คนสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนมานั่งอยู่ด้วยกัน
แล้วอย่างไรต่อ
จากนั้น…
แน่นอนว่าต้องเป็นความรัก
…………
คุณหนูฟ่านไปคารวะปรมาจารย์ตั๊กม้ออย่างอาลัยอาวรณ์ ส่วนฉู่ชิงก็จำต้องจากแฟนสาวมาที่เซี่ยงไฮ้ชั่วคราว
คราวก่อนเขานั่งรถไถเข้าเฟินหยางกับเหล่าเจี่ย คราวนี้เขานั่งเรือข้ามฟากที่ส่งเสียง "ปุด ๆ ๆ" ไม่ต่างจากรถไถเข้าเซี่ยงไฮ้กับโหลวเย่
เอาเป็นว่าเราเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่าเรือข้ามฟากก็แล้วกัน
ฉู่ชิงยืนเหยียบเศษเหล็กผุ ๆ ใต้ฝ่าเท้า ซึ่งมีห่วงยางแขวนอยู่สองข้างไม่กี่ห่วง มันโคลงเคลงขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะแล่นไปข้างหน้า จนเขาคอยกังวลอยู่ตลอดว่ามันอาจจมลงได้ทุกเมื่อ
ความรู้สึกนี้ไม่เหมือนกำลังนั่งเรือเลยสักนิด ราวกับกำลังขับรถไถตะลุยทางวิบากมากกว่า
สองฝั่งแม่น้ำซูโจวไม่เพียงให้กำเนิดพื้นที่กว่าครึ่งของเซี่ยงไฮ้ในอดีต แต่ยังใช้เวลาร้อยปีสร้างโครงข่ายทางน้ำทั้งหมดของมหานครเซี่ยงไฮ้ยุคใหม่ จวบจนวันนี้ แม่น้ำซูโจวในเขตเมืองแคบลงมาก แคบเสียจนดูคล้ายกองขยะที่อื้ออึงไปด้วยเสียงผู้คน
เรือข้ามฟากลำแล้วลำเล่าแล่นผ่านไป บ้างจอดนิ่งอย่างอ่อนล้า บ้างหอบกระเส่าเคลื่อนไปข้างหน้า บนเรือแต่ละลำบรรทุกสิ่งของประหลาดนานาชนิด ทั้งสุนัข จักรยาน กระสอบธัญพืช ท่อนไม้ และผู้คนท่าทางพิลึกพิลั่น…
"แม่น้ำสายนี้สกปรกมากใช่ไหม"
ไม่รู้ว่าโหลวเย่มายืนข้างเขาตั้งแต่เมื่อไร ชายหนุ่มจับราวตรงหัวเรือพลางเอ่ยถาม
"อืม"
ฉู่ชิงมองขยะเน่าเปื่อยสารพัดชนิดที่ลอยอยู่ในแม่น้ำแล้วพยักหน้า
โหลวเย่กล่าวว่า "ผมโตมาจากที่นี่ ในเมืองนี้ ริมแม่น้ำสายนี้"
เขาโบกมือ ชี้ไปยังไซต์ก่อสร้างตึกสูงบนฝั่ง ชี้ผู้คนที่แบกจักรยานเดินข้ามสะพานหินสีขาวเทา และชี้เด็ก ๆ ที่มองมาทางนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น "เมืองนี้มีประชากรแปดล้านคน เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกวัน มีเพียงแม่น้ำสายนี้ที่ไม่เคยเปลี่ยน เธอคือแหล่งกำเนิดและสายเลือดหล่อเลี้ยงเมืองนี้"
"เอ่อ…" ฉู่ชิงอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับถูกขัดเสียก่อน
โหลวเย่พูดต่อ "ตอนที่ผมมองแม่น้ำสายนี้ มันเหมือนกำลังมองเพื่อนเก่าในวัยเด็ก และมองดูเมืองที่ผมเติบโตมาตั้งแต่เล็กค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ราวกับร่องรอยชีวิตของผมทั้งหมดกำลังไหลผ่านหน้าตามสายน้ำ"
"ผู้กำกับ ผมเมาเรือ ขอไปอ้วกก่อนนะ!"
ฉู่ชิงรีบทิ้งคำพูดไว้แล้ววิ่งไปข้างเรือ เกาะกราบเรือพลางเริ่มอาเจียน
คนขับเรือยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ได้ไม่พอใจแม้แต่น้อยที่เขาเพิ่มของสกปรกลงในแม่น้ำสายนี้อีกหน่อย
โหลวเย่ถึงกับหน้ามืดครึ้ม ไอ้หมอนี่เกาะอยู่ตรงนั้นอ้วกโครกครากเสียสมจริงเหลือเกิน
ฉู่ชิงเมาเรือเล็กน้อยก็จริง แต่ยังไม่ถึงขั้นอยากอาเจียน ทว่าเมื่อครู่จู่ ๆ คลื่นปั่นป่วนที่ควบคุมไม่อยู่ก็พลิกม้วนขึ้นมาจากกระเพาะในพริบตา
คุยกับพวกหนุ่มศิลปินนี่เหนื่อยเป็นบ้า!
ดูเหล่าเจี่ยสิ เรียบง่ายจริงใจจะตาย
"นี่ เช็ดปากเสียหน่อย"
โจวซวิ่นยื่นกระดาษทิชชูมาจากด้านหลัง
ฉู่ชิงอ้วกเสร็จก็เช็ดปาก รู้สึกสบายขึ้นมาก ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า "ขอบคุณนะ คุณชายโจว"
ไม่นานมานี้ฉู่ชิงเพิ่งค้นพบงานอดิเรกใหม่ของตัวเอง นั่นคือการตั้งฉายาให้เหล่าแอปเปิลน้อยที่ยังอ่อนประสบการณ์พวกนี้
ตอนที่ทุกคนนั่งเครื่องบินมาด้วยกัน ฉู่ชิงก็เริ่มเรียก "คุณชายโจว! คุณชายโจว!" ไม่หยุด เอาใจจนโจวซวิ่นยิ้มกว้าง หุบปากไม่ลงตลอดทาง
ถ้าพูดถึงการตั้งฉายา จะมีใครตั้งได้เหมาะเจาะลึกซึ้งเท่าฉันอีก!
แต่ทำไมเขาถึงเกิดงานอดิเรกไร้ยางอายแบบนี้ขึ้นมาได้
คงเป็นเพราะความรู้สึกประสบความสำเร็จอันบิดเบี้ยวแบบ "ไม่มีใครรู้ มีแค่ฉันที่รู้" กำลังเล่นงานเขาอยู่
"เธอคือแอปเปิลน้อย ๆ ของฉัน ดุจเมฆงามที่สุดตรงขอบฟ้า…"
พอเถอะฉู่ชิง นายก็มีปัญญาอยู่แค่นี้แหละ!
เดือนเมษายนของเซี่ยงไฮ้ไม่หนาว แต่ชื้นแฉะ อากาศอิ่มตัวไปด้วยไอน้ำที่เกาะติดร่างจนเหนียวเหนอะและอึดอัด
โหลวเย่ต่างจากเหล่าเจี่ยอย่างแท้จริง เขาเปี่ยมด้วยอารมณ์ศิลปิน พรสวรรค์พลิ้วไหว และให้ความสำคัญกับความรู้สึก
กองถ่ายเพิ่งมาถึงเซี่ยงไฮ้ ยังไม่ทันได้หยุดพัก เขาก็ลากนักแสดงนำทั้งสองไปล่องเรือในแม่น้ำซูโจวหนึ่งรอบ สิ่งที่เขาต้องการก็คือให้ทั้งคู่บ่มเพาะความรู้สึกนั้นขึ้นมา
ฉู่ชิงกับคุณชายโจวถามเขาถึงเรื่องราวนี้ เขาตอบว่าเรื่องราวไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือความรัก สิ่งสำคัญคือความโรแมนติก พวกคุณต้องเข้าใจความโรแมนติก เข้าใจความรัก แล้วจะเข้าใจเรื่องราวนี้เอง
คุณชายโจวฟังจนดวงตาเป็นประกาย เธอไม่ได้มาจากสายสถาบัน เช่นเดียวกับฉู่ชิงที่เติบโตมาจากทางสายป่า สิ่งที่ให้ความสำคัญก็คือความรู้สึก รูปแบบและวิธีการของโหลวเย่ถูกจริตเธออย่างยิ่ง
ความรู้สึก ความรู้สึก…
ความรู้สึกกับผีน่ะสิ!
ฉู่ชิงนั่งยอง ๆ วาดวงกลมอยู่ข้างหนึ่ง 'จะให้เด็กยากจนอย่างฉันที่กว่าจะได้มีความรักสักครั้งก็ผ่านโลกมาจนกร้าน มาค้นหาความรู้สึกอย่างนั้นหรือ'
…………
ในเมืองแห่งนี้ ทุกวันมีผู้คนเกิดและตาย ทุกวันมีคนโกรธและมีความสุข ทุกวันมีคนเดินทางมาและจากไป แน่นอนว่าทุกวันย่อมมีคนตกงานและหางานใหม่ได้เช่นกัน
หม่าต๋าเป็นคนส่งของ งานของเขาคือขนสิ่งของจากฟากหนึ่งของเมืองไปยังอีกฟาก ไม่เคยถามถึงสาเหตุและไม่เคยถามว่าผู้รับเป็นใคร
ชีวิตยามว่างเพียงอย่างเดียวของเขาคือขลุกอยู่ในห้องมืดของตัวเอง ใต้หลอดไฟสว่างจ้าขนาด 150 วัตต์ นั่งดูแผ่นเถื่อนตลอดคืนครั้งแล้วครั้งเล่า
ฉู่ชิงสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาว บิดขี้เกียจแล้วลุกจากโซฟา ก่อนลากรองเท้าแตะเดินเฉื่อย ๆ ไปยังห้องน้ำ
หวังยวี่ตากล้องของเรื่องยกกล้องฟิล์ม 16 มิลลิเมตรเก่า ๆ ตามไปด้านหลัง ภาพในกล้องสั่นไหว ถ่ายแผ่นหลังของเขาออกมาราวกับภาพถ่ายที่แขวนเอียงอยู่บนผนัง
ฉู่ชิงมองกระจก ภายในนั้นคือชายหนุ่มใบหน้าสะอาดสะอ้าน ตัดผมสั้นเรียบร้อย ดูอายุราวยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี
ดวงตาของเขาไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง แม้จะกำลังมองกระจก แต่ก็ดูราวกับมองไม่เห็นตัวเองในนั้น เขาล้างหน้า แปรงฟัน แล้วเช็ดหน้าให้แห้งเช่นนั้น
จากนั้นฉู่ชิงก็โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กะทันหัน ใช้นิ้วถูหางตาขวาแรง ๆ เพราะยังล้างขี้ตาออกไม่หมดอยู่ก้อนหนึ่ง
ชั่วขณะนั้น แววตาของเขาเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย คล้ายจะหงุดหงิดและรำคาญใจ
วินาทีถัดมา เขายืดตัวขึ้น ดวงตาก็กลับมานิ่งสงบราวบ่อน้ำโบราณอีกครั้ง
"หยุด! ดี!"
โหลวเย่ตะโกนขึ้น
นี่คือฉากแรกที่ฉู่ชิงถ่าย โหลวเย่มอบอิสระให้เขากับคุณชายโจวอย่างมาก ตราบใดที่ไม่หลุดจากทิศทางหลัก รายละเอียดปลีกย่อยจะเล่นอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
นับตั้งแต่เปิดกล้องวันแรก โหลวเย่ก็อยู่ในภาวะตื่นเต้นพลุ่งพล่านมาตลอด
นักแสดงสองคนนี้เลือกมาได้ถูกต้องเหลือเกิน! เหมาะสมเหลือเกิน! ลงตัวเหลือเกิน!
เขามองฉู่ชิงกับคุณชายโจวปลดปล่อยความพลิ้วไหวและพรสวรรค์ของตนต่อหน้ากล้องอย่างอิสระ รู้สึกราวกับตัวเองเป็นผู้สร้างที่กำลังรังสรรค์ชีวิตอันสมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา
ใช่แล้ว ไม่ใช่วัตถุไร้ชีวิต! แต่มันคือชีวิต!
โครงเรื่องของ "แม่น้ำซูโจว" เป็นโครงสร้างสองเส้นเรื่องตามมาตรฐาน คุณชายโจวรับบทสองตัวละครเพียงคนเดียว ได้แก่ เหม่ยเหม่ยกับมู่ตาน จึงมีฉากค่อนข้างมาก ส่วนฉู่ชิงมีฉากน้อยกว่า เมื่อตัดฉากเดี่ยวและฉากที่เล่นกับคนอื่นออกไป ที่เหลือจึงเป็นฉากที่เล่นคู่กับคุณชายโจว ซึ่งความจริงก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว
ตอนนี้ทั้งสองคนยังต่างคนต่างถ่าย ยังไม่มีฉากที่ต้องแสดงร่วมกัน
เมื่อดูจากสภาพของทั้งคู่ โหลวเย่ควรจะวางใจได้อย่างเต็มที่ แต่กลับตรงกันข้าม สิ่งที่เขากังวลที่สุดก็คือฉากที่ทั้งสองต้องแสดงร่วมกัน
ทั้งหมดก็เพราะความรู้สึกบ้าบอนั่น!
โหลวเย่รู้สึกอยู่เสมอว่าโจวซวิ่นปรับสภาพได้ดีมากแล้ว แต่ฉู่ชิงดูเหมือนจะยังจับทางไม่ถูก สิ่งที่เขากลุ้มใจก็คือ เมื่อถึงเวลาฉู่ชิงจะถ่ายทอดความรู้สึกของความรักแบบนั้นออกมาไม่ได้
ความรักที่ไร้ความรู้สึก ยังจะเรียกว่าความรักได้หรือ
โหลวเย่ไม่เข้าใจเช่นกัน และไม่รู้จะอธิบายบทให้ฉู่ชิงอย่างไร เรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะพูดให้กระจ่างได้ด้วยปาก
ความจริงเหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก เพราะฉู่ชิงเป็นคนมีเหตุผลอย่างยิ่ง ส่วนคุณชายโจวกลับเป็นคนอ่อนไหวตามความรู้สึกอย่างผิดธรรมดา คนเช่นนี้เมื่อพบกับบทภาพยนตร์แนวศิลปะอย่าง "แม่น้ำซูโจว" ก็เหมือนปลาได้น้ำ รับมือได้อย่างสบายในทุกนาที
ฝีมือการแสดงของฉู่ชิงยังไม่ถึงขั้นไร้ร่องรอย เขายังไม่สามารถแปลงกายเป็นตัวละครในเรื่องได้ชั่วพริบตา เขาต้องครุ่นคิด ต้องบ่มอารมณ์ ต้องมีเหตุผลหนึ่งที่โน้มน้าวให้ตัวเองแสดงเช่นนั้นได้ ต้องอาศัยสายตาหนึ่ง รอยยิ้มหนึ่ง แสงแดดสายหนึ่ง หรือหยาดน้ำตาหนึ่งหยด มาจุดประกายความรู้สึกของเขา
…………
หม่าต๋า ชีวิตของเขาเป็นเช่นเดียวกับชื่อของเขา
ตลอดชีวิตเขาเคลื่อนไหวไม่หยุด ราวกับเครื่องจักรที่หมุนทำงานโดยไม่ต้องพัก
หลังลาออกจากโรงเรียนมัธยม หม่าต๋าก็เตร็ดเตร่อยู่ริมแม่น้ำซูโจว คลุกคลีกับพวกอันธพาลชั้นต่ำสกปรกไม่กี่คน สีหน้าของเขาแข็งทื่ออยู่ตลอด แข็งทื่อเสียจนแทบไม่ต่างจากคนตาย
จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ที่ขโมยมาปรากฏตัวตรงหน้าเขา มันเป็นฮาร์ลีย์เก่า ๆ คันหนึ่ง ทำความเร็วได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รูปลักษณ์ดุดันและย้อนยุค
หม่าต๋าชอบมันตั้งแต่แรกเห็น ฉู่ชิงก็เช่นเดียวกัน เขาขับรถไม่เป็นและขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็น แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางไม่ให้เขาชอบมัน
เขาใช้เวลาครึ่งวันฝึกขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ล้มมาตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง ในที่สุดก็สามารถบังคับมันให้แล่นไปได้อย่างมั่นคง
ฉู่ชิงขี่มอเตอร์ไซค์นำอยู่ข้างหน้า ส่วนเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ไล่ตามอยู่ด้านหลัง
เขาหันกลับไปมองคนเหล่านั้นแวบหนึ่ง ก่อนหันหน้ากลับมา ในภาพจากกล้องเบื้องหน้า สิ่งที่หยุดค้างไว้คือรอยยิ้มกว้างอย่างไม่เกรงใจใคร และดวงตาเปี่ยมแรงหุนหันของวัยหนุ่ม
บ่ายวันนั้น แสงแดดอ่อนโยนอย่างหาได้ยาก
"ชิงจื่อ ไหวไหม"
ฉากแรกของพระเอกนางเอกกำลังจะเริ่มถ่ายแล้ว โหลวเย่จึงอดประหม่าไม่ได้
ฉู่ชิงพยักหน้าอย่างลังเลเล็กน้อยแล้วตอบว่า "ไหว!"
ความจริงในใจเขาอึดอัดอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่เข้าใจ และกลัวว่าตัวเองจะแสดงพัง
ฉู่ชิงศึกษาตัวละครหม่าต๋าอย่างละเอียด เขาสับสน เห็นแก่ตัว เย็นชา และโหดเหี้ยม! มีคุณลักษณะทุกอย่างของวัยรุ่นเจ้าปัญหา
เขาใช้เงินทั้งหมดซื้อฮาร์ลีย์คันนั้นมา คิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต เขาจะขี่มันทะยานไปได้ทุกที่และสร้างผลงานครั้งใหญ่ขึ้นมา แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเพียงคนส่งของ
เขาขี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยความฝัน แล่นไปทั่วเมืองที่ปราศจากความฝันอยู่ทุกวัน
ฉู่ชิงไม่เข้าใจว่าชีวิตเช่นนี้ หม่าต๋ายังคงเฝ้ารออะไรอยู่ เพราะเขารู้สึกเสมอว่าในใจหม่าต๋ายังคงรอคอยบางสิ่ง
มู่ตานเป็นนักเรียน แม่เสียชีวิตไปตั้งแต่เธอยังเล็ก พ่อเป็นพ่อค้าเหล้า ทุกครั้งที่พาแฟนสาวคนใหม่กลับบ้าน เขาจะโทรเรียกหม่าต๋ามา ให้พามู่ตานไปส่งที่บ้านป้า (ฝ่ายพ่อ)
ฉากของวันนี้คือช่วงเวลาที่หม่าต๋ากับมู่ตานพบกันเป็นครั้งแรก
"ทุกฝ่ายเข้าประจำที่!"
"เอี๊ยด!" ประตูถูกเลื่อนเปิด
คุณชายโจวเดินออกมาจากด้านใน เธอสวมชุดกีฬาสีแดงกับรองเท้าผ้าใบ เสื้อแหวกเปิด เผยให้เห็นเสื้อแนบเนื้อสีขาว และยังมัดผมหางม้าสองข้าง การแต่งตัวชุดนี้ละเอียดอ่อนมาก เพราะทำให้ดูไม่ออกว่าเธอมีอายุเท่าไรกันแน่
คุณชายโจวอายุยี่สิบสี่ปีแล้ว แต่หน้าตาอ่อนวัย จะแสดงเป็นสาวน้อยแก้มใสเช่นนี้ก็ไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
เธอถูกพ่อไล่ออกมา สีหน้าจึงหงุดหงิด กวาดตามองชายคนนี้กับมอเตอร์ไซค์ใต้ร่างเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่แฝงการหยั่งเชิงว่า "คุณจะให้ฉันนั่งตรงไหน"
ใบหน้าเล็ก ๆ นี้บริสุทธิ์เสียจนเกือบโหดร้าย ประหนึ่งแสงจันทร์ที่ส่องเข้าไปในป่าทึบ ส่วนอารมณ์อึดอัดของฉู่ชิงก็คล้ายผืนน้ำในป่านั้น พลันถูกส่องจนกระจ่างใสถึงก้นบึ้ง
เคยมีคนเขียนไว้ว่า ท่ามกลางผู้คนนับสิบล้าน เราได้พบคนที่ควรพบ ท่ามกลางเวลานับสิบล้านปี ในทุ่งร้างอันไร้ขอบเขตแห่งกาลเวลา ไม่เร็วไปหนึ่งก้าว และไม่ช้าไปหนึ่งก้าว เมื่อได้พบกันแล้วก็ไม่มีคำอื่นใดจะกล่าว มีเพียงถามเบา ๆ ว่า "อ้อ คุณก็อยู่ที่นี่เหมือนกันหรือ"
ฉู่ชิงไม่เคยได้ยินประโยคนี้ แต่ความรู้สึกของเขาในขณะนี้ก็เป็นเช่นนั้น
ความรู้สึก ความรู้สึก…
หม่าต๋าวิ่งไปข้างหน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน บางทีในใจเขาอาจยังซ่อนความฝันที่แม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจ นั่นคือสักวันหนึ่งเขาจะได้พบเจอบางสิ่ง
อาจเป็นเหตุการณ์หนึ่ง หรืออาจเป็นใครสักคน
เช่นเดียวกับวันนี้ ณ เวลานี้ เขาได้พบกับมู่ตาน
ฉู่ชิงหันไปมองเบาะหลัง แล้วมองเธออีกครั้ง "ไม่อย่างนั้นคุณนั่งข้างหน้าดีไหม"
คุณชายโจวชี้เบาะหลังแล้วตอบว่า "ฉันจะนั่งข้างหลัง"
ฉู่ชิงพูดประโยคที่ไม่มีในบทออกมาอย่างไม่ใส่ใจว่า "รูดเสื้อขึ้นเสีย"
คุณชายโจวอ้อมเข้ามาตรงหน้ากล้อง ใช้มือยันแล้วนั่งหันข้างบนมอเตอร์ไซค์เหมือนกำลังนั่งจักรยาน จากนั้นดึงซิปเสื้อขึ้น
ฉู่ชิงเอียงศีรษะ เขาสวมหมวกนิรภัยที่เล็กไปหนึ่งขนาด สายรัดยืดใต้คางรัดแน่นจนคางบิดเป็นรูปทรงชวนหัว
เขาพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อยว่า "นั่งแบบนี้ไม่ได้ นั่งให้ดี!"
คุณชายโจวประสานมือวางไว้ระหว่างขา มองเขาอย่างหงุดหงิดและรำคาญใจ แต่ยังรับหมวกนิรภัยที่เขายื่นมาให้ ก่อนตวัดขาขวาคร่อม เปลี่ยนเป็นท่านั่งคร่อมเบาะ
ฉู่ชิงสตาร์ตมอเตอร์ไซค์ แล้วหันกลับไปมองอีกครั้ง เมื่อเห็นเธอผูกสายหมวกนิรภัยเป็นเรื่องเป็นราว มุมปากของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
"นั่งให้ดี!"
"บรื้น ๆ!"
มอเตอร์ไซค์แล่นออกไปตามถนน พร้อมคนสองคนบนรถ
ฉู่ชิงนั่งอยู่ข้างหน้า คางยังคงถูกรัดจนดูน่าขัน ส่วนคุณชายโจวนั่งอยู่ด้านหลัง ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หูของเขา
จู่ ๆ ฉู่ชิงก็ถามว่า "คุณมองอะไรอยู่"
คุณชายโจวตอบว่า "มองคุณไง"
ฉู่ชิงพูดว่า "ผมมีอะไรน่ามอง"
คุณชายโจวส่ายศีรษะเล็กน้อยแล้วพูดเสียงเบาว่า "แค่มองก็ไม่ได้หรือไง"
เสียงของเธอไม่ได้แหบพร่าเกินจริงอย่างที่ผู้คนชอบล้อ กลับแฝงเสน่ห์เย้ายวนแปลก ๆ จากนั้นเธอก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้หลังหูฉู่ชิงอีกครั้ง "ปกติคุณขับรถช้าขนาดนี้เลยหรือ"
"เป็นอะไร"
"น่าเบื่อ!"
"น่าเบื่อตรงไหน"
"ก็น่าเบื่อไง! ขี่มอเตอร์ไซค์ก็ต้องขี่ให้สมกับเป็นมอเตอร์ไซค์สิ คุณขับช้าเกินไปแล้ว!"
"ผมกลัวว่าถ้าขับเร็ว คุณจะทนไม่ไหว"
"คุณต่างหากที่ทนไม่ไหว!"
ฉู่ชิงยิ้มแล้วพูดว่า "งั้นเราลองกันไหม"
คุณชายโจวเชิดคางเล็ก ๆ ขึ้น "ลองก็ลองสิ!"
หวังยวี่ควบคุมกล้อง จับภาพระยะใกล้บนใบหน้าของเธอ ขณะที่เสียงคำรามของมอเตอร์ไซค์ดังรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทิวทัศน์สองข้างทางก็พุ่งผ่านไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
คุณชายโจวกดหมวกนิรภัยไว้ หรี่ตาทั้งสองข้าง ยิ้มมองฉู่ชิงราวกับกำลังมองตัวเธอเอง
คนสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน แล้วอย่างไรต่อ
แน่นอนว่าต้องเป็นความรัก…







