“เธอนั่งลงก่อน”
กู้สิงมองเฉินหลิงซูที่เพิ่งจับสลากเสร็จก็หันมาทำท่าท้าทายใส่เขา แววตานิ่งๆ แล้วพูดอย่างสงบว่า “เธอจะรีบไปไหนกัน”
ฉันรีบ?
เฉินหลิงซูกลอกตาอย่างเหนื่อยใจ เธอแค่แซวกู้สิงเล่นๆ สองคำเอง หมอนี่กลับบอกว่าเธอร้อนรน แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็นั่งลงตามคำพูดของเขาอยู่ดี
ไอดอลต้องรักษาความสง่างามไว้ทุกวินาที
การดวลได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ลู่ซีขึ้นเวทีก่อน เขาเลือกเพลงป๊อปเพลงหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องเสียงสูง
“เพลงนี้ยากมากเลยนะ!”
“ลู่ซีงัดไม้ตายออกมาแล้วสิ!”
“ฉันนี่แหละสายเสียงสูง ขอให้ลู่ซีระเบิดเวทีเลย!”
อารมณ์ของผู้ชมในฮอลล์ถูกจุดขึ้นมาทันที สำหรับเวทีการแข่งขันแนวเพลงแบบนี้ สิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาได้ง่ายที่สุดก็คือเพลงสายเสียงสูง ยิ่งครั้งนี้ยิ่งชัด เพราะโจทย์ที่แท้จริงคือ “ระหว่างลู่ซีกับจีหยุนโจว เสียงสูงใครเหนือกว่ากัน”
การแสดงเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว เสียงร้องของลู่ซีดังขึ้น เพลงที่เขาเลือกไม่มีอินโทรซับซ้อนอะไร พอแสงสปอตไลต์ดวงใหญ่สาดลงมา เสียงของเขาก็ดังแทรกขึ้นทันที จากท่อนนำที่อัดความกดดันเข้ามาอย่างรวดเร็ว ความหนาแน่นของเสียงก็ถูกเร่งสะสมขึ้นเรื่อยๆ
เทคนิคเฮดวอยซ์ผสมเสียงผสาน!
ลู่ซีกระจายพลังเสียงอย่างสม่ำเสมอไปทั่วทุกช่วงเสียงกลางถึงสูง ราวกับสายคันธนูที่ถูกดึงตึงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงประโยคสุดท้ายช่วงไคลแมกซ์ เสียงสูงลูกนั้นเหมือนจะแหวกอากาศพุ่งขึ้นไปชนกระโหลกศีรษะ!
“สูงโคตร!”
ลู่ซีเดบิวต์มาพร้อมฉายา “เจ้าชายเสียงสูง” อยู่แล้ว ตอนนี้เขาก็สมแล้วกับฉายานั้น เสียงสูงช่วงหนึ่งเรียกความตะลึงจากคนดูทั่วทั้งฮอลล์!
ทว่า
กู้สิงที่กำลังยืนอยู่หลังเวทีกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย เขารู้สึกว่าเสียงสูงของลู่ซีฟังแล้วไม่ค่อยสบายหูสักเท่าไร ออกจะบาดหูด้วยซ้ำ
เป็นตัวอย่างชัดๆ ของการเอาแต่สูง
เมื่อเทียบกันแล้ว จีหยุนโจวที่ขึ้นเวทีต่อจากนั้นกลับฉลาดกว่ามาก เพลงเสียงสูงที่เขาเลือกคีย์จะไม่สูงเท่าของลู่ซี แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับทรงพลังอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงไฮไลต์สุดมันส์ ไอดอลสายฝีมือระดับท็อปคนนี้ ใช้เสียงร้องที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดทางดราม่า ผสมทั้งการละลายและการตะโกนคำราม ระเบิดอารมณ์ความสิ้นหวังถึงขีดสุดในเพลงนั้นออกมา แล้วค่อยๆ ปล่อยให้ความหวังเพียงริบหรี่เล็กน้อย แผ่ซ่านออกมาผ่านคลื่นเสียงที่ถาโถมรุนแรงที่สุด ฟังแล้วขนลุกซู่ไปทั้งหัว!
จีหยุนโจวเป็นฝ่ายชนะ
ในใจของกู้สิงมีคำตอบเรียบร้อยแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ใช้เสียงสูงเหมือนกัน แต่จีหยุนโจวใช้เสียงอกแทบตลอดทั้งเพลง แทบไม่พึ่งเสียงส่วนศีรษะ การเบลนด์เสียงต่างๆ ก็ยั้งมือมาก ไม่ฟาดโครมเหมือนลู่ซี
ลู่ซีอาจจะอยากชนะมากเกินไป เสียงสูงของเขาเลยแหลมจัด แถมยังแฝงความดุดันจู่โจมอยู่ด้วยนิดหน่อย
คนดูบางส่วนอาจจะรู้สึกว่า “โห ลู่ซีร้องได้สูงจริงๆ เลย” แต่สำหรับคนที่มีเซนส์ด้านดนตรี พวกนั้นจะรู้สึกแค่ “บาดหู” เพลงน่ะ ยังไงก็ต้องตั้งต้นจากความ “ไพเราะ” ก่อนเป็นหลัก ไม่งั้นต่อให้โน้ตของเธอสูงแค่ไหน เมโลดี้กับการเรียบเรียงจะหรูหรายังไง สุดท้ายมันก็เป็นแค่ “วิมานลอยบนอากาศที่ทิ้งแก่นแท้ไปมัวแต่ไล่เปลือกนอก” เท่านั้นเอง
และก็เป็นไปตามนั้น
จีหยุนโจวคว้าคะแนนโหวตจากคนดูไปได้ 911 คะแนน
ส่วนลู่ซีได้คะแนนจากผู้ชมเพียง 852 คะแนนเท่านั้น
ส่วนคะแนนจากกรรมการผู้เชี่ยวชาญ จะต้องรอให้ทั้งสามคู่แข่งร้องจบหมดก่อนแล้วค่อยประกาศ นี่เป็นกลยุทธ์คลาสสิกของทีมรายการ เอาไว้ดึงความลุ้นระทึกไปถึงตอนท้ายสุด
แต่กระนั้นพอเห็นว่าคะแนนโหวตจากผู้ชมของตัวเองตามหลังอยู่ไม่น้อย หน้าผากของลู่ซีก็เกร็งตึงขึ้นมาในทันที ในใจเริ่มมีลางไม่ดีผุดขึ้นมา ทำได้แค่ฝากความหวังเอาไว้กับกรรมการผู้เชี่ยวชาญหนึ่งร้อยคนพวกนั้น ว่าพวกเขาอาจจะให้มุมมองที่ต่างออกไป
อย่างน้อย กรรมการหนึ่งคนก็ถือคะแนนอยู่สิบคะแนน!
กรรมการหนึ่งร้อยคนรวมกันก็เท่ากับหนึ่งพันคะแนน ยังมีโอกาสพลิกผลโหวตจากคนดูได้อย่างเต็มที่ แถมเสียงของพวกเขา ยังมีน้ำหนักมากกว่าคนดูในฮอลล์อย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากลู่ซีกับจีหยุนโจว ก็ถึงคิวของเติ้งเหวินและเฉินหลิงซู หัวข้อของพวกเธอคือ “งานแต่งงาน”
เติ้งเหวินเป็นฝ่ายขึ้นเวทีก่อน
พอชื่อเพลงของเติ้งเหวิน “วันนั้นเธอไม่ปรากฏตัว” โผล่ขึ้นมา สีหน้าของทุกคนก็พากันแปลกๆ
เพราะเพลงนี้ แทบจะไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับงานแต่งงานเท่าไร จะมีก็แค่เนื้อร้องไม่กี่ท่อนที่พอจะเอ่ยถึงอยู่บ้าง ทำให้รู้สึกฝืนๆ เหมือนดึงมาเข้าหัวข้อแบบไม่ค่อยเนียน
แต่เสียงสูงของเติ้งเหวินนั้นแข็งแรงมาก เธอถึงขั้นโชว์เทคนิคโคโลราทูราออกมานิดหน่อยด้วย!
การโชว์เทคนิคโคโลราทูราเพียวๆ แบบจัดเต็ม ทำเอาลู่ซีกับจีหยุนโจวที่เพิ่งจบศึกเสียงสูงไปเมื่อกี้หน้าตึงไปตามๆ กัน เพราะของแบบนี้ไม่ใช่ว่านักร้องป๊อปทั่วไปจะเล่นกันได้ง่ายๆ
ปกติแล้วจะมีแต่นักร้องหญิงที่เรียนสายดนตรีคลาสสิกมาโดยตรงเท่านั้น ที่จะกล้าโชว์ลูกเล่นเล็กๆ แบบนี้บนเวที ดูเท่มาก
แต่ตอนที่คนอื่นกำลังตะลึงกับเสียงโคโลราทูรานั้น สีหน้าของเฉินหลิงซูกลับไม่เปลี่ยนไปเท่าไหร่
พอเติ้งเหวินร้องจบ เฉินหลิงซูก็ขึ้นเวที เพลงที่เธอเลือกชื่อว่า “โฉม”
พอเห็นชื่อเพลง กู้สิงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย เพลงนี้ในชาติก่อนเป็นเพลงที่ตัวเขาเองเป็นคนทำออกมา แต่กระแสในเน็ตค่อนข้างเงียบมาก เฉินหลิงซูไปคุ้ยเจอจากตู้พิเศษห้องไหนกันแน่เนี่ย?
อย่าบอกนะว่า…
กู้สิงหันไปมองลั่วหนิงแล้วพูดว่า “เพลงนี้ อย่าบอกนะว่าเธอเป็นคนแนะนำให้เฉินหลิงซู?”
ลั่วหนิงพยักหน้าเบาๆ จากนั้นกู้สิงก็เห็นชื่อเพื่อนซี้ของตัวเองโผล่เด่นชัดอยู่ในช่อง “เรียบเรียง” ของเพลง “โฉม” บนจอมอนิเตอร์เวที!
“สุดยอดแฮะ”
กู้สิงยอมรับเลยว่าเลี่ยนชุนเข้าใจหลินเซี่ยนดีจริงๆ แม้แต่เพลงที่เงียบขนาดนี้ยังสามารถขุดมาเจอได้ แถมเพลงนี้จริงๆ แล้วก็เขียนเกี่ยวกับงานแต่งงานด้วย เพียงแต่บรรยากาศมันค่อนไปทางโทนดาร์กๆ นิดหน่อยก็เท่านั้นเอง
เอาเถอะ
ลั่วหนิงน่าจะรู้ดีว่าเพลง “โฉม” นี้เล่าเรื่องอะไร ส่วนสไตล์นั้น กู้สิงแค่ได้ยินเฉินหลิงซูเริ่มร้อง ก็พลันนึกถึงเพลง “เจ้าสาวเสื้อคลุมสั้นตัวน้อย” ขึ้นมาทันที! สไตล์มันคล้ายกันมาก!
โดยเฉพาะพอถึงท่อนฮุคขึ้นมา “หนึ่งคำนับฟ้าดิน สองคำนับบุพการี” พอผสมเข้ากับเมโลดี้ที่หวิวๆ หลอนๆ ผู้ชมทั้งฮอลล์พากันขนลุกเกรียว!
“เพลงนี้โหดมาก!”
“เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินเลย!”
“เพลงดีๆ ของหลินเซี่ยนยังมีอีกเยอะที่ยังไม่มีใครค้นพบ!”
“เนื้อร้องดุดันชะมัด ฟังเหมือนกำลังเล่าเรื่องวิวาห์ผีเลย?”
ชัดเจนมากว่าเรื่องที่เพลงนี้เล่าค่อนข้างหลอนและมืดหม่น แต่พอท่อนฮุคระเบิดผสานกับไลน์ดนตรีที่โหมกระหน่ำ บวกกับสไตล์การร้องตรงไปตรงมาของเฉินหลิงซูแล้ว กลิ่นอายแบบเฉพาะตัวมันก็พุ่งขึ้นมาทันที คนดูพร้อมใจกันเทคะแนนโหวต!
ผลก็คือ เฉินหลิงซูได้คะแนนไปถึง 948 คะแนน!
ส่วนเติ้งเหวินในฐานะคู่แข่งของเฉินหลิงซูก็ไม่ได้แย่เลย เธอได้ถึง 829 คะแนน ซึ่งถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมมากแล้ว น่าเสียดายที่ดันจับฉลากมาเจอคู่แข่งผิดคนเข้าให้
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเติ้งเหวินจะต้องตกรอบแน่นอน
เพราะเพลงของเฉินหลิงซูนั้น สไตล์จัดว่าแปลกมาก เติ้งเหวินคิดว่ากรรมการผู้เชี่ยวชาญอาจจะไม่ให้คะแนนสูงก็เป็นได้ ก็ไหนโจทย์กำหนดให้ทำเพลงธีมงานแต่งงาน ทำไมถึงกลายเป็นวิวาห์ผีไปได้ แบบนี้มันออกจะหลอนเกินไปหน่อยแล้ว……
สองคู่แรกแข่งกันจบลงไป
ในที่สุดก็ถึงคิวของกู้สิงกับลั่วหนิง
ลั่วหนิงลุกขึ้น เดินไปที่เวทีก่อนเป็นคนแรก อินโทรแนะนำเพลงที่เธอจะร้องในรอบนี้ ปรากฏขึ้นบนจอใหญ่ด้านหลังเวที
ชื่อเพลง: คำโกหก
คำร้อง: ติงตอง
ทำนอง: เจียงขุย
ต้นฉบับร้องโดย: เจียงขุย
เรียบเรียงใหม่: ลั่วหนิง
ขับร้อง: ลั่วหนิง
ทุกคนในโถงพักนักร้องต่างพากันหันสายตากลับมามองกู้สิง ในที่สุดลั่วหนิงก็เลือกเพลงที่ “ถูกต้องที่สุด” เพลงนี้จริงๆ
ซึ่งก็หมายความว่า…
ภายใต้ธีมเดียวกันนี้ กู้สิงแทบจะหาเพลงไหนมาสู้ด้วยไม่ได้แล้ว
เฉินหลิงซูมองกู้สิงแวบหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เธอคิดอยู่แล้วว่าวิธีเดียวที่ตัวเองจะแพ้เดิมพันในคืนนี้ มีอยู่แค่แบบเดียว คือจู่ๆ ลั่วหนิงเผลอลื่นล้มตูดกระแทกกลางเวทีตอนร้องเพลงเท่านั้นแหละ
“ในที่สุดก็มาถึงกู้สิงกับลั่วหนิงแล้ว ลั่วหนิงก็เลือก ‘คำโกหก’ จนได้ ถ้าเธอร้องเพลงนี้ ฝั่งกู้สิงก็แทบจะไม่มีไพ่ใบไหนให้ลงแล้วล่ะ ยังไงในธีม ‘คำโกหก’ เพลงที่แรงที่สุดก็คือเพลงชื่อเดียวกันของเจียงขุยนี่แหละ”
ด้านล่างเวที
พร้อมกับการขึ้นเวทีของลั่วหนิงและการประกาศชื่อเพลง ผู้ชมใต้เวทีต่างก็หันไปกระซิบกระซาบพูดคุยกันไม่ขาดสาย
จริงๆ ตั้งแต่เทปตอนที่ห้าออกอากาศไปแล้ว โลกออนไลน์ก็ถกเถียงเรื่องการดวลกันของกู้สิงกับลั่วหนิงอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงจะพูดได้เลยว่าผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่มานั่งอยู่ในฮอลล์วันนี้ ก็เพราะตั้งใจจะมาดูแมตช์นี้โดยเฉพาะ!
“งวดนี้กู้สิงหมดทางสู้แล้ว”
“ถือซะว่าเป็นแมตช์ส่งท้ายให้เถียวเกอละกัน”
“เสียดายกู้สิงนะ ตอนเพิ่งมาใหม่สองเทปแรก เล่นดีจนผมทึ่งจริงๆ เพลง ‘คนอย่างฉัน’ เพลงนั้นทำเอาผมร้องไห้เลย ส่วน ‘บทกวีร้อยแก้วที่พ่อเขียน’ เพลงต่อมาก็ทำเอาคนทั้งเน็ตซึ้งกันถ้วนหน้า แม้กระทั่งตอนก่อนหน้าอีกตอนที่เอา ‘วันนี้ของปีหน้า’ มาเรียบเรียงใหม่ ก็ยังโชว์ฝีมือการเขียนเนื้อเพลงให้เห็นชัด แต่พอเทปที่แล้ว…
ก็เริ่มมาติดสอยห้อยตามอยู่ท้ายแถวของลั่วหนิงมาตั้งแต่นั้น”
“เทปที่แล้วยังพอเกาะกระแสได้เพราะมีเสียงสูงคอยแบก แต่คราวนี้กู้สิงคงไม่มีอะไรให้เกาะแล้วล่ะ”
“กู้สิงแพ้ ไม่ได้แปลว่าเขาอ่อนนะ แค่สไตล์เขาไม่ค่อยเหมาะกับเวทีประกวดเท่านั้นเอง เขาเป็นคนที่หากินด้วยผลงานกับพรสวรรค์ ไม่ได้หากินด้วยทักษะการร้อง”
พอดูการแข่งขันมาหลายเทป สไตล์ของกู้สิงทุกคนก็ค่อยๆ จับทางได้ว่า
เขาเขียนเนื้อเพลงได้ แต่งทำนองได้ ฐานวิชาดนตรีจัดว่าหนักแน่นมาก แต่ทักษะการร้องเมื่อเทียบกันแล้วจัดว่าธรรมดา เพลงทั้งหมดที่เขาเคยร้องมาจนถึงตอนนี้ ระดับความยากยังไม่ถึงขั้นโหดอะไรเป็นพิเศษ
ส่วนเพลงที่เทปที่แล้ว ระดับความยากจริงๆ ก็ใช่ว่าจะไม่สูง แต่ท่อนยากๆ ดันเป็นลั่วหนิงที่เป็นคนร้อง
เทปที่แล้วกู้สิงขึ้นไปยืนเหมือนเป็นมาสคอตซะมากกว่า ก็เลยยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าทักษะการร้องของเขาไม่ได้แข็งอะไรขนาดนั้น แน่นอนว่านั่นก็เป็นเรื่องจริงอยู่ไม่น้อย
แต่ก็อย่างว่า
ถึงทุกคนจะคิดกันว่าทักษะการร้องของกู้สิงไม่แข็ง รอบนี้ยังไงก็น่าจะแพ้ให้ลั่วหนิงแน่นอน
แต่ความคิดแบบนี้ ก็ไม่ได้ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกลดความชอบที่มีต่อกู้สิงลงเลย เพราะผ่านมาหลายเทป กู้สิงพิสูจน์ให้เห็นไปแล้วว่าตัวเขามีด้านที่เปล่งประกายเจิดจ้ายังไง ต่อให้ทักษะการร้องจะดรอปลงไปหน่อยแล้วจะยังไงล่ะ?
ความสามารถกับพรสวรรค์ของศิลปิน ในสายตาผู้ชมแล้ว น้ำหนักมันมากกว่าทักษะการร้องอีก!
ระหว่างที่ทุกคนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น การแสดงของลั่วหนิงก็เริ่มต้นขึ้น “คำโกหก” เพลงนี้เป็นเพลงที่จัดว่าเป็นเพลงสายเสียงสูงแบบมาตรฐานสุดๆ เพลงหนึ่ง อารมณ์จัดเต็มมาก!
ยังไงซะ นี่ก็เป็นเพลงขึ้นหิ้งของเจียงขุย
แต่ระดับความยากในการร้องของเพลงนี้ก็เวอร์สุดๆ เช่นกัน โดยเฉพาะช่วงท่อนฮุคที่มีท่อนเสียงสูงยาวๆ เป็นชุดๆ ที่นักร้องหญิงส่วนใหญ่ไม่มีทางกล้าท้าทาย แต่ลั่วหนิงกลับรับมือได้แบบสบายเหมือนเล่นน้ำ!
หลังจากร้องผ่านท่อนนำได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ไลน์โน้ตของดนตรีก็ไต่ขั้นสูงขึ้นฉับพลัน
ทันใดนั้น เสียงซุบซิบก็เงียบหายไปหมด ผู้ชมในฮอลล์ต่างถูกเสียงร้องของลั่วหนิงดึงดูดอย่างสิ้นเชิง ส่วนในโถงพักนักร้อง เฉินหลิงซูที่นั่งอยู่ข้างๆ กู้สิงก็ถึงกับยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ตอนนี้ฝีมือลั่วหนิงแข็งแกร่งถึงขั้นที่ว่า แม้แต่เฉินหลิงซูเองก็ไม่กล้าพูดเต็มปากว่าตัวเองจะเอาชนะได้ในด่านประจันหน้าตรงๆ
บนเวที เสียงสูงของลั่วหนิงก็ระเบิดออกมาในที่สุด การผสมเสียงที่สมบูรณ์แบบทำให้เธอราวกับแปลงร่างเป็น “ราชินีปอดเหล็ก” เข้าครอบครองทั้งเวที โดยเฉพาะท่อนเสียงสูงที่สุดที่เป็นคำถามเหมือนตะคอกว่า “ทำไมเธอถึงพูดคำโกหก” ที่แฝงความรู้สึกเหมือนมีอะไรฉีกกระชากอยู่ในนั้น แค่พริบตาเดียว ขนลุกกันทั้งฮอลล์!
“เสียงสูงนี่เพราะชะมัด!”
แม้แต่เฟิงเปี้ยนที่ปกติภูมิใจกับเสียงสูงของตัวเองสุดๆ ยังอดอุทานชมไม่ได้ เสียงสูงประโยคนั้นของลั่วหนิงเรียกได้ว่าโคตรเหนือมนุษย์!
“ฉันนึกออกแล้ว”
จู่ๆ เฉินหลิงซูก็เอ่ยขึ้นมา
กู้สิงที่กำลังตั้งใจฟังการร้องของลั่วหนิง พอได้ยินก็หันไปมองเฉินหลิงซูแล้วถามว่า
“นึกอะไรออก?”
เพื่อไม่ให้ทีมรายการอัดเสียงเข้าไมค์ไป เฉินหลิงซูจึงโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูกู้สิงเสียงเบา “ฉันนึกออกแล้วว่าจะให้เธอตอบแทนฉันเรื่องอะไร”
“ลองว่ามา”
สีหน้าของกู้สิงยังเรียบเฉย
มุมปากของเฉินหลิงซูยกขึ้นเล็กน้อย “ในการแข่งขันรอบหลังๆ ถ้าฉันต้องเจอกับลั่วหนิงแบบประจันหน้าตรงๆ ฉันอยากให้เธอมาช่วยฉันเอาชนะเธอให้ได้ตอนนั้น ถ้าทำไม่ได้…ก็ใช้…น้ำล้างเท้าฉัน…”
กู้สิงขัดเฉินหลิงซูทันที ลุกขึ้นพูดว่า “เดี๋ยวฉันร้องเพลงเสร็จก่อน ค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที”
ยังไม่ทันให้เฉินหลิงซูพูดอะไรต่อ กู้สิงก็ลุกขึ้น เดินมุ่งหน้าไปยังทางเดินหลังเวทีเพื่อเตรียมตัวขึ้นแสดง เขาได้ยินชัดเจนถึงเสียงอื้ออึงดังสนั่นที่ดังมาจากเวทีด้านหน้าในตอนนี้
นั่นคือเสียงโห่ร้องกึกก้องจากที่นั่งผู้ชม
หลังจากเสียงปรบมือจบลง ลั่วหนิงก็โค้งตัวแล้วเดินลงเวที พอเดินมาถึงทางออกของทางเดินหลังเวทีก็สวนกับกู้สิงพอดี เธอกำหมัดเล็กๆ แน่นแล้วยื่นออกมาให้กำลังใจเขา
กู้สิงยื่นกำปั้นไปชนกับกำปั้นเล็กของลั่วหนิง ค้างไว้สามวินาที จากนั้นจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ร้องได้ดีมาก”
พูดจบ กู้สิงก็ขึ้นเวที
ทันทีที่ผู้ชมเห็นกู้สิง ปรากฏว่าเสียงโห่ร้องก็ระเบิดขึ้นมาดังลั่น มีคนตะโกนเรียกชื่อเขาไม่ขาดสาย
กู้สิงถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย
ตอนขึ้นเวทีไม่กี่เทปก่อนหน้า ถึงผู้ชมจะต้อนรับกันอย่างอบอุ่นก็จริง แต่ก็ยังเทียบกับครั้งนี้ไม่ได้เลย พอลองคิดตาม กู้สิงก็พอจะเข้าใจเหมือนกัน ว่าเหมือนผู้ชมกำลังให้กำลังใจเขาอยู่?
กู้สิงเดาไม่ผิด
ผู้ชมกำลังให้กำลังใจเขาจริงๆ แถมยังปนความสงสารไม่น้อย เพราะลั่วหนิงร้องได้ดีเหลือเกิน ดีจนทุกคนแทบมองไม่เห็นโอกาสชนะของกู้สิงเลย
จากบรรยากาศการคุยกันของทุกคนตอนนี้คือ
“จดจำช่วงเวลานี้ไว้ให้ดีนะทุกคน!!
“นี่คือเพลงสุดท้ายของพี่ผมแล้ว!”
“พวกเรานี่ก็ถือว่าโชคดีเหมือนกัน ที่ได้ฟังเพลงสุดท้ายของกู้สิงบนเวทีนี้ ต่อจากนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีที่ไหนให้ไปฟังเขาร้องสดอีกไหม”
ตอนนี้ไม่มีใครคิดเรื่อง “ใครจะชนะ” แล้ว ทุกคนแค่อยากจะตั้งใจฟังกู้สิงร้องเพลงให้ดีสักเพลง ร้องจบเพลงสุดท้ายบนเวทีนี้ให้สมบูรณ์ก็พอ
ก็เอาตามนั้นแหละ
กู้สิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจหรอกว่าผู้ชมจะคิดยังไง เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วพูดว่า “สวัสดีทุกคนครับ วันนี้ผมขอร้องเพลงใหม่สักเพลง”
“เพลงใหม่?”
ผู้ชมพากันอึ้งเล็กน้อย ช่วงสองเทปแรกที่กู้สิงเพิ่งมา เขาปล่อยเพลงใหม่ติดกันสองเพลงรวด แต่สองเทปถัดมาหลังจากนั้นกลับเอื่อยๆ มาตลอด อย่างเทปภาษากวางตุ้งก็แค่เปลี่ยนเนื้อเพลง 《สิบปี》 เท่านั้นเอง ส่วนเทปที่แล้วก็ถึงขั้นไปแอบอู้อยู่ใต้ร่มเงาลั่วหนิงไปเลย ผลคือเทปนี้เขากลับจะเอาเพลงใหม่มาอีกแล้ว!?
“ธีม ‘คำโกหก’ นี่เพิ่งจับได้ตอนเทปที่แล้วเองนะ เทปนี้กู้สิงก็มีเพลงใหม่แล้ว หรือว่าจะเป็นเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นมาเพื่อคีย์เวิร์ดคำนี้โดยเฉพาะ?”
“นี่มันกี่วันเอง?”
“ยังไม่ถึงอาทิตย์ด้วยซ้ำมั้ง?”
“เวลาสั้นขนาดนี้จะเขียนอะไรออกมาได้?”
ไม่เคยมีใครคิดมาก่อนเลยว่าเทปนี้กู้สิงจะร้องเพลงใหม่ ตอนที่ทุกคนเดากันว่าเขาจะร้องเพลงอะไร ต่างก็ไปไล่เดาจากบรรดาเพลงเก่าๆ ทั้งนั้น
ด้านหลังเวที
บรรดานักร้องต่างมองหน้ากันไปมา เติ้งเหวินถึงกับยิ้มเจื่อน เธอไม่ค่อยชอบธีม “งานแต่งงาน” สักเท่าไหร่ เพราะไม่รู้จะเลือกเพลงอะไร สุดท้ายเลยต้องจำใจหาเพลงที่พอจะลากเข้าธีมนี้ได้แบบฝืนๆ มาเพลงหนึ่ง
ผลคือกู้สิงนี่ใจถึงมาก!
จับได้ธีม “คำโกหก” ในสภาพที่ถ้าเลือกเพลงตามปกติยังไงก็สู้เพลง 《คำโกหก》 ของลั่วหนิงไม่ได้แน่ๆ เขากลับเลือกที่จะลงมือเขียนเพลงเองเสียเลย
“มีของก็เอาแต่ใจกันได้แบบนี้แหละ…”
เติ้งเหวินพูดขึ้น แล้วก็ถอนหายใจตาม “แต่เสียดายที่เวลาทำเพลงมันสั้นเกินไป ตั้งแต่ฟันธงธีมตอนเทปที่แล้วจนถึงวันนี้ เวลาทำเพลงมีไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ด้วยซ้ำ แถมยังเป็นเพลงแต่งตามโจทย์อีก คุณภาพคงต้องลดหลั่นลงไปบ้างแหละ”
“ก็พูดแบบนั้นแหละนะ”
ลู่ซียกหางตาขึ้นเล็กน้อย “แต่ที่กู้สิงกล้าใช้เวลาตั้งธีมเมื่ออาทิตย์ที่แล้วมาแต่งเพลงใหม่แบบฉุกละหุก แล้วขึ้นเวทีมาดวลกับตัวท็อปอย่างลั่วหนิงแบบนี้ แค่ความกล้าก็สมควรได้รับคำชมแล้วล่ะ”
เฉินหลิงซูมองแผ่นหลังบนเวทีของเขา แล้วอดฉุกคิดถึงตัวเองไม่ได้ ว่าข้อตกลงเดิมพันใหม่ที่ตัวเองเพิ่งตั้งไปนั้น เป็นการกดดันเขามากเกินไปรึเปล่า
กู้สิงเป็นคนมีพรสวรรค์มากจริงๆ
ถ้าเวลาเตรียมตัวพอมากกว่านี้ เฉินหลิงซูยังรู้สึกเลยว่า กู้สิงอาจจะมีโอกาสสักนิดสองนิดที่จะชนะจริงๆ ก็ได้
แต่ปัญหาคือเวลาเตรียมตัวมันสั้นเกินไป!
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ กู้สิงต้องเขียนเพลงที่ถูกกำหนดหัวข้อมาให้ แถมยังต้องชนะการแสดงที่แทบจะสมบูรณ์แบบของลั่วหนิงอีก ในสายตาเฉินหลิงซูนั่นแทบจะเป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไป!
และในขณะที่ทุกคนต่างมองไปบนเวทีด้วยแววตาที่ทั้งชื่นชม ทั้งสงสัยอยู่นั้น เสียงอินโทรของดนตรีบนเวทีก็ดังขึ้นในที่สุด
เป็นเสียงเปียโน
เสียงเปียโนใสสะอาด ไหลรินออกมาจากแป้นคีย์ด้านข้างเวที ทำนองไม่ซับซ้อนนัก ถึงขั้นจะออกไปทางเรียบง่ายด้วยซ้ำ แต่บรรยากาศเศร้าลึกที่ถูกกดทับเอาไว้กลับแผ่ซ่านครอบคลุมทั่วสตูดิโอถ่ายทำอย่างเงียบงัน
เสียงของกู้สิงทุ้มลงเล็กน้อย
“เคยมีคนคบกันอยู่ไม่กี่คนที่เข้าท่าดีนะ ว่ากันตามตรงฉันก็ไม่ควรจะต้องโดดเดี่ยวอะไรหรอก มันอาจจะเป็นเพราะฉันใช้ชีวิตเร่ร่อนเกินไป ทำให้เขาไม่สบายใจ สุดท้ายเลยลงเอยด้วยการแยกจากกันกันหมด…”
ฝั่งคนดูก็เงียบกริบ
ยังคงเป็นสไตล์ร้องเบาๆ เคล้าเอื่อยๆ ที่เข้ากับภาพจำเดิมของทุกคนที่มีต่อกู้สิงมาก แต่ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะคุณภาพดีใช้ได้เลย?
คำว่า “ดีใช้ได้” แบบนี้ แตกต่างจากความทรงพลังและความตึงเครียดที่อัดแน่นอยู่ในเสียงร้องของลั่วหนิงโดยสิ้นเชิง
เสียงของกู้สิงฟังดูผ่อนคลาย แฝงความรู้สึกเหมือนเล่าเรื่องราวไปเรื่อยๆ อยู่ในนั้น ราวกับกำลังนั่งพูดคุยระบายอะไรกับใครสักคน ไม่มีเทคนิคพิเศษอะไร ไม่มีการลากเสียงพลิกแพลงที่ซับซ้อน แถมการออกเสียงยังแอบมีความสบายปากนิดๆ ด้วยซ้ำ แต่กลับฟังแล้วติดหูอย่างประหลาด
บนเวที
กู้สิงเอนตัวเล็กน้อย ราวกับกำลังคุยกับใครสักคน แล้วใช้เสียงทุ้มเจือความนุ่มนวลร้องต่อไปว่า
“ผมไม่ได้มีเงามืดหรือปมฝังใจอะไรหรอก
“คุณอย่าเก็บเอาไปคิดเลย
“ผมไม่ใช่คนบอบบางสักหน่อย
“ยิ่งกว่านั้น ไอ้เรื่องแค่นั้นจะนับเป็นบาดแผลอะไรได้ยังไง?
“ยังไงซะความรักมันก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้นแหละ……”
น้ำเสียงของกู้สิงยังคงเรียบเรื่อย ราวกับไม่ใส่ใจอะไรทั้งนั้น แต่พอจับคู่เข้ากับน้ำเสียงที่เหมือนกำลังฝืนทำให้คงที่ กลับยิ่งส่งกลิ่นอายประหลาดบางอย่างออกมา เป็นความรู้สึกคล้ายยิ่งพยายามปิดบัง ก็ยิ่งฟ้อง
ที่นั่งคนดูเงียบลงแล้ว
วันนี้บนเวทีถูกถล่มด้วยเสียงสูงไม่หยุดหย่อน หัวของทุกคนแทบจะอื้ออึง โดยเฉพาะเสียงสูงในเพลงเมื่อกี้ของลั่วหนิงที่เล่นเอาทุกคนระเบิดกันไปทั้งฮอลล์ พอถึงตอนนี้จู่ๆ ได้มาฟังสไตล์การร้องที่ค่อนข้างเงียบสงบแบบนี้ของกู้สิง กลับกลายเป็นว่าทุกคนดันเคลิบเคลิ้มไปกับมันอย่างไม่คาดคิด แถมไม่รู้สึกเลยด้วยซ้ำว่าเพลงมันจืดชืด
แล้วในจังหวะนั้นเอง
เพลงนี้ก็เดินทางมาถึงท่อนฮุกในที่สุด แต่ถึงจะเป็นช่วงพีค กู้สิงก็ยังไม่ใช้วิธีร้องแบบตะโกนโหวกเหวก เสียงของเขาตอนนี้กลับเหมือนผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามอธิบายตัวเองอย่างสุดกำลัง
“ผมไม่ได้โกหก
“แล้วผมจะโกหกไปทำไม?
“คุณเข้าใจผมนี่
“ผมไม่เคยเสแสร้งกับคุณเลยสักครั้ง
“ผมไปโกหกตอนไหนกัน?
“ได้โปรดอย่าคิดว่าตัวเองลืมยากนักเลย
“รอยยิ้มนั่นเป็นของจริง ไม่ใช่ผมพยายามแกล้งทำ”
เสียงร้องของกู้สิงผสานเข้ากับเสียงสายเครื่องดนตรีที่ดังขึ้นอย่างลื่นไหล เป็นการประสานที่ลงตัวทั้งจังหวะและอารมณ์ เสียงที่ยกโทนขึ้นเพียงเล็กน้อยกลับทำให้ผู้ชมเผลอเหม่อลอยไป
อยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกเหมือนโชคชะตาเล่นตลกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ก่อนหน้านี้เพลง 《คำโกหก》 ของลั่วหนิง เนื้อหาหลักคือการที่ผู้หญิงคนหนึ่งลุกขึ้นมาถามว่า
ทำไมคุณถึงโกหก?
แต่เพลงของกู้สิงในตอนนี้ กลับเหมือนกำลังตอบโต้กลับไป ท่อนฮุกย้ำซ้ำอยู่ว่า “ผมไม่ได้โกหก แล้วผมจะโกหกไปทำไม?”
คำถามกับคำตอบที่หวนโต้กันไปมาแบบนี้
ทำเอาคนดูรู้สึกเหมือนถูกดึงรั้งจนชาไปทั้งตัว
ขณะเดียวกันนั้นเอง ที่ห้องอีกฝั่งหนึ่ง ผู้ชมไม่รู้เลยว่าตอนนี้ผู้กำกับอย่างเจิ้งจื๋อกับคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่เชิญมาเป็นพิเศษจำนวนร้อยคน กำลังนั่งดูการแสดงเพลง 《คำพูดนั้น》 ของกู้สิงอยู่ผ่านจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่
“เมโลดี้ดีมาก ถ้าเพลงนี้แต่งขึ้นมาภายในหนึ่งอาทิตย์จริงๆ ผมคงทำได้แค่พูดว่ากู้สิงนี่มันอัจฉริยะชัดๆ…”
ระหว่างช่วงดนตรีบรรเลงแทรก
นักวิจารณ์เพลงชื่อดังบนโลกออนไลน์คนหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า “หวงเชียนหยวน” เผยสีหน้าดูพอใจออกมาเล็กน้อย
เขาเอ่ยประเมินว่า
“ถือว่าเยี่ยมมากนะ”
“คอร์ดของท่อนเวิร์สสวยมาก”
เสียงส่วนใหญ่ของนักวิจารณ์สายอาชีพออกไปทางชื่นชอบ แต่โปรดิวเซอร์เพลงระดับอาวุโสคนหนึ่งที่ใส่แว่นกรอบดำชื่อหลี่หมิงหย่วนกลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วพูดว่า
“เมโลดี้ไพเราะ การถ่ายทอดอารมณ์ก็แม่นยำ แต่ยังขาดจุดพีกหนึ่งจุด”
“สำหรับคำพูดของอาจารย์หลี่นั้น ผมมองต่างออกไปหน่อยนะครับ ผมว่าจริงๆ แล้วเพลงของกู้สิงเพลงนี้มีจุดพีกที่ใหญ่มากอยู่จุดหนึ่งเลยต่างหาก!”
ทุกคนพากันหันไปมองต้นเสียง
คนที่พูดคือหลิวจงหยวน มิวสิกไดเรกเตอร์ประจำซีรีส์รายการ “ช่วงจ้าวอิ่ง” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการซีโจว
“อยู่ตรงไหนเหรอครับ?”
หลี่หมิงหย่วนเลิกคิ้วเล็กน้อย หรือว่าตัวเองจะพลาดอะไรไป เขายังคงทำหน้าขรึม แต่หูทั้งสองข้างกลับตั้งใจฟังเสียงของกู้สิงที่กำลังร้องท่อนถัดไปอย่างเต็มที่
“ผมไม่ได้กลับมานานมากแล้ว
“ไม่คิดเลยว่าคุณจะเปลี่ยนผ้าปูที่นอนใหม่ไปแล้ว
“มุมหน้าต่างตรงนั้นยังได้กลิ่นกุหลาบจางๆ ลอยมา
“พอคุณพูดขึ้นมาก็เหมือนผมพอจะจำได้เลาๆ”
นี่คือเนื้อหาท่อนเวิร์สที่สอง หลี่หมิงหย่วนถึงกับชะงักไปทั้งคน จากนั้นก็หันไปมองหลิวจงหยวนแล้วหัวเราะอย่างจนปัญญา
“ผมรู้แล้วว่าจุดพีกที่คุณพูดถึงอยู่ตรงไหน สุดยอดจริงๆ”
“ตรงไหนกันแน่?”
หวงเชียนหยวนงงเป็นไก่ตาแตก ทั้งเขาและคนส่วนใหญ่ฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่คนในวงการบางส่วนที่ศึกษาเรื่องเนื้อเพลงอย่างจริงจังกลับเริ่มจับเค้าโครงบางอย่างได้ทีละน้อย
“น่าจะใช่อย่างนั้นแหละ……”
“เนื้อเพลงซ่อนของไว้ลึกมาก!!
“ตอนท่อนแรกผมยังไม่ทันรู้ตัวเลย!”
ส่วนคนที่ยังจับ “จุดพีก” ที่ว่ากันไม่ได้นี่ก็รู้สึกอึดอัดคันในอกไปหมด อยากจะไล่คนพูดเป็นปริศนาออกจากห้อง แต่ก็ไม่มีใครอ้าปากถามออกมาตรงๆ เพราะทุกคนต่างก็เป็นมืออาชีพทั้งนั้น
หนึ่งอย่างที่ทุกคนแน่ใจเหมือนกันก็คือ ไม่ได้มีใครดูถูกตัวเองเลยสักคน ยังไงคำตอบก็ต้องซ่อนอยู่ในเพลงของกู้สิงแน่นอน ดังนั้นทุกคนจึงตั้งใจฟังมากขึ้นกว่าเดิมอีก กำลังตามหา “คำตอบ” กันอยู่
“ผมไม่ได้โกหก
“แล้วผมจะโกหกไปทำไม?
“คุณเองก็รู้ดี
“ข้อเสียของผมอย่างหนึ่งก็คือขี้ลืมมาก
“ผมไปโกหกตอนไหนกัน?
“คืนนี้ได้อยู่ด้วยกันมันก็ดีมากจริงๆ
“แต่ว่าผมกลับรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่”
คราวนี้แทบทุกคนได้ยิน “แก่นแท้” ที่แท้จริงของเพลงนี้แล้ว พอเชื่อมโยงกับชื่อเพลงเข้าไป สายตาทุกคู่ก็ล้วนฉายแววตื่นตะลึง คำตอบที่ซ่อนอยู่เหมือนจะผุดโผล่ขึ้นมาจนเกือบระเบิดออกมาอยู่แล้ว:
“ที่แท้เป็นแบบนี้นี่เอง!
“อะไรกัน ‘ผมไม่ได้โกหก’?
“ชัดๆ เลยว่าทุกประโยคคือคำโกหกทั้งนั้น!
“เพลงนี้ตั้งแต่ประโยคแรกของเนื้อเพลงก็โกหกแล้ว สักคำที่พูดไม่มีคำไหนเป็นความจริงเลย!
“เนื้อร้องนี่สุดยอดจริง!!!”
“ย้ำอยู่นั่นแหละว่า ‘ผมไม่ได้โกหกๆ’ แต่ที่จริงแล้วดื้อด้านปากแข็งล้วนๆ ต้องฟังแบบกลับด้านเท่านั้น ถึงจะฟังออกว่าความซึ้งที่แท้จริงของเพลงนี้อยู่ตรงไหน!”
บรรยากาศในห้องถึงกับระเบิดฮือขึ้นมา!
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง บนเวที กู้สิงก็เผยเจตนาที่แท้จริงออกมา เล่นหมดหน้าตัก ไม่ปิดบังอะไรอีกต่อไป ราวกับชายคนหนึ่งที่คำโกหกของตัวเองถูกจับได้ กำลังดิ้นรนอย่างสิ้นหวังและช่วยเหลือตัวเองไม่ได้:
“ผมไม่ได้โกหก
“แล้วผมจะโกหกไปทำไม?
“รักใครสักคนแต่รักไม่สำเร็จ มันแล้วจะเป็นยังไงนักหนา?
“ทั้งชีวิตมันก็ยากลำบากขนาดนี้อยู่แล้ว!”
เสียงร้องของกู้สิงค่อยๆ ยกโทนสูงขึ้น ชายคนหนึ่งที่ยังคงฝังใจกับความรักเก่าไม่ยอมลืม ในร้านอาหารที่ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง เขาพยายามทำตัวให้ดูปล่อยวาง พูดทุกคำเหมือนไม่ได้สนใจอะไร แต่ในทุกอณูถ้อยคำกลับเต็มไปด้วยคำว่า “ผมรักคุณ”!
แม้แต่ห้องที่เต็มไปด้วยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญที่เรียกตัวเองว่า “มืออาชีพ” ก็ยังพากันหน้าแดงเล็กน้อยหลังได้ยินความหมายแฝงที่ซ่อนอยู่ในเพลงนี้ ในเมื่อจะให้พูดจริงๆ แล้ว ใครกันจะไม่เคยมีรักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่เคยมีอดีตรักที่ลืมไม่ลงและยังติดค้างอยู่ในใจ?
“ผมไม่ได้โกหก
“แต่เป็นความรักต่างหากที่โกหก
“มันพาคุณมาหลอกผม ให้ผมเชื่อว่าความปรารถนานั้นยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
“ผมไม่ได้โกหก!
“ขอให้คุณเป็นเจ้าสาวที่มีความสุขนะ”
ภาพที่เพลงนี้สื่อออกมา คือภาพของชายคนหนึ่ง กับผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กลับมาเจอกันอีกครั้งในร้านอาหารซึ่งเคยเป็นที่นัดเดตของพวกเขาในอดีต
ทำไมถึงได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง?
เนื้อเพลงไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่แค่ประโยคที่ร้องด้วยเสียงเกือบเหมือนคำอวยพรทั้งน้ำตาคำนั้น ก็เฉลยสาเหตุทุกอย่างจนหมดสิ้นแล้ว: “ขอให้คุณเป็นเจ้าสาวที่มีความสุขนะ!!”
ตูม!
คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเข้าใจทั้งหมดแล้ว!
คนดูในฮอลล์ก็เข้าใจหมดแล้วเช่นกัน หลายคนจู่ๆ ก็มีน้ำตาคลอโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงกับร้องอุทานออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ:
“เนื้อเพลงกับอารมณ์ที่ร้องมันสวนทางกันเลย!
“เขาย้ำตลอดว่าตัวเองไม่ได้โกหก แต่จริงๆ แล้วทุกประโยคคือคำโกหกทั้งนั้น ต้องตีความกลับด้านถึงจะเข้าใจความหมาย!”
ต่อให้เป็นคนดูที่จับทางได้ช้าที่สุด สุดท้ายก็เข้าใจความหมายของเพลงนี้จนได้ พวกเขาสบตากันเอง ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความตะลึง และภาพบางอย่างที่ถูกเนื้อเพลงฉายชัดขึ้นมาอย่างรวดเร็วในหัวของทุกคน
ในภาพนั้น:
มีคู่รักที่เคยรักกันมากคู่หนึ่ง กลับมาเจอกันในร้านอาหารที่เคยเป็นสถานที่นัดเดตของพวกเขา
บทสนทนาดูเหมือนการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบธรรมดาๆ
ฝ่ายชายยิ้มอย่างไม่ยี่หระ เล่าเรื่องต่างๆ หลังจากเลิกกับเธอไปแล้ว เช่น เขาเองก็เคยคบกับคนดีๆ อยู่หลายคน แต่เพราะนิสัยของตัวเองไม่ค่อยดี สุดท้ายก็เลิกกันหมดทุกคน
ส่วนเรื่องการเลิกกันกับเธอในตอนนั้น ผู้ชายก็บอกว่าตัวเองลืมไปหมดแล้ว
พอผู้หญิงพูดถึงร้านอาหารแห่งนี้ ผู้ชายก็ว่า ตัวเองไม่ได้กลับมานานมากแล้ว ไม่คิดเลยว่าตอนนี้แม้แต่การตกแต่งร้านก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว…………………
แต่ความจริงก็คือ:
หลังจากเลิกกัน ผู้ชายมักจะมาร้านอาหารแห่งนี้คนเดียวบ่อยๆ จนกระทั่งแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างหน้าต่างตรงมุมนั้น หรือกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบที่โชยมาเป็นพักๆ เขาก็ยังจำได้อย่างชัดเจน จากจุดนี้เองจึงพอจะย้อนคิดได้
ประโยคที่ผู้ชายบอกว่า หลังเลิกกับเธอแล้วได้เจอคนดีๆ อยู่หลายคนแท้ที่จริงก็เป็นเรื่องโกหกเหมือนกัน ที่จริงหลังจากเลิกกันเขาก็ไม่เคยมีรักครั้งใหม่อีกเลย
ทั้งหมดเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น!
และเหตุผลที่ผู้หญิงมาหาผู้ชายในร้านอาหารที่เคยเป็นสถานที่นัดเดตของพวกเขาในอดีต ก็มีเพียงอย่างเดียว คืออยากจะบอกเขาว่าเธอกำลังจะแต่งงานแล้ว
ผู้ชายคนนั้นอวยพรให้เธอมีความสุข
แต่เสียงกลับสั่นเครือ
เสียงดนตรีทุ้มต่ำลง กู้สิงก็ลดเสียงของตัวเองให้ทุ้มลงไปอีก ขณะนี้เขาดูเหมือนหมดแรงจะเสแสร้งหรือโกหกต่อไปแล้ว เหลือเพียงการสารภาพจากก้นบึ้งของหัวใจที่แทบจะสิ้นหวังว่า:
“เรื่องหัวใจของผม เธอโปรด”
เขาหยุดไปชั่วหนึ่งวินาที
เหมือนกู้สิงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างกาย กัดฟันเอ่ยคำสุดท้ายที่ทั้งอ่อนแอและสั่นเครือออกมาจนได้:
“ลืมไปเถอะ”
บรรยากาศในฮอลล์เงียบกริบจนเกือบจะน่ากลัว ทุกคนจ้องมองกู้สิงบนเวทีอย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เสียงปรบมือดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่าจึงระเบิดขึ้นมาจากใต้เวที!







