สวี่ซื่อเยี่ยนกำลังถือปลาตัวเล็กสองตัวในมือ ขณะที่ก้าวเท้าเข้าไปในลานบ้านของตระกูลสวี่ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยดังมาจากในลาน
"พี่ใหญ่อาหลิว ข้าจะบอกเจ้าเลยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของเรา เรื่องดีๆ แบบนี้คงไม่มาถึงบ้านเจ้าหรอก ตอนนี้ทั้งหมู่บ้านมีคนมากมายที่อยากได้โอกาสทำงานแบบนี้ ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ไปทำงานที่เหมืองถ่านหินต้าอัน เจ้ากลับไปปรึกษากับพี่สะใภ้และลูกชายของเจ้าก่อน เลือกคนสักคนไปทำงานที่นั่นเถอะ!"
เสียงของชายวัยห้าสิบปีดังขึ้น เขาสวมเสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงสีน้ำเงิน
เสื้อกล้ามที่เคยขาวถูกเหงื่อชุ่มจนกลายเป็นสีเหลืองซีด กางเกงที่ซักจนซีดขาวมีรอยปะซ่อมอยู่หลายแห่ง ปลายขากางเกงถูกพับขึ้นมาถึงน่อง
สวี่ซื่อเยี่ยนขมวดคิ้วเล็กน้อย คนๆ นี้ชื่ออะไรนะ?
หลังจากผ่านไปสี่สิบปี ความทรงจำในชาติก่อนของเขาขาดหายไปมาก ทำให้ไม่สามารถนึกชื่อของชายตรงหน้าออกได้ในทันที
"น้องอาหลิว ขอบใจเจ้ามากเลยนะ คิดถึงแต่พวกเราเสมอ ตกลงข้าจะให้ลูกชายคนที่สามไปเอาใบรับรองจากหมู่บ้านแล้วรีบไปสมัครงานที่เหมืองถ่านหินต้าอัน ลูกคนที่สามของข้านิสัยเรียบร้อย ไม่หาเรื่องวุ่นวาย ข้าจึงวางใจให้เขาไปทำงาน แต่คนที่สองไม่ได้หรอก ไอ้เด็กดื้อนั่นอารมณ์ร้อนเกินไป อาจจะมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นได้"
เสียงของชายอีกคนหนึ่งดังขึ้น ชายคนนี้แต่งกายคล้ายกัน แต่ดูอายุมากกว่า
เขาถือจอบไว้ในมือขวา ดูแล้วเพิ่งกลับจากทำไร่
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ เดิมทีที่สวี่ซื่อเยี่ยนกำลังครุ่นคิด เขาก็รู้สึกกระจ่างขึ้นในใจ
ความทรงจำในอดีตที่เลือนรางค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เมื่อสี่สิบปีก่อน วันที่ 13 กรกฎาคม ปี 1977 เป็นวันที่สองหลังจากงานแต่งงานของเขา
จ้าวต้าไห่ซึ่งเป็นหัวหน้าหมู่บ้านตงเจียงเหยียนได้มอบโควตาของตำแหน่ง ‘กึ่งเกษตรกึ่งกรรมกร’ ให้กับบ้านตระกูลสวี่ ตระกูลสวี่มีลูกชายทั้งหมดห้าคนและลูกสาวหนึ่งคน
ลูกชายคนโต สวี่ซื่อเซียนเป็นนักบัญชีของกองผลิตในหมู่บ้าน
ลูกชายคนที่สอง สวี่ซื่ออันแข็งแรงและทำงานเร็วที่สุด ได้แต้มแรงงานมากที่สุด
ลูกชายคนที่สี่ สวี่ซื่อเต๋อเป็นครูสอนที่โรงเรียนชิงหลิ่ง และเพิ่งได้รับการบรรจุเป็นครูประจำเมื่อปีที่แล้ว
ลูกชายคนที่ห้าหลังจากจบมัธยมปลาย ได้รวมกลุ่มกับวัยรุ่นในหมู่บ้านทำธุรกิจเสริมเช่นตัดไม้ในฤดูหนาวและปลูกสมุนไพรอย่างโสม ฟ้าทะลายโจร และเปลือกไม้ฝางในฤดูร้อน ตอนนี้ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าทีมธุรกิจเสริม
มีเพียงลูกชายคนที่สาม สวี่ซื่อเยี่ยนเท่านั้นที่ร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิด
ตอนอายุสามขวบป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่ย่าของเขาใช้วิธีรักษาพื้นบ้านโดยใช้มูลวัวดำพอกตัวจนรอดมาได้
ตอนอายุแปดขวบ เขาป่วยเป็นโรคกระเพาะ จนต้องพักรักษาตัวจนถึงอายุสิบแปดปีจึงหายดี
แม้ว่าเขาจะทำงานอยู่ในกองผลิตของหมู่บ้าน แต่เพราะนิสัยของเขาเป็นคนทำงานช้าและละเอียด ทำให้ได้แต้มแรงงานน้อยกว่าคนอื่นๆ จึงมักถูกพ่อดุด่าว่าตลอดว่าทำอะไรไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ดังนั้นเมื่อได้รับโควตาการทำงานแบบกึ่งเกษตรกึ่งกรรมกร พ่อของเขาแทบไม่ต้องคิดเลย ตัดสินใจให้ลูกชายคนที่สามไปทำงานทันที
ถึงแม้ว่าตำแหน่งนี้จะเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราว และยังคงต้องถือทะเบียนบ้านเป็นชาวนาในอนาคต แต่ค่าแรงก็ดีกว่าเกษตรกรมาก
ได้รับเงินเดือน กินข้าวที่โรงอาหาร และยังได้รับสวัสดิการอื่นๆ เหมือนพนักงานประจำ
ถือว่าดีกว่าการเป็นชาวนาเยอะ
"พ่อ ลุงจ้าวให้โควตานี้กับคนอื่นเถอะ ข้าไม่ไปทำงานที่เหมืองถ่านหินต้าอัน"
สวี่ซื่อเยี่ยนเดินเข้าไปยืนต่อหน้าพ่อและหัวหน้าหมู่บ้าน ก่อนพูดขึ้นด้วยเสียงดัง
ในชาติก่อน หลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียว เขาก็ถูกพ่อเร่งให้ไปทำเรื่องเอกสารกับกองผลิต แล้วรีบเดินทางไปทำงานที่เหมืองถ่านหินต้าอัน
ปล่อยให้ภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง
ตอนนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนคิดเพียงแค่ว่าต้องหาเงินให้มากที่สุด
ใครจะไปคิดว่าก้าวพลาดแค่ครั้งเดียว จะทำให้ชีวิตหลังจากนั้นเต็มไปด้วยความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘พลาดก้าวเดียว ก็ไล่ตามไม่ทันตลอดชีวิต’
สุดท้าย เขามีชีวิตอยู่จนถึงอายุหกสิบห้าปี แต่ก็เป็นเพียงชีวิตที่สูญเปล่า ไร้ความสำเร็จใดๆ
โชคดีที่เขามีลูกสาวที่ดีคอยดูแล และยังได้โชคจากการเวนคืนที่ดินในเขตพัฒนา ทำให้ได้บ้านใหม่แทนบ้านเก่า แถมยังได้เงินก้อนโตมาอีกจำนวนหนึ่ง
แต่เพราะเงินก้อนนี้เอง ที่ทำให้เกิดความขัดแย้งไม่จบไม่สิ้น
พี่น้องที่เคยสนิทสนมเริ่มอิจฉากันเอง ลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของตัวเองก็ออกมาสร้างปัญหา ทำทุกทางเพื่อแย่งชิงมรดก
ความเครียดทำให้ความดันโลหิตของสวี่ซื่อเยี่ยนพุ่งสูงขึ้น ในที่สุดเขาก็เป็นลมล้มลงไป
เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกที เขากลับพบว่าตัวเองย้อนเวลากลับมาเมื่อสี่สิบปีก่อน
เช้าวันที่สองหลังจากแต่งงาน
…การเกิดใหม่... เรื่องแบบนี้มีแต่ในนิยายเท่านั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
สวี่ซื่อเยี่ยนรู้สึกสับสนและหวาดหวั่น เขาแอบออกจากบ้านไปที่ริมแม่น้ำเพื่อสงบสติอารมณ์
แม้ว่าเขาจะไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้ย้อนเวลากลับมา แต่เขากลับมาแล้ว เขาจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยเดิมของชีวิตอีก
เหมืองถ่านหินต้าอัน? งานกึ่งเกษตรกึ่งกรรมกร? ไปลงนรกซะเถอะ! ใครอยากไปก็เชิญ ข้าไม่เกี่ยว!
ดังนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนจึงประกาศจุดยืนของตัวเองอย่างหนักแน่น
"หา? เจ้าพูดอะไรนะ? พูดอีกทีสิ!"
พอได้ยินแบบนี้ สวี่เฉิงโฮ่ว หัวหน้าครอบครัวสกุลสวี่ก็ตาโตด้วยความโมโห
"ไอ้เด็กไม่เอาถ่าน!! กล้าพูดอีกทีไหมว่าข้าให้เจ้าทำงานแล้วเจ้าไม่ไป? ลุงจ้าวหวังดีให้โควตานี้กับบ้านเรา แล้วเจ้ารู้หรือเปล่าว่ามันเป็นโอกาสที่ดีแค่ไหน? ไปทำงานที่เหมือง ได้เงินเดือน กินข้าวในโรงอาหาร เดือนหนึ่งตั้งหลายสิบหยวน เจ้าจะไม่ไปแล้วคิดจะทำอะไร? เจ้าคิดจะขึ้นสวรรค์รึไง? "
เสียงของสวี่ เฉิงโหวดังมาก เพราะเขาหูตึงอยู่แล้ว พอโมโหยิ่งตะโกนเสียงดังจนทั้งลานบ้านได้ยิน
ไม่เพียงแค่ในบ้าน แม้แต่เพื่อนบ้านข้างเคียงก็ได้ยินชัดเจน
"เฮ้ย! ตาเฒ่าสวี่! รุ่งเช้าแบบนี้เจ้าจะโวยวายอะไรนักหนา? ไม่รู้รึไงว่าหลานๆ ยังไม่ตื่นกัน?"
เสียงของโจวกุ้ยหลาน ภรรยาของสวี่เฉิงโฮ่วดังมาจากในบ้าน
เธอกำลังหุงข้าวในครัว แต่พอได้ยินเสียงโวยวายก็รีบออกมาพร้อมถือไม้ข้างเตาไฟ สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
"ลูกชายของเจ้าทั้งนั้น! เอาแต่ตามใจมันจนเสียคน! เจ้าคิดจะให้มันขี่คอพวกเราหรือไง?"
สวี่เฉิงโฮ่วโมโหมากขึ้นไปอีก พอเห็นภรรยาออกมา ก็ยิ่งขึ้นเสียงดังกว่าเดิม
"ลุงจ้าวเพิ่งบอกข้าว่าหมู่บ้านเรามีโควตางานกึ่งเกษตรกึ่งกรรมกร ให้ไปทำงานที่เหมืองต้าอัน ลุงจ้าวให้โควตานี้กับบ้านเรา ข้าก็เลยตัดสินใจให้ลูกชายคนที่สามไปทำงาน แล้วดูไอ้ลูกเวรนี่สิ! มันบอกว่ามันไม่ไป! มันไม่เอาโควตานี้!!"
"งานที่เหมืองน่ะดีจะตาย! ถ้าทำงานข้างบนได้เงินเดือนตั้งห้าสิบกว่าหยวน ถ้าลงไปทำงานใต้ดินได้เงินตั้งแปดสิบกว่าหยวน! จะไปหางานที่ได้เงินขนาดนี้จากที่ไหนได้อีก? อยู่ในหมู่บ้านทำไร่ไถนาต้องตากแดดตากฝน ก้มๆ เงยๆ ทั้งวัน ได้แค่แต้มแรงงานกระจอกๆ ไม่กี่แต้ม จะเอาเงินที่ไหนมาใช้?"
สวี่เฉิงโฮ่วเดิมทีก็ไม่ชอบขี้หน้าลูกชายคนที่สามอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งพูดยิ่งโมโห
ความโกรธพุ่งขึ้นมาจนต้องหาทางระบายออก เขาจึงยกด้ามจอบขึ้น หวังจะทุบลูกชายสักที
"เฮ้ย! พี่ชาย! อย่าทำแบบนี้! ลูกคนที่สามก็ยี่สิบห้าแล้ว แถมเพิ่งแต่งงานไปเมื่อวาน จะมาตีเขาได้ยังไง?"
หัวหน้าหมู่บ้าน จ้าวต้าไห่รีบเข้ามาห้ามทันที
เขาจับด้ามจอบของสวี่เฉิงโฮ่วเอาไว้แล้วพูดปลอบ
"ใจเย็นๆ ก่อน เรื่องนี้ค่อยๆ คุยกันดีๆ ไม่ต้องลงไม้ลงมือ"
จากนั้นเขาหันไปทางสวี่ซื่อเยี่ยน
"ลูกสาม เจ้าก็เหมือนกัน จะมาทำให้พ่อโมโหแต่เช้าแบบนี้ไม่ได้ พ่อเจ้าก็หวังดีกับเจ้านั่นแหละ”
“เจ้าก็รู้ว่าจากพี่น้องทั้งห้าคน เจ้าคือตัวปัญหาที่สุด ดีแล้วที่แต่งเมียได้แล้ว แต่เจ้าต้องหาเงินเลี้ยงครอบครัวด้วยใช่ไหม?”
“ พ่อกับแม่เจ้าจะดูแลเจ้าไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอก ไม่หาเงินแล้วเจ้าจะเอาอะไรเลี้ยงเมียกับลูก?”
“งานที่เหมืองน่ะเหนื่อยก็จริงแต่ได้เงินเยอะนะ ถ้าอยู่แต่ในหมู่บ้าน กว่าจะได้เงินเท่านี้ต้องใช้เวลากี่เดือนกัน?"
จ้าวต้าไห่สนิทกับตระกูลสวี่และเขาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะให้คำสอน







