อวี่เฉียนโหลวกล่าวแก้ว่า “ไม่ใช่อ๋องปาตงในแบบที่พวกเราคิดต่างหาก แน่นอนว่าข้าก็แค่อนุมานเอาเท่านั้น ข้าเป็นขุนนางจู่ปู้มาตั้งนาน แต่เคยเจอท่านอ๋องไม่เกินสองครั้ง ย่อมไม่กล้าพูดว่ารู้จักดีหรอก
ตอนนี้พวกเรามาสมมติกันว่าอ๋องปาตงต้องการรวบรวมขุมกำลังของตัวเอง เขาจะดึงใครมาเป็นพวก?
หลิวถานนับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียว ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากสามารถอาศัยหลิวถานเพื่อผูกมิตรกับกั๋วกงผู้เฒ่าหลิวได้จริงๆ ละก็......”
ใบหน้าของอวี่เฉียนโหลวเผยสีหน้าลึกซึ้งแฝงความนัย
อวี่อวี๋หลิงมีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยต่อจากคำพูดของพี่ชาย “ดังนั้นเพราะกั๋วกงผู้เฒ่าหลิว เขาจะต้องสนับสนุนสำนักศึกษาอ๋องอย่างแน่นอน และเพื่อบ่มเพาะขุมกำลังของตัวเอง เขาจะต้องโจมตีบัณฑิตตระกูลใหญ่แห่งจิงโจวอย่างแน่นอน!”
“โจมตีน่ะคงไม่ถึงขนาดนั้น ท่านอ๋องย่อมไม่ผลีผลามไปยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบัณฑิตตระกูลใหญ่แห่งจิงโจวหรอก เพียงแต่ท่านอ๋องเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มบัณฑิตตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ขุนนางในจวนล้วนตามเขามาจากเมืองหลวง ดังนั้นน้ำหนักของขั้วเมืองหลวงย่อมต้องมากกว่าขั้วจิงโจว นี่เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ ยิ่งไปกว่านั้น นอกเหนือจากองค์ชายทั้งหกแล้ว ยังมีอีกบุคคลหนึ่งที่มีสถานะเหนือล้ำแต่กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด อิทธิพลของเขาในบางครั้งยังมากกว่าไท่จื่อและอ๋องจิ้งหลิงเสียอีก......”
อวี่อวี๋หลิงนึกออกทันทีว่าบุคคลผู้นี้คือใคร จึงเอ่ยขึ้น “ต้าซือหม่า อ๋องอวี้จาง!”
“ไม่ผิด
อ๋องอวี้จางนั่นแหละ!
อ๋องอวี้จางอาศัยฐานะพระอนุชาคนโปรดของโอรสสวรรค์ ดำรงตำแหน่งต้าซือหม่า ผู้ตรวจการหยางโจว คอยพิทักษ์รักษาราชธานี ตำแหน่งของเขานั้นสำคัญยิ่ง!
และในตอนที่อ๋องอวี้จางยังไม่มีบุตร ฝ่าบาทเคยยกอ๋องปาตงให้เป็นบุตรบุญธรรมของอ๋องอวี้จาง แม้ว่าตอนนี้อ๋องปาตงจะกลับคืนสู่สายตระกูลเดิมแล้ว แต่บุญคุณความผูกพันจากการเลี้ยงดูที่มีต่ออ๋องอวี้จาง องค์ชายคนอื่นๆ จะนำมาเปรียบเทียบได้อย่างไรเล่า?”
“ดังนั้นอ๋องอวี้จางกับอ๋องปาตงก็คือขั้วอำนาจเดียวกันงั้นหรือ?” อวี่อวี๋หลิงสับสนเล็กน้อย หากเป็นอย่างที่พูด ราชสำนักมิใช่วุ่นวายไปหมดแล้วหรือ?
“ดังนั้น การที่สำนักศึกษาอ๋องซึ่งก่อตั้งโดยอ๋องอวี้จางต้องการจะเขี่ยสำนักศึกษาประจำจวิ้นของพวกเจ้าทิ้งเพื่อก้าวขึ้นเป็นสถานศึกษาของทางการเพียงแห่งเดียวในจิงโจวในตอนนี้ ไม่ว่าจะมองจากมุมของตระกูลหลิวแห่งเหอตงหรืออ๋องอวี้จาง ไม่ว่าจะมองจากมุมของความใกล้ชิดสนิทสนมหรือผลประโยชน์ อ๋องปาตงย่อมต้องปล่อยผ่านหรือกระทั่งให้การสนับสนุน
ส่วนขุมอำนาจอื่นๆ เพื่อช่วงชิงหรืออย่างน้อยที่สุดก็เพื่อไม่ผลักไสอ๋องปาตงกับอ๋องอวี้จางออกไป ล้วนไม่มีทางเอ่ยปากพูดเรื่องนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไม่ว่าหลิวเจาและแม่นางสี่เซี่ยจะขอร้องวิงวอนอย่างไรก็ล้วนถูกลิขิตมาให้เหนื่อยเปล่าไร้ผล และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมท่านพ่อถึงไม่ยอมเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง?”
อวี่อวี๋หลิงไม่คาดคิดเลยว่าเรื่องการยุบสำนักศึกษาประจำจวิ้นจะพัวพันซับซ้อนถึงเพียงนี้ เขาเหม่อลอยขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจว่า
“แต่หากสถานการณ์ในราชสำนักเป็นอย่างที่ท่านพูดมาจริงๆ เช่นนั้นโอรสสวรรค์จะทรงไม่รู้เรื่องเลยหรือ?”
“เจ้าคิดว่าเหตุใดฝ่าบาทถึงทรงให้เซี่ยเฝ่ยดำรงตำแหน่งขุนนางจงซูลิ่ง? เขาเป็นถึงขุนนางเก่าของราชวงศ์ก่อนนะ ตอนที่อดีตฮ่องเต้ทรงรับมอบราชสมบัติ เซี่ยเฝ่ยดำรงตำแหน่งซื่อจง ควบตำแหน่งมี่ซูเจียน มีหน้าที่ต้องปลดตราหยกของฮ่องเต้ซ่งเพื่อส่งมอบแก่อดีตฮ่องเต้ ทว่าผลลัพธ์คือเซี่ยเฝ่ยกลับเอ่ยประโยคที่ว่า ‘ต้าฉีย่อมมีซื่อจงของตัวเองอยู่แล้ว’ แล้วถึงกับหนุนหมอนล้มตัวลงนอนเสียอย่างนั้น! พอตื่นนอนก็สวมชุดขุนนางเดินออกทางประตูตงเยี่ย ตรงกลับบ้านไปเลย”
ตอนที่อวี่อวี๋หลิงได้ยินความลับในอดีตเรื่องนี้ เขาก็ตกใจจนอ้าปากค้าง
เมื่ออวี่เฉียนโหลวพูดถึงตรงนี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
“นี่แหละคือมหาปราชญ์ผู้เลื่องชื่อแห่งตระกูลเซี่ยแห่งเฉินจวิ้น หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นล่ะก็ เกรงว่าต่อให้มีสิบหัวก็คงโดนตัดไปหมดแล้ว
แม้เซี่ยเฝ่ยจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่ด้วยฐานะและชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเขา การต้องว่างงานอยู่ห้าปี และถูกส่งไปประจำอยู่จวิ้นรอบนอกอีกสามปี ก็นับว่าถูกดองจนถึงขีดสุดแล้ว แต่ทำไมตอนนี้จู่ๆ ถึงได้เรียกตัวเขากลับเมืองหลวง แถมยังมอบตำแหน่งระดับอัครมหาเสนาบดีให้อีกเล่า?
นั่นมิใช่เพราะเซี่ยเฝ่ยไม่ข้องแวะกับฝักฝ่ายใดเลยหรอกหรือ และด้วยนิสัยของเขา ย่อมถูกกำหนดมาแล้วว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมกับขั้วอำนาจใดเป็นอันขาด
ดังนั้นเจ้าว่า ฝ่าบาททรงทราบเรื่องการแก่งแย่งชิงดีระหว่างฝักฝ่ายหรือไม่? หรือไม่ทราบ?
แต่การรับรู้ก็เรื่องหนึ่ง การจัดการแก้ไขก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องการตรวจสอบทะเบียนราษฎร์ ฝ่าบาททรงทุ่มเทกำลังมาหลายปี แต่ปีนี้ก็ทรงประกาศความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
แม้แต่โอรสสวรรค์ก็ยังไม่อาจทำตามใจปรารถนา สมหวังในทุกสิ่ง แล้วนับประสาอะไรกับพวกเราเล่า?”
อวี่เฉียนโหลวมองน้องชายแวบหนึ่งอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“แต่ท่านพ่อกับโอรสสวรรค์ทรงมีความสนิทสนมส่วนตัวมิใช่หรือ? ขอเพียงท่านพ่อยอม ”
“เหลวไหล!” อวี่เฉียนโหลวขัดจังหวะอย่างตำหนิ “นั่นเรียกว่าความสนิทสนมส่วนตัวงั้นหรือ? นั่นคือการที่โอรสสวรรค์อาศัยท่านพ่อเพื่อซื้อใจบัณฑิตตระกูลใหญ่แห่งจิงโจว และในขณะเดียวกันก็ต้องการสร้างชื่อเสียงอันดีงามว่าทรงแสวงหาปราชญ์ที่เร้นกายต่างหาก!
และก็เป็นเพราะท่านพ่อไม่ยอมเป็นขุนนาง ฝ่าบาทจึงทรงยินดีที่จะสนทนาเรื่องสัพเพเหระกับท่านพ่อ และท่านพ่อก็สามารถก้าวข้ามผลประโยชน์ส่วนตัวและสถานการณ์ในราชสำนัก เพื่อเอ่ยถึงเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อความเป็นอยู่ของราษฎรและการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริงได้ แต่เงื่อนไขก็คือ ห้ามเกี่ยวข้องกับบรรดาองค์ชายและพระบรมวงศานุวงศ์โดยเด็ดขาด และยิ่งห้ามเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งชิงดีระหว่างฝักฝ่าย!
เจ้าเชื่อหรือไม่ล่ะ หากว่าเมื่อตอนปีหย่งหมิงที่สามครั้งนั้น ท่านพ่อตอบรับราชโองการไปดำรงตำแหน่งไท่จื่อเส่อเหรินจริงๆ ฝ่าบาทก็คงไม่มีทางติดต่อจดหมายส่วนตัวกับท่านพ่ออีกอย่างแน่นอน”
อวี่อวี๋หลิงเอ่ยอย่างขมขื่น “ถ้าพูดตามที่พี่ใหญ่บอกมา สำนักศึกษาประจำจวิ้นของพวกเราคงจะต้องถูกสั่งยุบอย่างแน่นอนแล้วใช่หรือไม่?”
อวี่เฉียนโหลวแหงนหน้ามองท้องฟ้า เอามือไพล่หลังพลางกล่าวว่า “ช่วงนี้ข้าอ่านสื่อฮั่น (บันทึกประวัติศาสตร์สื่อจี้และพงศาวดารฮั่นซู) วนไปวนมาจนเข้าใจสัจธรรมข้อหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอนตายตัว ตัวแปรนั้นมีอยู่เสมอ เพียงแต่ไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ใดเท่านั้นเอง”
อวี่อวี๋หลิงมีสีหน้าหม่นหมอง พึมพำกับตัวเอง “แล้วตัวแปรของสำนักศึกษาประจำจวิ้นของพวกเราอยู่ที่ใดกันล่ะ......”
......
“......ความคลาดเคลื่อนจากการเรียบเรียงม้วนไผ่ เมื่อไร้ซึ่งหลักฐานแน่ชัด ก็ใช้บริบทเพื่อคาดเดาความหมาย นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘วิธีการชำระความตามหลักเหตุผล’ สิ่งที่ล้ำลึกที่สุดก็คือวิธีนี้ สิ่งที่อันตรายที่สุดก็คือวิธีนี้เช่นกัน บางครั้งคนรุ่นหลังไม่เข้าใจความหมายของคนโบราณ เอาสิ่งที่ไม่ผิดมาตีความว่าผิด ความสับสนวุ่นวายก็ยิ่งทวีคูณ! ดังนั้นข้าจึงเห็นว่าความคลาดเคลื่อนทางอรรถาธิบายนั้น มีพิษภัยยิ่งกว่าความคลาดเคลื่อนจากการเรียบเรียงม้วนไผ่เสียอีก......”
หวังหยางบิดขี้เกียจสุดตัวแล้วเอ่ยขึ้น “เสร็จแล้ว”
หลิวเจาหยุดพู่กัน มองไปทางหวังหยางพร้อมเบิกตากว้าง “เสร็จแล้วรึ?”
“ขอรับ ต้นฉบับเสร็จแล้ว” หวังหยางพูดพลางหาวหวอด
“เสร็จที่ไหนกันเล่า?! เจ้ายังไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนทางอรรถาธิบายเลย ไฉนถึงเขียนจบแล้วล่ะ?!”
“หนังสือเล่มนี้พูดถึงซ่างซู ไม่ได้พูดถึงวิชาอรรถาธิบาย หากเขียนมากกว่านี้มันจะผิดแบบแผนเอาได้นะขอรับ” หวังหยางหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง
“ผิดแบบแผนอะไรกัน!” หลิวเจาค่อนข้างตื่นเต้น “ดำเนินเรื่องมาถึงตรงนี้แล้ว ก็ควรจะถกเรื่องความคลาดเคลื่อนทางอรรถาธิบายต่อไปสิ! มีที่ไหนพูดค้างไว้แค่ครึ่งเดียว!”
“เช่นนั้นท่านก็เติมไปอีกประโยคสิขอรับ ว่ารายละเอียดจะกล่าวถึงในภายหลัง”
หลิวเจา: ???
“วิชาอรรถาธิบายนั้นกว้างขวางซับซ้อน จะนำมาต่อท้ายหนังสือ ‘จื่อเสีย’ อย่างลวกๆ ไม่ได้ ต้องแต่งหนังสือเล่มใหม่ขึ้นมาแยกต่างหากขอรับ”
หวังหยางรู้ดีว่าหากคิดจะเกลี้ยกล่อมหลิวเจา ก็ต้องใช้วิธีพูดเช่นนี้
เมื่อหลิวเจาฟังจบก็พยักหน้าอย่างที่คาด “มีเหตุผล”
เมื่อเห็นว่าในที่สุดก็ทำให้หลิวเจาสงบลงได้ หวังหยางจึงเตรียมตัวจะกลับห้องไปนอน ใครจะไปรู้ว่าหลิวเจาเปลี่ยนกระดาษแผ่นใหม่ แล้วพูดขึ้นว่า “งั้นก็ลุยต่อเลย”
ลุยต่ออะไรกันเล่า!!!
หวังหยางรีบอธิบายว่าวิชาอรรถาธิบายนั้นลึกซึ้งยิ่งนัก หากจะนำเสนอแนวคิดใหม่ที่นอกเหนือไปจากเหล่าปราชญ์ขงจื๊อสมัยราชวงศ์ฮั่น ก็จำเป็นต้องทุ่มเทจิตใจศึกษาค้นคว้าขัดเกลา จะลงพู่กันอย่างมักง่ายไม่ได้เป็นอันขาด
หลิวเจาถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหวังหยางเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบแปดปี ตนเองออกจะใจร้อนเกินไปหน่อยจริงๆ
อีกอย่าง ต่อให้เป็นมหาปราชญ์ผู้รอบรู้ ก็ไม่มีทางพูดออกมาเป็นตำราได้สดๆ ร้อนๆ แบบนี้หรอก การที่เขาสามารถอธิบาย ‘ซ่างซู’ ได้อย่างไหลลื่นถึงเพียงนี้ เบื้องหลังไม่รู้ว่าต้องใช้ความเพียรพยายามผ่านร้อนผ่านหนาวมาสักกี่ปี จะยังสามารถพูดเรื่องวิชาอรรถาธิบายอะไรได้อีกล่ะ?
ประกอบกับเขาเห็นด้วยอย่างยิ่งกับทัศนคติที่ระมัดระวังรอบคอบในการศึกษาหาความรู้ของหวังหยาง จึงอนุญาตให้หวังหยางสามารถหยิบยืมหนังสือในคลังของเขาไปอ่านได้ตามสบาย ส่วนเรื่องการรวบรวมต้นฉบับหนังสือ ‘จื่อเสีย’ นั้น เขาจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเองทั้งหมด
คืนนี้หวังหยางได้นอนหลับไปไม่ถึงสองชั่วยาม ซึ่งยังไม่ถึงสี่ชั่วโมงเต็มด้วยซ้ำ
ความจริงแล้ววันนี้เขาไม่ต้องเขียนหนังสือ และที่นัดกับอาอู่ไว้ก็คือให้มารับตอนเที่ยง เดิมทีจึงไม่ต้องตื่นเช้าขนาดนี้ แต่หวังหยางต้องการตื่นเช้าสักหน่อยเพื่อมาอ่านหนังสือ
ใช่ อ่านหนังสือ
หวังหยางเป็นคนชอบอ่านหนังสือมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นบังคับให้ตัวเองตื่นเช้ามาอ่านหนังสือหลังจากที่เพิ่งอดนอนมาหรอก
ที่เขาทำเช่นนี้ก็เป็นเพราะเขารู้สึกว่าตัวเองมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องอ่านหนังสือ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์ของตู้ซานเหยียและถงหลัวจู่เมื่อวานนี้
หลังทะลุมิติมาแล้วควรอ่านหนังสืออะไรเป็นลำดับแรก?
คำตอบของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน
แต่ในมุมมองของหวังหยาง สิ่งที่ควรอ่านเป็นลำดับแรกก็คือกฎหมาย







