(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 197
บทที่ 197 เรื่องในบ้านไม่ควรแพร่งพรายออกไป
“ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลยจริง ๆ บริษัทที่ทำอาชีพเป็นกองทัพน้ำก็มีด้วยเหรอ?”
“พวกนักปั่นพวกนี้วัน ๆ เอาแต่บิดเบือนความจริง เปลี่ยนขาวเป็นดำ เต็มไปด้วยพลังงานด้านลบทั้งตัว”
“คุณหมอเฉิน คุณไปทำอะไรให้ใครโกรธขนาดนี้ ถึงได้ยอมทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อเล่นงานคุณ?”
“จ้างกองทัพน้ำมาโจมตีคุณหมอเฉิน แบบนี้ต้องเป็นพวกจิตใจไม่บริสุทธิ์แน่ ๆ คนดี ๆ เขาไม่ทำกันหรอก”
“ฉันยังแอบสงสารไอ้นักปั่นตัวนั้นเลย ฟังคำอธิบายของคุณหมอเฉินแล้ว มันเป็นแค่หมากที่ถูกใช้ พอไม่มีประโยชน์ก็โดนซัดเข้าโรงพยาบาล”
“เลิกเป็นฮีโร่แล้วเคารพโชคชะตาของคนอื่นเถอะ”
ในขณะที่เหล่าผู้ชมในไลฟ์กำลังวิพากษ์วิจารณ์กันสนุกสนาน กองทัพน้ำที่ซ่อนตัวอยู่หลายร้อยคนก็เงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พวกเขาดูไลฟ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
สิ่งที่เฉินหยูพูดมันไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า “แปลก” อีกต่อไป
ทั้งตาและปากของเขาราวกับได้รับพลังวิเศษ
ราวกับว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่สามารถหลบซ่อนจากสายตาของเฉินหยูได้
ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ไม่นานมันก็จะกลายเป็นจริง
อย่างเช่นตอนที่เขาแฉเรื่องของหนุ่มเจ้าสำอางจอมเจ้าชู้กับเศรษฐีนี
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ถูกบอสของบริษัทซ้อมยับ
ไม่มีใครคาดคิดว่า
บอสของบริษัทนั้นคือลูกชายของเศรษฐีนี
กองทัพน้ำเหล่านี้ได้รับคำสั่งจากผู้ว่าจ้างให้โจมตีเฉินหยูเป็นประจำ
พูดง่าย ๆ ก็คือ ทุกครั้งที่เฉินหยูเปิดไลฟ์ พวกเขาต้องเข้ามาป่วนทันที
ใช้บัญชีปลอมเป็นหมื่นเป็นแสนมาลองสุ่มเข้าไปต่อสายสนทนาแล้วใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำให้เขาดูแย่และถูกเกลียดชัง
พอสามารถสร้างกระแสโจมตีขึ้นมาได้ พวกนักปั่นคนอื่น ๆ ก็จะเข้ามาสมทบ ทำให้ไลฟ์ของเฉินหยูกลายเป็นสนามรบในพริบตา
แต่ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำงานนี้อีกต่อไป
พวกเขาเพิ่งได้เห็นตัวอย่างสด ๆ ว่าหากพยายามโจมตีเฉินหยู จะลงเอยแบบไหน
ต่อให้ได้เงินเยอะแค่ไหน พวกเขาก็ไม่อยากเป็น “หนุ่มเจ้าสำอางจอมเจ้าชู้” คนต่อไป
ในขณะเดียวกัน ที่สำนักงานของบริษัทกองทัพน้ำแห่งหนึ่ง
เจ้านายยิ่งทุบยิ่งโมโหหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนพนักงานต้องออกมาห้าม
พนักงานคนหนึ่งรีบเข้าไปกอดเอวเจ้านายไว้แล้วพูดอย่างระมัดระวัง
“บอสครับ อย่าทุบอีกเลย เดี๋ยวตายขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่”
“ถุย! ไอ้เวรนี่มันยังโชคดีเกินไปด้วยซ้ำ!!!”
เจ้านายที่กำลังเดือดจัดเหวี่ยงแท่งเหล็กลงพื้น แล้วสั่งให้คนไปเรียกรถพยาบาล
ไม่กี่นาทีต่อมา รถพยาบาลก็มาถึงและพาตัว “หนุ่มเจ้าสำอางจอมเจ้าชู้” ที่สะบักสะบอมทั้งตัวไปโรงพยาบาล
บรรยากาศในสำนักงานเต็มไปด้วยความเงียบและความตึงเครียด
เจ้านายมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนจะตะคอกใส่พนักงาน
“พวกแกยังยืนบื้ออะไรกันอยู่?! กลับไปทำงานเดี๋ยวนี้! รีบแพร่ข่าวลือในอินเทอร์เน็ตซะ!”
“ครั้งหน้าไอ้เฉินหยูเปิดไลฟ์ พวกแกต้องจัดหนักให้มันกระอักเลือด!!!”
ทันทีที่พูดจบ สีหน้าของเหล่าพนักงานกองทัพน้ำก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“เอ่อ… เจ้านายครับ ผมเพิ่งได้รับจดหมายตอบรับเข้ามหาวิทยาลัย ผมต้องไปเรียนต่อ พรุ่งนี้ผมจะไม่มาทำงานแล้วนะครับ”
“พ่อผมโทรมา บอกว่าเขาจะแต่งงานตอนบ่าย ผมต้องไปงานแต่ง เดี๋ยวผมไปก่อนนะ”
“เฮ้ย! พวกแกสองตัว หยุดเดี๋ยวนี้!!!”
แต่พนักงานทั้งสองคนนั้นวิ่งหนีเร็วกว่าวิ่งแข่งเสียอีก
พริบตาเดียวก็หายไปจากสายตา
เจ้านายโมโหจนปอดแทบระเบิด
คนหนึ่งมีแค่วุฒิการศึกษาประถมจะเข้ามหาวิทยาลัยบ้าอะไร?!
อีกคน พ่อเสียไปตั้งหลายปี จะไปงานแต่งอะไรกัน?!
จะแต่งกับผีหรือไง?!
เหตุการณ์เดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในบริษัทกองทัพน้ำหลายแห่ง...
ไม่ว่าพวกหัวหน้าบริษัทกองทัพน้ำจะให้เงินมากแค่ไหน พวกนักปั่นมืออาชีพเหล่านี้ก็ไม่มีทางรับงานนี้อีกต่อไป
เงินสามารถหาใหม่ได้เรื่อย ๆ แต่ชีวิตมีแค่หนึ่งเดียว
ถ้าหากถูกเฉินหยูจับได้ ต่อให้ได้เงินมากแค่ไหนก็ไม่มีความหมาย
“ทุกท่าน วันนี้ไลฟ์ของเราจบลงเพียงเท่านี้ เจอกันใหม่ครั้งหน้า”
เฉินหยูโบกมือลาผ่านหน้าจอ
ไม่ว่าผู้ชมจะพยายามรั้งยังไงก็เปลี่ยนธรรมเนียมปฏิบัติของเฉินหยูไม่ได้
หลังจากปิดไลฟ์ เขาก็ยืดเส้นยืดสายลุกขึ้นยืน
จากนั้นเดินเข้าไปในครัวเพื่อดูว่ามีอะไรให้กินบ้าง
“คุณหมอเฉิน คุณอยู่ในร้านหรือเปล่า?”
ขณะที่เฉินหยูเพิ่งก้าวเข้าไปในครัว ก็มีเสียงของโจวเข่อซินดังขึ้นจากข้างนอก
เฉินหยูชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวออกจากครัว
ในห้องโถงชั้นหนึ่ง นอกจากโจวเข่อซินแล้ว ยังมีหญิงสาวรูปร่างอวบเล็กน้อยยืนอยู่ด้วย
“คุณหมอเฉิน ขอโทษนะคะ ฉันมีเรื่องกะทันหัน เลยลืมโทรมาขอลาหยุด”
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นอย่างที่เฉินหยูคาด
สาเหตุที่โจวเข่อซินไม่ได้มาทำงานตอนเช้า ไม่ใช่เพราะเธอขวัญเสียจากเรื่องเมื่อวาน
แต่เป็นเพราะระหว่างทางมาเจอ สหายเก่าจากสมัยมัธยมต้น สวีเจีย
ระหว่างพูดคุยกัน โจวเข่อซินได้รู้ว่า
สวีเจียสอบเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดังในหางเฉิงได้
หลังจากเรียนจบ เธอได้ทำงานและตั้งรกรากที่นั่น
เมื่อปีที่แล้วเธอแต่งงาน และตอนนี้ลูกอายุสี่เดือนกว่าแล้ว
“คุณหมอเฉิน สวัสดีค่ะ ฉันเคยได้ยินชื่อคุณจากคนอื่นมาก่อน”
“พวกเขาบอกว่าคุณสามารถช่วยให้คนพ้นจากปัญหาต่าง ๆ ได้”
“คุณช่วยฉันได้ไหม?”
ก่อนจะเจอโจวเข่อซิน สวีเจียเคยได้ยินเกี่ยวกับเฉินหยูมาบ้างแล้ว
เมื่อรู้ว่าเพื่อนเก่าของเธอทำงานในศูนย์ให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาของเฉินหยู
เธอรู้สึกว่านี่คือพรหมลิขิตจึงขอให้พาเธอมาหาเขาทันที
เฉินหยูเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนพูดขึ้น
“คุณผู้ป่วย สวัสดีครับ คุณมีภาวะอารมณ์ซึมเศร้ามานานกว่าสามเดือนแล้ว”
“คุณไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากกินข้าว ดื่มน้ำก็ไม่อร่อย”
“แถมยังสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ”
“คุณหมอเฉิน คุณพูดถูกทุกอย่างเลย!”
ดวงตาของสวีเจียเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกตะลึง
“เจียเจีย”
“เรื่องไหนในโลกที่คุณหมอเฉินไม่รู้บ้าง?”
“ปัญหาของคนธรรมดาแบบเรา คุณหมอเฉินก็ต้องช่วยได้แน่นอน!”
โจวเข่อซินหัวเราะ ก่อนจะชมเฉินหยูอีกครั้ง
“คุณหมอเฉิน~ ฉันช่วยแนะนำลูกค้าให้ขนาดนี้”
“วันนี้คุณปล่อยฉันหยุดงานแบบฟรี ๆ ได้ไหมคะ?”
เธอยิ้มกวน ๆ พร้อมทำหน้าออดอ้อน
เฉินหยูพยักหน้า แล้วผายมือไปทางเก้าอี้
“คุณผู้ป่วย เชิญนั่งก่อนครับ”
“ด้วยวิธีการตรวจวินิจฉัยทางวิทยาศาสตร์ ผมพอจะเข้าใจปัญหาของคุณแล้ว”
“ถ้าคุณเต็มใจรับคำปรึกษาจากผม กรุณาชำระเงินก่อน”
“จากนั้นเราจะเริ่มเข้าสู่ กระบวนการบำบัดผ่านการพูดคุย”
“ค…กระบวนการบำบัด?”
สวีเจียขมวดคิ้วก่อนถามอย่างงุนงง
“การบำบัดแบบนี้ไม่ใช่วิธีรักษามะเร็งหรอกเหรอ?”
“ฮ่า ๆ ๆ เจียเจีย คุณเข้าใจผิดแล้ว”
โจวเข่อซินถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“ที่คุณหมอพูดคือการบำบัดผ่านการพูดคุย”
“ไม่ใช่ ‘คีโม’ รักษามะเร็งนะ!”
“อ้อ…”
สวีเจียพยักหน้าช้า ๆ
นิสัยของเธอค่อนข้างไร้เดียงสา
ตอนแรกเธอนึกว่าเฉินหยูจะบอกว่าเธอเป็นมะเร็งเสียอีก
เธอนั่งลงตรงข้ามกับเฉินหยู มองไปที่ QR Code และเงื่อนไขการชำระเงินบนโต๊ะ
จากนั้นหยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วโอนเงินให้เฉินหยู หนึ่งหมื่นหยวน
เฉินหยูหันไปบอกโจวเข่อซิน
“ไปเตรียมอาหารกลางวันให้หน่อย”
“ตอนนี้ฉันต้องเริ่มให้คำปรึกษาสวีเจีย”
“คุณหมอเฉิน ฉันทำอาหารเร็วมากเลยนะ”
“ขอฉันอยู่ฟังแป๊บนึงก่อนได้ไหม?”
ที่โจวเข่อซินพูดแบบนี้ ไม่ใช่เพราะอยากรู้อยากเห็น
แต่เธอเป็นห่วงสวีเจียจริง ๆ
ระหว่างทางมา เธอพยายามถามหลายครั้งว่าสรุปแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ทำไมถึงต้องมาขอให้เฉินหยูช่วย?
แต่สวีเจียไม่ยอมบอก
เฉินหยูหันไปถาม
“โจวเข่อซินเป็นพยาบาลของที่นี่”
“คุณรังเกียจไหมถ้าเธอจะอยู่ฟังด้วย?”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
สวีเจียถอนหายใจเบา ๆ ก่อนพูด
“เข่อซิน ก่อนหน้านี้ฉันไม่บอกเธอ”
“เพราะไม่รู้ว่าจะพูดยังไง”
“และก็เพราะคิดว่า… เรื่องในบ้านไม่ควรแพร่งพรายออกไป”
“แต่ตอนนี้ฉันได้เห็นกับตาแล้วว่าคุณหมอเฉินเก่งจริง”
“เขาต้องช่วยฉันได้แน่ ๆ”
“ถ้าเธออยากฟัง ก็นั่งอยู่ตรงนี้เถอะ”







