ร้องเพลงเพี้ยน นี่เป็นจุดอ่อนที่แก้ไม่หาย ไม่มีทาง กินยาก็ไม่ช่วยอะไร
ฉู่ชิงโตมาป่านนี้ เพิ่งเคยร้องเพลงวันเกิดให้คุณหนูฟ่านแค่ครั้งเดียว แต่ฝ่ายนั้นเป็นแฟนสาวที่รักใคร่กลมเกลียวกัน ถึงไม่ได้รังเกียจอะไร
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดของคนกลุ่มนี้ไม่ใช่การร้องเพี้ยน แต่เป็นพวกเขานั้นไม่รู้ว่าตัวเองร้องเพี้ยน ร้องตะโกนออกมาจากลำคอตัวเองแล้วส่งผ่านเข้าหูตัวเอง ยังไงก็ฟังดูเพราะไปหมด
หลังจากเมิ่งจี้พยายามสั่งสอนแล้วไม่เป็นผล จึงทำได้เพียงยอมแพ้ และใช้การพากย์เสียงแก้ปัญหาในขั้นตอนหลังการถ่ายทำ
ภาพยนตร์ตลกเป็นประเภทที่พิเศษมาก บางคนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ บางคนก็เกิดมาเล่นไม่ได้เลย อย่างเช่นคุณอามิง... แต่นักแสดงที่ดีล้วนมีสไตล์ความตลกที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง
ก็เหมือนกับเหลียงเจียฮุย ในเรื่องกุหลาบดำปี 92 ความกวนโอ๊ยที่ฝังรากลึกถึงกระดูกแบบนั้น ใครก็เลียนแบบไม่ได้
ฉากแรกนี้ ความรู้สึกที่ฉู่ชิงมอบให้เมิ่งจี้ คือการถ่ายหนังตลกให้เหมือนกับถ่ายหนังแนวดราม่า ไม่เหมือนกับซุนซิงที่ทำได้อย่างง่ายดาย ดูแล้วออกแรงมากเกินไปหน่อย โชคดีที่ผลลัพธ์ออกมายังดูตลกฮาแตกอยู่
ความจริงแล้วไม่ใช่แค่เขา คนในกองถ่ายกลุ่มนี้ นิสัยส่วนตัวกับนิสัยตัวละครมีความขัดแย้งกันอย่างมาก พอเข้าฉากกับลงจากฉาก ก็แปลงร่างในพริบตา ทำเอาทีมงานตกใจกลัวกันไปหมด
สวีเจิงดัดเสียงส่ายหัวทำตัวน่ารัก เสี่ยวเถาหงน้ำตาคลอเบ้าแสร้งทำเป็นนางเอกละครฉงเหยา พวกนี้ยังพอรับได้ มีเพียงเฉินหง ที่ดูอึดอัดไปสักหน่อย
โรคเบียวที่หลงตัวเองขั้นสุดอย่างฉางเอ๋อ ต้องเป็นคุณหนูสุดฮาแบบว่านเหรินหมีเท่านั้นถึงจะเอาอยู่ ความสวยของเฉินหงนั้นพอแล้ว แต่ดูเรียบร้อยเกินไป ไม่มีจุดตลกเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับชิวเซียงที่โจวซิงฉือเลือก สวยก็สวยอยู่หรอก แต่สไตล์เข้ากับทั้งเรื่องไม่ได้เลยสักนิด
อู๋กังที่ฉู่ชิงแสดง มีบทเข้าพระเข้านางกับเธอมากที่สุด ทั้งสองคนอายุห่างกันแปดปี ต้องมาจู๋จี๋พลอดรักกันอย่างหน้าไม่อาย โชคดีที่คนหนึ่งดูแก่เกินวัย ส่วนอีกคนแต่งหน้าแล้วก็ดูหน้าเด็ก เลยเข้ากันได้ดีทีเดียว
“ของเล่นนี่เชื่อถือได้ไหมเนี่ย?” เขาถามด้วยความรู้สึกหวั่นใจ
“ไม่มีปัญหา รับรองความปลอดภัย” ทีมสเปเชียลเอฟเฟกต์ผูกกลไกเล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อของเขา เชื่อมสวิตช์ไว้ที่ฝ่ามือ แค่กดเบาๆ ก็จะมีควันสีขาวพุ่งออกมาจากแขนเสื้อ
ฉากนี้ถ่ายทำตอนที่นักพรตอูแสร้งทำเป็นผู้วิเศษหลอกลวงชาวบ้านเรื่องขอฝน เห็นความงามของฉางเอ๋อ ก็เลยจับตัวไปที่ศาลเจ้า จากนั้นอู๋กังก็รีบตามมาช่วยหญิงงาม
“ปล่อยฉัน ปล่อยฉันนะ” เฉินหงที่ถูกวางยาสลบ นอนอ่อนเปลี้ยเพลียแรงอยู่บนพื้น
นักพรตอูทำหน้าตาน่าถีบพูดว่า “เด็กดี เจ้าช่างเป็นหญิงงามจริงๆ”
เขาจับมือหญิงงามด้วยความสั่นเทาไปด้วย พูดพลางหัวเราะไปด้วย “ฮี่ๆ อยากลองชิมรสจูบของข้าดูไหมเล่า”
“...”
อีกหนึ่งปีให้หลัง ประโยคนี้จะถูกเอเจนซี่โฆษณาก๊อปปี้ไปใช้ แล้วก็ปั้นเด็กผู้หญิงที่ชื่อเกาหยวนหยวนจนโด่งดัง เพียงแค่นี้ ละครเรื่องนี้ก็ถือว่าได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่แล้ว
“ไสหัวไป!” เฉินหงด่า
นักพรตอูกระชากเสื้อผ้าของเธอ เผยให้เห็นไหล่ที่ผอมบางได้สัดส่วนครึ่งหนึ่ง กล่าวว่า “เจ้าอย่าดิ้นเลย ยิ่งเจ้าดิ้นข้าก็ยิ่งตื่นเต้นนะ!”
ฉู่ชิงนั่งอยู่ข้างๆ ดูหมอนี่แสร้งทำเป็นโจรราคะ รู้สึกปวดตับสุดๆ ในใจนับถือคนเขียนบทมากๆ ต้องมีประสบการณ์ชีวิตจริงๆ แน่ ไม่อย่างนั้นจะเขียนบทพูดที่เข้าถึงชาวบ้านขนาดนี้ออกมาได้ยังไง?
จากนั้นกล้องก็ส่ายไปมา แล้วหยุดที่ใบหน้าของเขา ว่ากันว่าฮีโร่ที่มาช่วยหญิงงามมักจะมีฉากโคลสอัพใหญ่แบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นชอลิ้วเฮียงที่ขายเนื้อแกะเสียบไม้ หรือองค์ชายแปดที่โดนเต้าหมิงซื่อประทับร่าง แม้แต่มุมกล้องก็ยังเหมือนกัน
นี่คงเป็นฉากต่อสู้ที่หลุดโลกที่สุดที่ฉู่ชิงเคยถ่ายมาแล้ว แค่ต้องนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง สองมือประสานกัน จินตนาการว่ามีแสงสีเขียวพุ่งออกมาจากปลายนิ้ว แล้วก็ชี้ไปแบบนั้น ชี้ไปแบบนั้น... นักพรตอูก็ร้อง “ว้าก” แล้วบินออกไป บินออกไป...
ไม่อย่างนั้นจะพูดได้ยังไง ว่าพวกนักแสดงเหล่านั้นชอบถ่ายละครเทพเซียนภูตผีกัน? ก็มันสบายไงล่ะ!
“เจ้าไม่รู้หรือไงว่าล่วงเกินข้านักพรตอูจะต้องตายอย่างอนาถ!” หมอนี่ลุกขึ้นมาพ่นน้ำลาย แล้วอ้าปากเล็กๆ พ่นมังกรไฟออกมา
เห็นทีมงานสองคนถือท่อนไม้ ที่ครึ่งท่อนหน้าถูกเผาจนกรอบแล้ว พุ่งตรงไปยังฝั่งของฉู่ชิง บนรถเลื่อนด้านข้างมีกล้องถ่ายรูปรวมถึงคนถือรีบตามไปติดๆ นี่ต้องถ่ายทอดความรู้สึกของเปลวไฟอันร้อนแรงและพลังเวทมนตร์อันไร้ขีดจำกัดออกมาให้ได้ ถึงจะปูทางให้กับการกระทำตบหน้าอันกล้าหาญชาญชัยของพระเอกได้
ถึงแม้จะไม่มีใครสืบสาวราวเรื่อง ว่าทำไมมังกรไฟที่พ่นออกมาจากปากถึงกลายเป็นท่อนไม้ไปได้?
ฉู่ชิงยกมือขวาขึ้น กดกลไก ควันสีขาวฉุนกึกก็พุ่งออกมาจากแขนเสื้อ ในรอยแยกของท่อนไม้นั้นมีลวดเส้นเล็กๆ พันอยู่มากมาย มันถูกเผาจนกรอบตั้งนานแล้ว พอคนสองข้างดึงแบบนี้ มันก็แตกออกเป็นชิ้นๆ ในพริบตา ราวกับว่าระเบิดออก
“ฉางเอ๋อ อู๋กังมาช้าไป ทำให้เจ้าต้องตกใจแล้ว” ฉู่ชิงเดินไปตรงหน้าเฉินหงที่ขดตัวกลม แล้วประสานมือคารวะ
“เหตุใดเจ้าถึงมาที่โลกมนุษย์ได้?” เธอยังตกใจไม่หาย
“เจ้าอย่าถามอะไรมากเลย ข้าสามารถทำประโยชน์ให้เจ้าได้เพียงเล็กน้อย ได้อยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ ก็ถือเป็นความสุขที่สุดในชีวิตนี้ของข้าอู๋กังแล้ว” เขาแสร้งทำเป็นสุภาพชน
คนหนึ่งจะไปส่ง อีกคนไม่ยอม เฉินหงดิ้นรนลุกขึ้น เดินโซเซไปได้สองสามก้าว ร่างก็เอียงวูบและอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมกอดของเขา
ฉู่ชิงแสดงสีหน้าแบบ “เจ้านางปีศาจน้อยจอมป่วนคนนี้นี่” กล่าวอย่างจนใจและตามใจว่า “ดูเจ้าสิ ฤทธิ์ยายังไม่หมดเลย ให้ข้าไปส่งเถอะ”
พูดพลางโน้มตัว ช้อนอุ้มเธอขึ้นมาแนบอก แล้วเดินไปที่ประตู
“เยี่ยม! ผ่าน!”
เมิ่งจี้ตะโกนเสียงดัง สีหน้าผ่อนคลาย คนในกองถ่ายต่างก็มีสีหน้าไร้ความกดดัน
พวกเขาไม่ค่อยรู้สถานการณ์การถ่ายทำของอีกกองหนึ่ง รู้แค่ว่ากองถ่ายของตัวเองนั้นมีความสุขอย่างหาขอบเขตไม่ได้ นักแสดงนิสัยดี การแสดงก็ยิ่งดี แทบจะไม่ทำพลาดเลย ความคืบหน้านั้นเร็วปรู๊ดปร๊าด
ฉู่ชิงวางเฉินหงลงอย่างแผ่วเบา เหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แล้วชี้นิ้วไปที่เส้นผม
เฉินหงเข้าใจ หยิบฟางเส้นหนึ่งที่ติดอยู่ตรงจอนผมออก แล้วจู่ๆ ก็พูดพลางหัวเราะว่า “ฉันหนักมากเลยใช่ไหม?”
“ไม่หนัก เบามากเลย” ฉู่ชิงพูดตามความจริง เมื่อกี้ตอนที่อุ้มเธอ เขารู้สึกเหมือนอุ้มก้อนสำลี แล้วพูดอีกว่า “คุณผอมเกินไปแล้ว”
เขาพูดจบ เหมือนจู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ อ้าปากแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดออกไป
“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เธอถาม
“ไม่เป็นไรๆ” เขารีบส่ายหน้า
“รีบพูดมา อย่าให้ต้องเสียเวลา!” เฉินหงตวัดสายตามองเขา
ฉู่ชิงทำได้เพียงอึกอักตอบ “เอ่อ ผมแค่อยากถามว่า คุณผอมขนาดนี้จะเล่นเป็นองค์หญิงสมัยราชวงศ์ถังได้ยังไงน่ะครับ”
“ใครบอกนายกันว่าองค์หญิงสมัยราชวงศ์ถังต้องอ้วนทุกคน” เฉินหงทั้งฉุนทั้งขำ
“อืม ใช่ๆ” เขาหัวเราะร่วน รู้สึกผิดอยู่ในใจไม่น้อย
จริงๆ แล้วยังมีอีกประโยคที่เขาไม่กล้าพูดออกไป นั่นก็คือถึงองค์หญิงคนนั้นจะชื่อว่าไท่ผิงก็เถอะ...
…………
“โอ๊ะ!”
พอฉู่ชิงเดินเข้าห้องแต่งตัว เขาก็เอามือปิดหน้าแล้วแวบออกไปทันที พร้อมกับร้องอย่างโอเวอร์ว่า “ผมไม่เห็นอะไรเลยนะ พวกคุณทำกันต่อเถอะ”
“พอแล้ว เลิกแกล้งทำได้แล้ว!” เสี่ยวเถาหงพูดพลางหัวเราะ ท่าทางเปิดเผยสง่าผ่าเผย เธอพอดียืนถือกล่องข้าวผัดไข่ ป้อนสวีเจิงกินทีละคำ
ตอนนี้สวีเจิงยังดูผอมบางมาก แต่การเล่นเป็นตือโป๊ยก่ายจำเป็นต้องให้เขาดูอ้วนท้วน ดังนั้นทุกวันเขาจึงต้องเอาดินน้ำมันแปะไว้เต็มสองข้างแก้มเพื่อให้ดูอวบอิ่มขึ้น ดินน้ำมันนั้นแปะติดกับหน้าแน่นมาก ก่อนที่ของสิ่งนี้จะแห้งสนิทเขาไม่สามารถอ้าปากกว้างได้ ไม่เช่นนั้นมันจะหลุดร่วงลงมาง่ายๆ
ก็เพราะเหตุนี้ การที่เขาไม่กินข้าวเช้าก็แทบจะกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว เสี่ยวเถาหงถึงจะดูเหมือนพี่สาวซื่อๆ แต่จิตใจดีมาก เธอมักจะออกไปซื้อของกินข้างนอกมาป้อนเขาเสมอ
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา สวีเจิงก็พยักหน้าเล็กน้อยเป็นการทักทาย รู้สึกเขินอายอย่างมาก เทียบกับความเปิดเผยของเสี่ยวเถาหงไม่ได้เลย
ฉู่ชิงนั่งลงบนเก้าอี้ แอบเบ้ปากอยู่ในใจ แอบคบกันเร็วดีแท้ ชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้
ก่อนหน้านี้เขากับสวีเจิงต่างก็เข้าฉากกับเฉินหงแยกกัน แทบจะไม่ได้เจอกันเลย จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน ถึงเพิ่งจะได้ถ่ายทำฉากที่ต้องเล่นคู่กันอย่างเป็นทางการ
เขากับเสี่ยวเถาหงยังคุยกันมากกว่าเสียอีก เพราะเด็กสาวคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูเกินไป มองดูเธอแล้วก็เหมือนกับตอนฉลองปีใหม่ สวีเจิงเป็นคนนิสัยเงียบขรึม ประเภทเดียวกับเขา นี่จึงทำให้เกิดภาพแปลกประหลาดที่ผู้ชายสองคนแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์อะไรกันเลย แต่กลับคุยกับเด็กสาวคนนั้นอย่างสนุกสนานทั้งคู่
คนที่ไม่รู้คงนึกว่านี่เป็นฉากน้ำเน่าประเภทชายสองคนแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน
สวีเจิงไม่ค่อยถนัดเรื่องการแสดงออก แต่ในใจเขากลับรู้สึกประทับใจฉู่ชิงไม่น้อย วิธีการแสดงของพวกเขาคล้ายกันมาก คือตั้งอกตั้งใจทำตัวตลกอย่างจริงจัง แม้ว่าทั้งคู่จะไม่เคยพูดคุยกันต่อหน้า แต่เวลาเข้าฉากด้วยกันก็สามารถสัมผัสได้ถึงทัศนคติที่เคร่งขรึมและจริงจังสุดๆ ต่อบทละคร ต่อตัวละคร
เมื่อพูดถึงตัวละคร ความเข้าใจที่เขามีต่อตัวละครอู๋กังนั้นทำให้สวีเจิงรู้สึกสนใจมากที่สุด
เวลาที่เข้าฉากกันในละคร สายตาของฉู่ชิงที่มองไปทางเฉินหงนั้น จะบอกว่าเขาต่ำช้า จะบอกว่าเขางมงาย หรือแม้แต่จะบอกว่าเขาน่าขยะแขยงก็ได้ทั้งนั้น แต่มีเพียงสายตาชนิดเดียวที่อู๋กังควรจะมีมากที่สุดกลับไม่มี นั่นก็คือความหื่นกาม
เรื่องนี้ทำให้สวีเจิงคาดหวังเป็นอย่างมาก คาดหวังว่าเขาจะสามารถแสดงฉากดีๆ แบบไหนออกมาได้บ้าง
ฉางเอ๋อรับบัญชาให้ลงมายังโลกมนุษย์ เพื่อตามหาเอ้อร์หนิวซึ่งเป็นโฮ่วอี้ที่กลับชาติมาเกิด จะได้ยิงดวงอาทิตย์ที่เกินมาให้ตกลงไป เอ้อร์หนิวเป็นคนขายแป้งทอด กลับชาติมาเกิดตั้งหลายพันปี ลืมเรื่องที่ฉางเอ๋อขโมยยาของเขาไปตั้งนานแล้ว ไม่อย่างนั้นคงได้บีบคอเธอตายไปแล้ว!
ฉางเอ๋อรังเกียจที่ผู้ชายคนนี้ทั้งโง่ทั้งไม่ได้เรื่อง อยู่ที่ร้านขายแป้งทอดอย่างไม่มีความสุขเอาเสียเลย เธอจึงไปหาอู๋กัง
อู๋กังเล่าเรื่องตลกให้เธอฟัง พาเธอไปจับแมลงปอ นั่งรถม้าเที่ยวชมภูเขาและสายน้ำ พอเธอร้อนจนล้มป่วย เขาก็รีบไปตามสาวใช้ที่ตือโป๊ยก่ายแต่งหญิงมาให้คอยพัดวีให้เธอโดยเฉพาะ เรียกได้ว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างสุดความสามารถ
“หลายวันนี้เป็นยังไงบ้าง”
ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ฉู่ชิงและเฉินหงนั่งเผชิญหน้ากัน สวีเจิงสวมเสื้อผ้าสีแดงสด แต่งหน้าจัดเต็ม เกล้าผมทรงสาวใช้ ยืนพัดวีอยู่ข้างๆ ด้วยสภาพที่ดูไม่ได้เลย
“ก็พอได้” เฉินหงดื่มเหล้าจอกหนึ่งด้วยท่าทีเกียจคร้าน หลายวันนี้เธอมีความสุขมากจริงๆ แต่ก็รู้สึกไม่มั่นคง มักจะรู้สึกว่าความสุขแบบนี้มันเลื่อนลอย และสามารถหายไปได้ทุกเมื่อ
ฉู่ชิงรวบแขนเสื้อแล้วรินเหล้าให้เธอ พูดพลางหัวเราะว่า “ที่นี่ถึงจะเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งสู้บนสวรรค์ไม่ได้ แต่ที่นี่ก็มีอิสระเสรีและมีความสุขสบายใจ”
เฉินหงมองเขาเล็กน้อย หันหน้าไปทางอื่นแล้วพูดอย่างกลัดกลุ้มว่า “แต่ช่วงนี้บนสวรรค์มักจะมีดวงอาทิตย์สองดวง ทำให้โลกมนุษย์ต้องทนทุกข์ทรมานมาก”
ฉู่ชิงพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “เฮ้อ คุณจะไปสนใจความทุกข์ยากของโลกมนุษย์ทำไมกัน ขอแค่พวกเรามีกินมีดื่ม มีความสุขมีเรื่องสนุก ถึงจะไม่ใช่เซียนก็ยังดีกว่าเซียนเสียอีก”
เฉินหงยิ้มเล็กน้อย หันไปถามสวีเจิงว่า “เสี่ยวเจี้ย นายว่าสวรรค์ดีกว่า หรือว่าโลกมนุษย์ดีกว่า”
สวีเจิงย่อตัวลง แกล้งทำเป็นโง่และทำตัวน่ารักแล้วพูดว่า “สวรรค์น่ะเหรอ ข้าว่าก็งั้นๆ แหละ เรื่องจิ๊บจ๊อย ธรรมดาๆ”
“หึ...”
ฉู่ชิงแค่นเสียงหยันเบาๆ นิ้วเรียวยาวคีบจอกเหล้า แววตาแฝงความเมามายอยู่หลายส่วน เอ่ยถามกลั้วรอยยิ้มว่า “เด็กสาวตัวเล็ก ข้าถามเจ้า คนหนึ่งเป็นเซียนบนสวรรค์ แต่เขาไม่มีอิสระ อีกคนเป็นมนุษย์เดินดิน แต่เขากลับได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี เจ้าจะเลือกคนไหน”
ท่าทางแบบนี้ทำให้ทั้งสองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็แอบอึ้งไปเล็กน้อย นายไม่ได้พูดบทผิดหรอกนะ แต่ความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน ในบทละครไม่ได้เขียนไว้นี่นา
สวีเจิงกะพริบตา รับคำพูดนั้นไปแล้วลดเสียงต่ำลงพูดว่า “ข้าไม่รู้หรอก ยังไงข้าก็เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็ก ข้าไม่ใช่เซียน แล้วก็ไม่มีอิสระด้วย” พูดไปก็ยังฝืนยิ้มขื่นๆ ออกมาพลางพูดต่อว่า “ข้าทำเป็นแค่พัดวีเท่านั้นแหละ”
“เจ้าคิดผิดแล้ว!”
ฉู่ชิงมองเขาแวบหนึ่ง หันหน้าไปจ้องมองเฉินหงตรงๆ แล้วพูดว่า “ความสุขต้องอาศัยแต่ละคนไขว่คว้ามาด้วยตัวเองนะ!”
จากนั้นน้ำเสียงก็เปลี่ยนไป กลายเป็นนุ่มนวลอ่อนโยน ราวกับกลัวว่าจะไปรบกวนเธอเข้า จึงร้องเรียกขึ้นว่า “ฉางเอ๋อ...”
อารมณ์ของเฉินหงในตอนนี้ถูกเจ้าสองคนนั้นดึงดูดจนอินไปหมดแล้ว มุมปากเบี้ยวไปทางขวาเล็กน้อย เธอส่งเสียงตอบรับเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มว่า “อืม?”
ฉู่ชิงส่ายหน้าเล็กน้อย จ้องมองเธอเขม็ง คล้ายกับถอนหายใจคล้ายกับหัวเราะ และเต็มไปด้วยความหมดหนทาง “ข้าพยายามเพื่อเจ้ามาตลอดเลยนะ”
เฉินหงหลับตาลง แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ในดวงตาคล้ายกับมีสายน้ำพุไหลวน หันหน้าไปทางอื่นไม่กล้ามองเขา ทั้งดีใจและเขินอาย พูดเสียงเบาว่า “ดูทำหน้าซื่อบื้อเข้าสิ”
สวีเจิงซึ่งติดอยู่ตรงกลาง ส่ายหัวมองซ้ายมองขวา รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกประหลาดมาก หมูหนุ่มบริสุทธิ์ไม่เข้าใจเรื่องของผู้ใหญ่แบบนี้หรอก ได้แต่คิดอย่างกลัดกลุ้มในใจว่า : ไอ้บ้ากามนี่อยากจะทำอะไรกันแน่?
คุณลุงเปิ่นซานเคยสอนไว้ว่า เวลาคนสองคนคบหากัน ถ้าถึงขนาดมีคำว่า “ซื่อบื้อ” หลุดออกมาแล้วล่ะก็ นั่นแปลว่าความสัมพันธ์คืบหน้าไปถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ในดวงตาของฉู่ชิงฉายแววดีใจ เขาลุกขึ้นเล็กน้อย โน้มตัวไปหาเธอ ยกมือขึ้นอยากจะสัมผัสแต่ก็ไม่กล้า พูดด้วยสีหน้าคาดหวังว่า “ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ พวกเราจะเอาแบบนั้น เอาแบบนั้นไหมล่ะ...”







