บทที่แปดสิบสี่ โทรศัพท์
“อาเฟย ฉันหนาวเหลือเกิน กอดฉันที ฉันเหมือนหลุดไปอยู่ในดินแดนน้ำแข็งเลย”
คุณหนูฟ่านล้มลงในอ้อมอกของอู๋จิง สวมชุดมงคลสีแดงสด แต่งริมฝีปากจนดูซีดเซียว ลมหายใจรวยริน เจี่ยจิ้งเหวินที่นั่งอยู่ข้างๆ ถึงกับเอาผ้านวมมาห่มให้เธอ
“แม่นางเสี่ยวหง เธอต้องรักอาเฟยให้มากๆ นะ” เธอกุมมือเจี่ยจิ้งเหวินเอาไว้พร้อมกล่าว “เพราะอาเฟยเขาเป็นผู้ชายที่ดีคนหนึ่ง...”
ภายนอกคุณหนูฟ่านทำท่าเหมือนคนใกล้ตาย แต่ความจริงในใจกำลังบ่นอุบ ใส่ชุดมงคลเหมือนกันแท้ๆ ทำไมครั้งแรกถึงได้เข้าพิธีกราบไหว้ฟ้าดินกับแฟนหนุ่มอย่างเขินอาย แต่ครั้งนี้กลับต้องมาถูกคนแทงตาย แถมยังต้องพูดบทสนทนาสั่งเสียแบบนี้อีก
ว่ากันตามตรง พอถึงช่วงครึ่งหลังละครเรื่องนี้ก็ออกทะเลไปไกล นักแสดงเองยังปวดขมับตอนถ่ายทำ อย่าพูดถึงคาแรคเตอร์น้ำเน่าอย่างผมขาวสามพันจั้งเลย จิงอู๋มิ่งกลับกลายเป็นคนน่ารักมุ้งมิ้ง ซุนเสี่ยวหงยังไปลงเอยกับอาเฟย ซ่างกวนเฟยก็เลื่อนขั้นจากตัวประกอบหางแถวกลายมาเป็นตัวประกอบหลัก... ที่เด็ดกว่านั้นคือคนเขียนบทคนนี้ยังเป็นเพื่อนรักสมัยที่โกวเล้งยังมีชีวิตอยู่ นายแน่ใจนะว่าเป็นเพื่อนรัก ไม่ใช่แอนตี้แฟนระดับสูง?
“ผ่าน!” ผู้กำกับหลูเสี่ยวเวยตะโกนบอก
หยวนปาเหยียรับหน้าที่กำกับคิวบู๊เป็นหลัก ส่วนเขาเป็นผู้กำกับฉากทั่วไป ผลงานสร้างชื่อคือเรื่อง 'ปรารถนา' อืม เพราะงั้นฉากรักใน 'ฤทธิ์มีดสั้น' ถึงได้มีกลิ่นอายความวุ่นวายในครอบครัวแบบบ้านซื่อเหอย่วนในเมืองหลวงยุคแปดศูนย์อย่างเป็นเอกลักษณ์
“ปิงปิง เธอพักก่อนเถอะ ไม่ต้องเปลี่ยนชุดนะ” หลูเสี่ยวเวยเอ่ยสั่ง
“รับทราบค่ะ ผู้กำกับ!”
คุณหนูฟ่านขานรับ สวมเสื้อคลุมทับ แล้ววิ่งไปนั่งพักด้านข้าง
อากาศที่เหิงเตี้ยนทั้งชื้นทั้งหนาว เหนียวเหนอะหนะติดตัวจนรู้สึกอึดอัด เธอหยิบกระติกน้ำร้อนใบเล็กที่ฉู่ชิงซื้อให้มารินน้ำร้อน แล้วค่อยๆ จิบทีละนิด
ภายใต้การสั่งสอนอย่างใกล้ชิดของแฟนหนุ่ม นิสัยการใช้ชีวิตบางอย่างของเธอดูเป็นผู้ใหญ่และพึ่งพาตัวเองได้มาก อย่างเช่นการเตรียมยาสามัญประจำบ้านเผื่อฉุกเฉิน หรือของกระจุกกระจิกที่พกติดตัว ล้วนใช้งานได้จริงและสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกผู้ชายในกองถ่ายที่อายุมากกว่าเธอรอบหนึ่งต้องมองเธอใหม่
“ยังมีน้ำไหม รินให้ฉันหน่อย”
เริ่นเฉวียนคลุมเสื้อโค้ทเดินเข้ามาขอน้ำ คุณหนูฟ่านมองแก้วน้ำของเขาที่ใหญ่กว่ากระติกน้ำร้อนของตัวเองเสียอีกก็ตกใจ “นายจะเอาไปอาบหรือไง?” แต่ถึงปากจะพูดแบบนั้น เธอก็ยังเทน้ำร้อนที่เหลือทั้งหมดให้เขา ซึ่งก็พอดีปริ่มๆ ก้นแก้ว
เริ่นเฉวียนยักไหล่ กุมแก้วไว้ในมือเพื่อให้อุ่น ในเรื่องเขารับบทเป็นซ่างกวนเฟย วันๆ เอาแต่ไว้ผมม้าทรงเดียวกับซีเหมินอู๋เฮิ่นวิ่งพล่านไปทั่ว ผู้ชายคนนี้จัดอยู่ในประเภทนิสัยดีโคตรๆ เหมือนขนมปังก้อนนุ่มๆ ที่ใครจะรังแกยังไงก็ได้ หากวัดจากมาตรฐานผู้ชายแล้ว ความประทับใจที่คุณหนูฟ่านมีต่อเขาอยู่ในระดับกลางค่อนไปทางสูง บวกกับเป็นคนจีนแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน ทั้งสองคนจึงมักจะได้คุยกันอยู่บ่อยๆ
“กองถ่ายของนายเสร็จแล้วเหรอ?” เธอถาม
“ฉันไม่มีอะไรต้องทำแล้วล่ะ เพิ่งจะโดนแทงตายไปหมาดๆ” เริ่นเฉวียนตอบอย่างสบายใจ พรุ่งนี้เขาก็ออกจากกองถ่ายได้แล้ว
“ฉันยังเหลือฉากที่ยังไม่ได้ถ่ายอีกนิดหน่อย”
คุณหนูฟ่านเบ้ปาก รำคาญที่สุดก็พวกที่ไม่เป็นไปตามบท ตัวเองตายไปแล้วแท้ๆ แม่งยังกระโดดโลดเต้นไปแย่งผู้ชายกับซุนเสี่ยวหงได้อีก การเปลี่ยนอารมณ์มันขัดแย้งกันเกินไป
เธอดื่มน้ำเสร็จก็หมุนฝาปิดกระติกน้ำร้อน จู่ๆ ก็ร้อง “ซี๊ด” ออกมา ก่อนจะอดไม่ได้ที่จะนวดแขนตัวเอง ตรงนั้นมีรอยฟกช้ำอยู่ เมื่อสองสามวันก่อนบวมจนน่าตกใจ ต้องฉีดยาไป๋เย่า น้ำมันดอกหงฮวาอะไรสารพัดมั่วไปหมด ตอนนี้ถึงได้ดีขึ้นมาหน่อย
เด็กสาวเป็นคนที่ทุ่มเทที่สุดในกองถ่าย เวลาที่หยวนปาเหยียกำกับคิวบู๊นั้นเข้มงวดจนแทบขาดใจ ฉากแอคชั่นฉากเดียวต้องใช้เวลาถ่ายทำถึงสองวัน บางครั้งขนาดเจียวเอินจวิ้นยังรู้สึกเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่เธอกลับกัดฟันสู้ นอกจากฉากที่อันตรายมากๆ ซึ่งต้องใช้สตันท์แมนแล้ว นอกนั้นเธอก็เล่นเองทั้งหมด
เริ่นเฉวียนเองก็นับถือเด็กสาวคนนี้มากเช่นกัน เห็นเธอนวดแขนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เธอเหมือนเพื่อนสนิทฉันคนหนึ่งเลย ทุ่มเทสุดๆ เหมือนกัน” เขาชะงักไปนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ “อืม แม้แต่ชื่อก็ยังคล้ายกันเลย”
คุณหนูฟ่านไม่ได้สนใจเพื่อนสนิทของเขาหรอก จึงพูดตามมารยาทไปงั้นๆ “งั้นวันหลังต้องหาโอกาสเจอกันหน่อยแล้วล่ะ”
“เอ้อ คืนนี้เธอมีถ่ายอีกไหม?” จู่ๆ เขาก็ถามขึ้น
“ไม่มีนะ”
“เมื่อวานฉันออกไปเจอร้านอาหารอร่อยๆ ร้านหนึ่งข้างนอก ให้ฉันเลี้ยงเธอเอาไหม?” เขาพูดพลางหัวเราะ
คุณหนูฟ่านหันไปมองเขา ยื่นนิ้วขาวเนียนออกมา เบิกตากว้างพร้อมพูดว่า “ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันมีแฟนแล้ว นายอย่ามาคิดมิดีมิร้ายกับฉันเชียว!”
เริ่นเฉวียนถึงกับหน้าดำคร่ำเครียด เขาแค่เห็นว่าเด็กสาวคนนี้อายุยังน้อย แถมยังมาจากแผ่นดินใหญ่เหมือนกัน เลยอยากจะดูแลสักหน่อย เขาเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็ได้ยินเสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือดังอู้อี้ขึ้นมา
คุณหนูฟ่านล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า พอเห็นเบอร์ก็อดกะพริบตาไม่ได้ เธอวิ่งไปรับสายตรงที่เงียบๆ
“ฮัลโหล พี่เหอ?”
…………
ปากกาลูกลื่นด้ามหนึ่งหมุนไปมาอยู่ระหว่างนิ้วมือเรียวยาวทั้งห้าด้วยความเร็วสูงและเต็มไปด้วยจังหวะจะโคน ราวกับผีเสื้อโบยบินแทรกหมู่มวลบุปผา... ช่างเป็นการเปรียบเปรยที่ชวนคลื่นไส้เสียจริง
สมัยเรียนมัธยม ฉู่ชิงเป็นเซียนหมุนปากกาอันดับหนึ่งของห้อง ว่าแต่เรื่องแบบนี้มันน่าภูมิใจตรงไหน? เขามองเห่าหรงที่อยู่ข้างหน้าอย่างเบื่อหน่าย เห่าหรงเองก็มองเขาอย่างเบื่อหน่ายเช่นกัน คนหนึ่งไม่อยากสอน อีกคนก็ไม่อยากฟัง ส่วนเพื่อนร่วมชั้นข้างล่างต่างก็ง่วงเหงาหาวนอนกันหมด
วิชานี้ชื่อว่าการวิจัยการสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ ฉู่ชิงฟังมาได้คาบครึ่งแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าสรุปแล้วมันคืออะไรกันแน่ ตอนนี้เขาเรียนอย่างอึดอัดใจมาก เนื้อหาครึ่งปีแรกกับครึ่งปีหลังคนละระดับกันเลย เมื่อก่อนยังพอสอนเนื้อหาเน้นๆ ได้บ้าง แต่พอเปิดเทอมฤดูใบไม้ผลิมา แค่มองตารางเรียนชวนปวดหัวนั่น ก็รู้แล้วว่าในที่สุดโรงเรียนนี้ก็เผยธาตุแท้ของการเปิดชั้นเรียนเพื่อสูบเงินออกมาแล้ว
เห่าหรงโชคร้ายถูกส่งมาทำงานแบบนี้ นี่มันประวัติศาสตร์ดำมืดชัดๆ! เขาเองก็อยากสอนการแสดง ซ้อมละครเวทีเรื่องใหญ่ๆ เหมือนกัน แต่เพราะอายุงานน้อยเลยทำอะไรไม่ได้ โชคดีที่ทนไปอีกสักสองสามปี ก็จะได้ย้ายไปสอนระดับปริญญาตรี ไปดื่มด่ำกับความเลื่อมใสศรัทธาของพวกเด็กหนุ่มหน้าใสได้อย่างเต็มที่เสียที
ฉู่ชิงทนฟังต่อไปอีกสักพัก ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ จนหมดอารมณ์แม้แต่จะหมุนปากกา จึงเปิดหน้ากระดาษเปล่าขึ้นมาวาดวงกลมลงในสมุดจด
“จุ๊ๆ!”
เขาเงยหน้าขึ้นขวับ ขมวดคิ้วเข้าหากัน คล้ายกับได้ยินเสียงแปลกประหลาดบางอย่าง เขามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบว่ามีใครกำลังทำตัวบ้าบออยู่
“จุ๊ๆ!”
เสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขามั่นใจแล้วว่าดังมาจากประตูหลัง
เขานั่งอยู่รองสุดท้ายแถวหลังสุด พอหันขวับไปมอง ก็เห็นประตูหลังแง้มออกเป็นช่องเล็กๆ มีคนคนหนึ่งซุ่มอยู่ เผยให้เห็นใบหน้าช่วงสันจมูกลงมาถึงร่องริมฝีปากบนที่ดูน่ากลัว พอเห็นเขามองไป หมอนั่นก็ผลุบหายกลับไป ราวกับผีเดอะริงส์ก็ไม่ปาน
ฉู่ชิงกระแอมไอทีหนึ่ง กะพริบตาส่งซิกให้เห่าหรง ก่อนจะค้อมตัวลงเปิดประตูแล้วมุดออกไป
เห่าหรงถึงกับพูดไม่ออก แกช่วยโดดเรียนแบบไม่โจ่งแจ้งขนาดนี้จะได้ไหม?
เขาแอบย่องออกมาข้างนอก ก็เห็นหลิวเย่หิ้วถุงพลาสติก สวมหมวก กำลังรออยู่ที่หน้าประตูตึก ฉู่ชิงจ้องมองปากของเขา ยิ่งมองก็ยิ่งแปลกใจ ไอหมอนี่เปล่งเสียงชวนขนลุกแบบนั้นออกมาได้ยังไงกัน?
จุ๊ๆ จุ๊ๆ...
“นายไม่มีเรียนเหรอ?”
“ไม่มี” หลิวเย่หัวเราะแหะๆ โชว์ฟันเต็มปาก ยื่นถุงพลาสติกมาให้พลางพูด “ฉันเอาของป่ามาจากบ้าน นี่ส่วนของนาย”
ฉู่ชิงไม่เกรงใจ รับมาแล้วเริ่มรื้อดู ถามขึ้นลอยๆ “ของอะไรล่ะ?”
“เห็ดหูหนูดำ”
“...”
“นี่มันเห็ดหูหนูดำจากเขาฉางไป๋เชียวนะ!”
“...”
“ที่ให้พวกนั้นไปมีแต่เห็ดหูหนูขาว ส่วนสีดำนี่ฉันตั้งใจเก็บไว้ให้นายโดยเฉพาะเลยนะ”
“...”
ฉู่ชิงขยับมุมปาก เงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก แล้วพูดอย่างยากลำบากอีกครั้งว่า "ขอบใจ!" ไม่สนหรอกว่าจะเป็นเห็ดหูหนูดำหรือเห็ดหูหนูขาว ยังไงก็เป็นน้ำใจของคนอื่น เขาเปิดดู มันเล็กและแห้งมาก ดูขี้ริ้วขี้เหร่อยู่ไม่น้อย
"พี่ ช่วงนี้ยุ่งอะไรอยู่เหรอ"
"รับบทสมทบเล็กๆ น่ะ"
"เจ๋งไปเลย!" หลิวเย่อิจฉามาก หลังจากถ่ายทำเรื่อง 'บุรุษ ภูผา และสุนัข' จบ เขาก็ไม่มีใครมาหาไปถ่ายละครตั้งนานแล้ว
"เจ๋งบ้าอะไรล่ะ ละครเรื่องนั้นมันโคตรเพี้ยน..."
ฉู่ชิงเดาะลิ้น หยุดพูด ตอนที่ชำเลืองมองเจ้านี่แวบแรกเมื่อกี้ ก็รู้สึกว่าหมอนี่มีอะไรแปลกๆ ตอนนี้ถึงเพิ่งดูออก เขายื่นมือออกไป ดึงหมวกของอีกฝ่ายออก เผยให้เห็นหัวโล้นที่เห็นเหลี่ยมมุมชัดเจน แล้วร้องอย่างตกใจ "เชี่ย แกโกนหัวเหรอเนี่ย"
"โอ๊ย! หนาวๆ!"
หลิวเย่รีบคว้าหมวกมาสวมทับ แล้วบอกว่า "กำลังจะมีละครเวทีฟอร์มยักษ์น่ะ เพื่อภาพลักษณ์เลยต้องทำแบบนี้ ผู้ชายในห้องเราโกนกันหมดเลย!"
"ละครเวทีเรื่องอะไร"
"'ฝังไม่ลง' ละครลูกผู้ชายตัวจริง!" หมอนี่ยกนิ้วโป้งขึ้น ทำท่าราวกับว่ามันเจ๋งสุดๆ
"ไม่เคยได้ยิน" ฉู่ชิงงุนงงมาก
หลิวเย่ชินกับความไม่รู้ของเขาแล้ว พูดโอ้อวดว่า "นี่มันบทละครชื่อดังของอเมริกาเลยนะ แนวต่อต้านสงคราม..."
"พอ! พอเลย!" ฉู่ชิงขัดจังหวะเขา "นายแค่บอกฉันมาว่าแสดงเมื่อไหร่ก็พอ"
"แหะๆ ยังไม่ได้ซ้อมเลย" เขาโชว์ฟันซี่ใหญ่ขึ้นมาอีก
ฉู่ชิงขี้เกียจสนใจเขา จึงบอกว่า "โอเค งั้นฉันกลับไปเข้าเรียนก่อนนะ" พูดจบก็หันหลังเดินเข้าตึก ได้ยินหมอนั่นตะโกนไล่หลังมาว่า "สองเดือนนี้ห้องซ้อมเป็นของพวกเราเหมาหมด ถ้าพี่ว่างก็แวะมาดูได้นะ!"
ดูบ้าอะไรล่ะ ละครเวทีพรรค์นั้นมันระดับสูงเกินไป ตัวเขาเองไม่มีอารมณ์ร่วมสักนิด
ว่ากันว่าเขากลับมาที่ห้องเรียน ทนเรียนวิชาที่น่าเบื่อต่อไป ในที่สุดก็หมดเวลาไปช่วงบ่าย
ปั่นจักรยานโกโรโกโสคันนั้นกลับบ้าน พอดีเป็นเวลาเลิกงาน คนขับรถ คนนั่งรถ คนขี่จักรยาน คนเดินเท้า เบียดเสียดยัดเยียดกันจนเมืองที่ค่อนข้างใหญ่นี้ดูแคบลงไปถนัดตาในพริบตา
เขาจอดรอไฟแดงอยู่ที่ทางแยก คร่อมจักรยานเอียงๆ เท้าข้างหนึ่งยันพื้นไว้ กวาดตามองไปรอบๆ อย่างใจลอย ข้างๆ ยังมีจักรยานอีกหกคัน ด้านหลังเป็นคนเดินเท้าอีกราวสิบคน ล้วนเตรียมพร้อมพุ่งตัว พอไฟเขียวฝั่งตรงข้ามสว่างปุ๊บ ฉู่ชิงก็ออกแรงถีบลูกบันได จับแฮนด์ให้มั่น พริบตาเดียวก็พุ่งไถลออกไปหลายเมตร จักรยานหกคันนั้นก็ทำท่าทางเหมือนกันเป๊ะ พละกำลังดุดันราวกับเจ็ดกระบี่ลงจากยอดเขาเทียนซาน ไหลบ่าข้ามถนนไปราวกับกระแสน้ำ
'ซื้อรถสักคันก็คงไม่เลวแฮะ'
เขาปะปนอยู่ในฝูงชน จู่ๆ ความคิดนี้ก็แวบขึ้นมาในหัว อย่างน้อยเวลาไปไหนมาไหนกับแฟนก็จะได้สะดวกขึ้นหน่อย
เข้ามาในหมู่บ้าน ก็แวะไปที่บ้านคุณหนูฟ่านรอบหนึ่งก่อน เห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรถึงลงมา พ่อฟ่านอยู่ที่เจียวตง ส่วนแม่ฟ่านบินไปกวางโจวแล้ว เห็นบอกว่าไปคุยเรื่องสัญญาละคร
ถึงบ้านตัวเอง ล้างหน้าล้างตา ไม่มีอารมณ์จะทำกับข้าวเลย ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ในหัวไม่ได้คิดอะไร ว่างเปล่า หรี่ตา สะลึมสะลือเหมือนจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่
พอลืมตาขึ้นมาอีกที ก็พบว่าฟ้าข้างนอกมืดแล้ว ส่ายหัวลุกขึ้นมาดึงผ้าม่านปิด ลูบท้องไปมา หิวจนทรมาน ยังไงก็ต้องกิน
เห็ดหูหนูที่หลิวเย่ให้มาเอามาใช้ได้พอดี หลังจากแช่น้ำจนพอง ก็ฉีกแบ่งเป็นสองกอง ครึ่งหนึ่งเอาไปยำ อีกครึ่งเอาไปผัดใส่เนื้อหมู
"หืม?"
ฉู่ชิงกินเข้าไปคำหนึ่ง รู้สึกประหลาดใจกับรสชาติป่าเขาดั้งเดิมแบบนี้ ถูกปากเขาพอดี ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าดีใจที่สุดของวันนี้เลย ขณะกำลังกินข้าวสวยอย่างเอร็ดอร่อย ก็ได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือบนเตียงดังขึ้น เป็นเสียงเรียกเข้าที่น่าเกลียดเหมือนเสียงแตรรถ
โทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ของเขา ตั้งแต่ซื้อมาก็แทบไม่ได้รับสายเลยกี่ครั้ง พอหยิบขึ้นมาดู ก็เป็นเบอร์ของแฟนสาว ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ใช้โทรศัพท์โรงแรมโทรมา
"กินข้าวอยู่เหรอ" คุณหนูฟ่านเปิดปากก็ถามเลย
"อืม"
"เพิ่งตื่น?"
"อืม"
"อยู่บ้านคนเดียวมันน่าเบื่อมากใช่มั้ย" ยัยหนูเปิดฉากมาก็ซัดสามคำถามรวด
ฉู่ชิงกลอกตาบน พูดว่า "ก็รู้อยู่แล้วยังจะถามอีก!"
"คิกๆ" ยัยหนูหัวเราะ "งั้นจะบอกเรื่องน่าสนุกให้ฟัง วันนี้พี่เหอโทรมาหาฉันด้วย"
เขารีบถาม "หาเธอทำไม"
"โอ๊ย ไม่ได้มาหาเรื่องหรอก" คุณหนูฟ่านปลอบใจ ก่อนจะพูดว่า "เขาบอกว่าองค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 กำลังจะออกอากาศแล้ว สถานีโทรทัศน์ที่ไต้หวันแห่งหนึ่งเชิญพวกเราไปเที่ยว ไปสร้างกระแสอะไรพวกนี้น่ะ"
"มีใครไปบ้างล่ะ" ฉู่ชิงถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วถามต่อ
"ไม่รู้สิ ยังไงจ้าวเวยก็ต้องไปแน่ๆ อ้อ นายก็ต้องไปด้วยนะ เขาฝากฉันมาบอก จะได้ไม่ต้องโทรหานายอีก"
ฉู่ชิงเคี้ยวเห็ดหูหนูดำหยับๆ ไม่ค่อยกระตือรือร้นกับเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้ต่อต้าน ถือซะว่าไปเที่ยวพักผ่อนก็ดีเหมือนกัน "แล้วละครเธอถ่ายเสร็จรึยัง"
"ยังเหลือ เหลืออีกนิดหน่อย กลับมา... กลับมาค่อยถ่ายต่อ"
"เธอทำอะไรอยู่น่ะ"
ฉู่ชิงถามอย่างแปลกใจ ฟังจากเสียงลมหายใจของเธอที่จู่ๆ ก็หอบถี่ไม่สม่ำเสมอ เหมือนกำลังอดกลั้น แถมยังดูเหมือนกำลังพยายามเบ่งสุดแรง
"ขี้อยู่!"
ตะเกียบในมือเขาชะงักไป ถอนใจอย่างจนปัญญา "ลูกพี่ครับ เราสงวนท่าทีกันหน่อยได้ไหม"
"สงวนท่าทีบ้าอะไร สงวนท่าทีแล้วมันจะขี้ออกไหมล่ะ"
ฉู่ชิงกินข้าวไม่ลงแล้ว วางตะเกียบลง นวดขมับตัวเองเบาๆ "เธอไปซื้อมันเทศมาหน่อย เอามาต้ม..."
"ฉันจะไปต้มโจ๊กที่ไหนล่ะ! นายยืนพูดมันก็ไม่ปวดหลังสิ!" ตอนนี้คุณหนูฟ่านเห็นได้ชัดว่าหงุดหงิดมากๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ทำได้แค่ระบายอารมณ์ใส่แฟนหนุ่มเท่านั้น
ฉู่ชิงเอาโทรศัพท์มือถือออกห่างครึ่งเมตร รอจนเธอตะโกนเสร็จ ค่อยเอามาแนบหูแล้วพูดว่า "งั้นก็กินกล้วยหอมสักหน่อยสิ"
"..."
พอพูดจบ ปลายสายก็เงียบไปอีกดื้อๆ ไร้สุ้มเสียง
"ฮัลโหล? ฮัลโหลๆ?"
ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
"อึก... ฮู่ว!"
ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ถึงได้มีเสียงครางอย่างโล่งอกสุดขีดดังมาจากในหูฟัง







