สองวันนี้เฉาหยางไม่ได้อยู่ว่างๆ เขาไปที่หมายเลข 958 หรือก็คือโรงละครใหญ่ซินแคลร์เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ตามข้อสันนิษฐานของตำรวจสายสืบจาง น่าเสียดายที่ไม่พบความผิดปกติใดๆ
หลังจากสืบถามดู เขาก็ได้รู้ว่าป้อมรุ่งโรจน์มีโรงละครอยู่สามแห่ง ซินแคลร์เป็นแห่งที่ใหญ่ที่สุดในบรรดานั้น นอกจากการแสดงรายการประจำทุกวันแล้ว บางครั้งก็ยังจัดการแสดงที่สั่งทำพิเศษสำหรับขุนนางและผู้ลากมากดีด้วยซ้ำ มันถึงขั้นเคยรับหน้าที่สำคัญในการต้อนรับสมาชิกราชวงศ์ คณะโอเปร่าหลายคณะที่ร่วมงานด้วยก็ล้วนมีชื่อเสียงโด่งดัง ตามหลักแล้วสถานที่แบบนี้ยากที่จะมีใครอยากมาหาเรื่อง หากตำรวจสายสืบจางไม่ได้คาดเดาผิด การที่คนร้ายเลือกที่นี่จะต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่ น่าเสียดายที่ตอนนี้เขายังไม่รู้
หลังจากนั้นเฉาหยางยังไปพบจูตี๋ครั้งหนึ่ง บอกเธอว่าสองวันนี้เป็นไปได้มากว่าน่าจะรู้ผลแล้ว ให้เธอเตรียมตัวล่วงหน้าไว้ให้ดี
แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโรงละคร และคุณนักข่าวที่หายตัวไปนั้นจะยังเป็นหรือตาย ทว่าเขาได้แอบทิ้งช่องโหว่เอาไว้ในพันธสัญญานานแล้ว โดยไม่ได้กำหนดความเป็นความตายของคนที่หายตัวไป ต่อให้เข่าเท่อตันเอินที่หาพบจะตายสนิทไปแล้ว ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำพันธสัญญาให้ลุล่วง
ดังนั้นเขาจึงเพียงแค่ต้องเฝ้าดูละครฉากนี้เล่นจนจบเงียบๆ และให้ความช่วยเหลือบ้างในเวลาที่เหมาะสมก็พอ
……
การจราจรในเมืองตอนกลางคืนเห็นได้ชัดว่าไม่สะดวกนัก หลังจากพบว่าเรียกคันรถม้าไม่ได้ ทุกคนจึงตัดสินใจวิ่งไป ท้ายที่สุดเมืองก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร วิ่งจากใต้ไปเหนืออย่างมากก็ใช้เวลาแค่สิบห้านาที
ตอนนั้นเองจางจื้อหย่วนก็ดึงชายเสื้อของโจวจือ แกล้งทำเป็นรั้งท้ายอยู่ข้างหลัง
"นายรู้จักพวกเขาไหม" เขากวาดสายตามองไปทางพวกเฉียวจานหมู่ "ฉันหมายถึงในโลกความเป็นจริงน่ะ"
"เอ่อ... เคยเจอหน้ากันครั้งหนึ่ง แต่ไม่สนิท ทำไมเหรอ"
"เปล่าหรอก แค่ถามดูเฉยๆ แล้วนายเข้าร่วมเกมนี้ได้ยังไง"
"จะยังไงได้ล่ะ ก็เหมือนกับนายนั่นแหละ" โจวจือพูดส่งๆ
จางจื้อหย่วนรู้ดีว่านี่คือคำพูดระวังตัว อีกฝ่ายยังไม่ไว้ใจเขาพอ
"ฉันได้รับบัตรเชิญมาน่ะ จะว่ายังไงดีล่ะ ก่อนมายังนึกว่าดินแดนหรรษาพูดจาโอ้อวดเกินจริง นึกไม่ถึงว่าพอมาแล้วถึงได้พบว่า... พวกเขาพูดถ่อมตัวไปด้วยซ้ำ" เขาเปลี่ยนเรื่องทันทีและพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ ว่า "นี่มันใช่เกมธรรมดาซะที่ไหน ถ้าเกิดทุกคนเล่นได้จริงๆ ฉันรับรองเลยว่าในเมืองนี้จะต้องมีแต่พวกเราเต็มไปหมดแน่"
แม้ทุกคนจะพูดภาษาจีนเหมือนกัน แต่สำเนียงก็ยังฟังออกถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจน โจวจือมองเขาแวบหนึ่ง "ลูกพี่ เป็นคนถิ่นไหนน่ะ"
"คนเมืองหลวงน่ะ" จางจื้อหย่วนพูดกลั้วหัวเราะ "นายแน่ใจได้ยังไงว่าฉันอายุมากกว่านาย ไม่แน่ว่าฉันอาจจะต้องเรียกนายว่าพี่ก็ได้"
"เรื่องนี้ฉันยังพอดูออกนะ วิธีการพูดจาและการทำงานของนายเหนือกว่าพวกเพื่อนๆ ของฉันซะอีก..." โจวจือพูดได้ครึ่งเดียวก็กลืนคำพูดกลับไป "ช่างเถอะ ถือซะว่าฉันไม่ได้พูดก็แล้วกัน"
"ไม่เป็นไร ฉันยอมเป็นพี่ให้ก็ได้" จางจื้อหย่วนโบกมือปัด "แล้วนายล่ะ พักอยู่ที่ไหน"
"เมืองเจียงเฉิง วันหลังบางทีอาจจะได้เจอกัน"
"ฉันไม่มีปัญหา" เขารับคำทันควัน "จริงสิ... ก่อนหน้านี้พวกนายเคยเข้าดินแดนหรรษามาแล้วครั้งหนึ่งใช่ไหม แถมยังเป็นโจรสลัดด้วยเหรอ"
"เฮ้อ อย่าพูดถึงเลย" โจวจือถอนหายใจติดๆ กัน "ครั้งนั้นเล่นไปไม่ถึงสามสิบนาที เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับในทะเล กว่าจะขึ้นฝั่งได้แทบตาย สุดท้ายก็โดนพวกคนบ้ากลุ่มหนึ่งฆ่าทิ้งจนเกลี้ยง ฉันคุยกับพวกฝรั่งนั่นไม่รู้เรื่องจริงๆ พวกเขารู้สึกว่าการถูกฆ่ามันโคตรจะตื่นเต้นเร้าใจ แต่ฉันไม่อยากสัมผัสรสชาติของการถูกคนแทงทะลุท้องอีกแล้วล่ะ"
"แล้วนายยังจะมาอีกเหรอ ตั๋วเข้าเล่นเกมนี้คงไม่ถูกสินะ"
"นายไม่เข้าใจหรอก สิ่งที่ดึงดูดฉันคืออย่างอื่นต่างหาก..."
จางจื้อหย่วนสังเกตเห็นว่า ตอนที่โจวจือพูดประโยคนี้ เขาเผลอเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของเฉี่ยนหยวนหมิงจื่ออย่างไม่รู้ตัว
"งั้นเหรอ" เขาก็ไม่ได้ถามเซ้าซี้ต่อ "ถ้างั้นเดี๋ยวนายก็เบิกตาดูให้ดีๆ หน่อยล่ะ ระวังตัวให้มาก ฉันรับประกันไม่ได้หรอกนะว่าทุกคนจะรอดชีวิตไปได้"
"หมายความว่ายังไง" โจวจือเผยสีหน้าประหลาดใจ "พวกเราไม่ได้กำลังตามล่าตัวคนร้ายอยู่เหรอ ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้ยังมีอุปกรณ์ด้วย ฝ่ายเราเตรียมตัวมาดีกว่าศัตรูที่ไม่ได้ระวังตัว ดูยังไงก็ไม่มีทางเหมือนครั้งก่อนหรอกมั้ง"
"ฉันก็หวังให้เป็นแบบนั้นเหมือนกัน" จางจื้อหย่วนถอนหายใจเบาๆ
"ทำไมล่ะ" โจวจือค่อยๆ ชะลอฝีเท้าลง "นายยังพบปัญหาอะไรอีกงั้นเหรอ"
"เพิ่งออกมาโดนลมทะเลพัดฉันถึงได้ตระหนักขึ้นมาได้ นายคิดว่าปริศนาของคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้ยากไหมล่ะ"
"เอ่อ เรื่องนี้..." อีกฝ่ายชะงักไปครู่หนึ่ง "ถึงยังไงฉันก็ดูไม่ออกอยู่ดี แต่การที่นายสามารถหาเบาะแสที่ซ่อนอยู่เจอได้ภายในวันนั้นเลย ก็คงไม่นับว่าเป็นคดีที่ยากเกินไปหรอกมั้ง แน่นอนล่ะว่า บางทีอาจจะเป็นเพราะพี่จางมีพรสวรรค์เหนือคนทั่วไป..."
"ไม่ต้องมาอวยหรอก ฉันพูดตรงๆ เลยแล้วกัน มันไม่ได้ยากเลยจริงๆ คนที่ดูออกต้องไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวแน่" จางจื้อหย่วนกดเสียงต่ำ "ความจริงแล้วฉันสงสัยว่านักข่าวคนนั้นก็ดูออกถึงเงื่อนงำเหมือนกัน เขาถึงได้หายตัวไป"
โจวจืออดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน "นี่น่าจะเป็นแค่การตั้งค่าในเกมมั้ง..."
"แต่ถ้ามันไม่ใช่ล่ะ" จางจื้อหย่วนไม่เห็นด้วย "แก๊งคนร้ายก่อคดีต่อเนื่อง แถมยังทิ้งคำเตือนล่วงหน้าว่าจะฆ่าคนเอาไว้ ระยะเวลากินเวลายาวนานตั้งหลายเดือน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครถูกจับได้เลยสักคน นายไม่คิดว่าเรื่องนี้มันมีเงื่อนงำแปลกๆ บ้างเลยเหรอ"
"ลูกพี่ ตกลงแล้วนายอยากจะพูดอะไรกันแน่"
"ฉันแค่จะบอกว่าคดีนี้มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะไม่เรียบง่ายอย่างที่เห็น เพราะงั้นเดี๋ยวนายจะต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวให้ดี"
โจวจือพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมาเขาถึงได้เปิดปากพูดเสียงเบา "แต่ต่อให้ตาย มันก็แค่ต้องออกจากเกมเท่านั้นเอง ถ้าเดี๋ยวฉันเกิดเป็นอะไรขึ้นมา นายอย่าลืมลงมือปลิดชีพฉันให้พ้นทุกข์ไวๆ ด้วยนะ"
"พูดอะไรของนายน่ะ ฉันไม่อยากลงมือกับพวกเดียวกันเองหรอกนะ"
"ขอร้องล่ะ นี่มันก็แค่เกม..." โจวจือย้ำอีกครั้ง
แต่มันจะต่างจากความเป็นจริงสักแค่ไหนกันเชียว
ยิ่งไปกว่านั้นจางจื้อหย่วนไม่คิดว่าเกมเกมหนึ่งจะสามารถทำได้ถึงขั้นนี้
เขาคิดเช่นนี้อยู่ในใจ แต่กลับไม่ได้พูดออกไป
"จะว่าไป ร่างกายนี้ก็ไม่เลวเลยจริงๆ วิ่งมาตั้งนานยังไม่ค่อยหอบเท่าไหร่เลย โรงละครก็คงอยู่ไม่ไกลแล้วใช่ไหม" โจวจือพูดพลางจู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไป ฝีเท้าชะลอลงอย่างกะทันหัน "เอ๊ะ พวกเขาไปไหนกันหมดล่ะ"
ตอนนั้นเองจางจื้อหย่วนถึงได้สังเกตเห็นว่า คนสองสามคนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าได้หายตัวไปราวกับไร้ร่องรอย เพียงพริบตาเดียวก็ไม่เห็นเงาเสียแล้ว
"พี่จางทำยังไงดี ตอนนี้พวกเรา..."
ยังไม่ทันที่โจวจือจะพูดจบ จู่ๆ มือข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากความมืดมิด แล้วลากเขาเข้าไปในตรอก! เขาเพิ่งจะคิดร้องตะโกน มืออีกข้างก็ปิดปากเขาเอาไว้แน่นแล้ว
"เงียบซะ" เสียงผู้หญิงที่เยือกเย็นสายหนึ่งกล่าวขึ้น
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ โจวจือก็ผ่อนคลายลงทันที เขายังถึงขั้นอยากให้อีกฝ่ายปิดปากเขาต่อไปอีกสักพักเสียด้วยซ้ำ
คนที่ดึงเขาไว้ก็คือเฉี่ยนหยวนหมิงจื่อ
พอหันหน้าไปมอง จางจื้อหย่วนก็ถูกดึงเข้ามาเช่นกัน ทว่าคนที่ดึงเขาคือเจี๋ยเซินไท่เล่อ แถมเขาก็ยังไม่ได้ถูกปิดปากอีกด้วย
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นน่ะ" จางจื้อหย่วนถาม
"วงนอกโรงละครมีคนอยู่ พวกนายสองคนก็ทิ้งห่างจากพวกเรามากเกินไป ฉันเลยทำได้แค่ย้อนกลับมาพร้อมกับคุณเฉี่ยนหยวนเพื่อเตือนพวกนายสองคน" ไท่เล่ออธิบาย "เฉียวกับคนรัสเซียกำลังจับตาดูพวกเขาอยู่"
"พวกนายมัวคุยอะไรกันอยู่เนี่ย ถึงได้ล้าหลังไปตั้งขนาดนั้น" น้ำเสียงของเฉี่ยนหยวนหมิงจื่อเจือแววตำหนิเล็กน้อย
"ขอโทษๆ ก็แค่คุยเรื่อยเปื่อยเท่านั้นเอง" จางจื้อหย่วนหัวเราะแหะๆ กลบเกลื่อน "ที่บอกว่าข้างนอกโรงละครมีคนอยู่หมายความว่ายังไง"
"นายไปดูเองก็จะรู้"
ทั้งสี่คนแนบตัวไปกับเงามืดริมถนน ย่องเบาๆ มาจนถึงสุดถนนทองคำ โครงร่างของโรงละครใหญ่ท่ามกลางม่านราตรีดูราวกับภูเขาลูกเล็กๆ ดูเหมือนว่าจะมืดกว่าอาคารบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงเล็กน้อย ในเวลานี้แทบจะไม่มีใครเดินผ่านไปมาบนถนนเลย ในระยะไกลมีเสียงล้อรถม้าบดทับไปบนถนนหินชนวนดังแว่วมาเป็นครั้งคราว นอกเหนือจากนั้นภายในเมืองก็เงียบสงัดไปหมด
จางจื้อหย่วนค้นพบสาเหตุที่ทำให้ที่นี่มืดกว่าเดิมในทันที นั่นคือไฟถนนรอบๆ โรงละครดับไปแล้ว
แสงสว่างของเมืองแห่งนี้ยังคงเป็นตะเกียงน้ำมันแบบโบราณ ถึงแม้จะต้องอาศัยแรงงานคนในการเติมเชื้อเพลิง แต่ข้อดีคือมีความเสถียรและพึ่งพาได้ หากไม่ใช่เพราะมีคนจงใจสร้างเรื่อง มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะดับลงเองในตอนกลางคืน
ท่ามกลางม่านราตรีที่มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเองนี้ รอบๆ โรงละครกลับยังมีเงามืดหลายสายกำลังเคลื่อนไหวอยู่... พวกเขาจับกลุ่มกันสองสามคน ดูเหมือนจะกระจัดกระจาย ทว่าโดยพื้นฐานแล้วได้ควบคุมทางแยกหลายแห่งเอาไว้ ไม่ว่าคนอื่นจะเข้าใกล้โรงละครจากทิศทางไหน ก็ยากที่จะรอดพ้นจากการสังเกตเห็นของอีกฝ่าย พูดอีกอย่างก็คือ พวกนี้ไม่ใช่คนจรจัดที่เดินเตร็ดเตร่ไปมา แต่กำลังเฝ้าสังเกตการณ์พื้นที่บริเวณนี้อย่างมีจุดประสงค์







