“ที่ฉันจะไปทำงานที่ศูนย์เพาะโสม ไม่ใช่เพราะเงินเดือนร้อยแปดสิบหรอกนะ ที่จริงก็แค่อยากจะทำวิจัยอะไรสักอย่างมากกว่า”
สวี่ซื่อเยี่ยนเรียกพี่น้องทุกคนให้นั่งลง แล้วรินน้ำให้แต่ละคน ก่อนจะเปิดปากพูดขึ้น
“ที่หมู่บ้านเรา อย่าว่าแต่ที่หมู่บ้านเลย ที่ตำบลก็ไม่มีทรัพยากรพอจะทำเรื่องพวกนี้ได้
แต่ศูนย์โสมไม่เหมือนกัน เขามีศักยภาพจริง ๆ เพราะงั้นนี่ไม่ใช่การทิ้งพวกนาย แต่มันคือเรื่องที่จริงจังต่างหาก”
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มเล็กน้อย เขารู้ดีว่าพวกพี่น้องก็ไม่ได้คิดมากอะไรนัก ที่ล้อกันไปก็แค่หยอกล้อเล่นกันเท่านั้น
“ฉันไปทำงาน ก็เลยเอาทั้งฟาร์มเลี้ยงสัตว์กับบริษัทดอกไม้ไปจดชื่อไว้ที่ภรรยาของฉัน
ต่อจากนี้ ก็ยังต้องรบกวนพี่น้องทุกคนช่วยกันหนุนหลังหน่อย ภรรยาฉันน่ะยังเด็ก ยังไม่มีประสบการณ์อะไรนักหรอก”
สวี่ซื่อเยี่ยนยกมือคารวะทุกคน ล่วงหน้าขอบคุณจากใจ
“ไม่ต้องห่วง ฉันแค่ไม่ได้โผล่หน้าไปเฉย ๆ แต่เบื้องหลังก็ยังช่วยคิดช่วยวางแผนให้ทุกคนอยู่”
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนมีงานประจำแล้ว กินข้าวถัง (เป็นข้าราชการ) แล้วไปเปิดกิจการข้างนอกอีก ถ้าให้คนนอกรู้เข้า ก็ไม่เหมาะนัก
“โอ้ เข้าใจแล้วล่ะ พี่สามย้ายไปอยู่เบื้องหลัง แล้วเอาพี่สะใภ้สามไปอยู่เบื้องหน้าแทน
เฮ้ย แบบนี้พี่สะใภ้สามก็ไม่ธรรมดาแล้วล่ะ ต่อไปอาจได้เป็นแบบ...วีรสตรีหญิงดีเด่น หรือไม่ก็ธงแดงสามแปดแน่เลยนะ?”
ทุกคนเข้าใจสิ่งที่สวี่ซื่อเยี่ยนต้องการจะบอก ต่างก็โล่งอกกันไปหมด บรรยากาศเริ่มผ่อนคลาย จนเริ่มหยอกล้อกันสนุกสนาน
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่สะใภ้สามของเราน่ะเก่งขนาดไหน น่าจะไม่กี่ปี คงได้ติดรางวัลเต็มฝาผนังแน่นอน”
ทุกคนพากันหัวเราะแซวกันสนุกสนาน
ซูอันอิงถูกล้อจนเริ่มเขิน แต่ก็พยายามเก็บอาการให้สงบไว้
“ไม่ใช่แค่ฉันหรอกนะ พอถึงฤดูใบไม้ผลิ ฝั่งฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะสร้างโรงเรือนเพาะต้นไม้ พอถึงตอนนั้น ภรรยาของพวกเธอแต่ละคนก็จะได้มาช่วยงานด้วย
ต่อไป พวกผู้ชายจะไปปลูกโสม ส่วนฟาร์มกับบริษัทดอกไม้ ปล่อยให้พวกฉันดูแลเองก็พอ”
เรื่องนี้ เธอคุยกับสวี่ซื่อเยี่ยนไว้ก่อนแล้ว และรู้สึกว่าวิธีนี้เหมาะสมดี
ภรรยาของแต่ละบ้าน ลูกก็โตกันแล้ว บ้างก็ไปโรงเรียน บ้างก็ไปเตรียมอนุบาล ที่บ้านก็ยังมีผู้ใหญ่ช่วยดูแล
ผู้หญิงแต่ละบ้านก็ไม่ควรต้องเอาแต่ป้วนเปี้ยนอยู่หน้าเตาไฟอีกต่อไป สมัยก่อนยังลงนาเก็บแต้มกันได้ ตอนนี้ก็เหมือนกัน พวกเธอก็ทำมาหากินได้
พอจ้าวเจี้ยนเซ่อได้ยินอย่างนั้น ก็พากันตกใจเล็กน้อย ก่อนจะพากันหัวเราะออกมา
“ใช่เลย พี่สะใภ้สามนี่มีหัวคิดดีจริง ๆ”
ก็ดีเหมือนกัน ภรรยาแต่ละคนมีอะไรให้ทำ จะได้ไม่ต้องหงุดหงิดอยู่บ้านเจอลูกดื้อแล้วหันมาพาลหาเรื่องสามีไปด้วย
หลังจากอธิบายเรื่องการไปทำงานเรียบร้อย ก็ถึงเวลาที่พวกเขาเริ่มรายงานกันว่า ตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ พากันออกไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าดอกไม้มามากแค่ไหน
ต้องยอมรับเลยว่า พวกเขาหามาได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ เพราะมันหาง่ายสุด ดอกคลิเวียหนึ่งต้น ออกเมล็ดได้เป็นสิบ ๆ เมล็ด
ต้นไม้โตๆ เจ้าของยังเสียดายไม่อยากขาย แต่เมล็ดพันธุ์กลับขายได้ไม่ยาก
เมล็ดหนึ่งก็ราคาสัก 1-2 เจี่ยว บางบ้านเก็บไว้เยอะ ขายได้หน่อยก็เอาเงินไปซื้อขนมให้ลูกกินได้แล้ว ถือว่าดีไม่น้อย
“หลายบ้านบอกไว้แล้วว่า ถ้าปีนี้ออกเมล็ด จะเก็บไว้ให้เราหมด ถ้ามีต้นอ่อนโผล่ ก็บอกจะเก็บไว้ให้เหมือนกัน”
จ้าวเจี้ยนเซ่อกับพรรคพวกต่างก็เก็บต้นอ่อนเอาไว้เอง ส่วนเมล็ดพันธุ์ก็ใส่ถุงผ้า เอามาส่งให้สวี่ซื่อเยี่ยนทั้งหมด
“ดีเลย เราไม่เอาต้นใหญ่ เอาแค่ต้นอ่อนกับเมล็ดพันธุ์ก็พอ ต้นทุนต่ำกว่าเยอะ”
เมล็ดเม็ดนึง แพงสุดก็แค่สองเจียว แต่พอเพาะเป็นต้นเล็กได้สองปี ก็ขายได้หลักหลายสิบ แบบนี้จะมีอะไรทำกำไรได้ดีกว่านี้อีก?
สวี่ซื่อเยี่ยนให้ซูอันอิง รับเมล็ดไว้ทั้งหมด แล้วให้จดบันทึกว่า บ้านไหนเอามาเท่าไหร่ ใช้เงินไปเท่าไหร่
“เราตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้นว่าถ้าได้เงิน ก็แบ่งกันทุกคน ฉันก็ต้องรักษาคำพูด
แต่การจะว่าใครได้ส่วนเท่าไหร่ มันก็ต้องมีระบบ มีหลักเกณฑ์ใช่ไหมล่ะ?
พี่น้องช่วยว่าคิดหน่อยว่าบริษัทดอกไม้ของเรา แต่ละคนควรได้หุ้นเท่าไหร่ แบ่งกำไรกันยังไงดี?”
ที่ผ่านมาไม่มีเวลาจะคุยเรื่องนี้จริงจัง แต่ตอนนี้ ทั้งเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าก็ได้มาเยอะพอสมควร ขนาดบริษัทก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ถึงเวลาแล้วที่จะวางระเบียบให้ชัดเจน
“พี่สาม เรื่องแบบนี้ให้พี่สามตัดสินเลย พวกเราก็ตามพี่มาตั้งแต่ต้น ยังไงก็ไว้ใจพี่อยู่แล้ว”
ทุกคนคุ้นชินกับการเดินตามสวี่ซื่อเยี่ยนไปสู้อยู่แล้ว เรื่องแบบนี้แน่นอนว่าต้องฟังเขาเป็นหลัก
พูดตามตรง ถึงจะดูเหมือนช่วงนี้หาซื้อเมล็ดและต้นอ่อนได้เยอะ แต่ความจริง เงินลงทุนที่ใช้ไป กลับไม่ได้มากอะไรเลย
เรื่องนี้ ไม่ว่าจะได้กำไรเท่าไหร่ พวกเขาก็ถือว่าเหมือนได้เปล่า เพราะเชื่อใจในตัวสวี่ซื่อเยี่ยนก็เลยไม่คิดมากเรื่องส่วนแบ่ง
“งั้นเอาแบบนี้นะ ฉันขอพูดความคิดของฉันหน่อย
กิจการบริษัทดอกไม้ทั้งหมด ฉันจะถือหุ้นครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งก็แบ่งกันระหว่างพวกนาย กับพี่ลี่หมิง”
เพราะความคิดทั้งหมดมาจากสวี่ซื่อเยี่ยน เขาเป็นคนจัดหาสถานที่กับเทคนิค และในอนาคตก็ต้องเป็นกำลังหลักในการขายด้วย การที่เขาจะได้ส่วนแบ่งมากสุดก็ถือว่าเหมาะสม
“ส่วนของฉันนี่ เดี๋ยวจะต้องแบ่งให้ผู้อำนวยการกัวแห่งกรมป่าไม้ด้วย แล้วก็พี่ชายคนที่สองของฉัน รวมถึงชุมชนหมู่บ้านและอำเภอด้วย
จะจัดการยังไง เดี๋ยวฉันคิดวิธีเอง ทุกอย่างมาจากส่วนของฉัน พวกนายไม่ต้องเกี่ยวเลยก็ได้”
ส่วนของกัวโส่วเย่ จะให้เท่ากับของจ้าวเจี้ยนเซ่อพวกนี้ ส่วนของทีมหมู่บ้านกับอำเภอ สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่ได้คิดว่าจะให้ยังไงดี
ต้องรอดูว่าต้นคริเวีย ถ้าขายหมดแล้วจะทำกำไรได้เท่าไหร่ก่อน ถ้าได้เยอะ ก็มีวิธีแบ่งให้คนละอย่าง ถ้าได้น้อยก็มีวิธีแบ่งให้คนละอย่างเหมือนกัน
“พี่สาม ถ้าคิดแบบนี้แล้ว พี่ก็ไม่ได้ส่วนแบ่งเยอะเลยนะ
หรือไม่งั้น ส่วนของผู้อำนวยการกัว ให้เราช่วยออกจากฝั่งเราก็ได้” หยางชุนหมิงเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองพวกนี้เหมือนมาเกาะคนอื่นกิน ส่วนแบ่งก็ยังได้เยอะ แบบนี้มันดูไม่ค่อยถูกต้อง
“ไม่ต้อง เอาตามที่ฉันว่าไว้แหละ ตอนนี้เราคิดกันซะสวยหรู แต่สุดท้ายแล้วจะได้กำไรมากแค่ไหนมันก็ยังไม่แน่นอนหรอก
ถ้าอนาคตทำเงินได้น้อยลง ยังไงก็อย่ามาโทษฉันก็แล้วกัน”
ในความคิดของสวี่ซื่อเยี่ยน เขาเชื่อว่ายังไงก็ต้องทำกำไรได้แน่นอน แต่จะได้มากหรือน้อยเขาเองก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน พูดกันให้ชัดตั้งแต่ตอนนี้ จะได้ไม่มีใครมาโทษใครทีหลัง
“ไม่มีทางแน่นอน พี่สวี่วางใจเถอะ เรื่องนี้ไม่ว่าได้หรือเสีย ยังไงก็ไม่กระทบความสัมพันธ์ของพวกเราหรอก
ถ้าซักคนดันทำตัวแย่เพราะเรื่องแค่นี้ ผมจะเป็นคนแรกที่เตะมันออกไปเลย” หวงเซิ่งลี่รีบพูดอย่างหนักแน่น
“ใช่ ใช่ ใครถ้าเพราะเรื่องแค่นี้จะกลับกลอก เราทุกคนก็ไม่ยอมให้มันอยู่ต่อหรอก” ทุกคนเห็นด้วยอย่างพร้อมเพรียง
ว่าแล้ว เรื่องของบริษัทดอกไม้ก็ถือว่าได้ข้อสรุปชัดเจน สวี่ซื่อเยี่ยนก็หยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมา แล้วเขียนข้อตกลงตามที่คุยกันไว้เมื่อครู่นี้
จัดทำสองชุด ทุกคนเซ็นชื่อและลงลายมือกันครบ แม้แต่ซูอันอิงก็ปั๊มลายนิ้วมือด้วย
จากนั้นชุดหนึ่งให้ซูอันอิงเก็บไว้ อีกชุดให้โจวชิงกั๋วเป็นคนถือ
กระดาษแผ่นนี้แหละ คำว่า “ตกลงกันก่อนจะเป็นคนดีทีหลัง” ยังใช้ได้เสมอ ถ้ามีปัญหาทีหลัง อย่างน้อยก็มีหลักฐานไว้ดู
คุยธุระเสร็จ เซ็นสัญญาเรียบร้อย ซูอันอิงก็เห็นว่าเริ่มเย็นแล้ว รีบลุกไปทำอาหาร
“เซิ่งลี่ ชิงกั๋ว พวกนายก็นั่งคุยกันไปก่อนนะ ฉันไปทำกับข้าว ไม่งั้นอีกเดี๋ยวสวี่ไห่หยวน ได้หิวจนโวยวายแน่ๆ”
เด็กแสบพลังเยอะ ซนทั้งวัน พลังงานหมดไว หิวก็ไว
ถ้ายังไม่ทำกับข้าวอีก เจ้าเด็กดื้อก็จะเริ่มตะโกนว่า “หิวแล้ว”
คำพูดยังไม่ทันจบ สวี่ไห่หยวนกับสวี่จิ่นผิง ที่ไม่รู้ว่าไปซนกับใครมาทั้งวัน ก็วิ่งเข้าบ้านมาแล้ว
“แม่ ข้าวเสร็จยัง? ผมหิวแล้ว”
“หิว หิว หิว วันๆ ก็รู้แต่หิว ไหนดูซิ พวกเธอสองคนไปซนที่ไหนมาอีกเนี่ย กางเกงเปื้อนโคลนหมดแล้ว!”
แม่ที่อ่อนโยนแค่ไหน เจอลูกกลับบ้านมาสภาพเป็นลูกลิงคลุกโคลน ก็กลายร่างเป็นแม่เสือได้เหมือนกัน
ในบ้าน เหล่าผู้ชายทั้งหลายสบตากันแล้วก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ลูกลิงแบบนี้ จะทำไงดีเนี่ย? เปิดเทอมเถอะนะ รีบๆ เปิดเทอมเถอะ...







