บนสะพานเทวะ ประมุขจากสำนักต่างๆ พากันมองไปที่สวีฝูด้วยสีหน้ายำเกรง นอกจากปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักของตนแล้ว พวกเขาน้อยนักที่จะเคารพผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความหวาดกลัว
แต่สวีฝูคู่ควรให้พวกเขาเคารพและหวาดกลัว
เขาเปิดโปงความจริงที่วิชานั่วกินคน กระชากหน้ากากที่แท้จริงของหกปรมาจารย์นั่ว และเปิดเผยความจริงของการทะยานเป็นเซียนด้วยวิชานั่ว
เขายังเป็นผู้บำเพ็ญปราณไร้เทียมทาน เอาชนะหกปรมาจารย์นั่ว หลอมสังหารหนึ่งในปรมาจารย์นั่วจนตาย และบีบให้พวกตกปลาและพวกเก็บเกี่ยวต้นกุยช่ายต้องล่าถอยไป
เขาแสดงให้ผู้คนเห็นถึงขีดจำกัดของผู้บำเพ็ญปราณ ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าการบำเพ็ญทั้งปราณและนั่วควบคู่กันไปเลย ซ้ำยังแข็งแกร่งกว่าด้วยซ้ำ!
เขายุติประวัติศาสตร์การกินคนของวิชานั่ว และมอบความมั่นใจให้กับผู้บำเพ็ญปราณอีกครั้ง!
เขาในตอนนี้ คือผู้นำของผู้บำเพ็ญปราณอย่างแท้จริง ไร้ข้อกังขาใดๆ!
เมื่อเขามาถึงบนสะพานเทวะ ประมุขสำนักต่างๆ ล้วนค้อมตัวก้มศีรษะ เพื่อแสดงความเคารพ
สวีฝูมาถึงด้านนอกมณฑลพิธีวิถีสวรรค์ มองไปยังชายที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศ ณ ใจกลางลานธรรม ชายผู้นั้นคิ้วเข้มตาโต สวมชุดปู้อี ดูไม่เหมือนผู้บำเพ็ญปราณ แต่กลับเหมือนชาวนาที่คุ้นชินกับการทำไร่ไถนามากกว่า
คนเช่นนี้สามารถรักษาชีวิตรอดจากการผ่านด่านเคราะห์มาได้ ช่างเหนือความคาดหมายของเขาจริงๆ
"ท่านสวี่ โลกหน้าถูกเบิกทางโดยมนุษย์ เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีกับดักซ่อนอยู่"
สวีฝูกล่าวเสียงเรียบ "ในวันข้างหน้า สหายเต๋าคิ้วเข้มตาโตผู้นี้ หากไม่สามารถผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไปได้ ก็จะคิดกินคนเหมือนอย่างหกปรมาจารย์นั่ว เขาจะตั้งลานธรรม ถ่ายทอดวิชาและรับศิษย์ เพื่อรอเก็บเกี่ยวผลผลิตเป็นระยะๆ"
สวี่อิงนำวารีสระหยกออกมาเล็กน้อย ป้อนให้ฮ่องเต้วิถีบู๊ดื่มลงไป คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดพลางหัวเราะว่า "ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล แต่มีสิ่งหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของผู้เป็นอมตะนั้นยาวนานกว่าหกปรมาจารย์นั่วมาก ผู้เป็นอมตะก็คือผู้ที่บำเพ็ญวิชานั่ว พวกเขาไม่ได้ถูกเก็บเกี่ยว"
ฮ่องเต้วิถีบู๊ดื่มวารีสระหยกเซียนลงไป ทว่าก็ยังคงไม่ฟื้นคืนสติ
สวี่อิงตรวจดูอย่างละเอียด เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสมากในด่านเคราะห์สวรรค์ กฎเกณฑ์มรรคาทั้งในจิตหยวนและร่างกายเนื้อล้วนขาดสะบั้น จิตวิญญาณวิถีบู๊เกือบถูกอัสนีสวรรค์ฟาดจนแตกซ่าน
การที่เขาสามารถมีชีวิตรอดมาได้จนถึงตอนนี้ นับว่าไม่ง่ายเลยจริงๆ
ทว่า หลังจากดื่มวารีสระหยก อาการบาดเจ็บแห่งมรรคาบนร่างของเขาก็เริ่มสมานตัว
วารีสระหยกเซียนมีพลังลึกลับและแข็งแกร่ง แม้แต่อาการบาดเจ็บแห่งมรรคาจากด่านเคราะห์สวรรค์ก็ยังรักษาได้ ทำให้สวี่อิงเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ เขาคิดในใจว่า "มิน่าเล่า ท่านตงเยว่ถึงให้ข้ามาตักวารีสระหยกเซียนไปสักกระบวย"
เขาเดินออกจากมณฑลพิธีวิถีสวรรค์ แล้วกล่าวว่า "ข้าคิดว่า ในช่วงเริ่มต้นของการคิดค้นวิชานั่ว แท้จริงแล้วทำไปเพื่อความเป็นอมตะ เพื่อให้การบำเพ็ญปราณพัฒนาขึ้น แต่คุนหลุนกลับต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีคนสังหารหมู่ผู้เป็นอมตะแห่งคุนหลุน และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่! หกปรมาจารย์นั่วจึงฉวยโอกาสขโมยโลกหน้าทั้งหก แล้วทำการเก็บเกี่ยว! อาฝู ท่านลองดูคุนหลุนในตอนนี้สิ เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ถูกคนจงใจลบเลือนหายไป!"
เมื่อทุกคนได้ยินเขาเรียกสวีฝูว่าอาฝู ก็พากันตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว ตำหนิว่าเขาลบหลู่เบื้องสูง
สวีฝูหันขวับไปกวาดตามอง ทุกคนก็เงียบเสียงลงทันที ไม่กล้าเอ่ยปากพูดอะไรอีก
สวีฝูเงยหน้าขึ้น มองไปยังตราประทับเซียนบนท้องฟ้า
ตราประทับเซียนอันใหญ่โตนั้น แขวนลอยอยู่สูงตระหง่านดั่งภูผา หยุดนิ่งอยู่ระหว่างสองโลก ไม่ขยับเขยื้อนมาตั้งแต่โบราณกาล สร้างความรู้สึกกดดันอย่างหาที่เปรียบมิได้
ตราประทับใหญ่นี้ บดบังท้องฟ้าไปกว่าครึ่ง ตามมุมต่างๆ สามารถมองเห็นแดนเซียนได้!
สวีฝูดึงสายตากลับมา แล้วกล่าวอย่างเนิบนาบ "หากว่าผู้เป็นอมตะก็เป็นคนที่ถูกเก็บเกี่ยวเช่นกันล่ะ? หากมีใครบางคนจงใจถ่ายทอดวิชานั่วให้กับผู้เป็นอมตะ โดยแท้จริงแล้วหวังให้พวกเขารวบรวมโอสถเซียนแห่งโลกหน้า จุดประสงค์เพียงเพื่อกินพวกเขาเพื่อบรรลุความเป็นอมตะล่ะ?"
เขากล่าวเสียงเรียบ "ท่านสวี่ ไม่ว่าท่านจะพูดจาหว่านล้อมน่าฟังเพียงใด ท่านก็ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้เป็นอมตะไม่ได้ถูกเก็บเกี่ยว แต่การที่วิชานั่วเก็บเกี่ยวผู้คนในโลกนั้น ล้วนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา ในช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมา วิชานั่วได้คร่าชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วน จำเป็นต้องถูกลบทิ้งไป เพื่อฟื้นฟูสายเลือดที่แท้จริงของการบำเพ็ญปราณ!"
สวี่อิงเดินมาข้างหน้า แล้วกล่าวว่า "หากวิชานั่วสามารถหลอมละลายโอสถเซียนในร่างกายได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากถ้ำสวรรค์ไม่ถูกผู้อื่นตัดขาดไป เช่นนั้นก็สามารถอธิบายได้ว่า วิชานั่วไม่ใช่กับดักแล้วใช่หรือไม่?"
สวีฝูมองเขาลึกซึ้งแวบหนึ่ง "คุณหนูเฟิ่งเหยาคือผู้เป็นอมตะ เคล็ดวิชาของนางก็คือเคล็ดวิชาของผู้เป็นอมตะ ถ้ำสวรรค์สระหยกของนางถูกนั่วหลี่ตัดขาดอย่างง่ายดาย ผู้เป็นอมตะแห่งคุนหลุน ก็เป็นแค่ต้นกุยช่ายเท่านั้น ท่านสวี่!"
เขายกมือขึ้น ห้ามปรามแรงกระตุ้นของสวี่อิงที่ต้องการจะโต้เถียงต่อ แล้วกล่าวว่า "ที่ข้ามาในครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อถกเถียงกับท่านว่าวิชานั่วเป็นกับดักหรือไม่ ผู้คนบนโลกต่างรู้ความจริงกันหมดแล้ว การถกเถียงของท่านกับข้าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ ก็ไม่มีผลกระทบต่อภาพรวม วิชานั่ว ถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะไม่มีผู้สืบทอดอีกต่อไป"
เขาเผยรอยยิ้ม แล้วกล่าวว่า "ท่านสวี่ ยังจำที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่ ว่าข้าจะทำสามเรื่อง? เรื่องแรก คืนชีพให้จู่หลง ข้าทำสำเร็จแล้ว เรื่องที่สอง ฟื้นฟูผู้บำเพ็ญปราณ ข้าก็ทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้ ข้ากำลังจะทำเรื่องที่สาม"
ในใจของสวี่อิงเกิดความรู้สึกไม่ชอบมาพากลขึ้นมา
สวีฝูมองไปยังเมืองอวี้จิงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของสะพาน แววตาของเขาไม่อาจปิดบังประกายแห่งความตื่นเต้นไว้ได้ เขากล่าวว่า "เรื่องที่สามที่ข้าจะทำ ก็คือการผ่านด่านเคราะห์ทะยานสู่สวรรค์!"
สวี่อิงรู้สึกคอแห้งผาก นึกถึงใครอีกคนหนึ่งขึ้นมา
คนผู้นั้นเคยพูดกับเขาว่า เขาจะทำสามเรื่อง เรื่องที่สามก็คือการผ่านด่านเคราะห์ทะยานสู่สวรรค์
คนผู้นั้นใช้สติปัญญาจนหมดสิ้น ลักพาตัวเทพเที่ยงแท้แห่งวัฏจักรสวรรค์ทั้งสามร้อยหกสิบองค์ในโลกแห่งวิถีสวรรค์ ผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไปได้อย่างสำเร็จ สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนทั้งโลก
แต่เขาก็ไม่สามารถทะยานสู่สวรรค์ได้
ในช่วงเวลาที่เขาอ่อนแอหลังจากผ่านด่านเคราะห์ เขาถูกนายแห่งวังหนีหวานจับกิน จนเหลือเพียงหนังมนุษย์แผ่นเดียว
"ท่านผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไปไม่ได้หรอก"
สวี่อิงตั้งสติ แล้วกล่าวว่า "เหล่าเทพสวรรค์เคยถูกโจวฉีอวิ๋นลักพาตัวไปครั้งหนึ่งแล้ว เป็นเรื่องยากที่ท่านจะใช้วิธีการเดียวกัน เพื่อหลอกล่อพวกเขากลับมายังโลกมนุษย์ เทพสวรรค์เหล่านี้ ไม่ใช่พวกไร้สมอง"
สวีฝูส่ายหน้าพลางหัวเราะ "หากจะทำให้ท่านสวี่ชื่นชม จะใช้วิธีการของโจวฉีอวิ๋นได้อย่างไร? ข้าจะไม่ลักพาตัวเทพสวรรค์ ข้าจะเผชิญหน้ากับด่านเคราะห์สวรรค์โดยตรง ในอดีต หวงตี้ทะยานสู่สวรรค์ในอวี้จิง ข้าก็จะทำตามอย่างบรรพบุรุษ ผ่านด่านเคราะห์ทะยานสู่สวรรค์ที่นั่น!"
สวี่อิงลังเลเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "ทำไมท่านไม่รออีกสักระยะล่ะ? ข้าหารือกับโอรสสวรรค์โจวแล้ว เตรียมที่จะถอดรหัสอักขระวิถีสวรรค์ รออีกสักระยะ ไม่แน่ว่าอาจจะถอดรหัสด่านเคราะห์สวรรค์ได้"
สวีฝูกล่าว "พึ่งพาท่านเพื่อทะยานสู่สวรรค์หรือ? ข้าไม่ต้องการ"
เขาเรียกถ้ำสวรรค์เจี้ยงกงที่นั่วฝานครอบครองอยู่ออกมา แล้วกล่าวว่า "ท่านสวี่ พึ่งพาท่านเพื่อทะยานสู่สวรรค์ จะแสดงให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของข้าสวีฝูผู้นี้ได้อย่างไร? ในปีนั้นท่านและข้าร่วมลงเรือลำเดียวกัน เดินทางไปยังโพ้นทะเล ท่านเหนือกว่าข้าในทุกๆ ด้าน"
เขากระตุ้นถ้ำสวรรค์เจี้ยงกง เพียงเห็นถ้ำสวรรค์โบราณแห่งนี้สว่างไสวขึ้นมาอย่างหาที่เปรียบมิได้ แขวนอยู่บนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปเรื่อยๆ และค่อยๆ เข้าใกล้เมืองอวี้จิงอันเลือนรางนั้น
"ท่านแข็งแกร่ง ฉลาดเฉลียว เปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เป็นดั่งเทพเซียน แต่ข้าไม่เหมือนกัน ข้าอยู่เคียงข้างท่าน เจ้าเล่ห์เพทุบาย คอยทำเรื่องที่ท่านไม่เต็มใจทำแทนท่าน ท่านถ่ายทอดเคล็ดวิชาและอิทธิฤทธิ์ให้ข้า เป็นดั่งทั้งอาจารย์และสหาย ข้าไม่อาจตอบแทนได้ ดังนั้นเมื่อท่านตัดใจฆ่าคนบนเรือลำนั้นไม่ได้ ข้าฆ่าแทนท่าน ท่านตัดใจสังเวยพวกเขาไม่ได้ ข้าสังเวยแทนท่าน ข้าเป็นคนทำเรื่องเลวร้ายทั้งหมด"
สวีฝูก้าวเดินไปข้างหน้าพลางหัวเราะ "แต่ในวันนี้เมื่อสี่พันปีให้หลัง ข้าทำเรื่องดีงามทั้งหมด ผู้คนบนโลกจะจดจำข้า ไม่ใช่ท่าน ข้าทะยานสู่สวรรค์ในฐานะผู้บำเพ็ญปราณ ในวันข้างหน้าต่อให้ท่านจะสร้างความสำเร็จยิ่งใหญ่เพียงใด ตำแหน่งของข้าสวีฝูในใจผู้คนบนโลก ก็จะอยู่เหนือท่านเสมอ!"
ถ้ำสวรรค์เจี้ยงกงสร้างการเชื่อมต่อกับเขา มีสะพานแสงเซียนสายหนึ่งทอดยาวออกมาจากถ้ำสวรรค์ เชื่อมต่อกับสะพานเทวะใต้เท้าของพวกเขา!
ก้าวที่สวีฝูเหยียบย่างออกไป ตกลงบนสะพานแสงเซียนสายนี้พอดี เขาหัวเราะ "ข้าแข็งแกร่ง ฉลาดเฉลียว เปี่ยมไปด้วยสติปัญญา เป็นดั่งเทพเซียน! ท่านไม่สามารถข้ามผ่านความว่างเปล่านี้ไปได้ ไม่รู้ว่าสะพานอยู่ที่ใด แต่ข้าสามารถเชื่อมต่อกับสะพานเทวะแห่งนี้ได้!"
สวี่อิงใจกระตุกเล็กน้อย มองไปยังหยวนเว่ยยาง ซึ่งประจวบเหมาะกับที่สายตาของหยวนเว่ยยางก็มองมาพอดี
ทั้งสองใจสื่อถึงกัน เข้าใจหลักการที่สวีฝูเชื่อมต่อกับสะพานเทวะในทันที
หยวนเว่ยยางกระซิบว่า "ฮ่องเต้วิถีบู๊มาถึงสุดปลายสะพานเทวะ ทะลวงเข้าสู่ความว่างเปล่าที่นี่ เพื่อเบิกทางสู่โลกหน้า นั่นก็หมายความว่า สะพานเทวะ คือสะพานที่เชื่อมต่อกับโลกหน้า และถ้ำสวรรค์ ก็คือช่องทางที่เชื่อมต่อกับโลกหน้า"
สวี่อิงพยักหน้าเบาๆ เมื่อครู่นี้หยวนเว่ยยางสิ้นเปลืองพลังจิต กระตุ้นการรับรู้พหุสวรรค์วิถีหยวน เพื่อสร้างการเชื่อมต่อกับแดนวิถีบู๊ ทะลวงความว่างเปล่าระหว่างแดนวิถีบู๊และสะพานเทวะ ก่อตัวเป็นสะพานสายหนึ่ง
ความจริงแล้ว มีวิธีที่ง่ายกว่านั้น นั่นก็คือการเปิดถ้ำสวรรค์วิถีบู๊แห่งหนึ่ง เชื่อมต่อกับแดนวิถีบู๊ ก่อเกิดเป็นสะพานเทวะเชื่อมตรงสู่โลกหน้า
สวีฝูก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้เช่นกัน
ทว่าวิธีของเขาคือการใช้ถ้ำสวรรค์เจี้ยงกงที่นั่วฝานครอบครอง อาศัยการเชื่อมต่อกับเจียงกง ก่อตัวเป็นสะพานสายหนึ่งเชื่อมต่อกับอวี้จิง
สวี่อิงถึงกับจินตนาการออกเลยว่า ในปีนั้นผู้เป็นอมตะจะต้องเรียกถ้ำสวรรค์ของตนเองออกมา เพื่อสร้างเป็นสะพานเทวะสายสุดท้าย ให้ฮ่องเต้ที่มาเยือนที่นี่ก้าวขึ้นสู่สะพานเทวะ มุ่งหน้าไปยังเมืองอวี้จิง เพื่อประกอบพิธีบวงสรวงอันยิ่งใหญ่
สวี่อิงกระตุ้นมณฑลพิธีวิถีสวรรค์ พาฮ่องเต้วิถีบู๊ที่อยู่ในลานธรรมตามสวีฝูไป
ตอนนี้เขาจำเป็นต้องคงสภาพมณฑลพิธีวิถีสวรรค์เอาไว้ตลอดเวลา มิฉะนั้นเคราะห์กรรมของฮ่องเต้วิถีบู๊จะกลับมาอีกครั้ง ด้วยสภาพของฮ่องเต้วิถีบู๊ในตอนนี้ ย่อมไม่สามารถผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไปได้อย่างแน่นอน
"อาฝู ท่านเคยบอกว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญาที่ไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ความรู้สึก แต่ตอนนี้ท่านชักจะหลงระเริงจนลืมตัวไปหน่อยแล้วนะ"
สวี่อิงกล่าว "การผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น โจวฉีอวิ๋นยังต้องใช้เวลาถึงสองสามร้อยปีในการขุดสุสาน กอบโกยทรัพย์สมบัติต่างๆ ถึงจะมีความมั่นใจในการผ่านด่านเคราะห์ ท่านจะผ่านด่านเคราะห์ไปแบบนี้ไม่ได้"
สวีฝูเดินอยู่ด้านหน้าพลางหัวเราะ "ท่านสวี่ ข้ากลับมาจากโพ้นทะเล ได้เตรียมการมานานกว่าสองพันปีแล้ว การเตรียมพร้อมของข้า มีแต่จะเพียบพร้อมกว่าโจวฉีอวิ๋น เขาลักพาตัวเทพสวรรค์ยังสามารถผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ไปได้ สำหรับข้ายิ่งไม่ต้องพูดถึง!"
สวี่อิงขมวดคิ้ว สวีฝูมักจะวางแผนการอยู่ในกระโจมบัญชาการ คอยควบคุมความเปลี่ยนแปลงและความเคลื่อนไหวทั้งหมดของแผ่นดินเสินโจวอยู่อย่างลับๆ ตั้งแต่การรุกรานของแม่น้ำไน่เหอไปจนถึงการรุกรานของแดนหยิน ตั้งแต่การปลดผนึกฟ้าดิน ไปจนถึงการปรากฏตัวอีกครั้งของสำนักต่างๆ และไปจนถึงการฟื้นฟูการบำเพ็ญปราณ
แม้กระทั่งการปรากฏตัวอีกครั้งของคุนหลุนในครั้งนี้ การเดินทางมายังคุนหลุนเพื่อค้นหาวาสนาเซียน ล้วนเกี่ยวข้องกับแผนการลับของเขาทั้งสิ้น
ทั้งหมดที่เขาทำ ก็เพื่อฟื้นฟูผู้บำเพ็ญปราณ
เขาเตรียมการได้อย่างรอบคอบถึงเพียงนี้ ช่างน่าทึ่งจริงๆ
เช่นนั้นการผ่านด่านเคราะห์ทะยานสู่สวรรค์ของเขา ก็ต้องเตรียมการไว้อย่างรอบคอบหาใดเปรียบเช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย
ทุกคนพากันก้าวขึ้นสู่สะพานเทวะ เดินตามหลังทั้งสองคนไป มุ่งหน้าไปยังอวี้จิง
อวี้จิง คือตำหนักสวรรค์ในตำนาน ในความลับทั้งหกของร่างกายมนุษย์ ก็มีขุมทรัพย์ลับอวี้จิงอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในหว่างคิ้วหนึ่งนิ้ว สอดคล้องกับด่านสวรรค์อวี้เจิ่น
จิตหยวนของผู้บำเพ็ญปราณผ่านการชำระล้างจากสระหยก ก้าวขึ้นสู่สะพานเทวะ ทะลวงผ่านด่านที่สาม ด่านสวรรค์อวี้เจิ่น เมื่อนั้นก็จะสามารถมองเห็นอวี้จิงภายในร่างกายได้
การกลายเป็นเซียน ก็คือกระบวนการที่จิตหยวนของผู้บำเพ็ญปราณเข้าสู่อวี้จิง เรียกว่าขั้นทะยานสู่สวรรค์
ทว่าในขั้นตอนนี้ จำเป็นต้องผ่านด่านเคราะห์สวรรค์ จิตหยวนจึงจะสามารถเข้าสู่อวี้จิงได้
แต่บนเขาคุนหลุน สวี่อิงและคนอื่นๆ เพียงแค่มาถึงสุดปลายสะพานเทวะ ก็สามารถเข้าสู่อวี้จิงแห่งคุนหลุนในตำนานได้
เมืองอวี้จิง เป็นดั่งแดนเซียนบนโลกมนุษย์ เป็นแดนเซียนขนาดย่อมที่ดูราวกับความฝัน
บรรพบุรุษของแผ่นดินเสินโจว ทะยานสู่สวรรค์ที่นี่ บวงสรวงบรรพชนที่นี่ และสืบทอดเจตนารมณ์แห่งสายเลือดที่นี่
สวี่อิงเดินเข้าไปในอวี้จิง สองข้างทางคือแผ่นศิลาจารึกสูงตระหง่านที่ฮ่องเต้ในอดีตทิ้งไว้ บันทึกประวัติศาสตร์ในวันวาน ตัวอักษรบนศิลาจารึก ล้วนถูกลบเลือนไปจนหมดสิ้น
สวี่อิงเงยหน้ามองฟ้า ตราประทับเซียนแขวนลอยอยู่นิ่งๆ เมืองอวี้จิงก็อยู่ใต้ตราประทับนั้น ดูราวกับว่าตราประทับเซียนนั้นอาจจะทุบลงมาทำลายอวี้จิงให้พินาศได้ทุกเมื่อ!
เขาใจกระตุกเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า "สวีฝู สาเหตุที่คุนหลุนถูกทำลาย เป็นไปได้มากว่าแดนเซียนไม่ต้องการเห็นผู้บำเพ็ญปราณในโลกเบื้องล่างครอบครองพลังแห่งโลกหน้า ไม่ต้องการเห็นผู้บำเพ็ญปราณในโลกเบื้องล่างสามารถมีอายุยืนยาวได้ ท่านเลื่อนการผ่านด่านเคราะห์ออกไปก่อน รอให้ซีหวังหมู่ฟื้นคืนชีพ เรามาสืบหาต้นสายปลายเหตุที่คุนหลุนล่มสลายกันก่อนได้หรือไม่?"
สวีฝูส่ายหน้า "ข้าได้เตรียมการมาอย่างเต็มที่แล้ว รัดกุมยิ่งกว่าโจวฉีอวิ๋นเสียอีก เหตุใดต้องรอให้ซีหวังหมู่ตื่นขึ้นมาด้วย?"
สวี่อิงมองไปยังตราประทับเซียนที่แขวนลอยอยู่บนท้องฟ้า ในใจรู้สึกลุกลี้ลุกลนอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้น ด้านหลังตราประทับเซียน แสงเซียนอันเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมา ไหลทะลักลงสู่โลกเบื้องล่าง ค่อยๆ กลายเป็นหยาดน้ำทิพย์ ร่วงหล่นลงมาดั่งสายฝน
ยันต์เซียนจินจ้วนแผ่นหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า คลี่ออกท่ามกลางสายฝนเซียนอันตระการตา แขวนลอยอยู่เหนือเมืองอวี้จิง
บนยันต์เซียนมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า "วิถีเซียนประทานพร หนึ่งคนทะยานสู่สวรรค์"
เมื่อสวีฝูเห็นยันต์เซียนจินจ้วนแผ่นนี้ ก็หัวเราะลั่น กางแขนออกต้อนรับสายฝนเซียน พลางหัวเราะว่า "ท่านสวี่ ท่านเห็นแล้วหรือไม่? นี่คือนิมิตหมายอันดี แดนเซียนได้กำหนดไว้แล้ว วันนี้ข้าจะต้องผ่านด่านเคราะห์ทะยานสู่สวรรค์อย่างแน่นอน!"







