(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 311
บทที่ 311 เพราะแพ้ไม่ได้อีกแล้ว จึงต้องสะสมเทวรูป
"น้องสาว เธอคงไม่ได้มีนิสัยชอบสะสมเทวรูปและของขลังเหมือนกันหรอกนะ?"
เกาซินหรันพยักหน้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
เฉินหยูแทงใจดำความลับในใจของเกาซินหรันอีกครั้ง ทำให้เกาซินหรันยอมศิโรราบให้กับความสามารถของเฉินหยูอย่างหมดใจ
เรื่องนี้ไม่มีใครรู้เลย แม้แต่แม่บ้านที่บ้านก็ยังไม่รู้ว่าเธอมีความชอบด้านนี้
หวังเต๋อเฉวียนแม้จะเดาได้แล้ว แต่ก็ยังรู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เขาจัดอยู่ในกลุ่มคนที่เกิดมาลำบากสุดๆ
ตามเส้นทางชีวิตปกติ การสามารถเลี้ยงดูน้องชายและน้องสาวให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ตั้งแต่เก็บเทวรูปเทพห้าทิศได้ เส้นทางชีวิตของหวังเต๋อเฉวียนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำดิน
จากเด็กบ้านนอกที่บ้านยากจนไม่มีอะไรเลย ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสิบมหาเศรษฐีของหางโจวทีละก้าว
ประสบการณ์ช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อหวังเต๋อเฉวียนมาหลายสิบปี
เข้าใจผิดไปว่าการร่ำรวยขึ้นมา ล้วนเป็นโชคลาภที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานให้
ค่อยๆ เริ่มสะสมเทวรูปและของขลังจำนวนมาก เพื่อใช้เสริมดวงโชคลาภของตัวเอง
คิดง่ายๆ แค่ว่ายิ่งสะสมของขลังมากเท่าไหร่ ดวงโชคลาภก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
จนกระทั่งได้พบกับเฉินหยู หวังเต๋อเฉวียนถึงได้ตื่นจากภวังค์
เทพห้าทิศที่เขาเคารพกราบไหว้ราวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเทพจริงๆ แต่เป็นเทพมาร
หากยังคงบูชาต่อไป ไม่เพียงแต่บ้านจะแตกสาแหรกขาด แต่ถึงขั้นต้องเสียชีวิต
ชีวิตของเกาซินหรันเป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
เกาซินหรันที่เกิดในครอบครัวชนชั้นกลางในเมือง ได้รับการศึกษาที่ดีมาตั้งแต่เด็ก
อายุสิบกว่าปีก็เดบิวต์เป็นดารา
อายุยี่สิบกว่าปีก็กลายเป็นราชินีจอเงินที่โด่งดังในวงการบันเทิงแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นวิสัยทัศน์หรือการศึกษา ทุกด้านล้วนเอาชนะหวังเต๋อเฉวียนได้อย่างขาดลอย
คิดไม่ถึงเลยว่า เกาซินหรันที่เป็นตัวแทนของสาวสวยรวยเก่ง จะงมงายในศาสตร์ลี้ลับเหมือนกับตัวเอง
เกาซินหรันพูดว่า "หมอเฉิน คุณดูออกว่าที่บ้านฉันบูชาเทวรูปไว้มากมาย ก็คงจะรู้ใช่ไหมคะว่าทำไมฉันถึงต้องบูชา?"
เฉินหยูพยักหน้า พูดว่า "คุณกลัวความล้มเหลว กลัวจะสูญเสียทุกอย่างที่มีอยู่ตอนนี้ และไม่อยากตกจากจุดสูงสุดลงสู่จุดต่ำสุดอีก"
"เดิมทีฉันก็ไม่เชื่อเรื่องพวกนี้หรอกค่ะ แต่... แต่ฉันแพ้ไม่ได้อีกแล้วจริงๆ"
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกมา หวังเต๋อเฉวียนก็เข้าใจแจ่มแจ้งทันที
จริงด้วย เกาซินหรันแพ้ไม่ได้อีกแล้วจริงๆ
หลังจากกลายเป็นตัวแม่และก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวงการบันเทิง เกาซินหรันก็เลือกที่จะอำลาวงการไปแต่งงาน
หลังแต่งงาน สามีล้มละลาย และหอบเอาทรัพย์สินก้อนสุดท้ายหนีหายเข้ากลีบเมฆไป
ทิ้งหนี้สินก้อนโตไว้ให้เกาซินหรัน
กว่าจะเอาชีวิตรอดจากวิกฤตมาได้ ใช้หนี้กว่าพันล้านจนหมด และกลับมามีทรัพย์สินหลายพันล้าน
การพึ่งพาการไหว้พระขอพร เพื่อช่วยให้ทรัพย์สินมั่นคง และไม่ต้องเผชิญกับอุปสรรคในชีวิตอีก อันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติของมนุษย์
เกาซินหรันพูดอีกว่า "พี่หวัง ที่ฉันบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลมาจากพี่ด้วยนะคะ"
"ได้รับอิทธิพลจากฉันงั้นเหรอ?"
หวังเต๋อเฉวียนงงเป็นไก่ตาแตก
"ถึงพวกเราจะรู้จักกันมาหลายปี แต่ฉันไม่เคยเล่าให้เธอฟังเลยนะ ว่าทำไมถึงต้องบูชาเทวรูปและสะสมของขลังไว้ที่บ้าน"
มีเพียงหวังเต๋อเฉวียนคนเดียวที่รู้ดีว่า การที่เขาร่ำรวยขึ้นมาได้ ล้วนเป็นเพราะบารมีของเทพห้าทิศคุ้มครอง
นี่คือความลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหวังเต๋อเฉวียน แม้แต่คนข้างหมอนก็ยังไม่เคยปริปากบอกสักครึ่งคำ
แล้วเกาซินหรันไปรู้มาจากไหน?
เกาซินหรันยิ้มขื่น "พี่ไม่เคยบอกใครจริงๆ ค่ะ ว่าทำไมถึงสะสมของพวกนี้ แต่ทุกคนก็พอจะเดากันได้"
"พี่เกิดในหมู่บ้านบนเขา ไม่มีทั้งเส้นสายและไม่มีพื้นฐานครอบครัว แต่กลับสามารถใช้เวลาสามสิบกว่าปี จากคนบ้านนอกที่ไม่มีอะไรเลย กลายมาเป็นมหาเศรษฐีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในท้องถิ่นของเราได้"
"ถึงแม้พี่จะประกาศหลายต่อหลายครั้งว่า ทุกสิ่งที่มีอยู่ ได้มาจากการดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเองก็ตาม"
"แต่ความจริงเป็นยังไง คนนอกอาจจะไม่รู้ ทว่านักธุรกิจอย่างพวกเราที่ไปเยี่ยมบ้านพี่บ่อยๆ มีหรือจะไม่รู้"
ในแวดวงสังคมชั้นสูงของหางโจว มีความลับที่ไม่ถือว่าเป็นความลับแพร่สะพัดมาตลอด
เหตุผลที่หวังเต๋อเฉวียนร่ำรวยขึ้นมาได้ ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความสามารถของตัวเองเท่าไหร่นัก
แต่เป็นเพราะเรื่องฮวงจุ้ยและศาสตร์ลี้ลับล้วนๆ
ไม่อย่างนั้น ทำไมหวังเต๋อเฉวียนถึงต้องสะสมเทวรูปและของขลังมากมายขนาดนั้นด้วย?
หวังเต๋อเฉวียนประกาศกับคนภายนอกว่าชอบสะสมของเก่า คำพูดพวกนี้หลอกได้แค่คนธรรมดาเท่านั้นแหละ
ชนชั้นนำในสังคมชั้นสูง แต่ละคนฉลาดเป็นกรดทั้งนั้น
พวกเขาวิเคราะห์ออกตั้งนานแล้วว่า ที่หวังเต๋อเฉวียนสะสมของพวกนี้ ก็เพื่อรับประกันว่าตัวเองจะมีทรัพย์สินเงินทองตลอดไป
สภาพจิตใจของเกาซินหรันก็แทบไม่ต่างจากหวังเต๋อเฉวียน
ต่างก็หวาดกลัวที่จะสูญเสียทุกสิ่งที่มี
จึงทำตามอย่างบ้าง โดยแอบสะสมเทวรูปไว้เป็นจำนวนมาก
โจวเข่อซินที่ทำตัวเป็นอากาศธาตุมาตลอดถึงกับฟังจนอึ้ง
สังคมชั้นสูงนี่มันมีเล่ห์เหลี่ยมเยอะขนาดไหนกันเนี่ย?
หวังเต๋อเฉวียนพร่ำบอกว่าเขากับเกาซินหรันเป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปี
เกาซินหรันก็เรียกพี่หวังๆ อยู่ตลอด
สองคนที่ดูสนิทสนมกันดี กลับต่างคนต่างมีแผนการในใจของตัวเอง
"บางเรื่องต้องไปถึงสถานที่จริง ผมถึงจะอธิบายให้ชัดเจนได้"
"คุณเกาครับ ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมผิวพรรณและหน้าตาของคุณถึงกลายเป็นแบบนี้ ช่วยพาผมไปที่บ้านคุณหน่อยครับ"
"ถ้าจะพูดให้ถูกคือ ไปที่ห้องใต้ดินบ้านคุณครับ"
เมื่อได้ยินเฉินหยูพูดคำว่าห้องใต้ดินออกมา เกาซินหรันก็ตกใจในตอนแรก จากนั้นก็รีบพยักหน้าทันที
เธอสวมหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดดกลับเข้าไปใหม่
เฉินหยูทิ้งให้โจวเข่อซินเฝ้าร้านไว้ เพราะเดี๋ยวจะมีลูกค้ามา
ถ้าลูกค้ามาถึงแล้วเฉินหยูยังไม่กลับมา ให้โจวเข่อซินช่วยต้อนรับไปก่อน
อีกฝ่ายน่าจะไม่หนีไปไหน
หลังจากสั่งเสียเรื่องพวกนี้เสร็จ เฉินหยูก็ขึ้นไปนั่งบนรถของหวังเต๋อเฉวียน
รถสองคันขับตามกันออกจากคลินิกจิตเวช
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง รถก็มาจอดอยู่หน้าคฤหาสน์หลังหนึ่งแถบชานเมือง
เมื่อเข้าไปในบ้าน เกาซินหรันก็เรียกแม่บ้านให้มาเตรียมน้ำชาและขนม
ตั้งใจจะเชิญให้เฉินหยูพักผ่อนสักครู่ แล้วค่อยลงไปที่ห้องใต้ดิน
เฉินหยูยิ้มบางๆ "พวกเราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ยิ่งชักช้าไปอีกหนึ่งนาที ใจคุณก็จะยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีกหนึ่งส่วน"
"คุณเกา ผมพูดถูกไหมครับ?"
"เรามาเริ่มกันเลยเถอะค่ะ"
เกาซินหรันร้อนใจจนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ
เธอเรียกแม่บ้านมาบอกให้หยุดพักครึ่งวัน แล้วตอนค่ำค่อยกลับมาใหม่
รอจนแม่บ้านออกไปแล้ว เกาซินหรันก็หยิบกุญแจดอกหนึ่งมาไขเปิดประตูบานหนึ่ง
ประตูบานนี้เชื่อมไปยังห้องใต้ดินของคฤหาสน์ เทวรูปทั้งหมดล้วนอยู่ข้างล่างนั่น
ครู่ต่อมา หวังเต๋อเฉวียนก็สูดลมหายใจเข้าลึก
หวังเต๋อเฉวียนที่มักจะคุยโวว่าตัวเองหูตากว้างไกล วันนี้ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริงแล้ว
นี่มันห้องใต้ดินที่ไหนกัน นี่มันคือพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเทวรูปขนาดย่อมชัดๆ!
ผนังห้องใต้ดินหลายด้าน ถูกเกาซินหรันสั่งให้คนมาทุบทิ้งไปแล้ว
ห้องใต้ดินทั้งห้อง กลายเป็นพื้นที่กว้างขวางขนาดใหญ่
รอบด้านมีตู้จัดวางอยู่เป็นจำนวนมาก
จำนวนของเทวรูปมีเยอะจนนับแทบไม่ถ้วน
"น้องสาว เธอ..."
หวังเต๋อเฉวียนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายความรู้สึกในตอนนี้ออกมายังไงดี
เมื่อเทียบกับของสะสมของเกาซินหรันแล้ว ของเล็กๆ น้อยๆ ของหวังเต๋อเฉวียน เรียกได้ว่าเป็นแค่เด็กน้อยไปเลย
ภายในตู้ไม้หรูหรากว่าสิบตู้ มีเทวรูปขนาดเล็กใหญ่และรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันจัดวางอยู่
ในจำนวนนั้นมีหลายองค์ที่หวังเต๋อเฉวียนไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ
หวังเต๋อเฉวียนเดินไปทางซ้ายสองก้าว แล้วไปยืนอยู่หน้าตู้ใบหนึ่ง
ตรงกลางตู้มีเทวรูปที่ดูน่าเกรงขามจัดวางอยู่องค์หนึ่ง
มองยังไง ก็ดูเหมือนท่านกวนอู
ข้างๆ กันเป็นชายสวมชุดนักพรต กำลังขี่สัตว์ชนิดหนึ่งอยู่
"ให้ตายสิ มีพระพุทธรูปด้วย..."
หางตาเหลือบไปเห็นตู้ด้านข้าง ด้านบนมีเทวรูปสวมจีวรวางอยู่สิบแปดองค์
เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียด หวังเต๋อเฉวียนก็เดาว่าน่าจะเป็นสิบแปดอรหันต์
"นี่มันของบ้าอะไรกันเนี่ย!"
หวังเต๋อเฉวียนร้องตะโกนออกมาอย่างเว่อร์วัง







