เซวียอิ๋งอันรู้สึกสับสนมึนงง สวี่อิงเคยบอกเขานับครั้งไม่ถ้วนว่า หลี่เซียวเค่อผู้เป็นอาจารย์อาจมีหน้าเนื้อใจเสือ และมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะหลอกใช้เขาให้ไปเก็บเกี่ยวรากวิญญาณวิถีเซียนที่ไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียน
สวี่อิงยังบอกเขาอีกว่า หลี่เซียวเค่ออาจจะเป็นนักตกปลาที่ยังชีพด้วยการกินคน โดยใช้รากวิญญาณวิถีเซียนมาหลอมโอสถเซียน แต่เขาไม่เคยเชื่อเลยสักนิด ซ้ำยังไม่ลังเลที่จะแตกหักกับสวี่อิง
ทว่าครั้งนี้ ระฆังเซียวเหยาเป็นคนพูดออกมาจากปากเอง จะไม่ให้เขาเชื่อได้อย่างไร!
"ทำไมท่านอาจารย์ถึงต้องการแก่นแท้วิถีดั้งเดิม" ภายในใจเขายังคงดิ้นรน จึงเอ่ยถามออกไป
ระฆังเซียวเหยาตอบว่า "เพราะเขาสะสมโอสถเซียนไว้มากมาย หากพึ่งพาวิธีการหลอมที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมเพียงอย่างเดียว ก็ไม่รู้ว่าต้องหลอมไปถึงปีมะโว้ไหน ดังนั้น การใช้แก่นแท้วิถีดั้งเดิมมาหลอมโอสถเซียนจึงเป็นวิธีที่ง่ายดายที่สุด เขาหลอมโอสถร่างมนุษย์มามากมายนัก"
"โอสถร่างมนุษย์?"
"ใช่แล้ว โอสถร่างมนุษย์"
ระฆังเซียวเหยากล่าว "เขาคือผู้บำเพ็ญปราณ ตอนที่ค้นพบวิชานั่ว เขาก็อยู่ขั้นทะยานเป็นเซียนแล้ว ในเวลานั้นวังหนีหวานซึ่งเป็นหนึ่งในความลับทั้งหกแห่งร่างกายมนุษย์ของเขาได้กลายเป็นทะเลโกลาหลอันกว้างใหญ่ ไม่อาจเบิกเปิดได้ เจียงกงก็เต็มไปด้วยไฟเซียน หนาแน่นจนยากจะเปิดออก ส่วนขุมทรัพย์ลับอื่นๆ ยิ่งไม่มีทางเบิกเปิดได้เลย เส้นทางเซียนของเขาขาดสะบั้นลงแล้ว วิธีเดียวที่จะชดเชยได้คือการหลอมโอสถร่างมนุษย์ มีเพียงการกลืนกินโอสถร่างมนุษย์เท่านั้นจึงจะเติมเต็มความลับทั้งหก ยกระดับความแข็งแกร่ง และมีโอกาสทะยานเป็นเซียนได้!"
เซวียอิ๋งอันฟังแล้วอกสั่นขวัญแขวน ในใจรู้สึกขมขื่นเป็นอย่างยิ่ง "ท่านอาจารย์บอกว่าความลับทั้งหกคือวิชานอกรีต ไม่เคยถ่ายทอดให้พวกเราเลย เขาดูถูกความลับทั้งหกมาตลอด..."
ระฆังเซียวเหยาแค่นหัวเราะ "ถ่ายทอดความลับทั้งหกให้พวกเจ้า แล้วให้พวกเจ้าฝึกทั้งปราณและหนัวควบคู่กันงั้นหรือ? ถ้าอย่างนั้น พอพวกเจ้าฝึกจนถึงขั้นทะยานเป็นเซียน เขาจะไม่สู้พวกเจ้าไม่ได้หรืออย่างไร? อย่าว่าแต่ขั้นทะยานเป็นเซียนเลย แค่ขั้นเคาะด่านครั้งที่สาม เขาก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของพวกเจ้าแล้ว! เขาจะบ่มเพาะคู่แข่งกลุ่มหนึ่งขึ้นมาให้ตัวเองทำไม? เลิกฝันกลางวันเถอะ"
สวี่อิงเอ่ยเสียงเบา "ข้าว่าจุดประสงค์ที่หลี่เซียวเค่อบ่มเพาะศิษย์ขึ้นมา ความจริงแล้วเพื่อป่าวประกาศให้โลกภายนอกรู้ว่า เขาคือผู้บำเพ็ญปราณสายหลัก ไม่เคยฝึกวิชานั่ว เพื่อสลัดข้อสงสัยว่าตนเองกินโอสถร่างมนุษย์"
ระฆังเซียวเหยาสมทบ "ก็น่าจะมีเหตุผลด้านนี้ด้วย ต่อหน้าผู้คน เขาล้วนแสดงออกอย่างสง่างามเที่ยงธรรม รักและหวงแหนชื่อเสียงของตัวเองมาก"
เซวียอิ๋งอันตั้งสติ แล้วกล่าวว่า "ผู้อาวุโสเซียวเหยา ท่านยังอธิบายไม่ชัดเจนเลยว่าอะไรคือโอสถร่างมนุษย์"
"โอสถร่างมนุษย์ ก็คือโอสถมหาขุมทรัพย์ความลับทั้งหก ทว่าเมล็ดพันธุ์ของโอสถชนิดนี้ ถูกเพาะปลูกไว้ในร่างกายมนุษย์"
ระฆังเซียวเหยากล่าว "ก่อนอื่นต้องเลือกสายพันธุ์และเพาะพันธุ์ เลือกคนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์และสติปัญญาเป็นเลิศ ยิ่งเป็นเด็กวัยรุ่นยิ่งดี ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง แล้วจัดฉากสร้างถ้ำสวรรค์ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หรือถ้ำวิเศษอะไรทำนองนั้นไว้บนเส้นทางที่เด็กหนุ่มสาวผู้นั้นต้องเดินผ่าน เพื่อให้เขาบังเอิญค้นพบถ้ำสวรรค์หรือถ้ำวิเศษ แล้วได้รับคัมภีร์ลับที่ตัวเองจงใจทิ้งไว้"
สวี่อิงอดนึกถึงสิ่งที่โจวฉีอวิ๋นเคยเผชิญไม่ได้ ปีนั้นโจวฉีอวิ๋นก็บังเอิญได้รับสืบทอดวิชานั่วโบราณที่วังหนีหวาน ณ ถ้ำฉินเหยียน บนเขาอู๋วั่ง
ระฆังเซียวเหยากล่าวต่อ "บางครั้ง ถึงขั้นเตรียมยาวิเศษโอสถทิพย์ไว้ให้ เพื่อช่วยเด็กหนุ่มสาวผู้นั้นทะลวงจุดชีพจรบางจุด สนับสนุนการบ่มเพาะของเขา วัยรุ่นน่ะนะ พอได้รับคัมภีร์ลับที่เซียนโบราณถ่ายทอดให้ ได้ทำความเข้าใจเคล็ดวิชาบ่มเพาะ แถมยังได้วิถีอาคมและพลังศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ อีก จะไม่ซาบซึ้งในบุญคุณได้อย่างไร? จะเกิดความสงสัยได้อย่างไร? นี่แหละที่เรียกว่าการเลือกสายพันธุ์และเพาะพันธุ์"
หัวของเซวียอิ๋งอันดังอื้ออึง
เรื่องนี้ทำให้เขานึกถึงบทสนทนาระหว่างหลี่เซียวเค่อกับสวี่อิงในแปลงกุยช่าย ทั้งสองเรื่องนี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกันบางอย่าง!
หยวนชีถามด้วยความสงสัย "เพาะพันธุ์เพื่อเลือกต้นกุยช่ายงั้นหรือ?"
ระฆังเซียวเหยาไม่รู้เป็นอะไร พอเห็นงูยักษ์ตัวนี้ก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา แต่ก็ยังข่มใจไว้แล้วตอบว่า "ใช่ เพาะพันธุ์เพื่อเลือกต้นกุยช่าย หลังจากเลือกพันธุ์และเพาะพันธุ์แล้ว ยังต้องหาสถานที่เพาะปลูกดีๆ อีก หลี่เซียวเค่อเลือกสถานที่ได้ไม่ดีนัก ครั้งแรกที่เขาเลือกสายพันธุ์ เขาเลือกที่หลิงหลิง ผลคือมีคนไปเพาะพันธุ์ที่นั่นเยอะแล้ว"
มันรำพึงรำพัน "หลิงหลิงเป็นสถานที่ที่ดี ภูเขาแสนลูก ล้วนเคารพเขาจิ่วอี๋ เขาจิ่วอี๋เป็นราชาแห่งภูเขาทั้งมวล เป็นสถานที่ฝังพระศพฮ่องเต้ ย่อมดึงดูดความสนใจจากพวกตาเฒ่าทั้งหลาย โชคดีที่เขาก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เฉินเหมียนจู๋ ผู้ครองแคว้นหนานเตียน ก็คือโอสถร่างมนุษย์ที่เขาเลือกสายพันธุ์และเพาะปลูกมาอย่างพิถีพิถัน แต่ทว่าเขาก็ตระหนักได้ว่าการเลือกสายพันธุ์เพื่อปลูกโอสถนั้นช้าเกินไปจริงๆ ดังนั้นเขาจึงหันมาใช้เส้นทางการเพาะพันธุ์"
สวี่อิงใจกระตุกวาบ เอ่ยว่า "เส้นทางการเพาะพันธุ์ ก็คือตระกูลหยวน ใช่หรือไม่?"
ระฆังเซียวเหยาเอ่ยชม "สมกับที่เป็นท่านเซียนเฒ่าผู้ไม่แก่เฒ่า ฉลาดหลักแหลมจริงๆ"
เซวียอิ๋งอันฟังไม่ค่อยเข้าใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
"การเพาะพันธุ์ของเขา ก็คือการฟูมฟักหกตระกูลเก่าแก่ ตระกูลหยวนแห่งเสินตู ก็เป็นหนึ่งในนั้น ความจริงแล้วยังมีอีกห้าตระกูลใหญ่"
ระฆังเซียวเหยากล่าว "ทิ้งกับดักไว้ในวิชานั่ว ปลอมแปลงวิชานั่วให้เป็นมรดกวิชาเซียนโบราณ ถ่ายทอดให้คนหนุ่มสาวที่มีพรสวรรค์ดี ผ่านการชักใยอย่างลับๆ บางอย่าง ทำให้คนหนุ่มสาวผู้นี้พัฒนาตระกูลขึ้นมา ถ่ายทอดวิชานั่วที่มีกับดักให้คนรุ่นต่อไป สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น คนในตระกูลนี้เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นเซียนหนัว เนื่องจากไม่สามารถหลอมโอสถเซียนในร่างกายได้ จึงไม่มีทางยืดอายุขัย ดังนั้นจึงทำได้เพียงใช้การแฝงกายอำพราง ตราบใดที่เซียนหนัวเข้าสู่ดินแดนแห่งการแฝงกายอำพราง ก็สามารถเก็บเกี่ยวโอสถได้แล้ว"
เซวียอิ๋งอันฟังแล้วขนลุกซู่
แม้สวี่อิงและหยวนชีจะรู้วิธีการเก็บเกี่ยวโอสถร่างมนุษย์ของผู้บำเพ็ญปราณยุคโบราณมานานแล้ว แต่เมื่อได้ฟังระฆังเซียวเหยาบรรยายอีกครั้ง ก็ยังคงอดหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจไม่ได้
ระฆังเซียวเหยากล่าว "ปรมาจารย์ของตระกูลเข้าสู่ดินแดนแห่งการแฝงกายอำพราง ลูกหลานตามมาค้นหา พบว่าปรมาจารย์เหลือเพียงหนังมนุษย์ผืนหนึ่ง มักจะเป็นเพราะถูกเก็บเกี่ยวโอสถไปแล้ว หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ธุรกิจจะไม่พังหรือ? ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีตำนานเรื่องการละสังขารทะยานเป็นเซียน การปลดปล่อยกายเนื้อทะยานเป็นเซียน และอื่นๆ บอกว่าพวกเขาแกล้งตาย ละสังขารทะยานเป็นเซียน ปลดปล่อยกายเนื้อทะยานเป็นเซียนไปแล้ว ลูกหลานก็จะไม่สงสัย และตั้งหน้าตั้งตาฝึกวิชานั่วที่มีกับดักต่อไป ด้วยวิธีนี้ ก็สามารถเก็บเกี่ยวเซียนหนัวได้รุ่นแล้วรุ่นเล่า การกระทำแบบนี้ เรียกว่าการตัดต้นกุยช่าย"
หยวนชีเอ่ยถาม "แล้วถ้ามีคนจับได้ล่ะ? ถ้ามีคนพบว่ามีกับดักอยู่ในวิชานั่ว แล้วบอกให้ทุกคนรู้ ทุกคนก็รู้ว่าข้างในมีกับดัก ฝึกแล้วจะถูกกินล่ะ?"
ระฆังเซียวเหยาแค่นหัวเราะ "รู้แล้วเจ้าจะไม่ฝึกงั้นหรือ? ทุกคนต่างก็ฝึกกัน ถ้าเจ้าไม่ฝึก เจ้าก็ไม่มีแม้แต่คุณสมบัติจะเป็นต้นกุยช่ายด้วยซ้ำ! จะโดนคนอื่นกำจัดทิ้งโดยตรงเลยล่ะ!"
หยวนชีอ้าปากค้าง
ระฆังเซียวเหยากล่าว "นี่แหละคือความแยบยลของการตัดต้นกุยช่าย หรือที่เรียกกันว่า คม ไว และเท่าเทียม ตอนตัดจะต้องคมกริบ จะต้องรวดเร็ว จะต้องเท่าเทียม ต้นกุยช่ายที่ถูกตัดถึงจะไม่เจ็บปวด ถึงจะไม่รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม พวกเขาก็ยังคงฝึกฝนต่อไป ต้นกุยช่ายถึงจะมีมาให้ตัดอย่างไม่ขาดสาย"
เซวียอิ๋งอันกระจ่างแจ้งแก่ใจ เมื่อนำไปเทียบกับคำพูดพรรณนาถึงต้นกุยช่ายของหลี่เซียวเค่อในแปลงกุยช่าย เขาก็เข้าใจทันทีว่าปรัชญาชีวิตในคำพูดเหล่านั้น ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด แต่กลับเต็มไปด้วยความคาวเลือดและความชั่วร้าย!
ตอนนั้นหลี่เซียวเค่อพูดถึงการเพาะพันธุ์ การเลือกที่ดิน แล้วยังพูดถึงเวลาที่จะตัดกุยช่าย วิธีตัดกุยช่าย การบ่มเพาะอารมณ์ของกุยช่าย การสมานแผลของกุยช่าย
ในตอนนั้นเขารู้สึกว่ามันลึกซึ้งมาก เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ามันจะลึกซึ้งในความหมายแบบนี้!
ระฆังเซียวเหยากล่าว "พวกเจ้าเองก็เป็นต้นกุยช่าย เจ้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าที่มีอยู่มากมายขนาดนี้ ถึงไม่มีใครฝึกจนบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมได้เลย?"
เซวียอิ๋งอันกล่าว "อาจารย์บอกว่าฟ้าดินแห่งนี้ พลังวิญญาณไม่เพียงพอ พลังดั้งเดิมเบาบาง ไม่พอให้พวกเราฝึกจนบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมได้ ต้องกลับไปที่โลกหยวนโซ่วเท่านั้น จึงจะสามารถบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมได้ อีกทั้งการจะบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ส่วนบุคคลด้วย"
ระฆังเซียวเหยาหัวเราะฮ่าๆ "เขาแค่เห็นพวกเจ้าเป็นภาชนะเท่านั้นแหละ เจ้ารู้หรือไม่ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าตายอย่างไร?"
เซวียอิ๋งอันนึกขึ้นได้ เมื่อก่อนเขามีศิษย์พี่ใหญ่อยู่คนหนึ่ง พรสวรรค์ไร้เทียมทาน สติปัญญาฉลาดล้ำเลิศ ต่อมาออกไปท่องเที่ยวยุทธภพ แล้วก็จากไปอย่างโชคร้าย
"ท่านอาจารย์บอกว่าตอนที่เขาออกไปท่องเที่ยวยุทธภพ เขาได้พบกับเทพมาร แล้วถูกเทพมารกลืนกิน" เซวียอิ๋งอันเอ่ยเสียงเบา ความมั่นใจเริ่มลดน้อยถอยลง
ระฆังเซียวเหยากล่าว "เคล็ดวิชาที่พวกเจ้าฝึกฝน ล้วนเป็นเคล็ดวิชาที่เขาคัดสรรมาอย่างตั้งใจ พวกเจ้าก็เป็นคนที่เขาคัดสรรมาอย่างตั้งใจเช่นกัน จุดประสงค์ของเขา ความจริงแล้วก็คือการปั้นพวกเจ้าให้เป็นรูปร่างในแบบที่เขาต้องการ เพื่อที่เขาจะได้ยึดร่างได้สะดวกขึ้น"
สวี่อิงและหยวนชีสบตากัน นึกถึงประสบการณ์ของจู๋ฉานฉาน หยวนชีจึงเอ่ยว่า "ความลับทั้งหกของปรมาจารย์ฉานฉานยังเปิดไม่สมบูรณ์ ดังนั้นจึงไม่กล้าฝึกจนบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิม"
สวี่อิงพยักหน้า "ลูกศิษย์ของหลี่เซียวเค่อไม่มีใครฝึกจนบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมได้ น่าจะเป็นเพราะเมื่อบรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิมแล้ว จะไม่มีใครสามารถเปิดความลับทั้งหกของร่างกายได้ ดังนั้น หลี่เซียวเค่อจึงต้องจำกัดขอบเขตการฝึกฝนของภาชนะเหล่านี้"
ระฆังเซียวเหยากล่าว "การตายของศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า ก็คือการที่เขาอยากจะทดสอบดูว่า การยึดร่างจะสำเร็จหรือไม่ การทดสอบครั้งนั้นสมบูรณ์แบบมาก แต่ตอนนั้นเขายังไม่จำเป็นต้องยึดร่าง ดังนั้นจึงทำได้เพียงทิ้งร่างเนื้อของศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าไป แล้วกลับคืนสู่ร่างเดิม"
เซวียอิ๋งอันรู้สึกเพียงโลกหมุนเคว้ง ร่างกายซวนเซ ทรุดฮวบลงไปนั่งกองกับพื้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก
หยวนชีเอ่ยถาม "ผู้อาวุโสเซียวเหยา แล้วเรื่องการกินกุยช่ายล่ะ?"
จู่ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ ตอนนั้นหลี่เซียวเค่อเน้นย้ำอธิบายถึงวิธีกินกุยช่ายแบบต่างๆ ให้สวี่อิงฟัง เริ่มตั้งแต่กินสด จากนั้นก็กุยช่ายย่าง ผัดใส่เนื้อ ผัดน้ำมันหอย ผัดไข่ และผัดใส่วุ้นเส้น สารพัดวิธีกิน!
ระฆังเซียวเหยาแค่นหัวเราะ "เจ้าคงไม่อยากรู้วิธีกินพวกนี้หรอก มันโหดร้ายเกินไป แม้แต่ข้าก็ยังทนดูไม่ได้"
เซวียอิ๋งอันเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยเสียงฝาดเฝื่อน "แต่ผู้อาวุโสเซียวเหยากลับช่วยเขาปิดบังมาตลอด แถมยังช่วยเขาตัดต้นกุยช่ายอีก"
ระฆังเซียวเหยาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้าเองก็ทำไปเพื่อการทะยานเป็นเซียน เขามีแต่ต้องเก็บเกี่ยวโอสถร่างมนุษย์ ได้รับความลับทั้งหก หลอมโอสถเซียนทั้งหกชนิด ถึงจะต่ออายุขัยได้ ถึงจะยกระดับความแข็งแกร่งได้ ถึงจะสามารถต่อกรกับมหาทัณฑ์สวรรค์และทะยานเป็นเซียนได้! เมื่อถึงเวลานั้น เรื่องเล็กน้อยอย่างการตัดต้นกุยช่าย จะนับเป็นอะไรได้? เจ้ายืนอยู่บนจุดสูงสุด เปล่งประกายเจิดจรัส ใครจะไปจำเรื่องพรรค์นี้ได้อีก?"
เซวียอิ๋งอันหมดอาลัยตายอยาก จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
ระฆังเซียวเหยากล่าวอย่างหยิ่งผยอง "สามพันปีมานี้ เขาเก็บเกี่ยวโอสถเซียนความลับทั้งหกไปมากพอแล้ว ปลูกถ่ายถ้ำสวรรค์ความลับทั้งหกไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ หากเขาไม่ทรยศข้า ไปมีรักใหม่ ข้าก็คงไม่แฉเขาหรอก แต่ในเมื่อเขาไร้ความปรานี ข้าก็จะไม่ไว้หน้า! เขารักและหวงแหนชื่อเสียงของตัวเองนัก ข้าก็จะทำลายมันซะ!"
มันเข้ามาตรงหน้าสวี่อิง "ในร่างกายพวกเจ้ามีแก่นแท้วิถีดั้งเดิม สามารถช่วยเขาหลอมโอสถเซียนความลับทั้งหกได้ หากข้าต้องการจะแก้แค้นเขา ก็จะทำให้แผนการของเขาพังทลายไม่เหลือชิ้นดี!"
ในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาดังมาจากข้างนอก "เซียวเหยา เจ้าเอาเรื่องที่ข้ากำลังจะทำมาพูดจนหมดแบบนี้ ทำให้ข้าลำบากใจมากนะ"
เสียงนี้ เป็นเสียงของหลี่เซียวเค่ออย่างแน่นอน!
ระฆังเซียวเหยาอดตัวสั่นไม่ได้ มันหัวเราะฮ่าๆ "ลำบากใจงั้นหรือ? งั้นก็ไม่ต้องทำแล้ว! ในเมื่อเจ้าร้ายมา ข้าก็จะร้ายกลับ! วันนี้ข้าจะคว่ำฟ้าดินของเจ้า แฉการกระทำของเจ้าออกไปให้หมด!"
เซวียอิ๋งอันลุกขึ้น เดินมาอยู่ข้างสวี่อิง หยวนชีเองก็รวบรวมสติ กระซิบถามว่า "อาอิ้ง มีวิธีหนีออกไปไหม?"
สวี่อิงมีสีหน้าเคร่งเครียด การต่อสู้ครั้งนี้ ต่อให้ระฆังเซียวเหยาแปรพักตร์ โอกาสชนะของพวกเขาก็ยังมีน้อยนิดจนแทบไม่มี
หลี่เซียวเค่อแข็งแกร่งเกินไปจริงๆ ส่วนระฆังเซียวเหยาก็ถูกระฆังใหญ่ทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส ไม่มีทางเป็นคู่มือของหลี่เซียวเค่อได้เลย!
หลี่เซียวเค่อเดินเข้ามาจากข้างนอก เข้าสู่เรือนหมิงเซียง สายตากวาดผ่านใบหน้าของเซวียอิ๋งอัน ก่อนจะไปหยุดที่ใบหน้าของสวี่อิง เขาค้อมตัวลงเล็กน้อย ถอนหายใจ "สหายเต๋าสวี่ เรื่องน่าอายในครอบครัวของข้า ทำให้สหายเต๋าต้องขบขันแล้ว"
สวี่อิงคารวะตอบ ยิ้มกล่าว "วีรกรรมของสหายเต๋า ข้าได้ยินมานานแล้ว จึงไม่ได้แปลกใจอะไรนัก"
สายตาของหลี่เซียวเค่อจับจ้องไปที่ระฆังเซียวเหยา เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ "เซียวเหยา เจ้ายังไม่เข้าใจความรู้สึกของข้าอีกหรือ? ที่ข้าฟาดเจ้าไปฝ่ามือหนึ่ง นั่นไม่ใช่เพื่อความหวังดีต่อเจ้าหรอกหรือ? เจ้าถูกระฆังพังๆ ใบนั้นสะกดปิดผนึก ข้ามองดูอยู่ก็เจ็บปวดใจ แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าจะคลายตราประทับอักขระแปลกประหลาดพรรค์นั้นได้อย่างไร จึงทำให้เจ้าต้องน้อยเนื้อต่ำใจ คิดไม่ถึงเลยว่า เจ้าจะมาโกรธเคืองข้าเพราะเรื่องนี้!"
ระฆังเซียวเหยาตวาดกร้าว "เจ้าเข้าข้างระฆังชั้นต่ำใบนั้น เจ้ายังบอกว่าข้าลอบกัดมัน ไม่มีคุณธรรมของของวิเศษ!"
หลี่เซียวเค่อถอนหายใจ "ข้าก็แค่รีบร้อนอยากจะปกป้องเจ้า เจ้าลองคิดดูสิ หากข้าไม่เกลี้ยกล่อมระฆังชั้นต่ำใบนั้นให้สงบลง จะทำความเข้าใจอักขระวิถีเซียนบนตัวมันได้อย่างไร? เซียวเหยา เจ้ากับข้าถึงจะเป็นคู่กันอย่างแท้จริง! เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าชอบมันจริงๆ หรอกนะ? มันเป็นแค่ระฆังทองแดง แถมอักขระบนตัวมันก็ยังไม่สมมาตรกันอีกต่างหาก!"
น้ำเสียงของระฆังเซียวเหยาลดความเกรี้ยวกราดลง เอ่ยตะกุกตะกัก "ข้า... ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนแบบนั้น ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่ควรเข้าใจเจ้าผิด"
สวี่อิงถึงกับอ้าปากค้าง
หยวนชีรีบร้องบอก "ผู้อาวุโสเซียวเหยา พวกเราต่างหากที่เป็นพวกเดียวกัน! ท่านลืมไปแล้วหรือ เขาหักหลังท่านนะ!"
หลี่เซียวเค่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พวกเราต้องทะยานเป็นเซียนไปด้วยกัน จะไม่ทอดทิ้งกัน เมื่อข้าทำความเข้าใจอักขระวิถีเซียนบนตัวมันได้แล้ว ข้าก็จะคัดลอกลงไปบนตัวเจ้า นี่ไม่ใช่เพื่อความหวังดีต่อเจ้าหรอกหรือ?"
จู่ๆ ระฆังเซียวเหยาก็ระเบิดอานุภาพออกมา สะกดสวี่อิง หยวนชี และเซวียอิ๋งอันที่อยู่ด้านหลังเอาไว้ด้วยกัน แล้วเอ่ยถาม "สหายเต๋า แล้วพวกเขาสามคน จะจัดการอย่างไรดี?"
สวี่อิงทั้งสามคนทั้งตกใจทั้งโกรธ หยวนชีเงยหน้าขึ้น ตวาดลั่น "นายเป็นอย่างไร ของวิเศษก็เป็นอย่างนั้น หลี่เซียวเค่อ ระฆังเซียวเหยา พวกเจ้าสองคนมันหน้าไม่อาย จะฆ่าจะแกงก็เชิญตามสบาย! แต่ว่า เจ้าต้องส่งท่านระฆังออกมา! ท่านระฆัง ท่านระฆัง!"
หลี่เซียวเค่อเรียกประทับระฆังทองแดงขึ้นมา เอ่ยอย่างเนิบนาบ "เมื่อก่อนตอนที่ข้าหลอมระฆังใบนี้ ไม่ได้ประทับตราอะไรไว้มากนัก แต่ตอนนี้ข้าประทับตราของข้าลงไปใหม่แล้ว ในที่สุดก็สามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ เจ้าคิดว่าตอนนี้มันยังจะหนีพ้นเงื้อมมือของข้าไปได้อีกหรือ?"
เขาแบมือออก ระฆังใหญ่ลอยอยู่บนฝ่ามือของเขา พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการควบคุม แต่ก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้
เซวียอิ๋งอันโกรธจัด เงยหน้าขึ้นตวาด "หลี่เซียวเค่อ ธาตุแท้ของเจ้าจะต้องถูกบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องแฉออกมาแน่!"
หลี่เซียวเค่อมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า "ศิษย์โง่เอ๋ย ไม่มีทางหรอก ศิษย์พี่ศิษย์น้องเหล่านั้นจะเชื่อพวกเจ้า หรือเชื่ออาจารย์ล่ะ? ยิ่งไปกว่านั้น ข้าเชิญสหายเต๋าสวี่ขึ้นเขา แต่สหายเต๋าสวี่กลับมีเจตนาไม่ซื่อ หวังจะร่วมมือกับเจ้าลอบทำร้ายอาจารย์"
เซวียอิ๋งอันชะงักไป โต้แย้งว่า "ข้าไม่ได้ทำ!"
"ข้าบอกว่าทำก็คือทำ"
ในดวงตาของหลี่เซียวเค่อทอประกายตื่นเต้น กล่าวว่า "เจ้าร่วมมือกับคนนอก ลอบทำร้ายอาจารย์ วางแผนยึดครองเขาจิ่วหลง เพื่อขึ้นเป็นเจ้าสำนักสูงสุด แต่โชคดีที่ระฆังเซียวเหยาล่วงรู้แผนการของเจ้า จึงสะกดเจ้าเอาไว้ ช่วยชีวิตอาจารย์ไว้ได้ ข้าปฏิบัติกับเจ้าเหมือนลูกในไส้ แต่เจ้ากลับมีใจอำมหิต ทรยศสำนัก แต่อาจารย์เห็นแก่ความผูกพันฉันศิษย์อาจารย์ จะไม่ฆ่าเจ้า แต่จะเนรเทศเจ้ากับสหายเต๋าสวี่ออกไปพร้อมกัน"
ระฆังเซียวเหยาเอ่ยอย่างตื่นเต้น "เนรเทศพวกเขาออกจากเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย ไล่ต้อนไปที่ดินแดนทัณฑ์สวรรค์! จากนั้นก็ไล่ล่าพวกเขา เหมือนตอนที่ไล่ล่าศิษย์พี่ใหญ่เมื่อปีนั้นไง!"
หลี่เซียวเค่อเองก็ยิ่งตื่นเต้นขึ้นไปอีก "นี่คือเกมล่าสัตว์ คนทั้งเขาจิ่วหลงต่างคิดว่าอาจารย์เนรเทศพวกเจ้าออกไปแล้ว ความจริงอาจารย์ก็แค่ไม่อยากให้พวกเขารู้ ว่าพวกเจ้ากำลังจะถูกข้าดูดซับต่างหาก"
บนยอดเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย สวี่อิงและเซวียอิ๋งอันถูกโซ่ล่ามข้อเท้าเอาไว้ หยวนชีเองก็ถูกล่ามเขาคู่สีขาวดำบนหัวเอาไว้เช่นกัน
ทั่วทั้งเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย บรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องของเซวียอิ๋งอันต่างจ้องมองมาด้วยความโกรธแค้น ถลึงตาใส่พวกเขา แทบอยากจะกำจัดทิ้งให้พ้นหูพ้นตา
พวกเขาล้วนรู้ว่าเซวียอิ๋งอันสมรู้ร่วมคิดกับสวี่อิง หวังจะลอบทำร้ายอาจารย์ของพวกเขา ไม่มีใครยอมฟังคำแก้ตัวของเซวียอิ๋งอันเลยสักคนเดียว
หลี่เซียวเค่อถอนหายใจ เอ่ยว่า "อิ๋งอัน เจ้าไร้ความปรานี แต่อาจารย์ไม่อาจไร้คุณธรรม ข้าปฏิบัติกับเจ้าเหมือนลูกในไส้ ตัดใจฆ่าเจ้าไม่ลง วันนี้จะเนรเทศเจ้าไปยังดินแดนทัณฑ์สวรรค์ เจ้า... รักษาตัวด้วยเถอะ"
เขาทนดูไม่ได้ เอาแขนเสื้อบังหน้า แล้วโบกมือ
บรรดาศิษย์รีบพุ่งเข้าไป ผลักสวี่อิงทั้งสามคนตกลงมาจากเขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย ร่วงหล่นลงสู่ดินแดนทัณฑ์สวรรค์เบื้องล่าง
เขาจิ่วหลงหลิงกุยช่ายปักอยู่บนท้องฟ้า ยอดเขาหันลงสู่พื้นดิน ห่างจากพื้นดินมากกว่าสิบลี้
เซวียอิ๋งอันตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ใช้สัมผัสเทวะดึงกระบี่บินที่ตัวเองซ่อนไว้ในดินแดนซีอี๋ออกมา มือจับกระบี่บินฟันข้อเท้าซ้ายของตัวเองขาดกระเด็น!
เขากัดฟันทนความเจ็บปวดแสนสาหัส แต่ก็ยังเจ็บจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก เขายื่นกระบี่บินให้สวี่อิง เอ่ยว่า "พี่สวี่ ในโซ่มีผนึกของสำนักข้าอยู่ เมื่อถูกล่ามไว้ก็ไม่สามารถรีดเร้นตบะได้ หากตกลงไป ต้องถูกกระแทกตายแน่ๆ พวกท่านก็ฟันเท้าของตัวเองทิ้งซะเถอะ..."
เขาเพิ่งจะพูดถึงตรงนี้ ก็เห็นสวี่อิงยกมือขึ้น ทั่วทั้งแขนเปล่งประกายเจิดจ้า ปรากฏตราประทับอักขระอันลึกลับสุดหยั่งคาดขึ้นมา
สวี่อิงตวัดมือฟันลงไปครั้งเดียว โซ่ตรวนก็ขาดสะบั้น
เซวียอิ๋งอันถึงกับอึ้งไป
สวี่อิงหลุดพ้นจากโซ่ตรวน แล้วอธิบายว่า "นี่คืออักขระวิถีสวรรค์ ตอนที่ข้าได้รับแขนของเทพมังกรหลงเยวียนมา ข้าก็ทำความเข้าใจมันได้ ผนึกของอาจารย์เจ้า ล่ามวิถีสวรรค์ไว้ไม่ได้หรอก"
ขาที่ขาดของเซวียอิ๋งอันยังคงสั่นระริก เลือดพุ่งกระฉูดออกมา
สายตาของสวี่อิงตกลงบนขาของเขา ถอนหายใจ "อิ๋งอัน เจ้าลงมือเร็วเกินไป ข้าห้ามไม่ทันเลย"
เขาฟันโซ่ที่ล่ามเขาคู่สีขาวดำของหยวนชีจนขาด หยวนชีฟื้นฟูตบะกลับมาได้ มันมองดูขาที่ขาดซึ่งยังคงมีเลือดพุ่งกระฉูดของเซวียอิ๋งอัน แล้วถอนหายใจ "เจ้านี่นะ ใจร้อนเกินไปแล้ว"
มันลดเสียงเบาลง "อาอิ้ง จะช่วยเขารักษาไหม?"
สวี่อิงกระซิบตอบ "ผิดเป็นครู ให้เขาจำไว้เป็นบทเรียนก่อน คราวหน้าจะได้ไม่ทำแบบนี้อีก"
เซวียอิ๋งอันกลั้นความเจ็บปวด ร้องตะโกนลั่น "พวกท่านเวลาคุยกันช่วยเบาเสียงหน่อยได้ไหม ข้าได้ยินหมดแล้วนะ!"







