตรวจทานสักหน่อยเหรอ”
“ไม่ต้องครับ คะแนนเต็ม” เฉียวอวี้ตอบกลับด้วยความมั่นใจมาก
ครูยิ้ม “แล้วเธอจะยังอยู่ในห้องสอบทำไมล่ะ ไม่ส่งข้อสอบเหรอ”
“วันนี้วันจันทร์ เดี๋ยวต้องไปชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการครับ”
“ไม่เป็นไร นี่ก็บ่าย 3 โมง 40 กว่านาทีแล้ว เธอส่งข้อสอบก่อนแล้วค่อยตรงไปรอที่ห้อง 302 ก็ได้ วันจันทร์ห้องเรียนไม่มีกิจกรรม ว่างอยู่”
นี่คือครูคุมสอบที่มาจากฝั่งมัธยมปลายงั้นหรือ หน้าตาของเหล่าหลานช่างกว้างขวางเสียจริง
เฉียวอวี้รำพึงในใจ จากนั้นก็ลุกขึ้นส่งข้อสอบอย่างว่าง่าย แล้วเดินออกจากห้องเรียนไป
แม้เขาจะไม่มีนิสัยส่งข้อสอบก่อนเวลา แต่ในเมื่อครูเป็นฝ่ายร้องขอเองมันก็ต่างออกไป
ทว่าเฉียวอวี้ก็ไม่ได้ตั้งใจจะไปฝั่งมัธยมปลาย ข้างนอกฝนเหมือนจะหยุดตกแล้ว เพียงแต่ท้องฟ้ายังมืดครึ้ม พอดีให้ไปยืดเส้นยืดสายที่สนามสักหน่อย
……
ครูคุมสอบพูดไม่ผิด ห้องเรียนอิเล็กทรอนิกส์ 302 ช่วงบ่ายไม่มีการเรียนการสอน หลังเลิกเรียนคาบที่เจ็ดตอนสี่โมงเย็น นักเรียนชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการก็ทยอยกันมาที่ห้องเรียนแล้ว
ตามตารางเรียนของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่ง คาบที่แปดและคาบที่เก้าโดยทั่วไปจะเป็นคาบศึกษาด้วยตนเอง ต้องเรียนตั้งแต่สี่โมงสิบนาทีไปจนถึงห้าโมงสี่สิบนาที ผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการจะไม่ต้องเข้าเรียนสองคาบนี้ในทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์
ดังนั้นตราบใดที่ครูประจำชั้นของแต่ละห้องไม่ได้นัดหมายอะไรเป็นพิเศษ ทันทีที่เลิกเรียนคาบที่เจ็ด ส่วนใหญ่พวกเขาก็จะตรงมาที่ห้อง 302 เลย
หากโจทย์ที่ทิ้งไว้เมื่อคาบที่แล้วยังคิดไม่ออก ก็พอดีสามารถนำมาถกเถียงกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการได้
โดยเฉพาะวันนี้ มีนักเรียนมาถึงก่อนเวลาค่อนข้างเยอะทีเดียว
“นี่ หม่าอวี่เฟย หลูเจีย มานี่สิ มานี่”
วันนี้หม่าอวี่เฟยและหลูเจียสองคนมาค่อนข้างเช้าเช่นกัน เพิ่งเดินเข้าห้องเรียนมาก็ถูกเพื่อนนักเรียนหลายคนที่กำลังคุยกันอยู่ในห้องเรียกเอาไว้
ผู้ที่เข้าร่วมการติวโอลิมปิกวิชาการส่วนใหญ่คือนักเรียนม.4 และม.5 เนื่องจากทุกคนอยู่คนละชั้นปีและคนละห้อง ดังนั้นนอกจากคาบเรียนโอลิมปิกวิชาการสัปดาห์ละสามคาบแล้ว โดยปกติชีวิตการเรียนก็ไม่ค่อยได้เกี่ยวข้องกันนัก และไม่ได้พูดคุยกันมากนัก
นาน ๆ ทีเมื่อมาถึงก่อนเวลา เวลาคุยเรื่องอะไรสักเรื่อง โดยทั่วไปก็จะจับกลุ่มกันตามห้องเรียน ต่างคนต่างมีกลุ่มเพื่อนของตัวเอง
ในวันธรรมดาหม่าอวี่เฟยกับหลูเจียตัวติดกันตลอดเวลา ก็เพราะทั้งสองคนอยู่ห้องเดียวกัน
อย่างวันนี้ การที่นักเรียนม.5 หลายคนเป็นฝ่ายเรียกพวกเขาเข้าไปหาถือเป็นครั้งแรกเลย
“มีเรื่องอะไรเหรอ” ทั้งสองคนเดินเข้าไป แล้วเอ่ยถาม
คนที่เรียกพวกเขาไปคือหนึ่งในสองนักเรียนหญิงเพียงสองคนของชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการ ชื่อหลัวหยาถง นักเรียนหญิงในชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการนั้นมีน้อยอยู่แล้ว ดังนั้นทุกครั้งที่เข้าเรียน ข้างกายทั้งสองคนก็มักจะมีนักเรียนชายหลายคนรายล้อมอยู่เสมอ
ไม่ใช่ว่าหม่าอวี่เฟยกับหลูเจียไม่อยากเข้าไปผสมโรงด้วย หลัก ๆ เป็นเพราะไม่ได้อยู่ชั้นปีเดียวกัน จะฝืนเข้าไปตีสนิทก็ใช่ที่
คนหนุ่มสาวน่ะนะ ล้วนรักศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น
“ก็เฉียวอวี้เมื่อคาบที่แล้วน่ะ พวกนายสองคนไปรู้จักกับเขาก่อนหน้านี้ได้ยังไงเหรอ” ยังคงเป็นหลัวหยาถงคนที่เพิ่งออกปากเรียกทั้งสองคนมาเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาถามขึ้น
แน่นอนว่าคนอื่น ๆ ที่ยืนล้อมอยู่รอบข้างก็อยากรู้มากเช่นกัน
พูดตามตรง คาบที่แล้วนักเรียนชั้นเรียนโอลิมปิกวิชาการจำนวนไม่น้อยโดนทำลายความมั่นใจเข้าจริงๆ ทว่าเมื่อวันศุกร์อาจารย์หลานสอนเสร็จก็เรียกเฉียวอวี้ออกไปทันที จึงไม่มีโอกาสสืบประวัติของเฉียวอวี้ เมื่อกี้ตอนที่คุยกัน มีคนนึกขึ้นได้ว่าตอนที่หม่าอวี่เฟยเดินเข้ามาได้ทักทายเฉียวอวี้ จึงเกิดเหตุการณ์ในตอนนี้ขึ้น
“เฉียวอวี้เหรอ อาจารย์หลานก็บอกแล้วไม่ใช่หรือไง ก็เด็กม.3 ฝั่งตรงข้ามไง ก่อนหน้านี้พวกเราก็แค่ เอ้อ เคยตีปิงปองด้วยกันคุยกันไม่กี่ประโยคก็รู้จักกันแล้ว ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเขาจะเก่งคณิตศาสตร์ขนาดนี้” หลูเจียชิงตอบตัดหน้าหม่าอวี่เฟย
หม่าอวี่เฟยหันหน้าไปมองหลูเจียแวบหนึ่ง ไม่ได้ปริปากพูดอะไร ถือเป็นการยอมรับคำตอบนี้โดยปริยาย
ตอนแรกที่ไปร้านอินเทอร์เน็ตเพื่อหาคำตอบ ถึงขั้นยอมจ่ายเงินซื้อคำตอบของเฉียวอวี้ ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าแค่อยากจะอวดเก่งในห้องเรียนก็เท่านั้น และก็เป็นเพราะคำตอบที่ไปซื้อจากเฉียวอวี้ครั้งแรกมันถูกต้องเป๊ะ จนได้รับคำชมจากอาจารย์หลานในห้องเรียน ถึงได้มีเรื่องราวของการไปหาเฉียวอวี้ในครั้งต่อ ๆ มา
ทั้งหมดเป็นเพราะความรักศักดิ์ศรีบ้า ๆ บอ ๆ ก่อเรื่องแท้ ๆ
ขืนพูดความจริงตอนนี้ ก็เสียหน้าแย่สิ
คนหนุ่มสาวมักจะเกิดความเข้าใจผิดไปเองโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยครั้ง โดยคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลางและจุดสนใจของโลก จึงให้ความสำคัญกับหน้าตามากกว่าสิ่งใดเป็นธรรมดา เอาล่ะ อันที่จริงก็ไม่ใช่แค่คนหนุ่มสาวหรอก คนวัยกลางคนจำนวนมากก็ยังไม่เข้าใจเหตุผลที่ว่าหน้าตามันกินไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
ส่วนเหตุผลที่ว่าการโกหกมักจะต้องแลกมาด้วยบทเรียนที่ราคาแพงกว่านั้นยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะเข้าใจ
“อ้อ ตีปิงปองสินะ” หลัวหยาถงมองทั้งสองคนอย่างคลางแคลงใจ ดูท่าทางไม่ค่อยจะเชื่อนัก
แม้โต๊ะปิงปองของโรงเรียนจะอยู่รวมกันจริงๆ และไม่ว่าจะเป็นมัธยมต้นหรือมัธยมปลายก็มักจะไปเล่นด้วยกันที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง แต่นี่มันออกจะบังเอิญเกินไปหน่อย
“ใช่ เขาเองก็ชอบตีปิงปอง เจอกันสองสามครั้งก็รู้จักกันแล้ว” หม่าอวี่เฟยรีบพูดสนับสนุนขึ้นมาประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ดึงหลูเจีย “ไป เอาสมุดแบบฝึกหัดไปเก็บ แล้วไปเข้าห้องน้ำกันเถอะ”
อุดมการณ์ต่างกัน ย่อมไม่อาจร่วมทางกันได้







