(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 310
บทที่ 310 งานอดิเรกของพวกคุณเรียกได้ว่าเหมือนกันเป๊ะ
"พี่เกา เป็นพี่จริงๆ เหรอคะ?"
โจวเข่อซินพูดด้วยความตื่นเต้น
เกาซินหรันพยักหน้าเล็กน้อย เป็นการยอมรับข้อสันนิษฐานของโจวเข่อซิน
อดีตราชินีเพลงป็อปผู้เคยถูกแทงข้างหลังอย่างโหดร้าย
สามีหอบเงินหนีไป ทิ้งหนี้สินกว่าพันล้านไว้ให้เธอ
ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างฟันธงว่าเกาซินหรันหมดอนาคตแล้วอย่างสิ้นเชิง
แถมครั้งหนึ่งเธอยังเคยถูกมองว่าเป็นตัวแทนของพวกผู้หญิงสวยแต่โง่
อยู่ในวงการบันเทิงมาเป็นสิบปี แต่กลับไม่มีความระแวดระวังตัวเลยสักนิด
ใสซื่อถึงขนาดที่สามีสั่งให้ทำอะไร เธอก็ทำตามหมด
นิสัยแบบนี้แต่กลับกลายเป็นราชินีเพลงป็อปได้ ทำให้หลายคนรู้สึกเหลือเชื่อ
โง่เขลาจนยอมเป็นนิติบุคคลให้บริษัทหลายแห่ง
พอบริษัทมีปัญหา สามีก็หอบเงินทุนที่เหลือหนีไปต่างประเทศ
หนี้สินที่ก่อไว้จึงตกมาอยู่ที่เกาซินหรันทั้งหมด
บางครั้งก็มีนักข่าวบันเทิงปล่อยข่าวว่า มีเถ้าแก่ใหญ่ในประเทศหลายคนยินดีช่วยเกาซินหรันใช้หนี้
โดยมีข้อแม้ว่าเกาซินหรันต้องยอมเป็นเมียน้อยหรือคู่นอนของพวกเขา
หลังจากนั้น เกาซินหรันก็จัดงานแถลงข่าว แฉพวกที่มาคุกคามเธอจนหมดเปลือก
หนึ่งปีต่อมา เกาซินหรันก็ปรากฏตัวในข่าวอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่ข่าวบันเทิง ทว่ากลับเป็นข่าวธุรกิจ
เกาซินหรันบรรลุข้อตกลงประนีประนอมกับเจ้าหนี้
ใช้วิธีผ่อนชำระเพื่อประคองสถานการณ์
ระดมทุน และจัดตั้งธุรกิจเพื่อดำเนินการผลิต
ใช้เวลาสี่ปี ค่อยๆ ปลดหนี้กว่าพันล้านจนหมด
พร้อมทั้งปั้นธุรกิจจนเติบโตแข็งแกร่ง กลายเป็นเศรษฐินีที่มีทรัพย์สินหลายพันล้าน
เมื่อมองดูชีวิตกว่าสี่สิบปีของเกาซินหรัน เรียกได้ว่ามีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด มีเรื่องราวเกิดขึ้นไม่ขาดสาย
เริ่มจากการเป็นราชินีแห่งวงการบันเทิงที่ทุกคนจับตามอง
ต่อมาก็กลายเป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวกว่าพันล้าน
ใช้เวลาสิบปีในการดิ้นรนเอาชีวิตรอด พลิกฟื้นจากคนมีหนี้กลายเป็นเศรษฐินี
"ฮ่าๆๆ..."
เมื่อได้ยินโจวเข่อซินเล่าประวัติการต่อสู้ของเกาซินหรันได้อย่างคล่องแคล่ว หวังเต๋อเฉวียนก็พูดติดตลก "น้องสาว ฉันเคยแนะนำให้เธอเขียนหนังสืออัตชีวประวัติหลายครั้งแล้วนะ ถ้าเธอเขียนล่ะก็ รับรองว่ายอดขายกระฉูดแน่"
"ขนาดที่คลินิกของหมอเฉินยังมีแฟนคลับของเธอเลย ยอดขายไม่มีทางแย่หรอก"
เกาซินหรันตอบอย่างเหม่อลอย "พี่หวังอย่าล้อฉันเล่นเลยค่ะ ตอนนี้ฉันเครียดจนหัวหมุนไปหมดแล้ว จะเอาอารมณ์ที่ไหนไปออกหนังสืออัตชีวประวัติล่ะ"
"น้องสาว มาถึงที่นี่แล้ว มีอะไรก็พูดมาเถอะ ไม่ว่าจะเจอเรื่องยุ่งยากอะไร หมอเฉินต้องช่วยจัดการให้เธอได้อย่างแน่นอน"
หวังเต๋อเฉวียนให้กำลังใจเกาซินหรันอีกครั้ง
เขากับเกาซินหรันรู้จักกันมาหลายปี และชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวไม่ย่อท้อของอีกฝ่ายมาก
จากคนที่มีหนี้สินกว่าพันล้าน เป็นคนนอกที่ไม่รู้เรื่องการบริหารธุรกิจเลย ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเองจนกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการธุรกิจ
ด้วยความชื่นชมอย่างบริสุทธิ์ใจ หวังเต๋อเฉวียนจึงมักจะแนะนำธุรกิจให้เกาซินหรันอยู่บ่อยครั้ง
แต่ช่วงนี้พอโทรหาเกาซินหรัน เธอก็มักจะบอกว่าไม่สบายบ้าง หรือติดธุระบ้าง
คอยปฏิเสธที่จะพบกับลูกค้าที่หวังเต๋อเฉวียนแนะนำให้อยู่ร่ำไป
หวังเต๋อเฉวียนยิ่งคิดก็ยิ่งแปลกใจ กลัวว่าเกาซินหรันจะเจอเรื่องยุ่งยากเข้า
เมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเลยบุกไปดักรอที่บ้าน
แล้วก็ทำให้เขาพบเรื่องแปลกประหลาดเข้าจริงๆ
ทั้งที่อยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ แต่เกาซินหรันกลับสวมหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดด
พอถามถึงสาเหตุ เกาซินหรันก็บอกว่าแพ้ทางผิวหนัง
จากการพูดคุย หวังเต๋อเฉวียนฟังออกว่าเกาซินหรันกำลังทุกข์ใจ
ดูเหมือนจะพูดไม่ตรงกับใจ
เขาเป็นห่วงว่าเธอจะป่วยเป็นโรคทางจิตใจ หรือถูกของไม่สะอาดรังควาน จึงรีบอ้างชื่อเฉินหยูขึ้นมาทันที
หลังจากเกลี้ยกล่อมอยู่หลายวัน ในที่สุดก็โน้มน้าวให้เกาซินหรันยอมมาหาเฉินหยูกับเขาได้
"พี่หวัง หมอเฉิน น้องสาว เดี๋ยวฉันจะถอดหน้ากากอนามัยกับแว่นกันแดดออก ขอให้พวกคุณเตรียมใจไว้ด้วยนะคะ"
"อย่าตกใจกับสภาพของฉันเด็ดขาดล่ะ"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังเต๋อเฉวียนก็ใจหายวาบ
"อ๊าก!"
เสียงร้องอุทานของชายหญิงคู่หนึ่งดังก้องออกมาจากห้องตรวจจิตวิทยา
โจวเข่อซินและหวังเต๋อเฉวียนสูดลมหายใจเข้าลึก
เกาซินหรันที่ถอดหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดดออก มีใบหน้าที่อัปลักษณ์จนถึงขีดสุด
ผิวหน้าแห้งเหี่ยว ไม่มีน้ำมีนวลเลยแม้แต่น้อย
หน้าตาบิดเบี้ยวดูน่ากลัว
ราวกับยายแก่หน้าแมวในเรื่องผีพื้นบ้าน
เกาซินหรันอายุสี่สิบต้นๆ ก่อนหน้านี้ยังสวยสะพรั่งหาตัวจับยาก
แต่ตอนนี้กลับมีสภาพแก่หง่อม ดูน่ากลัวและแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
หวังเต๋อเฉวียนขยี้ตาอย่างแรง
ตอนที่เจอกันเมื่อเดือนกว่าๆ ก่อน เกาซินหรันยังไม่ได้เป็นแบบนี้
เกาซินหรันเป็นดาราภาพยนตร์และโทรทัศน์มาก่อน ปกติจึงดูแลตัวเองเป็นอย่างดี
แม้แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด หน้าตาของเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก
โจวเข่อซินยิ่งไม่อยากจะเชื่อ
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูรูปของเกาซินหรันในอินเทอร์เน็ตเมื่อหลายปีก่อน
พลางมองผู้หญิงตรงหน้าสลับกับรูปในโทรศัพท์
นี่มันคนละคนกันชัดๆ
เกาซินหรันยิ้มขื่น "หมอเฉิน นี่แหละค่ะคือเหตุผลที่ฉันมาหาคุณ"
"ไม่เพียงแต่ใบหน้าของฉันจะกลายเป็นน่าเกลียดน่ากลัว ผิวหนังก็ยังแห้งกร้านเหมือนเปลือกไม้แห้งๆ ด้วย"
"เหมือนกับซากศพแห้งๆ ที่ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงเลย"
"แถมอาการพวกนี้ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ"
"ฉันไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคประหลาด หรือว่าเพราะสาเหตุอื่นกันแน่"
"เลยทำได้แค่สวมหน้ากากอนามัยและแว่นกันแดดปิดบังใบหน้าไว้ เพื่อไม่ให้คนอื่นหัวเราะเยาะ"
"นอกจากเสียงที่ไม่เปลี่ยนแล้ว ผิวพรรณและหน้าตาของฉันเปลี่ยนไปมาก จนแม้แต่ตัวฉันเองก็แทบจะจำตัวเองไม่ได้แล้วค่ะ"
รอจนเกาซินหรันเล่าอาการของตัวเองจบ เฉินหยูก็ยังมีสีหน้าเป็นปกติ ไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
"หลังจากพบอาการนี้ คุณเคยใช้ชื่อปลอมไปตรวจที่โรงพยาบาลหลายแห่งแล้วสินะ"
"ซึ่งผลการตรวจก็คือ ไม่มีผลอะไรเลย"
"ใช่ค่ะ"
เกาซินหรันขมวดคิ้วด้วยความกลัดกลุ้ม "ฉันใช้ชื่อต่างๆ กันไปตรวจที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าฉันเป็นโรคที่รักษายาก"
"ส่วนจะเป็นโรคอะไรนั้น พวกเขาก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน"
"โรงพยาบาลทุกแห่งต่างก็ให้ฉันแอดมิตเพื่อตรวจอย่างละเอียด"
"ขนาดฉันยอมทุ่มเงินจ้างหมอผิวหนังจากต่างประเทศมาหลายคน ก็ยังตรวจหาสาเหตุของฉันไม่พบเลยค่ะ"
เมื่อเล่าเรื่องที่เผชิญมาในช่วงนี้จบ เกาซินหรันก็พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น "หมอเฉิน ก่อนที่ฉันจะถอดแว่นกันแดดกับหน้ากากอนามัย คุณก็พูดออกมาแล้วว่าผิวกับหน้าของฉันมีปัญหา"
"คุณต้องรู้แน่ๆ ใช่ไหมคะว่าปัญหาพวกนี้มันมาจากไหน?"
"รู้ครับ"
เฉินหยูพยักหน้าและพูดว่า "อาการของคุณจะว่ารักษาง่ายก็ง่าย จะว่าซับซ้อน มันก็ซับซ้อนจริงๆ"
"ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ต่อให้ผมลงมือรักษาให้คุณ มันก็จะมีผลแค่ไม่กี่เดือนเท่านั้น"
"หรืออาจจะสั้นกว่านั้นด้วยซ้ำ"
"สรุปก็คือรักษาได้แค่ปลายเหตุ ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ อีกไม่นานอาการพวกนี้ก็จะกลับมากำเริบอีก"
เมื่อได้ยินว่าขนาดเฉินหยูลงมือเองยังรักษาได้แค่ปลายเหตุ หวังเต๋อเฉวียนที่เชื่อมั่นในความสามารถของเฉินหยูอย่างเต็มเปี่ยมถึงกับอึ้งไปเลย
"หมอเฉิน ตกลงว่าหน้ากับผิวของซินหรันมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ?"
"ทำไมถึงขนาดคุณยังไม่มีวิธีรักษาล่ะ?"
หวังเต๋อเฉวียนถามด้วยความงุนงง
"หรือว่าเธอเป็นโรคผิวหนังแบบพิเศษ? เป็นปัญหาทางพันธุกรรมเหรอครับ?"
ในฐานะผู้มีอิทธิพลในวงการแพทย์แผนจีน แม้หวังเต๋อเฉวียนจะไม่ใช่หมอ แต่ก็พอจะมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง
เฉินหยูยิ้มเจื่อน "อาการป่วยของเธอไม่เกี่ยวกับพันธุกรรมหรอกครับ แต่กลับคล้ายกับคุณอยู่นะ"
"คล้ายกับผมเหรอ?"
หวังเต๋อเฉวียนชี้มาที่ตัวเองพลางพูดอย่างตกตะลึง "หมอเฉิน คุณยิ่งพูดยิ่งทำให้ผมงงไปหมดแล้วนะ"
"ถ้าผมพูดแบบนี้ คุณอาจจะไม่งงแล้วก็ได้"
เฉินหยูเปลี่ยนท่านั่ง หยิบน้ำชาขึ้นมาจิบอึกหนึ่ง
"งานอดิเรกในชีวิตของพวกคุณสองคน เรียกได้ว่าเหมือนกันเป๊ะเลยล่ะ"
"งานอดิเรก... ในชีวิต..."
หวังเต๋อเฉวียนอ้าปากค้าง
แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงจนปิดไม่มิด
"หรือว่าเธอก็มีนิสัยชอบสะสมของพวกนั้นเหมือนกันเหรอ?"







