ปี 1997 เมืองหลวง
เพิ่งเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ อากาศยังคงหนาวเย็น ผู้คนบนท้องถนนยังไม่ถอดเสื้อกันหนาวออก
ฉู่ชิงกระชับเสื้อแจ็กเก็ตหนังบนร่าง นั่งยองๆ อยู่ริมถนน
เสื้อแจ็กเก็ตหนังตัวนี้เป็นแบบที่ฮิตที่สุดเมื่อปีที่แล้ว เป็นของโปรดของวัยรุ่นและมีราคาไม่เบา คนที่แม้แต่สูบบุหรี่ยังต้องนับมวนอย่างฉู่ชิงย่อมไม่มีปัญญาซื้อ นี่เป็นของที่เขาแย่งมา
เจ้าของเดิมน่าจะเป็นพวกล้างผลาญ ไม่รู้ว่าไปทำอีท่าไหนถึงมีรอยกรีดบนเสื้อแจ็กเก็ตตรงปกคอ เป็นเพียงรอยเล็กๆ แต่ก็ทำให้เจ้าของรังเกียจจนโยนทิ้งไปดื้อๆ
ตอนนั้นฉู่ชิงกับเพื่อนเก่าที่เก็บขยะด้วยกันอีกคนหมายตาชิ้นปลามันนี้พร้อมกัน สุดท้ายเขาก็อาศัยความหนุ่มแน่นและร่างกายที่แข็งแรงกว่าแย่งมาได้ และนับแต่นั้นก็ขาดเพื่อนเก่าคนนั้นไป
เขารู้สึกว่าคุ้มค่ามาก ด้วยรายได้ของเขา อาจจะต้องทำงานเป็นเดือนถึงจะซื้อเสื้อแบบนี้ได้สักตัว
ก็แค่เพื่อนที่เคยดื่มเหล้าคุยโม้ด้วยกัน ไม่มีก็คือไม่มีแล้ว
ท้องฟ้าค่อนข้างมืดครึ้ม ไร้แสงแดด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือผู้คนล้วนดูเกียจคร้าน แม้แต่คนปั่นจักรยานยังถีบลูกบันไดแบบเบาหวิว
เพิ่งผ่านพ้นช่วงปีใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มต้นขึ้น
ฉู่ชิงไม่ได้กลับบ้านมาสี่ปีแล้ว พูดให้ถูกคือ เขามาเกิดใหม่ในยุคนี้ได้สองเดือนแล้ว
เวลาสองเดือน จะว่านานก็ไม่นาน จะว่าสั้นก็ไม่สั้น อย่างน้อยก็ทำให้เขาสามารถคุ้ยกองขยะด้วยสภาพจิตใจที่สงบนิ่ง แล้วค้นหาของที่เอาไปขายได้
อายุสิบเจ็ดปีเดินทางจากหมู่บ้านเล็กๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมายังเมืองหลวงเพียงลำพัง แน่นอนว่าต้องอยากได้ดิบได้ดี แม้เขาจะมีเป้าหมายที่แปลกประหลาดมากนั่นคือการเป็นพ่อครัวก็ตาม ทว่าสี่ปีผ่านไป ผลลัพธ์กลับมีเพียงการเอาหัวมุดดิน ฉู่ชิงไม่เข้าใจความฝันของเด็กคนนี้เลย และไม่เข้าใจการกระทำเหล่านี้เพื่อสิ่งที่เรียกว่าความฝันด้วย
ชาติก่อนเขาอายุเพียงสามสิบปี ไม่ว่าจะตอนมีชีวิตอยู่หรือตอนตาย ก็ล้วนเป็นวัยที่ยังหนุ่มแน่น
ทั้งชีวิตเขาขลุกอยู่แต่ในอำเภอเล็กๆ ที่เป็นบ้านเกิด หัวไม่ค่อยดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ เรียนจบมัธยมปลายก็มารับช่วงต่อร้านซ่อมรองเท้าของพ่อ ทำมาสิบกว่าปี มีฝีมือไม่เลว พอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ต่อมาก็ซื้อบ้าน แต่งภรรยาที่แสนดี ตอนที่เขาเกิดใหม่ ลูกสาวเพิ่งจะอายุเต็มสองขวบ
เป็นชีวิตที่เรียบง่ายเช่นนี้ และอาจจะเรียบง่ายไปจนถึงวันตาย หากจะให้พูดว่ามีอะไรที่แตกต่างออกไป ก็คงเป็นวิชาหมัดมวยชื่อสุดเท่ที่ปู่ของเขาถือไม้กระบองสอนมาตั้งแต่เด็ก... หมัดป่าวฉุยสามจักรพรรดิ
ว่ากันว่าหมัดชุดนี้ร้ายกาจมาก เขาเรียนมาไม่ลึกซึ้ง ได้มาแค่ผิวเผิน แต่ตอนสมัยเรียนก็เคยชกชนะทั่วทั้งอำเภอแบบไร้พ่ายมาแล้ว พอโตขึ้นถึงค่อยๆ ลดความห้าวลง
ลมเย็นพัดผ่านมาวูบหนึ่ง ฉู่ชิงบีบจมูกแรงๆ สั่งน้ำตาที่รื้นขึ้นมาให้กลายเป็นน้ำมูกทิ้งไป
ดังนั้น คนที่รักความสงบสุขและมีครอบครัวอบอุ่นอย่างเขา จึงไม่ค่อยเข้าใจคำว่าความฝันสักเท่าไหร่
แม้ในสายตาเขา การเป็นพ่อครัวกับการซ่อมรองเท้าจะไม่มีอะไรต่างกัน แต่เขาก็ไม่อยากทำสิ่งนี้ต่อไปเพื่อความมุ่งมั่นอันแปลกประหลาดของร่างกายนี้
สองเดือน เขาปรับตัวเข้ากับการคุ้ยหาของในถังขยะได้แล้ว แต่กลับยังไม่ชินกับเมืองที่สร้างขยะแห่งนี้
ฉู่ชิงไม่ชอบเมืองเอามากๆ ทั้งหวาดกลัวและเบื่อหน่าย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านี่คือเมืองหลวง
เขาคิดถึงอำเภอเล็กๆ ที่บ้านเกิด จะซื้ออะไรก็เดินไปไม่ถึงครึ่งกิโลเมตรก็หาซื้อได้ เขาคิดถึงลูกเมีย ตอนเย็นกินข้าวเสร็จทั้งครอบครัวก็ไปดูสายน้ำที่สะพานเล็กๆ ริมเมือง จากนั้นก็ขดตัวดูทีวีบนโซฟาจนดึกดื่น กล่อมลูกนอนแล้วก็ยังมีกิจกรรมบนเตียงนิดหน่อย
ชีวิตต้อยต่ำมาทั้งชาติ ต่อให้เกิดใหม่ก็ไม่ได้สูงส่งขึ้นมาสักเท่าไหร่
ฉู่ชิงล้วงกระเป๋าเสื้อด้านใน คลำหากล่องบุหรี่ออกมา ลองกะน้ำหนักดู มีบุหรี่มวนขาวก้นกรองขาวโผล่ออกมาตรงรอยฉีก
ซองนี้ราคาตั้งสามหยวน สำหรับเขานับว่าเป็นของฟุ่มเฟือย
“มวนสุดท้ายแล้ว”
ฉู่ชิงลังเลเล็กน้อย แต่ก็ดึงบุหรี่มวนนั้นออกมาสูดดมใต้จมูก กลิ่นยาสูบสดชื่นทำให้สมองที่มึนเบลอของเขาตื่นตัวขึ้นมาบ้าง
เขาคาบไว้ในปาก ล้วงไม้ขีดไฟออกมาขีดหนึ่งก้าน
“ฟู่!”
ไฟดับลง เหลือเพียงควันสายเล็กๆ ปลิวหายไปตามสายลม
เขาเบ้ปาก หยิบออกมาอีกก้านแล้วขีด
“ฟู่!”
ดับอีกแล้ว
“เฮอะ! ฉันไม่เชื่อหรอก!”
ฉู่ชิงไม่ยอมแพ้ ขีดไม้ขีดไฟก้านแล้วก้านเล่า แต่ผลลัพธ์ล้วนกลายเป็นควันขาวลอยหายไป
ไม่นานนัก ใต้เท้าของเขาก็มีก้านไม้ขีดไฟที่ใช้การไม่ได้กองอยู่หย่อมหนึ่ง
บ่อยครั้งที่คนเราชอบทำเรื่องพรรค์นี้ มันไม่เรียกว่าความดื้อรั้น แต่เป็นแค่อารมณ์พาล เป็นการพาลที่ไร้ความหมาย
ฉู่ชิงมองไม้ขีดไฟก้านสุดท้ายที่นอนนิ่งอยู่ในกล่อง หัวไม้ขีดสีแดงมีรอยกระดำกระด่างเหมือนปากที่ฉีกยิ้มเยาะเย้ยความอ่อนหัดของเขา
ในที่สุดเขาก็ยอมจำนน ยืนขึ้นมองไปรอบๆ แล้วถอยไปที่โคนกำแพงด้านหลังห่างออกไปไม่กี่เมตร หันหลังบังลมแล้วขีดไม้ขีดไฟ
“ฟู่!”
เขาสูดเข้าลึกๆ แล้วพ่นออกมายาวๆ
เขาลังเลมาตลอดว่าตัวเองควรกลับไปหรือไม่ กลับบ้าน กลับไปบ้านเกิดที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งตนเองไม่รู้จักเลยแม้แต่น้อย
หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้นยังมีบ้านเก่าและที่ดินสองหมู่ที่พ่อแม่ผู้ล่วงลับทิ้งไว้ให้
ทำนา ฟังดูแล้วก็ไม่น่าจะยาก อย่างน้อยก็ง่ายกว่าซ่อมรองเท้า
เขามีการศึกษาไม่สูง ไม่ได้มีงานอดิเรกอะไร ความสามารถเพียงอย่างเดียวคือซ่อมรองเท้า ต่อไปก็อาจจะทำนาเป็นด้วย
อยู่เมืองหลวงมาสี่ปี ประหยัดมัธยัสถ์จนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง หากไปขอยืมพวกลุงๆ อาๆ อีกหน่อย ก็พอจะซ่อมแซมบ้านเก่า แล้วยังแต่งเมียได้อีกด้วย
ชาตินี้ ก็คงเป็นแบบนี้แหละ ไม่ต่างอะไรกับชาติก่อน
“ฟู่!”
เขาพ่นควันออกมาอีกคำ บุหรี่เหลืออยู่ครึ่งมวน ไส้ยาสูบสีเหลืองหม่นลุกไหม้สว่างวาบสลับมืดมิด
แต่ว่า แม่งแอบไม่ยอมรับชะตากรรมอยู่เหมือนกันแฮะ...
ฉู่ชิงคิด
“เฮ้ๆ! ใครให้แกไปสูบบุหรี่ตรงนั้น!”
เสียงตวาดทำให้เขาได้สติ พอหันไปมองก็เห็นชายในชุดเครื่องแบบเดินเข้ามา
“ฉันสูบบุหรี่ตรงนี้มันผิดกฎหมายหรือไง” ฉู่ชิงไม่ขยับ แม้แต่จะลุกก็ไม่ลุก เอ่ยถามกลับไป
“แกรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน” ชายคนนั้นเดินมาตรงหน้า ถามด้วยท่าทีวางอำนาจ
“ที่ไหนล่ะ” ฉู่ชิงนั่งยองๆ อยู่บนพื้น คีบบุหรี่ไว้ในมือ เอียงคอมองอีกฝ่าย
“นี่คือโรงเรียน คนนอกห้ามมาป้วนเปี้ยนหน้าประตู แกมาสูบบุหรี่ตรงนี้ยิ่งไม่ได้!” ชายคนนั้นบอก
“โรงเรียน?”
ฉู่ชิงมองดูอาคารด้านหลัง กวาดสายตาไปตามกำแพง ห่างออกไปไม่กี่เมตรเป็นประตูใหญ่รูปทรงสะพานโค้ง ดูโอ่อ่าสง่างามมาก ด้านบนมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า: สถาบันภาพยนตร์จิงตู
เป็นโรงเรียนจริงๆ ด้วย
ฉู่ชิงไม่รู้ว่าหน้าประตูโรงเรียนสูบบุหรี่ได้หรือไม่ แต่เขาอิจฉาและเคารพพวกคนมีการศึกษามาตลอด จึงรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด เขารีบลุกขึ้นพูดว่า “ขอโทษที ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“ไปเร็วๆ เลย! อย่ามาทำตัวเหมือนหมาแก่ที่เห็นโคนกำแพงปุ๊บก็ต้องนั่งยองๆ แกไม่ได้จะเยี่ยวสักหน่อย!” ชายคนนั้นโบกมือไล่เหมือนปัดแมลงวัน
“หมาแก่?”
ฉู่ชิงยิ้ม ชักเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปกลับมา แล้วนั่งยองๆ ลงที่เดิม
“นี่ฉันพูด แกเป็นอะไรของแก ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรือไง!” ชายคนนั้นพูดอย่างโมโห
“แกคุมแถวนี้เหรอ แกเป็นครูใหญ่หรือไง” ฉู่ชิงถามยิ้มๆ
“ฉันเป็นพ่อแกไง! ขอบอกไว้ก่อนนะว่าอย่าให้ฉันต้องลงมือ!” ชายคนนั้นถลกแขนเสื้อ
“อ้อ ฉันก็นึกว่าแกเป็นหมาซะอีก วันๆ ไม่มีอะไรทำก็เอาแต่เห่ามั่วซั่ว” ฉู่ชิงพูดกลั้วหัวเราะ
เขารำคาญคนประเภทที่ชอบเอะอะโวยวายทำตัวกร่างแบบนี้ที่สุด ถ้าไม่หาเรื่องก็แล้วไป แต่ถ้าจะหาเรื่องจริงๆ แล้วต้องชกต่อยกันน่ะเหรอ เขาไม่เคยกลัวใครอยู่แล้ว
“โอ้โห! ท้าทายเหรอ! วันนี้ฉันจะอัดแกให้เละเลย!”
รปภ. คนนั้นบันดาลโทสะ ยกเท้าขึ้นถีบ
ฉู่ชิงไม่แม้แต่จะกะพริบตา เขายกมือขึ้นคว้าข้อเท้าของอีกฝ่าย ดึงเข้าหาตัวเบาๆ แล้วผลักออกไป
รปภ. รู้สึกเพียงว่ามีแรงมหาศาลส่งมา ร่างกายหงายหลังล้มตึง “พลั่ก” ลงกับพื้น
“โอ๊ย!”
รปภ. กุมเอวด้านหลังร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด รู้ตัวว่าเจอของแข็งเข้าให้แล้วก็ปอดแหกขึ้นมาทันที ในใจรู้สึกลังเลสับสนเป็นอย่างมาก
จะลุกขึ้นมาก็ต้องสู้ต่อ ซึ่งก็สู้ไม่ไหว จะกลับไปเรียกคน เวลานี้เขาก็ไปกินข้าวกันหมด เรียกใครไม่ได้ จะยอมแพ้ดื้อๆ ก็เสียหน้าเกินไป เลยตัดสินใจนอนอยู่บนพื้นทำทีเป็นนิ่งขรึมซะเลย
โชคดีที่ยังไม่ถึงฆาต มีชายหนุ่มสองคนวิ่งมาจากทางประตูใหญ่ เข้ามาช่วยพยุงเขาลุกขึ้นคนละข้าง
ทั้งสองคนรูปร่างผอมเล็ก คนหนึ่งสวมแว่นตา ท่าทางดูเจ้าเล่ห์ ส่วนอีกคนหางตาตก หน้าตาดูอมทุกข์สุดๆ
“พี่หลิว ไม่เป็นไรนะ! เดี๋ยวผมพยุงพี่กลับไปเอง”
หนุ่มแว่นถาม รปภ. ส่ายหน้า ร้องบอก “ไม่ต้องๆ” รัวๆ ไม่กล้าแม้แต่จะมองฉู่ชิง เขากุมเอวด้านหลัง ยอมลงบันไดตามน้ำที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้แล้วเดินจากไป
“ลูกพี่อย่าถือสาเลยนะ ถือซะว่าผู้ใหญ่ไม่เอาเรื่องผู้น้อย”
หนุ่มแว่นเดินเข้ามาส่งยิ้มขอโทษขอโพยฉู่ชิง
เมื่อครู่ทั้งสองคนเห็นการปะทะคารมของพวกเขามาตลอด เดิมทีตั้งใจจะเข้ามาห้ามปราบ นึกไม่ถึงว่ายังไม่ทันก้าวขา ทางนี้ก็ลงมือกันซะแล้ว แถมยังลงมือได้เฉียบขาดมาก ทั้งสองยังไม่ทันตั้งตัว รปภ. ก็ไปนอนกองอยู่ตรงนั้นเสียแล้ว
ให้ตายเถอะ! นี่มันยอดฝีมือชัดๆ!
“ไม่เป็นไรๆ”
ฉู่ชิงโบกมือ ขี้เกียจไปถือสากับพวกกระจอกพรรค์นั้น พอคิดจะคาบบุหรี่ขึ้นมาใหม่ จู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า “ตรงนี้ให้สูบบุหรี่ไหม”
ชกชนะก็จริง แต่นั่นเป็นเพราะ รปภ. ดูถูกคนอื่น เขาไม่ใช่คนนิสัยชอบหาเรื่อง กฎระเบียบก็ยังต้องรักษา ถ้าตรงนี้ไม่ให้สูบบุหรี่จริงๆ ก็แค่เปลี่ยนที่ ไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหน
“สูบได้ๆ ตามสบายเลย!” หนุ่มแว่นรีบบอก
“อ้อ”
ฉู่ชิงรับคำ คาบบุหรี่ครึ่งมวนที่เหลือไว้ตามเดิม มือข้างหนึ่งเกาหัว รู้สึกได้ถึงความมันเยิ้ม
คืนนี้คงต้องสระผม แล้วก็ต้องอาบน้ำด้วย เขาคิดในใจ
สองเดือนมานี้เขายังไม่ได้อาบน้ำเลยสักครั้ง ห้องเช่าซอมซ่อแห่งนั้นไม่มีสภาพเอื้ออำนวยให้อาบน้ำได้เลย ทำได้แค่ต้มน้ำร้อนแล้วเอาผ้าขนหนูมาเช็ดตัว
แต่เขาก็มุดกองขยะอยู่ทุกวัน จนตัวมีแต่กลิ่นเหม็นเน่า จะเช็ดตัวก็เปลืองผ้าขนหนูเปล่าๆ ตอนหลังเลยปล่อยให้สกปรกไปเลย ตอนนี้ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ ถึงได้คิดจะทำตัวหรูหราสักหน่อยด้วยการไปแช่น้ำที่โรงอาบน้ำดีๆ สักครั้ง
“ไปเถอะ กลับกันได้แล้ว”
หนุ่มแว่นเห็นเรื่องจบแล้ว จึงดึงเพื่อนเตรียมจะเข้าประตูโรงเรียน
แต่ดึงแล้วกลับไม่ขยับ เห็นเพื่อนยืนนิ่งไม่ไหวติงเอาแต่มองยอดฝีมือคนนั้นสูบบุหรี่ ในใจก็สงสัย จึงถามว่า “นายมองอะไรน่ะ หรือว่าอยากฝากตัวเป็นศิษย์”
เพื่อนของเขาส่ายหน้าแล้วพูดว่า “นายดูท่าทางตอนเขานั่งยองๆ สูบบุหรี่นั่นสิ มันเหมาะมากเลยไม่ใช่เหรอ”
“หืม?”
หนุ่มแว่นได้ยินดังนั้นก็หันไปมองฉู่ชิงบ้าง พิจารณาอย่างละเอียดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “อย่าว่าอย่างงั้นอย่างงี้เลย บุคลิกเขาเหมาะมากจริงๆ ดีกว่าฉันอีก ถ้างั้นนายลองเข้าไปคุยดูไหม”
เพื่อนคนนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “อืม ฉันจะเข้าไปคุยดู” จู่ๆ ก็พูดขึ้นอีกว่า “ถ้างั้นนายก็ต้องลงมาแล้วนะ!”
“ปัดโธ่! นั่นเพราะนายหาคนไม่ได้ ฉันถึงต้องจำใจรับงานทั้งที่ในใจไม่มีความมั่นใจเลยสักนิด ฉันล่ะอยากให้มีคนมาแทนใจจะขาด!” หนุ่มแว่นบอก
“นายนี่มันขี้เกียจสันหลังยาว ทัศนคติการทำงานมีปัญหานะ!” เพื่อนพูดกลั้วหัวเราะ
“พอๆ นายรีบไปเถอะ เขาจะไปแล้วนั่น” หนุ่มแว่นบอก
ฉู่ชิงสูบบุหรี่เสร็จก็ขยี้ดับก้นบุหรี่ ใช้นิ้วดีดออกไปตกลงในถังขยะด้านหน้าอย่างแม่นยำ
พอเขายืนขึ้นกำลังจะเดินจากไป ก็ได้ยินเสียงคนตะโกนเรียก “พี่ชาย เดี๋ยวก่อน!”
ฉู่ชิงหันกลับไป เห็นผู้ชายหน้าตาอมทุกข์หางตาตกคนเมื่อกี้วิ่งเข้ามา เปิดปากก็ถามเลยว่า “พี่ชาย สนใจอยากเล่นหนังไหม”







