(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 450
บทที่ 450 พวกเขามีบุญสัมพันธ์กับพระพุทธองค์ และเชี่ยวชาญงานตกแต่งวัด
พางกวงทำหน้าเย็นชาพูดว่า "หมอเฉิน ผมอยากจะอัดมันสักตั้ง"
"ฉันก็อยากเหมือนกัน"
เฉินหยูตอบ
"ญาติโยมทุกท่าน ธูปที่ทางวัดของเราจำหน่ายไม่ได้บังคับซื้อ การซื้อขายขึ้นอยู่กับความสมัครใจล้วนๆ"
"ขอความกรุณาทุกท่านแยกย้ายกันไปเถิด อย่าทำให้ผู้แสวงบุญท่านอื่นเสียเวลาจุดธูปภาวนาเลย"
จะว่าไป
คำพูดเตือนสติของชายชรา ทำให้ผู้แสวงบุญหลายคนยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินจริงๆ
ฝูงชนค่อยๆ แยกย้ายกันไป
ผู้แสวงบุญสิบกว่าคนที่เตรียมจะซื้อธูปราคาแพง เดินตามพระหนุ่มไปยังศูนย์จำหน่ายเครื่องบูชาวัดที่อยู่ไม่ไกล
"ตาเฒ่านี่แม่ง โกหกหน้าตายไม่กะพริบตาเลย!"
"ราคาเมื่อหลายสิบปีก่อนก็เท่านี้ บ้าบอคอแตกสิ!"
"ตาเฒ่านี่เห็นได้ชัดว่าเป็นหน้าม้าที่วัดจ้างมา"
พางกวงบ่นอย่างอารมณ์เสียถึงยุคเสื่อมถอยของธรรมะ ว่าทุกเรื่องมันช่างแปลกประหลาดไปหมด
คนในสายวิชาที่มีความสามารถ แต่ละคนแทบจะอดตายกันอยู่แล้ว
แต่พวกนักต้มตุ๋นที่ไม่มีความสามารถกลับมีวิธีโกยเงิน
รวยเละเทะจนกระเป๋าตุง
พูดไปพูดมา พางกวงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ในรายงานภารกิจเขียนถึงเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่งไว้ว่า ใครก็ตามที่เคยมาจุดธูปไหว้พระที่นี่ หลังจากนั้นจะสมหวังดังปรารถนา
แต่หลังจากนั้นไม่นาน หลายคนกลับต้องเผชิญกับความโชคร้าย
"หมอเฉิน ในวัดนี้มีปีศาจร้ายอยู่จริงๆ หรือเปล่า?"
"แล้วผู้แสวงบุญพวกนั้นสมหวังดังปรารถนาได้ยังไง?"
"ยังไงผมก็ไม่เชื่อหรอกว่าเป็นเพราะพระพุทธองค์คุ้มครอง"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินหยูก็มองไปที่วิหารพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตรงหน้า แล้วพูดว่า "ไม่ใช่พระพุทธองค์คุ้มครองหรอก แต่เป็นปีศาจคุ้มครองต่างหาก"
พางกวงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า "ถ้าในวัดมีปีศาจร้ายอาละวาด หัวหน้าหลี่ส่งคนมาตั้งสิบกว่าคน ทำไมถึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลยล่ะ?"
"นี่ไม่ใช่ปีศาจธรรมดา คนในสายวิชาทั่วไปยากที่จะสังเกตเห็นปัญหา"
"บวกกับเหตุผลพิเศษบางอย่าง ทำให้ไอปีศาจถูกซ่อนเร้นได้มิดชิดยิ่งขึ้น"
นอกเหนือจากสองข้อข้างต้นแล้ว
ทันทีที่คนที่หลี่ชางจวินส่งมาปรากฏตัว ก็ถูกปีศาจมองออกถึงตัวตน
ปีศาจในวัดจึงชิงเก็บซ่อนรูปลักษณ์และอำพรางกลิ่นอายของตัวเอง
นั่นจึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่พบความผิดปกติเสียที
พางกวงพูดด้วยความสงสัย "หมอเฉิน ถ้าคุณพูดแบบนี้ ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจเข้าไปใหญ่"
"ถึงผมจะไม่ได้ร่วมสืบสวนคดีนี้ แต่ได้ยินมาว่าคนที่ถูกส่งมา ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่มากประสบการณ์ทั้งนั้น"
"พวกเขามีช่องโหว่ตรงไหนกัน?"
เฉินหยูยิ้มบางๆ ยกนิ้วชี้ไปที่หน้าอก
"???"
พางกวงทำหน้างงงวยไม่เข้าใจ
เฉินหยูยิ้มขื่น "ก่อนหน้านี้เหล่าหลี่เคยซื้อสติกเกอร์การ์ตูนจากฉันไปจำนวนมาก เพื่อเอาไปใช้เป็นเสื้อเกราะกันกระสุนแบบใหม่"
"ส่วนใหญ่เก็บไว้ให้หน่วยคดีอาชญากรรมร้ายแรงใช้ ส่วนน้อยเก็บไว้เป็นเสบียงฉุกเฉิน"
"เนื่องจากไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของวัดนี้ เลยกลัวว่าเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาสอดแนมจะได้รับอันตราย"
"เหล่าหลี่จึงแจกสติกเกอร์การ์ตูนให้ทุกคนคนละแผ่น"
"เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาตรวจระบบดับเพลิง มีสติกเกอร์การ์ตูนแปะอยู่ที่หน้าอกเหมือนกันหมด นายคิดว่ามันไม่มีปัญหาเหรอ?"
"อ้อ..."
พางกวงถึงบางอ้อ
ที่แท้ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้นี่เองที่ทำให้ความแตก
พางกวงเคยเห็นสติกเกอร์การ์ตูนที่เฉินหยูขายให้หน่วยคดีอาชญากรรมร้ายแรง
ถึงจะบอกว่าเป็นสติกเกอร์การ์ตูน แต่จริงๆ แล้วมันคือของขลังในอีกรูปแบบหนึ่ง
บนนั้นเปี่ยมไปด้วยพลังวิญญาณ อานุภาพไม่ธรรมดา
คนธรรมดาพอพกติดตัว อย่าว่าแต่จะถูกปีศาจร้ายทำร้ายเลย
แค่ปีศาจไม่วิ่งหนีไปทันที ก็ถือว่ามีฝีมือไม่เบาแล้ว
จากนั้น ทั้งสองคนก็เริ่มเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อยอย่างไร้จุดหมาย
ในวัดเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว และทุกที่ล้วนเป็นธุรกิจ
นอกจากนักท่องเที่ยวและพระแล้ว ในวัดยังมีอาสาสมัครและฆราวาสที่ห้อยป้ายชื่อที่หน้าอกอีกไม่น้อย
มอบให้คือบุญสัมพันธ์ แต่ที่รับมาคือเงินหยวน
ภายในวิหารพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา ทุกซอกทุกมุมเผยให้เห็นถึงความหรูหราไม่ธรรมดา
พระพุทธรูปองค์ใหญ่สีทองอร่ามที่ตั้งอยู่ตรงกลางส่องแสงเจิดจ้าบาดตา
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน พางกวงกลับรู้สึกต่ำต้อยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
เฉินหยูล้วงกระเป๋าสองข้าง เงยหน้ามองพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สูงหลายเมตร
"ถ้าทั่วป๋าเทา หลี่เหยียน อวี่เหวินยง และฉายหรงมาที่นี่ ไม่รู้ว่าจะรู้สึกยังไงนะ"
"หมอเฉิน คนพวกนี้ทำอาชีพอะไรเหรอ?"
พางกวงถามด้วยความอยากรู้
"พวกเขาสี่คนมีบุญสัมพันธ์กับพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และเชี่ยวชาญงานด้านการตกแต่งวัดน่ะ"
พางกวงพยักหน้ารับแบบเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง
ที่แท้ก็เป็นสถาปนิกนี่เอง
"ได้เวลาพอดี พวกเราไปกันเถอะ"
เฉินหยูหยิบมือถือขึ้นมาดู
เหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะครบครึ่งชั่วโมงแล้ว
พางกวงไม่ได้พูดอะไรมาก เดินตามเฉินหยูกลับไปที่ด้านหลังวัด
ตรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ มีรถยนต์สีดำคันใหม่เอี่ยมจอดอยู่
"เชี่ย!!! คัลลิแนนปี 2024!!!"
พางกวงรีบพุ่งเข้าไปหา เดินวนดูซ้ายขวาหน้าหลังไม่หยุด
"อมิตาภพุทธ ประสีกาทั้งสองรอนานแล้ว"
พระวัยกลางคนพาพระชราเดินมาจากที่ไกลๆ
ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นฮุ่ยปิ่ง เจ้าอาวาสของวัด
ฮุ่ยปิ่งในวัยหกสิบห้าปี บนใบหน้ามองไม่เห็นความแก่ชราเลยแม้แต่น้อย
พุงพลุ้ย ใบหน้าอวบอิ่มเป็นมันย่อง
"หยวนทง ไปทำธุระของเจ้าเถอะ อย่ามัวแต่เสียเวลามอบบุญสัมพันธ์ให้ญาติโยมเลย"
"ครับ ท่านเจ้าอาวาส"
จากนั้น พระวัยกลางคนก็เปิดประตูรถ แล้วขับคัลลิแนนออกไปอย่างรวดเร็ว
"อาตมาฟังหยวนทงบอกว่า โยมทั้งสองมาสมัครงานที่วัด"
"คนหนึ่งสมัครเป็นวิศวกรโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนอีกคน..."
ฮุ่ยปิ่งมองพางกวงที่ทำหน้าแปลกๆ แล้วยิ้มบางๆ "อาตมากำลังขาดคนขับรถควบตำแหน่งผู้คุ้มกันพอดี ไม่ทราบว่าโยมท่านนี้จะยินดีลดตัวมาทำไหม?"
"ยินดีน่ะยินดีอยู่หรอก แต่คุณจะให้เงินผมเท่าไหร่ล่ะ?"
พอคิดว่าเรื่องเน่าเฟะในวัดน่าจะเป็นฝีมือของฮุ่ยปิ่ง พางกวงก็เปลี่ยนน้ำเสียงทันที
คาแรกเตอร์ที่เฉินหยูวางไว้ให้เขา คือคนที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุก
พางกวงเลยจัดการแสดงสดตรงนั้นซะเลย
เขาถอดเสื้อหนังออกแล้วเอามาพาดบ่า เผยให้เห็นรอยสักสติกเกอร์เต็มแขน
ฮุ่ยปิ่งพูดด้วยรอยยิ้ม "อมิตาภพุทธ โยมเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ช่างเป็นลูกผู้ชายตัวจริง"
"ไม่ทราบว่าโยมคิดว่า อาตมาควรจะจ่ายเงินเดือนให้โยมเท่าไหร่ดี?"
"หนึ่งล้านก็ไม่ถือว่ามาก หนึ่งแสนก็ไม่ถือว่าน้อย ยังไงวัดของพวกคุณก็ไม่ขาดเงินอยู่แล้ว"
พางกวงทำหน้าตากวนโอ๊ยพูดว่า "วัดทำธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้ หาเงินได้ตั้งเยอะ คนที่อิจฉาตาร้อนก็คงไม่น้อยใช่มั้ยล่ะ?"
"ผมเดาว่าคงมีคนเห็นคุณแล้วหมั่นไส้ สรรหาสารพัดวิธีมาหาเรื่องคุณ"
"ไม่งั้นคุณคงไม่จ้างบอดี้การ์ดหรอก"
พอคำพูดนี้หลุดออกไป สีหน้าของฮุ่ยปิ่งก็เปลี่ยนไปทันที
ให้ตายเถอะ ชายบ้าบิ่นตรงหน้านี้ก็มีหัวคิดไม่เบา
พูดประโยคเดียวก็แทงใจดำเข้าเต็มๆ
เมื่อวัดต้าฝอโด่งดังเป็นพลุแตก ทุกวันก็จะมีผู้แสวงบุญแวะเวียนมาจุดธูปมอบเงินให้ไม่ขาดสาย
พอคนมาเยอะขึ้น องค์ประกอบของผู้คนก็ย่อมปะปนกันไปทั้งคนดีและคนเลว
มีทั้งผู้แสวงบุญที่มาด้วยใจจริง และพวกชาวบ้านหัวหมอที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง
นอกจากวัดต้าฝอแล้ว ในละแวกนั้นยังมีวัดวาอารามอีกหลายแห่ง
ในหมู่ผู้แสวงบุญมีชาวบ้านหัวหมอ ในหมู่คนทำอาชีพเดียวกันก็มีคนเลว
พวกเขามักจะส่งคนมาหาเรื่องอยู่บ่อยๆ หรือไม่ก็ไปแจ้งความเท็จกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เจ้านายผู้อยู่เบื้องหลังกำลังถูกจับตามอง เลยยังไม่สะดวกที่จะลงมือสั่งสอนพวกสวะพวกนี้
ฮุ่ยปิ่งจึงต้องหาวิธีเอาเอง โดยการหาคนจริงมาคุมสถานการณ์
คนที่เพิ่งพ้นโทษและเคยฝึกวิชาการต่อสู้มา
ถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดแล้ว
ส่วนเรื่องที่ว่าจะเป็นสายลับที่หน่วยงานส่งมาหรือไม่นั้น ฮุ่ยปิ่งได้ถามเจ้านายผู้อยู่เบื้องหลังไว้ล่วงหน้าแล้ว
ทั้งสองคนไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย ถือเป็นคนธรรมดาที่แสนจะธรรมดา







