(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 455
บทที่ 455 พางกวง ความคิดนายมันน่าติดคุกจริงๆ
"เชอชวีมีไว้ทำอะไร?"
พางกวงจ้องมองเขม็ง แล้วก็ใช้มือลูบๆ คลำๆ
ของสิ่งนี้แข็งราวกับเหล็ก รูปร่างหน้าตาคล้ายกับเปลือกหอยในทะเล
"ไม่ใช่เชอชวี แต่เป็นหอยเชอชวี"
เฉินหยูนั่งยองๆ ลงกับพื้น แล้วเขียนคำว่าหอยเชอชวีลงไป
"ของสิ่งนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น หากดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว มันคล้ายกับรอยล้อรถม้าในสมัยโบราณที่บดทับลงไป จึงถูกเรียกว่ารอยล้อรถ"
"และเนื่องจากของสิ่งนี้เมื่อผ่านการขัดเงาแล้ว จะสามารถเปล่งประกายงดงามราวกับไข่มุก เนื้อสัมผัสแข็งราวกับหิน คนโบราณจึงตั้งชื่อให้มันใหม่ว่าเชอชวี"
"หอยเชอชวีจัดเป็นเปลือกหอยขนาดใหญ่ในมหาสมุทร มีสีขาวราวกับงาช้าง และมีความแวววาวราวกับอัญมณีและไข่มุก"
"นอกจากจะเป็นเครื่องประดับที่พบเห็นได้ทั่วไปของเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์แล้ว มันยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสมบัติของทางพุทธศาสนาอีกด้วย"
ทางพุทธศาสนามีสมบัติอยู่เจ็ดประการ และหอยเชอชวีก็เป็นหนึ่งในนั้น
พระภิกษุสงฆ์ผู้มีตบะบารมีมักจะใช้หอยเชอชวีมาทำเป็นพระพุทธรูป ลูกประคำ และของขลังอื่นๆ
ของสิ่งนี้แข็งแกร่งราวกับหิน จึงถูกทางพุทธศาสนาเปรียบเปรยว่ามีธรรมะที่หนักแน่นดั่งศิลา ไม่อาจทำลายล้างได้
นอกจากนี้ ภายในหอยเชอชวียังมีพลังวิญญาณพิเศษ
สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย ปัดเป่าภัยพิบัติ ปกปักรักษาบ้านเรือน
กวักโชคลาภ บำรุงร่างกาย และช่วยปรับสมดุลฮวงจุ้ยได้อีกด้วย
เมื่อได้ยินว่าหอยเชอชวีเป็นถึงของขลังทางพุทธศาสนา พางกวงก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
เขายื่นมือทั้งสองข้างออกไป แล้วยกหอยเชอชวีขนาดยักษ์ก้อนนั้นขึ้นมาอย่างง่ายดาย
"หมอเฉิน หอยเชอชวีเป็นทั้งเครื่องประดับของขุนนางชั้นผู้ใหญ่ แถมยังเป็นเจ็ดสมบัติทางพุทธศาสนา มันต้องมีราคาแพงมากแน่ๆ เลยใช่ไหม?"
"ก็แพงมากจริงๆ นั่นแหละ"
เฉินหยูพูดด้วยสีหน้าแปลกๆ "หอยเชอชวีในต่างประเทศ ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสี่อัญมณีอินทรีย์ ร่วมกับปะการัง อำพัน และไข่มุก"
"ราคาของหอยเชอชวีป่าที่ผ่านการเจียระไนแล้วหนึ่งชั่ง แพงยิ่งกว่าทองคำในน้ำหนักที่เท่ากันเสียอีก"
"โอ้โห แม่เจ้า! ที่แท้สิ่งที่ฉันอุ้มอยู่ก็ไม่ใช่เปลือกหอย แต่เป็นทองคำหนักหลายสิบชั่งนี่เอง"
พางกวงพูดอย่างตื่นเต้น "หมอเฉิน หลังจากเสร็จภารกิจนี้แล้ว เราสองคนไปงมหาหอยเชอชวีที่ริมทะเลกันเถอะ"
"ไม่ว่าจะขายได้เงินเท่าไหร่ นายเอาไปเจ็ดส่วน ฉันเอาสามส่วน เป็นไง?"
มุมปากของเฉินหยูกระตุก ก่อนจะพูดขึ้นว่า "พางกวง ความคิดของนายมันน่าติดคุกจริงๆ นะ"
"แหะๆๆ"
พางกวงวางหอยเชอชวีในมือลง แล้วหัวเราะเบาๆ "ความจริงแล้วฉันเป็นคนมีหัวการค้านะ ถ้าไม่ใช่เพราะที่บ้านฐานะไม่ดี เลยได้เรียนแค่ชั้นมัธยมปลายล่ะก็..."
"บางทีป่านนี้ ฉันอาจจะได้เป็นท่านประธานไปแล้วก็ได้"
พูดถึงตรงนี้ น้ำเสียงของพางกวงก็เริ่มร้อนรนขึ้นมา "หมอเฉิน ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พวกเรารีบไปกันเถอะ"
"จับหัวหน้าแก๊งปีศาจหนูพวกนั้น แล้วเอาไปส่งให้หัวหน้าหน่วย จากนั้นฉันจะขอลางานสักหนึ่งเดือนทันที"
"เช่ารถกระบะเล็กสักคัน แล้วนายกับฉันก็ไปที่ทะเลด้วยกัน งมขึ้นมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้!"
"บางทีพอกลับมา ฉันอาจจะซื้อบ้านด้วยเงินสดได้เลยนะ"
เงินเดือนที่หน่วยปฏิบัติการจ่ายให้พางกวงทุกเดือนคือสองหมื่นห้าพันหยวน
หักภาษีเงินได้และกองทุนประกันสังคมต่างๆ แล้ว ก็จะเหลือประมาณสองหมื่นกว่าหยวนนิดๆ
บวกกับโบนัสปลายปีและเงินอุดหนุนต่างๆ ตลอดทั้งปีก็มีรายได้ประมาณสามแสนหยวน
ดูเหมือนจะเยอะ
แต่เมื่อมาอยู่ในหางโจวที่ราคาบ้านเฉลี่ยเกือบสามหมื่นหยวนต่อตารางเมตร มันก็ไม่พอใช้เลยสักนิด
หากต้องการซื้อบ้านในท้องถิ่น และรับพ่อแม่มาอยู่ด้วยกัน อย่างน้อยก็ต้องเก็บเงินประมาณสิบปี
"นายคงไม่มีโอกาสนั้นแล้วล่ะ"
"ทำไมล่ะ?"
พางกวงถามอย่างประหม่า "หรือว่าของสิ่งนี้มันงมยากเหรอ?"
"ถ้าเกิดว่างมยากล่ะก็ ฉันก็จะเรียกเฒ่าโจวไปด้วย"
เฒ่าโจวก็เหมือนกับพางกวง พวกเขาล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามของหน่วย
วิชาประจำตระกูลคืองมศพในน้ำ
เดินทางข้ามผ่านสองภพหยินหยาง ว่ายน้ำเก่งเป็นเลิศ
เฉินหยูหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาปัดๆ กดๆ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันหน้าจอไปทางพางกวง
วินาทีต่อมา พางกวงก็คอตกราวกับมะเขือม่วงที่โดนน้ำค้างแข็งเกาะ
บ้านหลังใหญ่ขนาดร้อยตารางเมตรใจกลางเมืองหางโจวที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม จู่ๆ ก็บินหนีไปเสียแล้ว
หลี่ชางจวินพูดถูกจริงๆ
วิธีหาเงินน่ะ แม่งล้วนแต่อยู่ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งนั้น
หอยเชอชวีจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่หายาก
ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็มีความผิด ซื้อซากที่ตายแล้วก็ต้องเข้าไปเหยียบจักรเย็บผ้าในคุกเหมือนกัน
"ไปเถอะ ไว้มีโอกาสจะซื้อบ้านให้นายสักหลัง ตอนนี้จัดการธุระสำคัญก่อนดีกว่า"
เฉินหยูตบไหล่พางกวงเบาๆ แล้วพาเขาเดินไปข้างหน้าต่อ
พางกวงมองดูหอยเชอชวียักษ์ที่อยู่ด้านหลังอย่างอาลัยอาวรณ์
พร้อมกับถอนหายใจว่าตัวเองเกิดมาไม่มีดวงรวย
"พวกปีศาจหนูบ้าพวกนี้ นิสัยเหมือนกับพวกหลวงจีนที่ละโมบอยากได้เงินไม่มีผิด เลวทรามพอๆ กันเลย"
"ในรูหนูซ่อนของมีค่าเอาไว้ตั้งเยอะแยะ"
"ก็เห็นๆ กันอยู่ว่าพวกมันหลอกคนมามากขนาดไหน"
"เดี๋ยวถ้าเจอพวกปีศาจหนูพวกนี้ล่ะก็ พ่อจะจัดมื้อใหญ่ให้พวกมันอย่างสาสมเลยคอยดู"
พางกวงถูมือไปมาพร้อมกับพูดว่า "อย่างน้อยต้องซัดสักร้อยตัว!"
เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินหยูก็หยุดเดิน แล้วกระทืบเท้าลงบนพื้นสองครั้ง
ทันใดนั้น รอบด้านก็ปรากฏหนูตัวใหญ่ที่กำลังแยกเขี้ยว ซึ่งมีขนาดตัวพอๆ กับแมวบ้านขึ้นมาจำนวนมากจากความว่างเปล่า
"นี่ไง ไม่ใช่ว่าเห็นแล้วหรอกเหรอ"
"ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ ร้อยตัวพอดีเป๊ะ"
"ปรมาจารย์พาง เชิญแสดงฝีมือให้สนุกเลย"
เฉินหยูพูดพลางหัวเราะ
"ซี๊ด!"
เมื่อพางกวงเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว และหยุดบ่นพึมพำในปากทันที
"หมอเฉิน พวกปีศาจหนูพวกนี้มาซ่อนตัวอยู่แถวๆ พวกเราตั้งแต่เมื่อไหร่?"
"พวกมันไม่ได้ซ่อนตัว แต่คอยเดินตามพวกเรามาแบบไม่ให้คลาดสายตาเลยต่างหาก"
เฉินหยูพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ตั้งแต่ตอนที่เราลงมา แล้วนายเริ่มโวยวาย พวกมันก็เริ่มตามพวกเรามาแล้วล่ะ"
ก่อนหน้านี้ เฉินหยูเคยอธิบายความสามารถของเซียนฮุยให้พางกวงฟังแล้ว
เชี่ยวชาญการเปลี่ยนชะตาชีวิต และการวางค่ายกล
สะสมความมั่งคั่ง และลอบมองความลับสวรรค์
ในถ้ำใต้ดินมีการวางค่ายกลเอาไว้สองชั้น
ค่ายกลชั้นแรกใช้สำหรับปกปิดกลิ่นอายและกลิ่นตัว
ส่วนค่ายกลอีกชั้นหนึ่ง ใช้สำหรับพรางตัว
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมหลี่ชางจวินถึงส่งคนมาสืบข่าวตั้งหลายรอบ
แต่กลับไม่มีใครสามารถสืบหาร่องรอยอะไรได้เลย
"แม่ร่วง! พวกหนูพวกนี้กลายเป็นปีศาจไปแล้วจริงๆ ด้วย"
พูดจบ พางกวงก็ยิ้มเจื่อนๆ ออกมา
หนูจะไม่กลายเป็นปีศาจได้ยังไงล่ะ
หนูที่ล้อมรอบพวกเขาทั้งสองคนมีมากถึงร้อยกว่าตัว
ส่วนใหญ่ตัวโตพอๆ กับแมว
ในบรรดาพวกมัน มีอยู่สองสามตัวที่ตัวเกือบจะเท่ากับสุนัขโกลเด้นแล้ว
ฝูงหนูอัดแน่นยั้วเยี้ย ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งแสงสีแดงอันชั่วร้ายออกมา
เสียงสวบสาบของพวกมันดังจนทำให้คนฟังรู้สึกขนลุกซู่
เฉินหยูพูดติดตลก "ไหนนายบอกว่าจะจัดมื้อใหญ่ให้พวกมันไม่ใช่เหรอ?"
"ตอนนี้พวกมันมาแล้ว มื้อใหญ่ของนายก็พร้อมเสิร์ฟได้แล้วล่ะ"
หนูเป็นร้อยตัวล้วนเป็นปีศาจที่มีตบะบารมี พางกวงได้แต่โอดครวญอยู่ในใจ
คำว่าภัยออกจากปากเป็นยังไง ตัวเขานี่แหละคือตัวอย่างที่ดีที่สุด
ทั้งที่รู้ว่ามีฝูงหนูพวกนี้ตามมาข้างกาย แต่เฉินหยูกลับนิ่งเฉย
เห็นได้ชัดว่าเขามีแผนอื่นอยู่ในใจ
"พ่อจะสู้ตายกับพวกแก!"
ด้วยคติที่ว่าแพ้คนไม่แพ้ฟอร์ม ยอมหักไม่ยอมเสียหน้า
พางกวงจึงตัดสินใจงัดเอาไม้ตายออกมาใช้
เขาเชิญผีจอมพลังในร่างออกไป แล้วถอดกล้องบันทึกภาพส่งให้เฉินหยูเก็บไว้
จากนั้นก็เริ่มประสานอินร่ายมนตร์อีกครั้ง
อุณหภูมิภายในถ้ำเริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
ใบหน้าของพางกวงค่อยๆ บิดเบี้ยวอย่างดุร้าย ใบหูทั้งสองข้างแหลมขึ้น
ท่อนแขนที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมา ปรากฏรอยด่างดำเป็นหย่อมๆ
รอยด่างดำมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนค่อยๆ ปกคลุมสติกเกอร์รอยสักเต็มแขนทั้งสองข้าง
เฉินหยูพยักหน้าเล็กน้อย ที่แท้นี่ก็คือไม้ตายของพางกวงนี่เอง
ภูตเพลิง
หนึ่งในวิญญาณอาฆาตแห่งขุมนรกอเวจี
ทั่วทั้งตัวไร้ซึ่งเส้นขน รูปร่างหน้าตาคล้ายกับลิง
ภายในร่างกายอัดแน่นไปด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรง
เมื่อใดที่เปลวเพลิงถูกปลดปล่อยออกมา อานุภาพของมันจะรุนแรงราวกับแมกมาที่กวาดล้างแผ่นดิน
"กี้กๆๆ!"
พางกวงส่งเสียงร้องประหลาดออกมาจากปาก ราวกับม้าป่าที่หลุดการควบคุม พุ่งตัวเข้าหาฝูงหนูอย่างจัง
พางกวงที่ถูกภูตเพลิงเข้าสิงมีร่างกายที่ร้อนระอุราวกับลูกไฟเดินได้
ฝูงหนูที่รู้ถึงความร้ายกาจไม่กล้าปะทะซึ่งๆ หน้า ต่างพากันเคลื่อนตัวหลบหลีก
ฝูงหนูว่าเร็วแล้ว พางกวงกลับเร็วกว่า
ทั่วทั้งร่างกลายเป็นดั่งสายฟ้าสีแดง พุ่งทะยานไปมาท่ามกลางฝูงหนู
ทุกที่ที่เขาพุ่งผ่าน จะต้องมีเสียงร้องโหยหวนของหนูดังขึ้น
พร้อมกับ...
กลิ่นเนื้อย่างที่มักจะได้กลิ่นบ่อยที่สุดตามตลาดนัดกลางคืน







