ซูอันอิงมีร่างกายแข็งแรง หลังคลอดพักฟื้นในโรงพยาบาลแค่สองวัน ตรวจร่างกายแล้วไม่มีปัญหา ก็กลับบ้านได้
แต่ภรรยาของหยางจวินเสียนที่เคยอาการหนัก เกือบไม่รอดจากภาวะคลอดก่อนกำหนดและท่าทารกผิดปกติ ยังต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลต่ออีกพักใหญ่
แม้แม่สามีจะดูแลอย่างตั้งใจ แต่เพราะร่างกายเสียเลือดไปมาก จึงฟื้นตัวได้ช้า
แม้จะทำตามคำแนะนำของสวี่ซือเยี่ยน ดื่มซุปตีนหมูเพื่อเพิ่มน้ำนม แต่ก็น้ำนมน้อย
สุดท้าย หยางจวินเสียนต้องหน้าหนาทนความอาย อุ้มลูกชายมาขอให้ซูอันอิงช่วยให้นม
โชคดีที่ซูอันอิงมีน้ำนมเยอะ ลูกสาวก็กินนมไม่มาก นมจึงคัดตึงอยู่บ่อย ๆ มีเด็กมาเพิ่มอีกคนก็ยังเพียงพอ
ก็เลยกลายเป็นว่า ซูอันอิงช่วยให้นมลูกชายของหยางจวินเสียนอยู่ราวเจ็ดถึงแปดวัน จนกระทั่งภรรยาของหยางจวินเสียนออกจากโรงพยาบาล และกลับไปอยู่ไฟที่บ้าน จึงไม่ต้องอุ้มลูกมาขออีก
อย่างไรก็ตาม หยางจวินเสียนก็ถือของมากมายมาขอบคุณ
สวี่ซือเยี่ยนบริจาคเลือด ส่วนซูอันอิงก็ช่วยเลี้ยงเด็ก ทั้งคู่ช่วยเหลือมากขนาดนี้ จะไม่ตอบแทนเลยก็คงไม่ถูก
ของที่เอามา ถึงจะเยอะ แต่ก็ไม่อาจเทียบได้กับบุญคุณที่ได้รับ แต่ในยุคนี้ จะซื้อของมากกว่านี้ก็หาไม่ได้ ทำได้แค่นี้จริง ๆ
สวี่ซือเยี่ยนพยายามปฏิเสธไม่รับของ แต่หยางจวินเสียนจะยอมได้ยังไง? พูดดีพูดร้ายจนสุดท้ายก็วางของไว้จนได้
“พี่สวี่ จากนี้ไปเราก็ถือว่าเป็นพี่น้องกันแล้วนะครับ ถ้าพี่มีอะไรให้ช่วย แค่บอกมา ผมจัดให้แน่นอน”
หยางจวินเสียนไม่มีพี่น้อง มีแต่น้องสาวสามคน
เขารู้สึกว่าตนกับสวี่ซือเยี่ยนเข้ากันได้ดี ถ้าไม่ติดว่ายุคนี้ไม่นิยมการเป็นพี่น้องร่วมสาบาน เขาคงจะลากสวี่ซือเยี่ยนไปทำพิธีเรียบร้อยแล้ว
สวี่ซือเยี่ยนเห็นอีกฝ่ายจริงใจขนาดนี้ จะพูดอะไรอีกได้?
“ตกลง ถ้ามีอะไรก็ต้องรบกวนแน่นอน
รอให้น้องสะใภ้ฟื้นตัวดีแล้ว พออากาศอุ่น ค่อยอุ้มลูกมาเที่ยวเล่นบ้านเรานะ”
หยางจวินเสียนเป็นคนดี สวี่ซือเยี่ยนก็ยินดีคบหา
อีกอย่าง คนตั้งใจดีแบบนี้ จะไปทำให้เขาเสียหน้าได้ยังไง?
พอลูกสาวอายุครบสิบสองวัน ซูเหวยจงกับภรรยาก็พาลูกสาวของเขามาเยี่ยมหลานสาว
หนูน้อยที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่วัน ยิ่งโตยิ่งน่ารัก ใบหน้าลอกไขแล้ว กลับกลายเป็นผิวขาวใส แก้มกลม ๆ น่าหยิกน่าหอม
ดวงตากลมโต ใสเป็นประกาย ลูกตาดำมันวาวเหมือนไข่มุกดำชั้นดี ปากชมพูระเรื่อ จมูกก็เล็กเรียวดูน่ารักไปหมด
น่ารักไปทั้งตัว จนซูเหวยจงกับภรรยาหลงหลานสาวหนักมาก อุ้มแล้วแทบไม่ยอมปล่อยมือ
หน้าหนาวไม่มีอะไรให้ทำมาก ซูเหวยจงกับครอบครัวก็เลยพักอยู่ที่ตงกังสามวันเต็ม แล้วจึงกลับบ้านอย่างมีความสุข
หลังจากส่งพ่อตาแม่ยายกลับบ้านแล้ว สวี่ซือเยี่ยนก็ได้เวลาเก็บของกลับขึ้นเขาอีกครั้ง
บนเขายังมีงานอีกเยอะ จะให้พ่อของเขา สวี่เฉิงโฮ่ว อยู่เฝ้าคนเดียวตลอดก็ไม่ไหว
พ่อแก่แล้ว ควรได้ลงจากเขา กลับไปอยู่บ้านใหม่ได้แล้ว
วันที่ 25 พฤศจิกายน สวี่ซือเยี่ยนขี่จักรยานขึ้นเขา พร้อมหอบอาหารติดตัวไปด้วยเต็มที่
“พี่รอง ขึ้นเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย?”
พอขึ้นมาถึง ก็พบว่าไม่ใช่แค่พ่ออยู่ ยังมีพี่ชายทั้งสองคนด้วย
“มาก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน อยู่บ้านเบื่อ พี่สะใภ้ก็บ่นทั้งวัน
พอดีได้ยินว่าพ่ออยู่บนเขา พี่เลยตามมาด้วย อยู่เป็นเพื่อนพ่อหน่อย”
พี่รองสวี่ซืออันยิ้มแย้มพูดอย่างดีใจที่เห็นน้องชายกลับมา
แต่สวี่ซือเยี่ยนก็เข้าใจดีในใจ พี่รองคงคิดว่าเขาเรียกพี่ใหญ่ขึ้นมาเพื่อให้แอบช่วยทำมาหากินหารายได้กันเงียบ ๆ
แต่ความจริงแล้ว เขาแค่อยากให้พี่ใหญ่เลี่ยงโชคร้ายจากอดีตชาติเท่านั้น ไม่อยากให้เจ็บตัว
แต่เรื่องนี้จะพูดตรง ๆ ไม่ได้ ก็ปล่อยให้พี่รองคิดไปตามที่เข้าใจเถอะ
“พ่อ แม่บอกให้พ่อรีบลงเขาได้แล้ว จะได้เก็บของย้ายเข้าบ้านใหม่”
บ้านใหม่ปลูกเสร็จมานานแล้ว แต่ยังไม่มีคนเข้าอยู่ ซึ่งไม่ดี
เพราะถ้าบ้านใหม่ยังไม่แห้งดี แล้วเจออากาศหนาวจัด อาจเกิดความเสียหายจากน้ำแข็ง ทำให้อายุบ้านสั้นลง
ช่วงนี้สวี่ซือเยี่ยนต้องแวะไปจุดไฟให้บ้านใหม่ทุกวัน เผาเตียง เผาเตาให้ร้อน
แต่ถึงจะจุดไฟตลอดก็ยังรู้สึกว่าเย็นอยู่ดี ถ้าไม่มีคนอยู่ บ้านก็ยังเย็นชืดอยู่ดี
“อืม ได้ เดี๋ยวบ่ายนี้พ่อจะลงไปกับคนงานพวกนั้น”
สวี่เฉิงโฮ่วพยักหน้าเห็นด้วย
ถึงเวลาต้องกลับไปเก็บของแล้ว บ้านลูกชายจะดีแค่ไหน ก็คงอยู่ตลอดไปไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องกลับบ้านของตัวเอง
ปีนี้หิมะตกช้าและน้อย ช่วงก่อน หน่วยงานก็ส่งคนขึ้นเขามาปิดคลุมต้นไม้ด้วยฟางและดินกันน้ำแข็งกลัวว่าพืชจะเสียหายจากความหนาวจัด
ช่วงนี้เองถึงเพิ่งเริ่มเก็บเอาเสาไม้ ฐานไม้ และไม้คานใหญ่ที่ใช้สำหรับปลูกป่ารากโสม
ปีนี้กองที่สองจะปลูกโสมถึงห้าพันจั้ง และหว่านเมล็ดอีกพันสามร้อยจั้ง แค่โครงไม้ที่ใช้ทำร่มคลุมแปลงโสมก็กินวัสดุไปไม่น้อย คาดว่าอีกสองสามวันถึงจะทำเสร็จ
ในกองมีเกวียนม้าอยู่แล้ว สวี่เฉิงโฮ่วก็นั่งเกวียนลงเขาได้เลย สะดวกมาก ก็เลยไม่ต้องให้สวี่ซื่อเยี่ยนไปส่ง
แค่แบ่งเนื้อและของแห้งบางส่วนบนเขา ให้สวี่เฉิงโฮ่วเอาลงไปด้วย
พอสวี่เฉิงโฮ่วกลับไปแล้ว พี่น้องสามคนก็ยังอยู่บนเขา ช่วงนี้ไม่มีอะไรมาก สวี่ซื่ออันก็พูดขึ้นมาว่าอยากเข้าไปล่าสัตว์ในป่า
จริง ๆ เขาขึ้นเขามาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ยังขนปืนกับกระสุนจำนวนหนึ่งจากบ้านพ่อตาขึ้นมาด้วย
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดดูก็เห็นด้วย ยังไงก็นั่งเฉย ๆ ไปวัน ๆ อยู่แล้ว พาเหล่าพี่ชายเข้าป่าไปล่าสัตว์หน่อยก็ยังดี
ถึงจะไม่ได้หาเงินอะไร แต่อย่างน้อยก็ยังมีเนื้อกิน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตได้
ว่าก็ว่าเถอะ ทั้งสามคนก็เตรียมตัวอยู่หลายวัน พอหิมะตกเล็ก ๆ ผ่านไปได้วันเดียว ก็จูงหมา 4 ตัวเข้าไปในป่า
และเหมือนโชคจะเข้าข้าง พอเข้าป่าก็เจอกับฝูงหมูป่าพอดี หมาทั้งสี่ล้อมหมูตัวภรรยาตัวหนึ่งไว้ได้ และก็จับได้อย่างง่ายดาย
หลังจากนั้นอีกหลายวัน เข้าไปในป่าก็มีของติดไม้ติดมือกลับมาเสมอ วันหนึ่งยังเจอกับรังหมีดำอีกด้วย และล้มมันได้หนึ่งตัว
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ สวี่ซื่อเยี่ยนเจอ “ทางเดินของกวางชะมดหอม” และยังเป็นร่องรอยใหม่ ๆ เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่วันมานี้
ถ้าแค่ล่าหมูป่าอะไรพวกนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็แค่ตามพี่ ๆ ออกมาเล่น หาเนื้อกินเฉย ๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
แต่ “ทางเดินของกวางชะมดหอม” มันไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเป็นทางใหม่ แปลว่ากวางชะมดหอมเพิ่งผ่านมาบริเวณนี้
ตอนนี้สิ่งที่สวี่ซื่อเยี่ยนสนใจก็คือของแบบนี้ต่างหาก
“พี่ใหญ่ พี่รอง กลับกันเถอะ วันนี้ไม่ล่าแล้ว กลับไปเตรียมของหน่อย ฉันมีเรื่องต้องใช้”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่พูดอะไรมาก แค่บอกพี่ชายแล้วก็พากันกลับไปยังแปลงโสม
พอกลับถึงที่พัก สวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มจัดไม้ เอาเครื่องมือมาเคาะดังตึงตัง ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่
พี่ชายทั้งสองก็พากันงง แต่ก็ถามอะไรไม่ได้ ได้แต่ช่วยทำ
ทั้งสามคนเคยเรียนงานไม้จากสวี่เฉิงโฮ่ว พวกเครื่องมือบนเขาก็มีพร้อม
สามคนช่วยกันลงแรง ใช้เวลาวันครึ่ง ก็ทำของบางอย่างออกมาได้สี่ชิ้น หน้าตาคล้ายประตู
จากนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ปั่นจักรยานลงเขาไป เอาสปริงกลับมาจากไหนไม่รู้
เจ้าสิ่งที่เหมือนกรอบประตูนั้น มีประตูสองบานติดอยู่ ข้างนอกมีสปริงคอยดึงไว้
ประตูทั้งสองบานเปิดเข้าได้อย่างเดียว แต่เปิดออกไม่ได้ พอผลักเข้าไปก็จะถูกสปริงดึงกลับมาปิดทันที
“เฮ้ น้องสาม แกทำอะไรเนี่ย? ยิ่งดูยิ่งแปลก ใช้ล่าสัตว์ด้วยเหรอของแบบนี้?”
พี่ชายทั้งสองคนยิ่งดูยิ่งงง ไม่รู้ว่าสวี่ซื่อเยี่ยนจะทำอะไร
“พวกพี่แค่ทำตามฉันก็พอ พรุ่งนี้จะพาไปดูของจริงให้ตาค้างเลย!”
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ยอมบอกว่าจะทำอะไร เอาแต่ดูกรอบประตูสี่อันนั้น ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว คิดคำนวณไม่หยุด ไม่สนใจคำถามของพี่ชายสองคนเลย
สวี่ซื่อเซียนกับสวี่ซื่ออันก็จนปัญญา บนเขานี้ต้องฟังน้องสามทุกอย่าง น้องสามว่าไงก็ต้องว่าตาม จะทำไงได้ล่ะ?







