วันที่ 1 มีนาคม ตรงกับวันที่ 17 เดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว
หวงซู่ชิง หวงซูหยุน ซุนอวี่ และสวี่ไห่หยวน ต่างก็ถูกพ่อแม่พาไปส่งที่โรงเรียน
หวงซู่ชิงเป็นคนโต เรียนชั้นอนุบาลพิเศษมาแล้วครึ่งปี กำลังจะขึ้นประถมพอดี
ส่วนซุนอวี่กับหวงซูหยุนต้องรอถึงปีหน้า ส่วนสวี่ไห่หยวนนั้น พึ่งจะหกขวบหลังปีใหม่ ยังต้องรออีกปีถึงจะได้เข้าเรียนประถม
พอเด็กโตพากันไปเข้าเรียนอนุบาล บ้านก็เงียบสงบลงไปเยอะ
เมื่อไม่มีสวี่ไห่หยวนอยู่บ้าน ก็ไม่มีใครมาชวนสวี่จิ่นผิงเล่นซนอีก เด็กหญิงตัวน้อยจึงได้ไปเล่นกับซูลี่จวนแทน
เด็กผู้หญิงโดยทั่วไปก็เรียบร้อยกว่า ไม่ถึงขนาดปีนหลังคาห้อยขอบหน้าต่างเหมือนเด็กผู้ชาย ส่วนใหญ่ก็เล่นขายของกัน
หาของเล่นเป็นตุ๊กตา เอาผ้าพันคอหรือปลอกหมอนห่อไว้ ทำท่าทางเหมือนป้อนข้าว ป้อนน้ำ แล้วก็กล่อมให้ตุ๊กตาหลับ
หรือไม่ก็ไปหาเศษถ้วยชามแตกๆ เศษกระเบื้องกับกิ่งไม้แห้ง ใบไม้แห้ง ถ้าเป็นหน้าร้อนก็เก็บเศษผักกับผลไม้ป่า แล้วเอาทรายผสมๆ คนๆ ทำท่าเหมือนทำอาหาร
ไม่งั้นก็เอาผ้าพันคอหรือผ้าห่มมาโพกตัวเอง ทำเป็นกระโปรงหรือผ้าคลุมไหล่
เด็กผู้ชายชอบเล่นตีรันฟันแทง ส่วนเด็กผู้หญิงก็ชอบเล่นเป็นคุณแม่เล่นขายของ
วันหนึ่ง สวี่ซื่อเยี่ยนกลับบ้านเร็วหน่อย เพราะไม่มีธุระอะไร พอเข้าบ้านมาก็ได้ยินเสียงร้องไห้มาจากห้องน้ำหลังบ้าน
“ภรรยา ใครไปร้องไห้ในส้วมบ้านเราน่ะ? ทำไมฉันได้ยินเสียงคนร้องไห้?” สวี่ซื่อเยี่ยนถามอย่างแปลกใจ
“เป็นเพื่อนของจิ่นผิงน่ะ ก็ลูกสาวคนสุดท้องของบ้านซู ที่อยู่ตรงคลังข้าวด้านตะวันตกของสุสานวีรชน ชื่อว่าลี่จวน” ซูอันอิงถอนหายใจ
“เด็กคนนั้นท้องผูก ถ่ายไม่ออก นั่งในส้วมร้องไห้อยู่ ฉันปลอบอยู่ตั้งนานก็ไม่เป็นผล”
“ครั้งก่อนก็แบบนี้แหละ นั่งอยู่นานในส้วม สุดท้ายก็ร้องไห้ ต้องให้พี่สะใภ้ของบ้านซูมาดุเอาแรงๆ ถึงได้กลับบ้านไป”
สามีของซูทำงานอยู่ที่คลังเก็บข้าว ภรรยาไม่ได้ทำงาน บ้านมีลูกสาวสี่คน แถมยังมีแม่สามีแก่ๆ ให้เลี้ยงดูอีก
ภาระครอบครัวก็หนัก ใช้จ่ายในบ้านก็พออยู่ได้ แต่ไม่มีของมันๆ พอในอาหาร น้ำมันในร่างกายไม่พอ ก็เลยทำให้ท้องผูกง่าย
ซูลี่จวนคงไม่ได้ถ่ายมาหลายวันแล้ว วันนี้มาเล่นบ้านสวี่แล้วเกิดปวดท้อง อยากเข้าห้องน้ำ แต่กลับนั่งอยู่นานก็ถ่ายไม่ออก
เด็กคนนั้นเดิมทีก็ขี้แย คราวนี้เลยยิ่งหนัก ร้องไห้อยู่ในส้วมไม่หยุด
สวี่ซื่อเยี่ยนฟังจบก็หัวเราะพลางส่ายหัว “ภรรยา บ้านเรายังมีน้ำผึ้งกับน้ำมันงาใช่ไหม? หยิบออกมาหน่อย ฉันจะต้มน้ำผึ้งผสมน้ำมันงาให้เด็กกิน รับรองว่าดีขึ้น”
ซูลี่จวน เด็กผู้หญิงคนนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนเคยเจออยู่สองสามครั้ง หน้าตาน่ารักดี พูดจาสุภาพ เรียบร้อย เล่นกับสวี่จิ่นผิงก็เข้ากันได้ดี
เด็กปวดท้อง คนเป็นผู้ใหญ่ก็อดสงสารไม่ได้ ถ้ามีวิธีช่วยก็คงทำใจปล่อยให้ร้องไห้ทรมานอยู่แบบนั้นไม่ลง
ซูอันอิงได้ยินดังนั้นก็รีบไปควานหาน้ำผึ้งกับน้ำมันงาออกมาจากตู้
สวี่ซื่อเยี่ยนถือของไปที่ครัว ก่อไฟตรงเตาในลาน แล้วหาทัพพีตักน้ำผึ้งผสมน้ำนิดหน่อย
พอเดือดแล้วก็เติมน้ำมันงา คนให้เข้ากันแล้ววางไว้ให้เย็น
ทางด้านนั้น ซูอันอิงก็พูดปลอบอยู่นาน กว่าจะพาซูลี่จวนออกมาจากส้วมได้ พาเธอเข้ามาในบ้านแล้วให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมันงา
“ว่าไงจ๊ะ อร่อยมั้ย?” สวี่ซื่อเยี่ยนถามพร้อมรอยยิ้ม
น้ำผึ้งก็หวานอยู่แล้ว ยิ่งใส่น้ำมันงาเข้าไป ยิ่งหอม เด็กหญิงตัวน้อยแทบจะเลียทัพพีเลยทีเดียว
“อร่อยค่ะ ขอบคุณลุงค่ะ”
เด็กยังไม่เข้าใจว่านี่คือยาระบาย คิดว่าแค่ผู้ใหญ่ให้ของอร่อยเลยรีบขอบคุณ
“ไม่ต้องขอบคุณ เดี๋ยวพอกลับบ้านก็จะถ่ายออกมาได้แล้วล่ะ
คราวหน้าถ้าท้องไม่สบาย ถ่ายไม่ออก อย่าร้องไห้ล่ะนะ ต้องรีบไปบอกผู้ใหญ่ให้ช่วย เข้าใจไหมจ๊ะ?”
เด็กเล็กแบบนี้ พอถ่ายไม่ออกก็ทรมานมาก จะร้องไห้ก็ไม่แปลก
“ค่ะ เข้าใจแล้ว คุณลุง คุณป้า หนูกลับบ้านก่อนนะคะ พรุ่งนี้จะมาเล่นกับจิ่นผิงใหม่ค่ะ”
เด็กหญิงตัวเล็กมีมารยาทดีมาก กล่าวลาอย่างนอบน้อมกับสวี่ซื่อเยี่ยนและซูอันอิง แล้วจึงหันไปคุยกับสวี่จิ่นผิงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับบ้านของตัวเอง
ซูลี่จวนกลับถึงบ้านยังไม่ทันค่ำ ก็ถ่ายออกได้อย่างราบรื่น
แม่ของซูลี่จวนรู้เข้าก็แปลกใจ ถามลูกสาวว่า "วันนี้ทำไมไม่ร้องเลย?"
แม้ซูลี่จวนจะยังเล็กแต่ความจำดี เธอก็ตอบแม่ว่าวันนี้ที่บ้านสวี่ ลุงสามกับป้าสะใภ้ให้เธอกินน้ำที่หอมหวานมาก ทำให้เธอถ่ายได้ง่ายขึ้น
แม่ของซูลี่จวนได้ยินก็จำใส่ใจไว้ ไม่นานหลังจากนั้น เมื่อเจอกับซูอันอิงโดยบังเอิญก็อดไม่ได้ที่จะถามว่าน้ำที่ลูกเธอกินเข้าไปคืออะไร
ซูอันอิงจึงบอกสูตรให้ พร้อมยังให้สวี่จิ่นผิงนำขวดน้ำผึ้งป่าหนึ่งขวดไปฝากซูลี่จวนด้วย
ทางบ้านซูเองก็ส่งของเล็กๆ น้อยๆ ให้ทางโน้นอยู่เนืองๆ เด็กๆ ก็เอาไปให้กันบ้าง ทำให้ผู้ใหญ่สองบ้านเริ่มมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นตามไปด้วย
พริบตาเดียว เดือนหนึ่งก็ผ่านไป เข้าสู่วันที่ 2 เดือน 2 ตามปฏิทินจันทรคติ วันมังกรเงยหัว
ในวันนี้ ตามประเพณีท้องถิ่น จะต้องกินหัวหมูและถั่วเคลือบน้ำตาล
ส่วนบ้านสวี่เอง ยังมีอีกกิจกรรมสำคัญที่ต้องทำ นั่นคือการผัดหัวเชื้อเต้าเจี้ยว
ชาวจีนตะวันออกเฉียงเหนือขาดเต้าเจี้ยวไม่ได้ มีคำพูดล้อเล่นว่า "ให้เต้าเจี้ยวแก่ชาวตะวันออกเฉียงเหนือหนึ่งโถ เขาก็กินได้ทั้งภูเขา"
แม้จะเกินจริง แต่ในชีวิตจริงของชาวตะวันออกเฉียงเหนือ เต้าเจี้ยวคือของจำเป็น แทบทุกอย่างกินกับเต้าเจี้ยวได้ ขาดเต้าเจี้ยวเหมือนขาดใจ
การทำเต้าเจี้ยวมีหลายวิธี บางบ้านจะทำเป็นก้อนเต้าเจี้ยว แล้วปล่อยให้หมักเองตามธรรมชาติ หลังจากนั้นลอกเชื้อราด้านนอกออก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มกับน้ำใส่เครื่องเทศ เช่น พริกหอม ยี่หร่า ขิง และเกลือ เทราดลงบนก้อนเต้าเจี้ยวที่ล้างสะอาดใส่ลงโอ่ง หมักต่ออีกครั้ง
หากอากาศดี จะยกโอ่งออกไปตากแดด ต้องคอยช้อนฟองและเชื้อราออกระหว่างการหมัก เมื่อหมักดีแล้วจึงจะอร่อย
แต่บ้านสวี่ไม่ได้ใช้วิธีนี้ พวกเขาใช้วิธีผัดหัวเชื้อเต้าเจี้ยวแทน
เริ่มจากเอาแป้งข้าวโพดลงกระทะ คั่วด้วยไฟอ่อนจนมีสีเหลืองไหม้หอมกรุ่น
แล้วเติมน้ำในปริมาณที่เหมาะสม คนให้เข้ากันขณะยังร้อน ปั้นเป็นก้อนกลมขนาดเท่าปากถ้วย
มักจะคลุกผิวก้อนด้วยแป้งสาลี เพื่อไม่ให้แตกเมื่อแห้ง
เมื่อก้อนเย็นและผิวแห้งแล้ว จะนำไปวางในตะกร้าที่ปูด้วยฟางถั่ว แล้วนำไปไว้ในที่อบอุ่นเพื่อให้หมัก
โจวกุ้ยหลานชอบวางไว้บนคานประตูครัว
เธอตอกตะปูทำชั้นไม้เล็กๆ บนประตู เอาตะกร้าวางไว้ตรงนั้น เพราะในครัวอุ่นและมีไอน้ำ เป็นที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับการหมักหัวเชื้อ
หลังจากหมักประมาณสองเดือน ผิวด้านนอกจะขึ้นราเขียว เมื่อหักออกดูจะเห็นเส้นใยสีแดงด้านใน แสดงว่าหมักได้ที่แล้ว
เพราะบ้านสองบ้านกินเต้าเจี้ยวด้วยกัน หัวเชื้อจึงต้องผัดเยอะหน่อย
โชคดีที่มีซูอันฟางกับซูอันฮวาช่วยกัน โจวกุ้ยหลานจึงผัดแป้งข้าวโพดไปสองกระทะ ปั้นออกมาได้สิบกว่าก้อน เตรียมไว้สำหรับหมัก
"อิงจื่อ เย็นนี้เราห่อเกี๊ยวกินกันเถอะ
ในโอ่งยังมีผักกาดดองอยู่ เอาออกมาล้างน้ำหลายๆ รอบ แล้วเอาไปผสมกับหมู สอดไส้ทำเป็นเกี๊ยว
คืนนี้ทุกคนมากินด้วยกัน ถือเป็นการฉลองเทศกาล"
วันที่ 2 เดือน 2 ถึงจะไม่ใช่วันใหญ่ แต่ก็ถือว่าเป็นเทศกาลหนึ่ง ยิ่งช่วงนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว แถมมีพี่สาวน้องสาวของซูอันอิงมาอยู่ด้วย ต้องจัดของกินดีๆ ให้พอเหมาะแน่นอน เกี๊ยวก็เลยเป็นคำตอบ
ตอนเย็น สวี่ซื่อเยี่ยนเลิกงานกลับมา เห็นบ้านตัวเองล็อกไว้ ก็เดาได้เลยว่าคนอื่นอยู่ที่บ้านพ่อแม่หมดแล้ว
พอเข้าบ้านก็ได้กลิ่นหอมของเกี๊ยวลอยมาเต็มจมูก พอเดินเข้าไปในห้องก็เห็นบนโต๊ะมีเกี๊ยววางเรียงอยู่หกเจ็ดจาน ตรงกลางมีอาหารกับแกล้มอีกหลายจาน หนึ่งในนั้นคือหัวหมู
“โอ้โห วันนี้วันอะไรเนี่ย ถึงได้มีของกินเต็มโต๊ะเลย?”
“วันที่ 2 เดือน 2 แกทำงานจนลืมวันลืมคืนเลยหรือไง?
ไม่คิดจะไปตัดผมซะหน่อย? ดูหัวแกสิ ยาวจนจะกลายเป็นคนป่าแล้ว”
โจวกุ้ยหลานว่าเข้าให้ มองลูกชายด้วยสายตาดุๆ ทำงานจนลืมแม้กระทั่งวันมังกรเงยหัว แบบนี้แม่บ้านยังรู้มากกว่าอีกนะ







