กู้สิงไม่คิดเลยว่าเฉินหลิงซูจะบังคับจูบเขาตอนเมาเมื่อคืนก็แล้วไปเถอะ แต่ตอนมีสติก็ยังจะมาไม้นี้อีก ความเย่อหยิ่งของเธอหายไปไหนแล้ว?
เฉินหลิงซูคนที่ใช้เหตุผลและเปิดเผยจริงใจในเรื่องความรักในความทรงจำของเขาหายไปไหนแล้ว?
กู้สิงปล่อยให้เฉินหลิงซูจูบเขาโดยไม่ตอบสนอง เฉินหลิงซูก็ยังไม่ยอมตัดใจ
มันคือจูบที่ไร้การตอบรับ
เฉินหลิงซูหยุดไปเอง
กู้สิงเอ่ยปากราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น "คุณไม่ไปซ้อมแล้วเหรอ?"
"ฉัน!"
"ที่แท้คุณก็อยู่นี่เอง"
เฉินหลิงซูกำลังจะอ้าปากพูด จู่ๆ เสียงของกงชิงอี๋ก็ดังมาจากด้านข้าง "หลิงซูก็อยู่ด้วยเหรอ?"
"อาจารย์กง..."
เฉินหลิงซูมองไปที่กงชิงอี๋ซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉย ภายในใจเกิดความรู้สึกอึดอัดอย่างรุนแรง มันเป็นความรู้สึกอับอายและกระอักกระอ่วนใจราวกับถูกจับได้ว่ากำลังยั่วยวนแฟนคนอื่น
"คุณมีธุระอะไรกับกู้สิงเหรอ?"
กงชิงอี๋ทำหน้าเหมือนมาจับชู้ไม่มีผิด
เฉินหลิงซูพยายามทำใจดีสู้เสือและพูดว่า "ไม่มีอะไรแล้วค่ะ"
ไม่ว่าในใจจะไม่ยินยอมเพียงใด แต่ท้ายที่สุดกงชิงอี๋ก็เป็นแฟนตัวจริงของกู้สิง ต่อให้เฉินหลิงซูจะทำตัววุ่นวายแค่ไหนก็ไม่มีทางกล้าฟึดฟัดใส่ฮองเฮาตัวจริงคนนี้ ได้แต่ยอมถอยทัพกลับไป
มองดูเฉินหลิงซูเดินจากไป
กงชิงอี๋มองกู้สิงด้วยสายตายิ้มๆ เหมือนไม่ได้ยิ้ม "พวกคุณนี่ตัดบัวยังเหลือใยสินะ?"
"เห็นหมดเลยเหรอ?"
"อืม เห็นนิดหน่อย"
กงชิงอี๋จงใจตามกู้สิงมา เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตามมาทำไม อาจเป็นเพราะว่างจากการซ้อมและรู้สึกเบื่อล่ะมั้ง แล้วเธอก็ได้เห็นฉากละครที่น่าสนใจทีเดียว:
เฉินหลิงซูกอดจูบกู้สิง
แต่กู้สิงกลับมีท่าทีเฉยเมย
กงชิงอี๋อดไม่ได้ที่จะซุบซิบนินทา "สรุปแล้วเฉินหลิงซูทำผิดอะไรกันแน่ถึงทำให้คุณให้อภัยไม่ได้ขนาดนี้?"
พูดตามตรง
ด้วยคุณสมบัติของเฉินหลิงซู กงชิงอี๋รู้สึกว่าถ้าตัวเองเป็นผู้ชายก็คงอดใจเต้นไม่ได้เหมือนกัน
และสำหรับผู้ชายแล้ว ไม่ว่าเฉินหลิงซูจะทำผิดแบบไหน แต่เธอเป็นฝ่ายรุกขนาดนั้น จะไม่ให้อภัยได้อย่างไร?
กงชิงอี๋คาดเดาด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น "หรือว่าก่อนหน้านี้เธอนอกใจ?"
กู้สิงกลอกตาใส่กงชิงอี๋ "ถ้านอกใจ ฉันจะมีท่าทีแบบนี้เหรอ?"
กงชิงอี๋พยักหน้า "งั้นคุณลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ ว่าเรื่องมันเป็นยังไงกันแน่ รับบทเป็นแฟนคุณก็ต้องรู้สถานการณ์โดยละเอียดบ้างสิ?"
"..."
ก็มีเหตุผล กู้สิงพยักหน้า "เลี้ยงกาแฟฉันแก้วนึงสิ"
กงชิงอี๋หลุดขำ เธอสแกนซื้อกาแฟสองแก้วจากตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติที่อยู่ด้านข้าง แล้วแบ่งให้กู้สิงคนละแก้ว
กู้สิงกับกงชิงอี๋นั่งลงบนบันไดขั้นหนึ่ง แล้วกู้สิงก็เริ่มเล่าเรื่องของเขากับเฉินหลิงซู
กงชิงอี๋ตั้งใจฟังมาก กู้สิงเล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่คบกันจนเลิกราของเขากับเฉินหลิงซูให้แฟนกำมะลอคนนี้ฟัง เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง"
หลังจากฟังจบ กงชิงอี๋ก็มีสีหน้าครุ่นคิด "ถามอะไรหน่อยสิ คุณเกลียดเธอไหม?"
กู้สิงส่ายหน้า
กงชิงอี๋หัวเราะ "ฉันพูดตามตรงนะ ถ้าฉันตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเฉินหลิงซู บางทีฉันอาจจะเลือกไปกับองค์หญิงแห่งจักรวรรดิคนนั้นเหมือนกัน"
กู้สิงขมวดคิ้ว
กงชิงอี๋พูดว่า "การตัดสินใจของเฉินหลิงซู สำหรับคุณแล้วมันไม่ถือว่าเป็นการหักหลังหรอก เธอแค่ไม่อยากเป็นช้างเท้าหลังของผู้ชายก็เท่านั้น คุณก็น่าจะรู้นะ สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ต้องทำงานคนละที่ แล้วทั้งสองคนก็มีอนาคตหน้าที่การงานที่ดี คุณคิดว่าจะแก้ปัญหาสภาพการแยกกันอยู่แบบนี้ยังไงล่ะ?"
กู้สิงไม่พูดอะไร
กงชิงอี๋ถามเองตอบเอง "มันก็ต้องมีใครสักคนยอมเสียสละงานของตัวเองเพื่อโอนอ่อนผ่อนตามอีกฝ่าย ถ้าทั้งสองคนไม่ยอมก้มหัวให้กัน พวกเขาก็ทำได้แค่แยกกันอยู่ตลอดไป เฉินหลิงซูแค่ไม่ได้เลือกที่จะเป็นฝ่ายเสียสละก่อนก็เท่านั้น แต่ทำไมคนที่เสียสละถึงเป็นคุณไม่ได้ล่ะ?"
"เพราะว่าฉัน..."
กู้สิงอยากบอกว่าเพราะตอนที่เขาคบกับเฉินหลิงซู เขาได้ยอมตามใจเธอมาหลายครั้งแล้ว ถึงตาที่อีกฝ่ายต้องยอมเขาบ้าง แต่สุดท้ายคำพูดเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกเอ่ยออกไป
กงชิงอี๋บอกว่า "จุดที่คุณโกรธก็คือเฉินหลิงซูไม่ได้คำนึงถึงคุณใช่ไหมล่ะ?"
กงชิงอี๋ส่ายหน้าแล้วพูดว่า "ฉันคิดว่าเธอพิจารณาดีแล้วถึงได้ตัดสินใจแบบนั้น เพราะในความคิดของเฉินหลิงซู การเสียสละที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคุณก็คือการแยกกันอยู่กับเธอเกินครึ่งปี ในขณะที่ถ้าเธอยอมทิ้งอนาคตหน้าที่การงานเพื่อมาอยู่กับคุณ สิ่งที่เธอต้องเสียสละมันมากกว่าคุณเยอะเลยล่ะ แน่นอนว่าคุณอาจจะอยากพูดว่า สิ่งที่คุณให้เธอได้มันมีมากกว่าที่หลินนั่วให้ได้ ฉันเชื่อว่าคุณมีความสามารถนั้น เพราะลั่วหนิงเองก็เจริญรุ่งเรืองได้ภายใต้การผลักดันอย่างเต็มที่ของคุณ..."
เธอหยุดพูดไปอีกครั้ง
กงชิงอี๋พูดต่อ "แต่ฉันคิดว่า เฉินหลิงซูอาจจะไม่ใช่ว่ามองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เธอแค่ไม่อยากพึ่งพาแฟนอย่างคุณก็เท่านั้น"
กู้สิงแย้ง "ไปอยู่กับหลินนั่ว มันก็พึ่งพาคนอื่นเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?"
กงชิงอี๋ตอบ "นั่นมันไม่เหมือนกัน การไปอยู่กับหลินนั่วคือการที่คุณค่าของเธอได้รับการยอมรับ และเธอยังคงต้องใช้ความพยายามของตัวเอง ถึงจะกลายเป็นดาราแถวหน้าได้"
พูดถึงตรงนี้
กงชิงอี๋ก็วกกลับมาที่หัวข้อสนทนาแรกสุด "แต่ถ้าฉันเป็นเฉินหลิงซู ฉันจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อโน้มน้าวให้คุณยอมรับการตัดสินใจของฉันแน่ๆ ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวของเธอ อาจจะเป็นตอนที่คุณบอกเลิก เธอไม่ได้แสดงความดื้อด้านตื๊อไม่เลิกแบบตอนนี้ออกมา ทำให้คุณมีปมในใจลึกขนาดนี้"
กู้สิงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงแค่แซวว่า "ผู้เชี่ยวชาญด้านความรักเลยนะอาจารย์กง"
กงชิงอี๋เชิดคางขึ้นเล็กน้อย "ฉันมีความรู้สึกว่า สุดท้ายคุณก็จะให้อภัยเฉินหลิงซูอยู่ดี ถ้าคุณให้อภัยไม่ได้จริงๆ ก็คงไม่ลงทุนลงแรงหาฉันมาเป็นไม้กันหมาหรอก"
"..."
ตรงนี้มีความเข้าใจผิดกันแล้ว ที่เขาหากงชิงอี๋มาเป็นไม้กันหมา ก็เพื่อซ่อนลั่วหนิงเอาไว้ต่างหาก
แต่เรื่องส่วนตัวแบบนี้ กู้สิงคงไม่เล่าให้กงชิงอี๋ฟังหรอก ทว่าการวิเคราะห์เกี่ยวกับเฉินหลิงซูของอีกฝ่ายก็น่าคิดอยู่เหมือนกัน
"ฟังการวิเคราะห์ของฉันจบแล้ว ยังจะเล่นละครต่อไปไหมล่ะ?"
สิ้นเสียงของกงชิงอี๋ ไม่คาดคิดว่ากู้สิงจะขยับเข้ามาใกล้กะทันหัน ท่อนแขนโอบรอบเอวและแผ่นหลังของเธอด้วยแรงที่ไม่เบาและไม่หนักจนเกินไป ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและอุ่นไอในแบบฉบับของผู้ชาย
"คุณทำอะไรเนี่ย?"
สีหน้าของกงชิงอี๋แข็งค้าง สัมผัสได้ถึงแผงอกของกู้สิงที่แนบชิดอยู่กับสีข้างของเธอ
ผ่านเนื้อผ้าบางๆ เธอสามารถสัมผัสได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่หนักแน่นและทรงพลังของกู้สิงอย่างชัดเจน รวมถึงกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างกายของเขา
กลิ่นอายนี้จู่โจมเข้ามาอย่างไร้สัญญาณเตือน มันครอบงำประสาทสัมผัสทั้งหมดของเธออย่างเผด็จการ
กู้สิงปรายตามองไปยังทิศทางหนึ่งอย่างแนบเนียน ริมฝีปากแทบจะแนบชิดกับใบหูของกงชิงอี๋ขณะเอ่ยเสียงเบา:
"เธอกำลังมองอยู่น่ะ"
ลมหายใจอุ่นร้อนพ่นรดลงบนผิวบอบบางหลังใบหูของกงชิงอี๋ตามเสียงกระซิบนั้น นำมาซึ่งความรู้สึกสั่นสะท้านเล็กน้อย แล่นปลาบไปตามกระดูกสันหลังของเธอราวกับกระแสไฟฟ้าในชั่วพริบตา
นี่คือจุดที่อ่อนไหวที่สุดของกงชิงอี๋——
สมองของกงชิงอี๋ขาวโพลนไปประมาณศูนย์จุดห้าวินาที หัวใจเต้นผิดจังหวะไปหนึ่งครั้งอย่างไม่อาจควบคุมได้ ก่อนจะกลับมาเต้นรัวเร็วราวกับต้องการชดเชย ในความเลือนราง เธอรู้สึกราวกับมีกระแสความร้อนแผ่ซ่านจากช่วงเอวที่ถูกท่อนแขนของเขาโอบรัดไว้ ลุกลามไปทั่วทั้งร่างอย่างรวดเร็ว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
กงชิงอี๋ฝืนข่มความหวั่นไหวแปลกประหลาดในใจลงไป ความเป็นมืออาชีพของราชินีนักแสดงหญิงและกำแพงในใจที่สั่งสมมานานหลายปีถูกสร้างขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว เธอยกมือขึ้น ไม่ได้ออกแรงผลักไส เพียงแค่ตบหลังกู้สิงเบาๆ ท่วงท่าแฝงความเป็นธรรมชาติในแบบฉบับของรุ่นพี่ จากนั้นเธอก็ใช้โทนเสียงที่แผ่วเบาเช่นกัน ทว่ากลับมามีความเกียจคร้านและหยอกเย้าเล็กน้อยตามความเคยชิน ตอบกลับที่ข้างหูเขาเบาๆ ลมหายใจรินรดใบหูของเขาเช่นกัน:
"อาจารย์กู้เล่นใหญ่ไปหน่อยนะ คงไม่ได้ตั้งใจจะเอาเปรียบพี่สาวหรอกใช่ไหม?"
"สถานการณ์บังคับ ชิงอี๋ทนหน่อยนะ ผลลัพธ์ของเราครั้งนี้น่าจะออกมาดีใช่ไหมล่ะ?"
กู้สิงปรายตามองไปยังทิศทางที่เฉินหลิงซูน่าจะอยู่อย่างมีนัยยะ กงชิงอี๋มองตามสายตาของเขาไป จากนั้นก็จัดระเบียบเสื้อผ้าของตัวเองที่ไม่ได้ยับย่นแม้แต่น้อยให้เข้าที่ ยกแก้วกาแฟที่เริ่มเย็นชืดขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง เพื่อสงบสติอารมณ์ที่ยังคงว้าวุ่นเป็นสายสุดท้าย
"ผลลัพธ์จะเป็นยังไง ก็ต้องดูเสียงตอบรับจากผู้ชม"
น้ำเสียงของกงชิงอี๋กลับมาเยือกเย็นตามปกติ ถึงขั้นแฝงแวววิพากษ์วิจารณ์อยู่ด้วยซ้ำ "แต่ว่ากู้สิง ครั้งหน้าก่อนที่คุณจะเพิ่มบท ทางที่ดีคุณควรจะซ้อมบทกับนางเอกของคุณก่อนนะ"
การสวมกอดอย่างกะทันหัน
ทำเอาเธอถึงกับใจเต้นตึกตักราวกับมีลูกกวางวิ่งชนเลย...
เพียงแต่ทิศทางที่กู้สิงมองไปนั้น เธอไม่ได้เห็นวี่แววของเฉินหลิงซูเลย พวงแก้มของกงชิงอี๋ร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย ทันใดนั้นในหัวก็มีความคิดที่เหลือเชื่อผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน:
ที่หาเธอมาแกล้งเป็นแฟนคงไม่ใช่แค่ข้ออ้างหรอกนะ?
หรือว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของกู้สิง ไม่ใช่การใช้ประโยชน์จากเธอเพื่อให้เฉินหลิงซูตัดใจ แต่เป็นการยืมข้ออ้างเรื่องแฟนกำมะลอ...
มาหยอกล้อเธอ?
กู้สิงคงไม่ได้ชอบฉันหรอกนะ!?