บนยอดเขาอวี้ซวี พระราชวังของหวงตี้ถูกทำลายลงอย่างสมบูรณ์ เหลือเพียงซากปรักหักพังที่บอกเล่าประวัติศาสตร์อันไร้ผู้คนล่วงรู้
หลังจากฮ่องเต้แห่งแผ่นดินเสินโจวในอดีตขึ้นครองราชย์ เมื่อใต้หล้าสงบสุขก็จะเสด็จมาบวงสรวงบรรพชน ณ ที่แห่งนี้ ผู้ที่อยู่เฝ้าสถานที่นี้มีหน้าที่ต้อนรับฮ่องเต้แต่ละรัชกาล และเป็นประธานในพิธีเฟิงซ่าน
เหล่าจักรพรรดิในอดีตได้ทิ้งตำนานโบราณไว้ที่นี่ ทว่ายามนี้กลับเหลือเพียงซากปรักหักพัง กระทั่งตำนานของชนรุ่นก่อนก็ยังสูญหายไป
ท้องฟ้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง แสงวิเศษที่ไม่มีวันดับสูญพาดผ่านความว่างเปล่ามา ห่างจากซากพระราชวังเพียงร้อยจั้ง
เมื่อมองจากที่ไกล แสงวิเศษอันเป็นอมตะนั้นราวกับสะพานที่ทอดผ่านความว่างเปล่า เชื่อมต่อสองโลกเข้าด้วยกัน
มันคือสิ่งที่เต๋าแปรสภาพมา กักเก็บหลักสัจธรรมอันไม่อาจทำลายได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
มันก็คือสะพานเทวะบนเขาคุนหลุน ดินแดนแห่งตำนาน
เมื่อมองตามสะพานไปยังจุดสิ้นสุด ก็จะเห็นว่าปลายทางของสะพานเทวะคือตำหนักสวรรค์อันวิจิตรตระการตา ดูราวกับภาพลวงตา แต่ก็คล้ายความจริง
ที่นั่นเรียกว่าอวี้จิง
มีข่าวลือว่าหวงตี้ทะยานขึ้นเป็นเซียนที่อวี้จิง เหล่าจักรพรรดิในอดีตที่มาทำพิธีเฟิงซ่านบวงสรวงสวรรค์ที่คุนหลุนก็ทำพิธีกันที่นั่น จำเป็นต้องให้ทายาทที่อยู่เฝ้าสถานที่นี้เป็นผู้นำทาง จึงจะไปถึงที่นั่นได้
"ปรมาจารย์ของนิกายจิ่วฮว๋าของข้าในแดนเซียนกล่าวว่า ที่นี่มีวาสนาเซียน ในเมื่อวาสนาเซียนไม่ใช่หกปรมาจารย์นั่ว งั้นก็ต้องเป็นสิ่งอื่นแน่!"
ยอดฝีมือรุ่นเยาว์มากมายยืนอยู่หน้าซากปรักหักพัง มองไปยังสะพานเทวะที่อยู่ห่างออกไปร้อยจั้ง หญิงสาวคนหนึ่งในนั้นกล่าวว่า "วาสนาเซียน อาจจะอยู่ในอวี้จิง!"
เด็กหนุ่มข้างกายของนางคือประมุขเกาะฉางหลิว เขากล่าวว่า "ปรมาจารย์เกาะฉางหลิวของข้าก็ถ่ายทอดยันต์เซียนจินจ้วนลงมาเช่นกัน ในนั้นบันทึกไว้ว่าในคุนหลุนมีวาสนาในการโบยบินเป็นเซียน"
ชายหนุ่มคนอื่นๆ ก็พยักหน้าตามกัน พวกเขาคือศิษย์ที่แต่ละสำนักคัดเลือกมา แบกรับภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการฟื้นฟูสำนัก ถึงขั้นที่ปรมาจารย์ในแดนเซียนอันห่างไกลต้องลงมือด้วยตัวเอง ผนึกพวกเขาไว้สามพันปี เพื่อให้อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน
การเปิดคุนหลุนอีกครั้งในครานี้ ในโองการที่ปรมาจารย์แดนเซียนเหล่านี้ถ่ายทอดลงมา ก็มีเรื่องของวาสนาเซียนคุนหลุนอยู่ด้วย การที่พวกเขาสั่งให้ผู้นำสำนักในยุคปัจจุบันมุ่งหน้าไปคุนหลุนเพื่อค้นหาวาสนาเซียน เช่นนั้นวาสนาเซียนย่อมไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเด็ดขาด!
วาสนาเซียน ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นโอสถเซียนทะยานฟ้าที่หกปรมาจารย์นั่วกล่าวอ้าง!
วาสนาเซียนที่แท้จริง น่าจะยังไม่จุติลงมา
ทุกคนมองสะพานเทวะจากที่ไกล เห็นเพียงท้องฟ้าแหวกออก ปรากฏอีกโลกหนึ่งขึ้นมาลางๆ ซึ่งน่าจะเป็นแดนเซียน ที่นั่นมีกลิ่นอายเต๋าอันหนักอึ้งแผ่ซ่านมา ตราประทับขนาดใหญ่ที่สลักอักษรประหลาดบดบังท้องฟ้าไปครึ่งซีก แขวนนิ่งอยู่เช่นนั้นมาตั้งแต่โบราณกาล นำพาความกดดันอันหาใดเปรียบมาให้
ฐานของตราประทับแผ่ราบไปกับแผ่นฟ้า เพียงแค่ได้เห็นตราประทับ ก็แทบจะหายใจไม่ออก!
ตราประทับของตระกูลเซียนชิ้นนี้ ดูเหมือนกำลังสะกดข่มสะพานเทวะอยู่!
จำนวนคนที่มาตามล่าหาสมบัติที่คุนหลุนในครั้งนี้มีมากถึงหลายหมื่นคน แต่เพราะเหตุไม่คาดฝันต่างๆ นานา บ้างก็ตาย บ้างก็จากไป ยังมีบางคนที่หมดอารมณ์เพราะความจริงของวิชานั่วถูกเปิดโปง สิ้นไร้เจตจำนงในการต่อสู้ จึงตัดสินใจออกจากคุนหลุนไป ยามนี้ผู้ที่มารวมตัวกันอยู่หน้าสะพานเทวะ จึงเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยคน
"อาปาอาปา?" หญ้าสีม่วงหลังศีรษะของเจ้าสำนักหลินแห่งหอเผิงไหลส่ายไปมา เขายกมือชี้ไปยังสะพานเทวะพร้อมกล่าวด้วยความสงสัย
"เจ้าสำนักหลินอยากจะพูดอะไร ก็พูดมาตามตรงเถอะ!"
หญิงสาวชุดม่วงอดไม่ได้ที่จะกล่าว "หอเผิงไหลของพวกท่านแม้จะมีชื่อเสียงโด่งดัง เล่าลือกันว่าครอบครองภูเขาเซียนเผิงไหล แต่กลับเอาแต่แกล้งหูหนวกเป็นใบ้ ไม่แคล้วดูถูกวีรบุรุษในใต้หล้า ท่านร้องอาปาอาปามาตลอดทาง หรือว่าดูแคลนวีรบุรุษในใต้หล้า? สำนักสุริยันจันทราของข้าก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าหอเผิงไหลของท่าน!"
งูใหญ่มีเขาขาวดำสองเขาข้างกายเจ้าสำนักหลินอธิบายด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมว่า "พี่สาวสำนักสุริยันจันทรา ความหมายของเจ้าสำนักหลินคือ ในร่างกายของพวกเราก็มีสะพานเทวะเช่นกัน มันมีความเกี่ยวข้องกันกับสะพานเทวะแห่งนี้หรือไม่?"
หญิงสาวชุดม่วงเห็นว่างูใหญ่ตัวนี้รู้ความ ไม่เหมือนเจ้าสำนักหลินที่ทำตัวตามอำเภอใจ สีหน้าจึงผ่อนคลายลงและกล่าวว่า "มีข่าวลือว่าคุนหลุนมีสระเหยาฉือ สะพานเทวะ และอวี้จิง ทั้งสามสิ่งนี้ก่อกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ กักเก็บความเร้นลับของเต๋าไว้อย่างไม่สิ้นสุด สอดคล้องกับสามขอบเขตในร่างกายมนุษย์คือ สระเหยาฉือ สะพานเทวะ และการทะยานเป็นเซียน"
เจ้าสำนักหลินมีสีหน้าสงสัย "อาปาอาปา?"
งูใหญ่รีบอธิบายว่า "เจ้าสำนักหลินบอกว่า สะพานเทวะ สระเหยาฉือ และอวี้จิงในคุนหลุนก่อกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ เหตุใดในร่างกายมนุษย์จึงมีสามขอบเขตที่สอดคล้องกับพวกมัน?"
หญิงสาวชุดม่วงก็จนปัญญาเช่นกัน นางกล่าวว่า "ข้าก็ไม่รู้"
เวลานั้น เสียงของเด็กหนุ่มชุดเหลืองก็ดังขึ้น "ในตำราโบราณของตำหนักซ่างชิงของข้ามีกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ บอกว่ามนุษย์ก็ก่อกำเนิดขึ้นตามธรรมชาติ สอดคล้องกับรูปลักษณ์แห่งมหาเต๋าระหว่างฟ้าดิน ดังนั้นคุนหลุนจึงมีสระเหยาฉือ สะพานเทวะ และอวี้จิง ในร่างกายมนุษย์ก็มีสระเหยาฉือ สะพานเทวะ และอวี้จิงเช่นกัน"
เจ้าสำนักหลินหัวเราะ "อาปาอาปา"
งูใหญ่แปลว่า "เจ้าสำนักหลินบอกว่า โยงมั่วซั่ว ไร้สาระทั้งเพ"
เด็กหนุ่มชุดเหลืองสีหน้าเคร่งขรึมลงเล็กน้อย กล่าวเรียบๆ ว่า "หอเผิงไหลมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เล่าลือกันว่าเป็นภูเขาเซียนจากแดนเซียนตกลงมายังโลกมนุษย์ แต่หากพูดถึงรากฐาน ตำหนักซ่างชิงของข้าก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน เจ้าสำนักหลินเยาะเย้ยบันทึกของบรรพชนตำหนักซ่างชิงข้าว่าโยงมั่วซั่ว ข้าน้อยจางฟู่กุ้ย ในฐานะเจ้าสำนักซ่างชิง ก็อยากจะขอรับคำชี้แนะวิชาเอกของหอเผิงไหลสักหน่อย"
งูใหญ่มีสีหน้าลำบากใจ เงยหน้ามองระฆังใหญ่บนศีรษะของเจ้าสำนักหลิน
ระฆังใหญ่ใบนั้นเปล่งเสียงคนออกมา "คำพูดดีๆ ยากจะเกลี้ยกล่อมผีที่รนหาที่ตาย เจ้าสำนักจางรนหาที่ตายเอง พวกเราก็จนปัญญา สวดมนต์ส่งเขาสักหน่อยเถอะ"
งูใหญ่รับคำ แล้วสวดมนต์ว่า "ขอให้เจ้าสำนักไปสู่สุขคติโดยเร็ว"
เด็กหนุ่มชุดเหลืองโกรธจัด เขาคืออัจฉริยะที่ตำหนักซ่างชิงคัดสรรมาอย่างประณีต ใช้วิชาเต๋าและอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ของตำหนักซ่างชิงได้อย่างคล่องแคล่ว กลับถูกระฆังหนึ่งใบกับงูหนึ่งตัวดูแคลน
จะยอมให้หยามเช่นนี้ได้อย่างไร!
เขาเพิ่งจะลงมือ กลับเห็นว่ามีคนเริ่มเหาะข้ามไปแล้ว เตรียมจะร่อนลงบนสะพานเทวะสายนั้น
สะพานเทวะขาดไปแล้ว ห่างจากพวกเขาเพียงร้อยจั้ง ระยะทางร้อยจั้งสำหรับผู้บำเพ็ญปราณอย่างพวกเขา แค่กระโดดเบาๆ ก็ข้ามไปได้แล้ว แต่ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่เหาะข้ามไปผู้นั้นกลับระมัดระวังตัวเป็นอย่างมาก ก้าวเดินไปบนอากาศ เมฆหมอกใต้เท้าพวยพุ่ง ค่อยๆ ประคองให้เขาก้าวไปข้างหน้า
ทันใดนั้นเมฆหมอกก็สั่นไหว อิทธิฤทธิ์ของยอดฝีมือรุ่นเยาว์ผู้นั้นแตกสลาย
ทุกคนมองฉากนี้ด้วยใจที่เต้นระทึกขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอย ทันใดนั้นที่หว่างคิ้วของยอดฝีมือรุ่นเยาว์ก็มียันต์เซียนจินจ้วนพุ่งออกมา อานุภาพเซียนสั่นสะเทือน ระเบิดออกมาจากยันต์เซียน!
อานุภาพเซียนอันยิ่งใหญ่ ดั่งเซียนที่แท้จริงจุติ กวาดล้างอุปสรรคทั้งปวง!
ระหว่างชายหนุ่มผู้นั้นกับสะพานเทวะ ก็ปรากฏอักขระเต๋าของตระกูลเซียนขึ้นมานับไม่ถ้วน ตัวอักษรแต่ละตัวผุดขึ้นมาจากความว่างเปล่า แฝงไปด้วยจิตสังหารเต็มเปี่ยม!
ที่นี่มีผนึกของตระกูลเซียนอยู่จริงๆ ล็อกความว่างเปล่าเอาไว้ ทำให้ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าใกล้สะพานเทวะแห่งนี้ได้!
ชายหนุ่มผู้นั้นตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ฉวยโอกาสที่อานุภาพของยันต์เซียนจินจ้วนระเบิดออก ก้มหน้าพุ่งทะยานไปยังสะพานเทวะ!
อานุภาพของยันต์เซียนจินจ้วนปะทะกับอักขระเต๋าตระกูลเซียน และค่อยๆ ถูกบดทำลายไป รอจนชายหนุ่มผู้นั้นพุ่งไปถึงหน้าสะพานเทวะ ห่างเพียงก้าวเดียวก็จะเหยียบลงบนสะพานได้แล้ว ทันใดนั้นอานุภาพของยันต์เซียนจินจ้วนก็หมดลง กลายเป็นกองเถ้าถ่าน
ชายหนุ่มผู้นั้นก้าวเท้า พุ่งขึ้นไปบนสะพานเทวะ ยังไม่ทันหายตื่นตระหนกก็หันกลับมากล่าวว่า "ขอเพียงมียันต์เซียน ก็ข้ามมาได้! หากไม่มียันต์เซียนคุ้มกาย ก็อย่ารนหาที่ตายเลย!"
เขาเพิ่งจะกล่าวจบ ร่างกายก็แข็งทื่อ ทั่วร่างแตกออกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นกองเศษเนื้อร่วงกราวลงมา!
ที่ฝั่งตรงข้าม ทุกคนมองภาพนี้อย่างเหม่อลอย แตกตื่นสงสัยไม่แน่ใจ
"สำนักเจินเซียนกวน สิ้นชื่อแล้ว" มีคนถอนหายใจ
ทุกคนในใจหนาวเหน็บ ชายหนุ่มผู้นั้นคือเจ้าสำนักเจินเซียนกวนในยุคปัจจุบัน ฟ้าดินปลดผนึก สำนักเจินเซียนกวนนอกจากเขาแล้วก็มีเพียงศิษย์ที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไม่กี่คน เขาคือเสาหลักเพียงหนึ่งเดียว ยามนี้ตกตายอยู่ที่นี่ ศิษย์ที่เหลือย่อมไม่สามารถทำประโยชน์อันใดได้
การที่สำนักเจินเซียนกวนสิ้นชื่อ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
หญิงสาวชุดม่วงกล่าว "ยันต์เซียนจินจ้วนของเขาเคยถูกใช้ไปแล้วครั้งหนึ่ง อานุภาพของยันต์เซียนถูกบั่นทอน ทำให้ไม่อาจคุ้มกันเขาก้าวขึ้นไปบนสะพานเทวะได้ มีเพียงยันต์เซียนที่ยังไม่เคยถูกใช้งานเท่านั้น จึงจะสามารถลงไปบนสะพานเทวะได้"
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางหัวเราะ "ดูเหมือนว่ายันต์เซียนจินจ้วนที่ปรมาจารย์ประทานให้พวกเรา มีไว้เพื่อรับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ ทว่าสหายเต๋าหลายท่านดูเหมือนจะใช้ยันต์เซียนไปแล้วสินะ!"
นางเหาะทะยานขึ้นไป พุ่งตรงไปยังสะพานเทวะ และก็เป็นอย่างที่คิด ยันต์เซียนจินจ้วนแผ่นหนึ่งพุ่งออกมาจากดินแดนซีอี๋ของนาง อานุภาพเซียนปกป้องนางเอาไว้ทุกทิศทาง
หญิงสาวชุดม่วงพุ่งไปถึงสะพานเทวะ อานุภาพของยันต์เซียนก็หมดลงพอดี กลายเป็นกองเถ้าถ่านปลิวหายไป
คนอื่นๆ ก็พากันข้ามสะพานไป ทว่าคนส่วนใหญ่ยังคงรั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยความจนปัญญา
แม้ว่าในตัวพวกเขาจะมียันต์เซียนจินจ้วนเช่นกัน แต่ในการต่อสู้และแย่งชิงสมบัติก่อนหน้านี้ ได้ถูกใช้งานไปแล้วครั้งหนึ่ง บางคนก็ใช้ไปมากกว่าหนึ่งครั้ง การใช้ยันต์เซียนที่ไม่สมบูรณ์เหาะข้ามไป ก็คือการรนหาที่ตาย
สิ่งที่ทำให้คนประหลาดใจก็คือ เจ้าสำนักหลินแห่งหอเผิงไหลรวมถึงงูใหญ่และระฆังใหญ่ใบนั้น กลับข้ามไปได้อย่างปลอดภัย ร่อนลงบนสะพานเทวะ
เจ้าสำนักจางฟู่กุ้ยแห่งตำหนักซ่างชิงใจสั่นสะท้าน "เห็นได้ชัดว่างูใหญ่และระฆังใบนั้นมีฝีมือร้ายกาจ ช่วยเขาข้ามผ่านอันตรายมามากมาย เขาไม่เคยใช้ยันต์เซียน คนผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอไปกว่าข้า! แต่ความแค้นที่หยามเกียรติตำหนักซ่างชิง ไม่แก้แค้นไม่ได้!"
"เจ้าสำนักหลินช้าก่อน!" จู่ๆ เขาก็ส่งเสียงขึ้น
หลินเทียนฮวาหยุดชะงัก เกาหญ้าบนหัว มองเขาด้วยความสงสัย "อาปา?"
"หยามเกียรติตำหนักซ่างชิงของข้า แล้วยังคิดจะไปอีก?" เด็กหนุ่มชุดเหลืองจางฟู่กุ้ยกล่าว "วันนี้ข้ากับท่าน ต้องรู้ดำรู้แดงกันไปข้าง!"
หลินเทียนฮวายกมือขึ้น เกาหญ้าบนหัวอีกครั้ง มองดูงูใหญ่และระฆังใหญ่ งูใหญ่และระฆังใหญ่ต่างถอยร่นไปด้านหลัง แสดงออกว่าไม่ขอสอดมือเข้ายุ่ง
จางฟู่กุ้ยกล่าวว่า "ทำไม? ขี้ขลาดแล้วรึ? งั้นก็จงขะ... ขะ... ขะ... ต่อตำหนักซ่างชิงของข้า"
คำว่า "ขออภัย" ยังไม่ทันหลุดออกจากปาก ตาเขาก็แทบจะถลนออกมา เห็นเพียงว่าหญ้าสีม่วงหลังศีรษะของเจ้าสำนักหลินผู้นั้น จู่ๆ ก็ถอนรากจำนวนนับไม่ถ้วนออกมาจากตา หู จมูก ปากของเขา กิ่งก้านใบและรากปลิวไสว พุ่งเข้าใส่เขาอย่างดุดัน!
ที่ฝั่งตรงข้ามของสะพานเทวะ ผู้คนที่ไม่อาจข้ามสะพานไปได้มองเห็นอย่างตื่นตระหนก รากของหญ้าสีม่วงนั้นชูชันขึ้น กระแทกเข้าที่หว่างขาของเจ้าสำนักจางแห่งตำหนักซ่างชิงอย่างแรง เจ้าสำนักจางใบหน้าบิดเบี้ยว ยังไม่ทันได้ดิ้นรน วินาทีต่อมาก็ถูกหญ้าสีม่วงนั้นปรสิต หยั่งรากลึกลงในดินแดนซีอี๋ของเจ้าสำนักจาง
ทุกคนขนลุกซู่ "ดูเหมือนว่าการข้ามสะพานก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี อีกด้านของสะพานอันตรายยิ่งกว่า..."
เจ้าสำนักจางแห่งตำหนักซ่างชิงมีท่าทีเหม่อลอย ในปากส่งเสียงประหลาดว่าอาปาอาปา เดินตรงไปข้างหน้า งูใหญ่และระฆังใหญ่เคารพดั่งเทพเจ้า เดินตามหลังเจ้าสำนักจางไปติดๆ
ทว่าเจ้าสำนักหลินแห่งหอเผิงไหลกลับได้สติขึ้นมา เขาเกาหัว กวาดตามองรอบๆ ด้วยความสงสัย "เกิดอะไรขึ้น? ข้าเพิ่งจะขึ้นเขามาไม่ใช่หรือ?"
เขาพยายามนึกทบทวน เหมือนว่าตัวเองจะค้นพบโอสถเซียนต้นหนึ่ง กำลังจะเก็บยา ทันใดนั้นรากจำนวนนับไม่ถ้วนก็ไชเข้ามาในตา หู จมูก ปากของเขา จากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย
"เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่?" เขาเต็มไปด้วยความงุนงง
ผู้ที่มาถึงบนสะพานเทวะ มีเพียงยี่สิบกว่าคน ล้วนเป็นตัวตนระดับยอดฝีมือในบรรดาสำนักต่างๆ เป็นบุตรแห่งสวรรค์ เป็นมังกรและหงส์ในหมู่มนุษย์ ตลอดทางที่พบเจออันตรายใดๆ ก็อาศัยตบะและฝีมือของตนเองแก้ไขปัญหา ไม่เคยใช้งานยันต์เซียนเลย
พวกเขาเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เดินหน้าไปตามสะพานเทวะ จิตใจตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
วาสนาเซียนที่แท้จริง อยู่เบื้องหน้าแล้ว!
เวลานั้น พวกเขาก็เห็นจุดสิ้นสุดของสะพานเทวะ เมืองอวี้จิงอันยิ่งใหญ่ราวกับรูปลักษณ์แห่งเต๋าที่จอมปลอมไม่สมจริง อาบไล้ไปด้วยแสงเซียนและปราณเซียน ที่หัวสะพานมีเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนตระหง่าน หันหน้าเข้าหาอวี้จิง ชุดขาวปลิวไสว
ข้างเท้าของเด็กหนุ่ม หญิงสาวผมยาวถึงเอวผู้หนึ่งนั่งตัวตรง สัมผัสเทวะอันแข็งแกร่งทะลวงผ่านความว่างเปล่าเป็นชั้นๆ สร้างการตอบสนองกับห้วงเวลาและสถานที่ที่ไม่อาจล่วงรู้
เด็กหนุ่มน่าจะกำลังคุ้มกันนางอยู่
"คุณชายเว่ยยางที่ใช้วิชานั่วเอาชนะไปทั่วเสินตู เป็นผู้หญิง!" หญิงสาวชุดม่วงร้องด้วยความตกใจ
ทุกคนฮือฮาขึ้นมา ตอนที่ฟ้าดินปลดผนึก สำนักต่างๆ ผุดขึ้นมา สวีฝูต้องการสถาปนาการฝึกปราณเป็นสายหลัก จึงล่อลวงเจ้าสำนักรุ่นเยาว์ของสำนักต่างๆ ให้มุ่งหน้าไปเสินตู เพื่อกดทับวิชานั่ว กดทับผู้ที่ฝึกทั้งวิชานั่วและปราณควบคู่กัน
ในตอนนั้นวิชานั่วถูกกดทับจนไร้ค่า หยวนเว่ยยางกลับมา สร้างความตื่นตะลึงให้ใต้หล้าด้วยฝีมือ ใช้วิชานั่วอันบริสุทธิ์เอาชนะเจ้าสำนักของแต่ละสำนัก สถาปนาชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครเทียบได้
หลังจากการต่อสู้ครั้งนั้น หยวนเว่ยยางยังใช้เคล็ดวิชาฝึกปราณอันบริสุทธิ์ เอาชนะตระกูลวิชานั่วใหญ่ๆ ในเสินตูอย่างราบคาบ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คน จนได้รับการยกย่องให้เป็นคุณชายเว่ยยาง
เพียงแต่ไม่มีใครคาดคิดเลยว่า คุณชายเว่ยยางจะเป็นผู้หญิง!
"เด็กหนุ่มหน้าดำที่อยู่ข้างคุณชายเว่ยยาง คือใครกัน?"
"ไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้ติดตามที่คุณชายเว่ยยางเพิ่งรับเข้ามาใหม่กระมัง?"
"คงเป็นพวกไร้ชื่อเสียงนั่นแหละ"
เจ้าสำนักจางแห่งตำหนักซ่างชิงกล่าวอย่างตื่นเต้น "อาปาอาปา!"







