เมื่อมาเยือนเทือกเขาแห่งนี้อีกครั้ง เขาพบว่าแม้ตัวเองจะเคยมาแล้วหนหนึ่ง แต่พอมาอีกคราก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเรือนเล็กหลานอินที่สวินหลานอินพำนักอยู่นั้นคือแสงสว่างจุดใดกันแน่
ท่ามกลางสายหมอกมีแสงสว่างเป็นจุดๆ พวกมันคล้ายจะแปรเปลี่ยนเคลื่อนไหวได้ ทว่าก็ดูราวกับไม่มีอยู่จริง คล้ายดังภาพลวงตา
เขามั่นใจได้เลยว่าทิศทางที่ตนเองจดจำเอาไว้ไม่มีประโยชน์อันใดเลย
กระเรียนขาวร่อนลงเบื้องล่าง จ้าวฟู่อวิ๋นตามติดอยู่เบื้องหลัง
เขามองเห็นแสงสว่างจุดหนึ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ลานเรือนน้อยท่ามกลางแสงสว่างค่อยๆ ปรากฏรูปร่างจากเลือนรางกลายเป็นชัดเจน เขาลงมาอยู่หน้าประตูเรือนเล็กหลานอินอีกครั้ง
ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแผ่วเบา
เมื่อเดินเข้าไปและผ่านลานเรือนน้อย เขาก็มองเห็นคนสองคนนั่งอยู่ภายในห้อง คนแรกคือสวินหลานอินผู้สวมมาลัยนักพรตสีแดงและสวมชุดนักพรตสีดำขลับ
ส่วนอีกคนหนึ่งคืออาจารย์เต๋าผู้สอนวิชามรรคาสรรพาวุธ อวี๋เฉินกวง เขาฟังการบรรยายธรรมของอีกฝ่ายมาเนิ่นนาน ย่อมต้องรีบก้าวเข้าไปทำความเคารพ จากนั้นจึงทำความเคารพสวินหลานอิน
พวกเขาทั้งสองคนนั่งอยู่และมองมาที่จ้าวฟู่อวิ๋น สวินหลานอินกล่าวขึ้นว่า "ศิษย์พี่ อู้เจ๋อคือสถานที่ที่เขารับตำแหน่งเป็นศึกษาธิการ ที่ข้าออกมาได้อย่างราบรื่น เขาก็ออกแรงช่วยไปไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ"
ยามอวี๋เฉินกวงมองคน สายตาพินิจพิเคราะห์นั้นราวกับกำลังมองดูวัสดุวิเศษ ดูคล้ายกับกำลังมองว่าจ้าวฟู่อวิ๋นจัดอยู่ในวัสดุประเภทใด
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความรู้สึกของจ้าวฟู่อวิ๋นเท่านั้น เพราะเขาเคยฟังการสอนของอวี๋เฉินกวง และนึกถึงคำพูดหนึ่งที่อวี๋เฉินกวงมักกล่าวอยู่เสมอ นั่นคือหากปรารถนาจะหลอมอาวุธ ต้องเลือกวัสดุเสียก่อน และการเลือกวัสดุก็จำเป็นต้องแยกแยะวัสดุให้เป็น
"อืม ที่เจ้ามาฟังการบรรยายของข้าก็เพื่อที่จะหลอมอาวุธวิเศษใช่หรือไม่?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถาม
"ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์อวี๋" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบอย่างชัดเจน
"เช่นนั้นดูท่าเจ้าคงมิใช่คนในสายมรรคาสรรพาวุธของข้าสินะ" อวี๋เฉินกวงกล่าวด้วยความเสียดายเล็กน้อย "เจ้าเอาวัสดุวิเศษของเจ้าออกมาให้ดูเสียหน่อยสิ ข้าจะดูว่าจะสามารถหลอมเป็นของวิเศษอันใดได้บ้าง"
จ้าวฟู่อวิ๋นปรายตามองสวินหลานอินแวบหนึ่ง สวินหลานอินไม่ได้แสดงท่าทีอันใดมากนัก เพียงแค่รินน้ำชาเพิ่มลงในถ้วยของอวี๋เฉินกวง
ดังนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นจึงหยิบถุงใบเล็กที่ตุงเป่งและมีสีเทาหม่นออกมาจากอกเสื้อของตน
"เจ้าควรจะมีถุงวิเศษเฉียนคุนสำหรับเก็บซ่อนสรรพสิ่งที่ดีกว่านี้สักหน่อยถึงจะถูกนะ" อวี๋เฉินกวงกล่าวพลางหัวเราะ
ไม่ใช่ว่าจ้าวฟู่อวิ๋นไม่อยากได้ แต่ถุงวิเศษที่ดีหน่อยนั้น หลังจากเก็บของแล้วจะมีน้ำหนักเบา ทั้งยังไม่ดูโป่งพอง มองดูแล้วสวยงามและมีขนาดเล็ก เวลาห้อยไว้กับตัวจะเหมือนกับถุงหอม ซึ่งมันมีราคาแพงมาก
เขานำของที่อยู่ข้างในออกมาอย่างระมัดระวัง แต่อวี๋เฉินกวงกลับส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "มีของดี แต่กลับไม่มีของดีเอาไว้เก็บรักษา ระวังจะทำแตกพังเสียหมดล่ะ"
จ้าวฟู่อวิ๋นมิได้ส่งเสียงอันใด เพียงแค่วางของลงบนโต๊ะ
อวี๋เฉินกวงเพียงแค่มองดู จนกระทั่งท้ายที่สุด จ้าวฟู่อวิ๋นก็เก็บมุกเสวียนช่าเอาไว้มิได้นำออกมา ส่วนของอื่นๆ ล้วนนำออกมาจนหมดสิ้น
ดวงตาทั้งสองข้างของอวี๋เฉินกวงทอประกายวาววับเล็กน้อย คล้ายกับว่าพอเห็นวัสดุวิเศษ เขาก็เกิดความคิดที่จะนำพวกมันมาหลอมเป็นของวิเศษขึ้นมา
"เจ้าอยากหลอมสิ่งใด?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถาม
"ศิษย์อยากหลอมตะเกียงวิเศษสักดวงหนึ่งขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"เจ้ารู้จักวัสดุวิเศษเหล่านี้หรือไม่?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถาม
"แต่เดิมไม่รู้จัก แต่หลังจากได้ฟังการบรรยายของท่านอาจารย์อวี๋ ก็พอจะรู้จักอยู่บ้างขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"เจ้าลองว่ามาสิ" อวี๋เฉินกวงคล้ายมีความตั้งใจที่จะทดสอบ
"นี่คือหญ้าหนวดมังกร ทรายดารา ทองบริสุทธิ์ ไม้จันทน์ เส้นผมผี และหนวดของปีศาจตะขาบขอรับ" ส่วนอย่างอื่นจ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่รู้จักแล้ว
อวี๋เฉินกวงยื่นมือไปหยิบขวดเล็กขวดน้อยเหล่านั้นขึ้นมาดูอย่างละเอียด แล้วกล่าวว่า "น้ำมันเงือก"
เขาหยิบของสีดำทะมึนออกมาอีกชิ้นหนึ่ง เปิดออกดมดู แล้วกล่าวว่า "เลือดวิญญาณร้าย"
"เลือดมังกรถัว"
"หินในสายลม"
"ดินวิญญาณ"
จ้าวฟู่อวิ๋นมองเขาแยกแยะสิ่งของทีละอย่างๆ พร้อมกับจดจำเอาไว้อย่างตั้งใจ
"ของของเจ้าเหล่านี้ ว่ากันตามตรงล้วนเป็นของที่ไม่เลวเลยทีเดียว ทว่าเจ้าต้องการหลอมตะเกียง มันกลับไม่ค่อยเข้ากันเท่าใดนัก จำเป็นต้องให้ข้าเป็นผู้จัดสรรให้ เจ้าเต็มใจที่จะมอบพวกมันทั้งหมดให้ข้า เพื่อให้ข้าช่วยเจ้าหลอมมันขึ้นมาหรือไม่?" อวี๋เฉินกวงกล่าว
"เต็มใจขอรับ" ตั้งแต่จ้าวฟู่อวิ๋นได้ฟังการสอนของเขา ก็ยิ่งล่วงรู้ถึงความยากลำบากในการหลอมอาวุธ หากเพียงแค่หลอมอาวุธวิเศษระดับธรรมดา เขาก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย แต่หากต้องการหลอมของวิเศษ มันก็มีขั้นตอนที่มากเกินไปและซับซ้อนเกินไป บางอย่างหากผิดพลาดไปเพียงก้าวเดียว ก็อาจทำให้วัสดุเสียหายได้
"เช่นนั้นก็ดี พวกเรามาทำความเข้าใจให้ชัดเจนกันอีกสักหน่อย เจ้าต้องการหลอมตะเกียงแบบใดกันแน่?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถาม
"ศิษย์ต้องการตะเกียงที่สามารถหลอมมารได้ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"ดีมาก มีความคิดที่ชัดเจน สิ่งที่พวกเรากลัวที่สุดก็คือการที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าต้องการสิ่งใด" อวี๋เฉินกวงกล่าว "ตะเกียงประเภทหลอมมาร สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเมล็ดพันธุ์แห่งไฟที่อยู่ภายในนั้น เจ้าสร้างรากฐานด้วยไฟพิฆาต เรื่องนี้จึงไม่จำเป็นต้องให้ข้ามาคอยกังวล"
"เจ้ามีความต้องการอันใดสำหรับตะเกียงดวงนี้อีกหรือไม่?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถาม
"ข้าหวังว่าตะเกียงดวงนี้จะสามารถเติบโตขึ้นได้ขอรับ" จ้าวฟู่อวิ๋นตอบ
"อืม ดีมาก" อวี๋เฉินกวงกล่าว
จ้าวฟู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็นึกอะไรอย่างอื่นไม่ออกแล้ว จึงไม่ได้กล่าวสิ่งใดอีก
"เช่นนั้น ก็มาเริ่มกันเลยเถิด" อวี๋เฉินกวงสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ก็เก็บวัสดุวิเศษเหล่านั้นเข้าไปในแขนเสื้อจนหมด คาถาอาคมนี้ทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกอิจฉาในใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
"จริงสิ เจ้าชอบตะเกียงรูปร่างหน้าตาแบบใดล่ะ?" อวี๋เฉินกวงเอ่ยถามอีกครั้ง
จ้าวฟู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็นึกถึงเพียงรูปลักษณ์ของโคมบัววิเศษในใจ ดังนั้นจึงได้บอกออกไป
"ดี ไม่เลวเลย เจ้าไม่ตามมาด้วยกันหรือ?" อวี๋เฉินกวงเดินไปถึงหน้าประตู แล้วจู่ๆ ก็หันกลับมาเอ่ยถาม
จ้าวฟู่อวิ๋นปรายตามองสวินหลานอินแวบหนึ่ง ได้ยินเพียงสวินหลานอินกล่าวว่า "เจ้าตามไปดูเสียหน่อยก็ดี ดีกว่าไม่รู้อะไรเลย"
ดังนั้นจ้าวฟู่อวิ๋นจึงขานรับคำหนึ่ง แล้วเดินตามอวี๋เฉินกวงไป
เมื่อออกจากประตูมา ก็เดินเข้าไปในภูเขาแห่งนี้
ภายในภูเขาเต็มไปด้วยหมอกหนาทึบ เมื่อเงยหน้าขึ้นกลับมองไม่เห็นท้องฟ้าเลยแม้แต่น้อย
"ภูเขาทั้งลูกนี้ล้วนอยู่ในค่ายกล เจ้าตามให้กระชั้นชิดหน่อย อย่าได้ก้าวเท้าผิดจังหวะเล่า ถึงตอนนั้นข้ายังต้องมาตามหาเจ้าอีก" อวี๋เฉินกวงกล่าว
ด้วยเหตุนี้ หลังจากเดินลัดเลาะคดเคี้ยวไปมา จ้าวฟู่อวิ๋นก็เดินตามเขามาจนถึงลานเรือนอีกแห่งหนึ่ง ลานเรือนแห่งนั้นมีชื่อว่าหอเทียนกง
หลังจากเข้าไปแล้ว ลานเรือนทั้งแห่งก็ดูคล้ายกับโรงหัตถกรรม ภายในมีเตาหลอมขนาดใหญ่ที่ร้อนระอุ บนชั้นวางที่เรียงรายเป็นแถวๆ เต็มไปด้วยวัสดุต่างๆ นานาชนิด
สิ่งของที่จ้าวฟู่อวิ๋นมอบให้เขาก่อนหน้านี้ ก็ถูกเขาสะบัดแขนเสื้อให้ลอยออกมา กระจัดกระจายอยู่บนชั้นวางสิ่งของที่เรียงรายเป็นแถวเหล่านั้น
เขามองเห็นว่าในห้องนี้ยังมีศิษย์คนอื่นๆ อยู่อีก เมื่อเห็นเขาแล้ว พวกนั้นก็ไม่ได้เดินเข้ามาทำความเคารพแต่อย่างใด ทว่ายังคงง่วนอยู่กับงานในมือของตน
อวี๋เฉินกวงตะโกนเรียกคำหนึ่ง ก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามา "เตรียมเปิดเตาใหม่ เตาเพลิงปิ่ง ก่อไฟให้แรง"
ศิษย์ผู้นั้นขานรับคำหนึ่งแล้วถอยออกไป จากนั้นก็เริ่มจุดไฟเตาหลอมที่อยู่ไม่ไกลนักขึ้น
ผ่านไปไม่นาน เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาแล้ว เมื่ออวี๋เฉินกวงเห็นดังนั้น ก็โยนตะเกียงไฟพิบัติของจ้าวฟู่อวิ๋นเข้าไปข้างในโดยตรง
ได้ยินเพียงเขากล่าวว่า "ตะเกียงดวงนี้ ช่างสิ้นเปลืองวัสดุชั้นดีไปเสียเปล่าๆ ถูกหลอมให้กลายเป็นของตายที่ทื่อมะลื่อไปเสียได้ ข้าจะนำมันมาหลอมใหม่ก็แล้วกัน"
อวี๋เฉินกวงคล้ายกับว่ารู้สึกยินดีที่วิชาหลอมอาวุธของตนนั้นเหนือกว่าผู้อื่น
ตะเกียงไฟพิบัติดวงนั้นเมื่อเข้าไปในเตาหลอม หลังจากถูกเผาไหม้ไปหลายชั่วยาม ก็เห็นอวี๋เฉินกวงหยิบขวดน้ำสีเงินออกมาจากชั้นวางขวดหนึ่ง แล้วเทออกมากว่าครึ่งค่อนขวดรดลงบนตะเกียงไฟพิบัติในเตาหลอมนั้น
เพียงไม่นาน ตะเกียงดวงนั้นก็หลอมละลายกลายเป็นโคลนอีกครั้งท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงลิ่ว
"ในตะเกียงดวงนี้ต้องเติมทรายดาราลงไปอีกสักหน่อย" อวี๋เฉินกวงหยิบทรายดาราขวดนั้นออกมา เทลงไปข้างใน แล้วนวดผสมเข้าด้วยกันพร้อมกับเผาไฟ
ด้วยเหตุนี้ จ้าวฟู่อวิ๋นจึงได้แต่มองดูเขาเติมน้ำที่มิอาจล่วงรู้ลงไปข้างในพร้อมกับเผาไฟอย่างต่อเนื่อง จากนั้นก็กลายเป็นก้อนโคลนสีดำอมน้ำเงิน แล้วถูกเขาหยิบออกมา
จากนั้นมันก็ถูกเขาปั้นให้กลายเป็นรูปลักษณ์ของตะเกียง
มือของอวี๋เฉินกวงนั้นเชี่ยวชาญยิ่งนัก
ด้านล่างของตะเกียงมีรูปร่างเป็นแท่นดอกบัว ส่วนด้านบนกลับเป็นรูปลักษณ์ของดอกบัวที่กำลังเบ่งบาน
ตรงกลางของดอกบัวเป็นรูปลักษณ์ของฝักบัว ทว่ากลับมีเพียงรูเดียวเท่านั้น นั่นคือสถานที่สำหรับวางไส้ตะเกียง
โครงร่างอาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นมาเสร็จสิ้นแล้ว
หลังจากนั้น ก็เป็นการนำตะเกียงกลับไปเผาในเตาหลอมอีกครั้ง
สีสันของตะเกียงดวงนั้นแปรเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง คล้ายกับว่ามีไอปราณแห่งไฟควบแน่นอยู่บริเวณใจกลางของตะเกียงก็มิปาน
จู่ๆ อวี๋เฉินกวงก็ยกมือขึ้น ซัดยันต์แผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงบนตัวตะเกียง
แสงแห่งอาคมมุดทะลวงเข้าไปในตัวตะเกียง
อย่างช้าๆ ตะเกียงที่แต่เดิมดั่งโคลนสีดำดวงนี้ ก็แปรเปลี่ยนเป็นเงางาม ท่ามกลางความดำขลับทั่วทั้งร่าง กลับมีสีน้ำเงินแตกกระจายเป็นจุดๆ พัวพันอยู่ภายในตะเกียงดวงนั้น
ด้วยเหตุนี้ เวลาหลายวันจึงได้ล่วงเลยผ่านไปอีก
ในช่วงหลายวันมานี้ อวี๋เฉินกวงยังคงซัดยันต์เข้าไปเป็นระยะๆ ทว่าวิธีการซัดเข้าไปกลับไม่ค่อยเหมือนเดิมเท่าใดนัก บางครั้งก็จำเป็นต้องนวดปั้นหยดน้ำพิเศษบางอย่าง แล้วซัดเข้าไปพร้อมกับพลังเวทของเขา
และน้ำในแต่ละครั้งก็ล้วนแตกต่างกันออกไป
นั่นคือการวางค่ายกลอาคมยันต์ลงไปข้างใน
เมื่อมาถึงช่วงพัก ได้ยินเพียงอวี๋เฉินกวงกล่าวว่า "ข้าได้ซัดยันต์ 'ขนนกเบา' 'ไร้จมดิ่ง' 'แข็งแกร่ง' 'เก็บซ่อน' 'รวมปราณ' เข้าไปในนี้แล้ว"
ผ่านไปอีกหลายวัน หลังจากเปลวไฟในเตาหลอมดับลง
อวี๋เฉินกวงก็หยิบไส้ตะเกียงเส้นใหม่ที่เพิ่งทำเสร็จออกมา แล้วประกอบมันเข้าไป พร้อมกับกล่าวว่า "ไส้ตะเกียงนี้ทำมาจากการนำหญ้าหนวดมังกรมานวดผสมเข้ากับขนของอีกาเพลิง"
พร้อมกันนั้นเขาก็เทน้ำมันตะเกียงลงไปอีกหลายขวดใหญ่ ขวดน้ำมันนั้นใหญ่กว่าตะเกียงเสียอีก ทว่าเมื่อเทน้ำมันลงไป กลับไม่ได้เต็มปริ่มแต่อย่างใด
"น้ำมันตะเกียงนี้ใช้การเคี่ยวหลอมน้ำมันเงือก น้ำมันวาฬยักษ์ และน้ำมันไม้จันทน์เข้าด้วยกัน ที่เพิ่มน้ำมันไม้จันทน์ลงไป ก็เพราะว่ามันสามารถช่วยให้ผู้คนจิตใจสงบได้" อวี๋เฉินกวงกล่าว
"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์อวี๋" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
เห็นได้ชัดว่าอวี๋เฉินกวงไม่ค่อยใส่ใจกับคำขอบคุณของผู้อื่นสักเท่าใดนัก เขาเพียงอยากจะมองดูสิ่งที่ตนเองหลอมขึ้นมาเท่านั้น จึงกล่าวว่า "เอาล่ะ มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดแล้ว ตะเกียงดวงนี้จะสามารถหลอมมารได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับอานุภาพแห่งเมล็ดพันธุ์ไฟของเจ้า ตลอดจนผลลัพธ์ของการเซ่นสรวงหลอมรวมของตัวเจ้าเองในภายภาคหน้า สิ่งที่ข้าหลอมให้เจ้าเป็นเพียงโครงร่างอาวุธของตัวตะเกียงเท่านั้น"
จ้าวฟู่อวิ๋นมองดูพลังเวทสีเข้มสายนั้นควบแน่นอยู่ที่นิ้วมือแล้วดีดออกไป แสงสว่างจุดหนึ่งร่วงหล่นลงบนไส้ตะเกียง ในชั่วพริบตา ตะเกียงก็สว่างวาบขึ้นมา
ในวินาทีนี้ ภายในใจของจ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกตื่นเต้นยินดี ความรู้สึกอันลึกซึ้งสายหนึ่งถูกส่งผ่านเข้ามา
"เจ้ากลับไปใช้พลังเวทของตัวเองชำระล้างสักรอบหนึ่ง ก็จะสามารถขับเคลื่อนมันได้อย่างอิสระแล้ว เจ้าดูสีน้ำเงินที่อยู่ท่ามกลางตะเกียงดวงนั้นสิ หากเจ้ามีอักขระอาคมแบบเดี่ยวๆ ก็สามารถซัดเข้าไปข้างในได้เช่นกัน เพื่อทำให้ตะเกียงของเจ้าดวงนี้ค่อยๆ กลายเป็นของวิเศษ ทว่า เจ้าต้องระวังให้ดี อย่าให้อักขระอาคมที่อยู่ข้างในเกิดการปะทะต่อต้านกัน มิเช่นนั้นถึงตอนนั้น ไม่เพียงแต่จะไม่อาจกลายเป็นของวิเศษได้ แต่อาจจะทำลายอาวุธธาตุไฟชั้นเลิศชิ้นนี้ไปเลยก็ได้"
"ขอรับ ท่านอาจารย์อวี๋ ข้าจะระมัดระวังอย่างแน่นอน" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าว
"อืม ข้าจะมอบถุงวิเศษเฉียนคุนให้เจ้าอีกชิ้นหนึ่ง เอาไว้สำหรับใส่ตะเกียงดวงนี้เถิด คงไม่สามารถถือประคองไว้บนมือไปทุกหนทุกแห่งได้หรอกนะ"
ขณะที่พูด เขาก็หยิบถุงวิเศษสีเงินที่แขวนอยู่บนชั้นวางใบหนึ่งลงมา แล้วโยนมาให้
"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์อวี๋" จ้าวฟู่อวิ๋นรีบกล่าวขอบคุณ
"หากจะขอบคุณ ก็อย่าได้เอาแต่พูดอยู่ที่ปาก จำเอาไว้ในใจก็พอแล้ว เจ้ากลับไปเถิด ข้าเองก็เหนื่อยแล้ว จะไปพักผ่อน" อวี๋เฉินกวงกล่าวจบ ก็เดินไปยังประตูอีกบานหนึ่งที่อยู่ภายในห้อง
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แผ่นหลังของอวี๋เฉินกวงที่เดินเข้าไปข้างในในยามนี้ กลับทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างขึ้นมาสายหนึ่ง จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่า บางทีท่านอาจารย์อวี๋อาจจะมีความสุขกับการหลอมอาวุธ แต่แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงได้ไม่มีความสุขขึ้นมาอีกเล่า
ส่วนจ้าวฟู่อวิ๋นก็ไม่เข้าใจต้นสายปลายเหตุ ได้แต่ทำความเคารพอย่างลึกซึ้งคราหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยเดินออกจากประตูไป แล้วพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยตรง
ตอนออกไปนั้นช่างง่ายดายนัก เมื่อขึ้นมาอยู่บนท้องฟ้าแล้วหันกลับไปมองในภูเขา ภายในภูเขามีเพียงแสงสว่างที่ผลุบๆ โผล่ๆ คล้ายดั่งดวงตะเกียง เขาแยกแยะไม่ออกเลยแม้แต่น้อยว่าเมื่อครู่ตนเองออกมาจากแสงสว่างกลุ่มใด
ในใจอยากจะไปหาสวินหลานอินที่นั่น ทว่าก็ไม่สามารถเข้าไปได้เลยสักนิด ดังนั้นจึงทำได้เพียงเดินทางกลับไปยังยอดเขาหงอนไก่รวดเดียว
เขาถือตะเกียงดวงนั้นเอาไว้ พลิกดูด้านหน้าด้านหลัง ความรู้สึกปิติยินดีในใจนั้นเอ่อล้นยิ่งนัก
เขาถือประคองตะเกียงเอาไว้บนมือ แล้วเริ่มใช้พลังเวทชำระล้างมันอย่างอดรนทนไม่ไหว







