"อะไรนะ?"
ฉู่ชิงคิดว่าตัวเองหูฝาด
"คุณอยากเล่นหนังไหม?" ชายคนนั้นทวนคำถามอีกครั้ง
ฉู่ชิงถามด้วยความสงสัย "คุณเป็นใคร?"
"ผมมาจากสถาบันภาพยนตร์ อีกไม่กี่เดือนก็จะเรียนจบแล้ว เลยอยากถ่ายหนังเก็บไว้เป็นที่ระลึกสักเรื่อง อ้อ ผมชื่อเจี่ยจางเคอ" เขาพูดพลางดึงตัวชายสวมแว่นเข้ามา "นี่หวังหงเหว่ย เพื่อนร่วมชั้นผมเอง"
"ให้เท่าไหร่?" ฉู่ชิงถาม
"อะไรนะ?" คราวนี้เจี่ยจางเคอเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง
"ให้เงินเท่าไหร่? คงไม่ได้ให้ทำฟรีๆ หรอกนะ?" ฉู่ชิงพูด
"อ้อ! แน่นอนว่าไม่" เจี่ยจางเคอรีบตอบ เขาไม่เคยเจอใครตรงไปตรงมาขนาดนี้มาก่อน จึงถามด้วยความรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย "คุณจะไม่ถามหน่อยเหรอว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร แล้วได้เล่นบทไหน?"
ฉู่ชิงตอบ "ตราบใดที่ไม่ใช่หนังโป๊ผมเล่นได้หมด สรุปว่าคุณให้เท่าไหร่กันแน่?"
เจี่ยจางเคอกับหวังหงเหว่ยสบตากัน ก่อนที่คนหลังจะเอ่ยขึ้น "หนังของเราเป็นหนังทุนต่ำ ทุนสร้างไม่เยอะ แต่บทดีมากๆ คุณจะได้เป็นพระเอก..."
"หยุดๆ บอกมาตรงๆ เลยว่าให้เท่าไหร่!" ฉู่ชิงพูดแทรก
ทั้งสองคนยิ้มเจื่อน เจี่ยจางเคอนิ่งคิดไปครู่หนึ่งแล้วตอบ "หนึ่งพันหยวน"
ฉู่ชิงถาม "ต้องถ่ายทำนานแค่ไหน แล้วถ่ายที่ไหน?"
เจี่ยจางเคอตอบ "สองเดือน ถ้าราบรื่นก็เดือนกว่าๆ ถ่ายทำที่เฟินหยางทั้งเรื่อง"
"เฟินหยางอยู่ไหน?" ฉู่ชิงงุนงง
"อยู่ที่ซานซี"
"มีที่พักกับอาหารให้ไหม?" นี่ต่างหากคือสิ่งที่เขาสนใจที่สุด
สองคนที่อยู่ตรงข้ามถึงกับพูดไม่ออก หวังหงเหว่ยตอบ "มีให้ แต่สภาพอาจจะไม่ค่อยดีนัก"
"อ้อ งั้นก็ไม่เป็นไร" ฉู่ชิงคิดในใจ 'เงินหนึ่งพันหยวน สองเดือน มีกินมีที่พัก งานนี้ทำได้!'
ทว่าเขาก็ยังลองต่อราคาดู "สองพันได้ไหม?"
เจี่ยจางเคอพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง ทุนสร้างหนังเรื่องนี้มีแค่สองแสนหยวน แต่การจ่ายค่าตัวพระเอกสองพันหยวนก็อยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ จึงลองต่อรองกลับไป "หนึ่งพันห้าร้อย"
"สองพัน!" ฉู่ชิงยังอยากยืนกรานอีกนิด
"ตกลง!" คราวนี้เจี่ยจางเคอตอบรับอย่างง่ายดาย
"เอ่อ คุณช่วยแนะนำตัวหน่อยสิ" เจี่ยจางเคอรู้สึกว่าการที่ต้องมาต่อรองราคากับอีกฝ่ายเหมือนแม่ค้าขายผักข้างถนนเพื่อหนังของตัวเองนั้น ช่างน่ารันทดใจอย่างบอกไม่ถูก
"อ้อ ผมชื่อฉู่ชิง อายุ 21 ปี บ้านเกิดอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนเมืองอะไรคงไม่ต้องบอก พวกคุณคงไม่เคยได้ยินหรอก อยู่ที่นี่มาสี่ปีแล้ว เป็นคนเก็บของเก่าขาย"
ตอนที่บอกว่าตัวเองเก็บของเก่าขาย ท่าทีของเขาดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่มีทีท่าว่ารู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย
เจี่ยจางเคอกลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ดูจากผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงเหมือนรังนกและหนวดเคราหรอมแหรม ยังไงก็ต้องอายุสักยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปด นึกไม่ถึงว่าจะยังหนุ่มขนาดนี้
ทั้งสามคนจับมือกัน ถือว่าได้ทำความรู้จักกันแล้ว
ฉู่ชิงถาม "แล้วเราต้องทำอะไรต่อ? พวกผู้กำกับต้องแคสติ้งไม่ใช่เหรอ ผมต้องลองแสดงให้ดูสักฉากไหม บอกไว้ก่อนนะ ผมแสดงละครไม่เป็น"
เจี่ยจางเคอถึงกับกุมขมับ อย่าเพิ่งนึกเรื่องแคสติ้งขึ้นมาได้ตอนที่ตกลงราคากันเสร็จแล้วสิฟะ ไอ้งั่งเอ๊ย!
เขามองข้ามรายละเอียดชวนปวดหัวพวกนั้นไป แล้วตอบว่า "ไม่ต้องหรอก เราหานักแสดงสมัครเล่นกันทั้งนั้น เอาเป็นว่าเราต้องเตรียมงานกันอีกสองสามวัน คุณทิ้งช่องทางติดต่อไว้ ถึงเวลาแล้วจะแจ้งให้ทราบ"
"ได้ ผมไม่มีเพจเจอร์ พวกคุณมาหาผมที่นี่ก็แล้วกัน" ฉู่ชิงบอกที่อยู่บ้านเช่า หวังหงเหว่ยจึงจดลงสมุด
"งั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ผมไปก่อนนะ" ฉู่ชิงไม่ได้พูดถึงเรื่องเงิน ในสายตาเขา การรับเงินหลังจากทำงานเสร็จถือเป็นเรื่องปกติ
"หา? อ้อ ได้ ไว้เจอกันนะ"
คำพูดอีกครึ่งประโยคของเจี่ยจางเคอถูกกลืนลงคอ เขาตั้งใจจะชวนทั้งสามคนไปกินข้าวที่ร้านอาหารเล็กๆ เพื่อสร้างความคุ้นเคย ใครจะไปรู้ว่าพ่อคุณคนนี้จะตัดบทฉับไวขนาดนี้
"งั้นบายนะ"
ฉู่ชิงโบกมือลา ท่าทางไม่ได้ดูเหมือนคนที่เพิ่งรับงานแสดงหนังเลยแม้แต่น้อย ราวกับเพิ่งซ่อมรองเท้าขาดๆ เสร็จไปคู่หนึ่ง สงบนิ่งเสียจนไม่รู้จะสงบยังไงแล้ว
ความสงบนิ่งนี้ทำให้เจี่ยจางเคอจดจำไปชั่วชีวิต หลายปีต่อมา เขายังมักจะพูดถึงท่าทางของฉู่ชิงในตอนนั้นว่าน่าโดนอัดซะจริงๆ
เรื่องนี้ยังทำให้เขาเข้าใจด้วยว่า ภาพยนตร์ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของมัน และไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมันเหมือนกับตัวเขา
บางคนคิดว่ามันคือชีวิต แต่บางคนก็มองว่ามันเป็นแค่งาน
…………
กลางดึก
ในลานบ้านซอมซ่อแห่งหนึ่ง มีบ้านชั้นเดียวสองสามหลังตั้งเบียดเสียดกันโย้เย้ราวกับตัวต่อที่วางไม่เป็นระเบียบ
ตอนที่ฉู่ชิงกลับมา เขาแวะคุ้ยเอาเศษถ่านหินก้อนใหญ่ๆ จากกองขี้เถ้าใต้หน้าต่างบ้านเจ้าของบ้านเช่า แล้วยัดใส่เตาเล็กๆ ในห้องตัวเอง
ไม่นานไฟก็ลุกโชน เผาไหม้หน้าเตาจนแดงฉาน ภายในห้องเริ่มมีความอบอุ่น
ฉู่ชิงหยิบกล่องข้าวมา ภายในมีบะหมี่ที่เหลือจากเมื่อเช้าจับตัวกันเป็นก้อน เขาเติมน้ำลงไปเล็กน้อยแล้วนำไปอุ่นบนเตา
นี่เป็นห้องขนาดเพียงสิบตารางเมตร นอกจากเตาเหล็กแล้ว ก็วางได้แค่เตียงหนึ่งหลังกับโต๊ะเก้าอี้หนึ่งชุด
เขาไม่มีสัมภาระอะไรมากนัก มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่กี่ชิ้นกองอยู่บนเตียง ตรงมุมห้องมีกระป๋องน้ำอัดลมที่ถูกเหยียบจนแบนหลายสิบใบ กับขวดแก้วอีกสองสามใบ
ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีที่ขายได้ราคา แค่นี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบุหรี่ไปทั้งเดือนแล้ว
ฉู่ชิงถอดเสื้อแจ็คเก็ตหนังออก ด้านในเป็นเสื้อสเวตเตอร์สีเทา แน่นอนว่าสีเดิมอาจจะเป็นสีน้ำตาลหรือสีส้มก็ได้ คุณภาพของมันดีมาก ไหมพรมหนาๆ แม้จะถูกซักจนบางลงแต่ก็ยังใส่ได้
"เฮ้อ!"
ฉู่ชิงเอนตัวลงนอนบนเตียง เหยียดขาสองข้างออกไปยาวๆ รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งตัว
สิ่งที่เขาพอใจที่สุดในบ้านหลังนี้ก็คือเตียงใหญ่หลังนี้ ด้วยความสูงร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ถึงจะกินไม่อิ่มปากอิ่มท้องแต่ร่างกายกลับกำยำล่ำสัน เตียงเล็กๆ คงนอนไม่พอดีแน่
บนเพดานมีสายไฟห้อยยาวลงมา แขวนหลอดไฟสีเหลืองสลัวๆ ไว้ดวงหนึ่ง ซึ่งก็เพียงพอที่จะส่องสว่างให้ทั้งห้อง
เขารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่แปลกประหลาด ไม่ใช่เพราะมีคนมาชวนไปถ่ายหนัง เขาไม่ได้รู้สึกว่าการถ่ายหนังเป็นเรื่องใหญ่อะไร คิดแค่ว่าได้หาเงินพิเศษ
ที่เขารู้สึกแปลกประหลาด เป็นเพราะการตัดสินใจของตัวเองต่างหาก
ชาติก่อนเขาไม่เคยเป็นฝ่ายเลือกที่จะทำอะไรเลย ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นและจบลงไปเองตามธรรมชาติ
เรียนไม่เก่ง ก็เลยสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ จึงต้องกลับบ้านไปสืบทอดร้านซ่อมรองเท้าของพ่อ พอฝึกฝนฝีมือจนเก่ง ธุรกิจก็ดีตามไปด้วย ซื้อบ้านได้ แถมยังมีเงินเก็บ พออายุยี่สิบกว่าๆ ก็แต่งงานตามระเบียบ ญาติเป็นคนแนะนำให้ หน้าตาธรรมดา แต่นิสัยดีมาก พวกเขาไม่เคยจีบกันแบบคนรัก แต่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ต่อมาก็มีลูกสาว ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูก มีความสุขจนไม่รู้จะสุขยังไงแล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างช่างเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีคลื่นลมหรือจุดพลิกผันใดๆ
แต่วันนี้เขามีความรู้สึกว่า พอเลือกที่จะถ่ายหนังแล้ว นับจากนี้ไปเขาคงได้เดินบนเส้นทางที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ปุดๆๆ!"
เสียงน้ำเดือดดังมาจากกล่องข้าว
ฉู่ชิงได้สติกลับมา เขาใช้มือเปล่ายกกล่องข้าวไปวางบนโต๊ะโดยไม่กลัวร้อน แล้วหยิบชามน้ำพริกไข่ผัดรสชาติเค็มจัดเข้มข้นมาตักราดบะหมี่หนึ่งช้อน ก่อนจะซดกินเสียงดังซู้ดซ้าด
เขาไม่เคยเลือกกิน ขอแค่กินอิ่มก็พอ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกว่าน้ำพริกถ้วยนี้อร่อยมากอีกด้วย
ฉู่ชิงทำกับข้าวเป็น ฝีมือก็ไม่เลว แต่น้ำพริกถ้วยนี้เขาไม่ได้ทำเอง มีคนเอามาให้
"แกรก!"
ประตูรั้วมีเสียงดังขึ้น ตามมาด้วยเสียง "ครืดๆ" ของการเข็นรถจักรยาน ฉู่ชิงมองดูนาฬิกาเก่าๆ ที่แขวนอยู่บนผนัง เวลาสองทุ่มครึ่ง
ยัยเด็กนั่นน่าจะกลับมาแล้ว
เขามีเพื่อนบ้านคนหนึ่งชื่อหวงอิ่ง อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี และใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงเพียงลำพังเช่นกัน เธอทำงานที่โรงงานทอผ้าซึ่งอยู่ไกลมาก ทุกวันต้องปั่นจักรยานเก่าๆ ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาตอนดึกดื่น
เมื่อสองปีก่อนตอนที่เธอย้ายเข้ามาในลานบ้านแห่งนี้ เด็กสาวมีสัมภาระเยอะมาก ขนย้ายอยู่ตั้งนาน ฉู่ชิงเห็นแล้วสงสารจึงเข้าไปช่วย ทั้งสองคนเลยเริ่มไปมาหาสู่กัน หวงอิ่งเป็นคนจิตใจดี แม้จะช่วยเรื่องอื่นไม่ได้ แต่พอเห็นผู้ชายหยาบๆ อย่างเขาใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนา ก็มักจะทำของกินมาให้เสมอ เสื้อผ้าขาดก็ช่วยเย็บปะให้
หลังจากที่ฉู่ชิงมาเกิดใหม่ เขาก็ไม่ได้ตัดขาดการติดต่อ เด็กสาวคนนี้เป็นคนดีจริงๆ เขาปฏิบัติต่อเธอเหมือนน้องสาวแท้ๆ ของตัวเอง
กินข้าวเสร็จสักพัก เขาก็ต้มน้ำร้อนเพื่อลวกทำความสะอาดกล่องข้าว
ไม่ว่ายุคสมัยไหน ชีวิตความบันเทิงของคนจนก็มักจะขัดสนเสมอ เมื่อฉู่ชิงกินอิ่มและไม่มีอะไรทำ เขาก็เตรียมตัวถอดเสื้อผ้านอน
ตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียง "ก๊อกๆๆ" มีคนมาเคาะประตู
ฉู่ชิงมองเงาดำนอกประตูก็รู้ว่าเป็นหวงอิ่ง พอเปิดประตูออกไป ก็เห็นเด็กสาวยืนอยู่ข้างนอกจริงๆ
"พี่ฉู่ชิง"
"มีอะไรเหรอ?"
หวงอิ่งมีท่าทีร้อนรนและพูดว่า "เมื่อกี้พี่จางไปที่ห้องฉัน ไม่ยอมบอกว่ามีธุระอะไร นั่งแล้วก็ไม่ยอมไป ชวนคุยสัพเพเหระ ฉันก็ไม่กล้าไล่ ทำยังไงดีล่ะพี่?"
พี่จางชื่อว่าจางเปียว หรือก็คือเจ้าของบ้านเช่า อาศัยอยู่ในห้องที่ดีที่สุดของลานบ้านแห่งนี้ ทุกคนล้วนเป็นผู้เช่าของเขาทั้งนั้น อายุสามสิบกว่าๆ มีเมียแล้ว ปกติเป็นคนกลัวเมียหงอ แต่ชอบทำตัววางก้ามต่อหน้าคนอื่น
นึกไม่ถึงว่าหมอนี่นอกจากจะชอบวางก้ามแล้ว ยังหื่นกามอีกต่างหาก
ดึกดื่นค่อนคืน ผู้ชายอกสามศอกเข้าไปในห้องเด็กสาวแล้วหน้าด้านไม่ยอมกลับ จะให้มีเรื่องอะไรได้อีกล่ะ?
"เดี๋ยวพี่ไปดูเอง" ฉู่ชิงบอก
"พี่พูดกับเขาดีๆ นะ!" หวงอิ่งเดินตามหลังมาด้วยความกังวล ไม่ได้กังวลว่าเขาจะโดนอัด แต่กังวลว่าเขาจะน็อกเจ้าของบ้านต่างหาก
เด็กสาวหน้าตาดี แถมยังมักจะกลับบ้านดึกดื่นคนเดียว หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอพวกอันธพาลลวนลามบ้าง ประจวบเหมาะกับที่ฉู่ชิงมาเจอเข้าพอดี เลยจัดการซัดพวกนั้นจนหมอบราบคาบภายในไม่กี่นาที ทำให้หวงอิ่งประทับใจในความสามารถด้านการต่อสู้ของเขาอย่างชัดเจน
"ไม่เป็นไรหรอก"
ฉู่ชิงพูดปลอบใจ ก่อนจะเลิกม่านประตูผ้าฝ้ายแล้วเดินเข้าไปในห้อง
ห้องของหวงอิ่งใหญ่กว่าห้องเขาเล็กน้อย มีห้องนั่งเล่นเล็กๆ ด้านนอก ส่วนด้านในเป็นห้องนอน
ไฟเปิดสว่างไสว ชายร่างอ้วนท้วมคนหนึ่งกำลังนั่งแคะฟันอยู่บนเตียงของเด็กสาว
"อ้าว! พี่จางก็อยู่ด้วยเหรอ! กินข้าวรึยัง!"
ฉู่ชิงเดินเข้าประตูมาก็ได้กลิ่นเหล้าคลุ้ง จางเปียวเงยหน้าแดงก่ำขึ้นมา พอเห็นว่าเป็นเขาจึงทักทาย "อาฉู่ ดึกป่านนี้แล้วมาทำอะไรล่ะ? มีธุระอะไรหรือเปล่า?"
"ไม่มีอะไรหรอก แค่กินอิ่มแล้วว่างจัด เลยแวะมาดูว่ามีใครว่างกว่าผมไหม"
ฉู่ชิงไม่ได้หาที่นั่ง เขายืนพูดกับอีกฝ่าย "ซ้อไม่อยู่บ้านล่ะสิ!"
จางเปียวได้ยินเขาพูดจาไม่เกรงใจก็หน้าตึง ถามกลับว่า "แกหมายความว่าไง?"
"ไม่ได้หมายความว่าไง ผมแค่คิดว่าถ้าซ้ออยู่บ้าน พี่คงไม่มีความกล้ามาที่นี่หรอก" ฉู่ชิงหัวเราะ
กับคนประเภทนี้ ฉู่ชิงขี้เกียจเสียเวลาด้วย จึงพูดว่า "ดึกมากแล้ว พี่จางกลับไปนอนเถอะ"
"เฮอะ! ลานบ้านนี้เป็นของฉันทั้งนั้น ฉันอยากจะอยู่ตรงไหนก็อยู่ แก แกจะทำอะไร..."
ฉู่ชิงเดินเข้าไปคว้าคอเสื้ออีกฝ่าย ออกแรงกระชากทีเดียว ร่างอ้วนท้วมของจางเปียวก็ถูกหิ้วลงมาจากเตียงทันที
"แกจะทำอะไร! แกจะทำอะไร! ปล่อยนะโว้ย!"
จางเปียวใช้สองมือปัดป่ายไปมามั่วซั่ว สุดท้ายก็คว้าแขนฉู่ชิงไว้เพื่อพยายามดิ้นให้หลุด
แขนของฉู่ชิงที่ดูผอมบางราวกับคีมเหล็กที่คีบคอเสื้อเขาไว้แน่น
"ปล่อยนะ! ฉันจะบอกให้ ห้องนั้นฉันไม่ให้แกเช่าแล้ว! ไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้เลย! ปล่อยสิวะ เดี๋ยวพ่อก็อัดให้น่วมหรอก!"
จางเปียวร้องโวยวายไม่หยุดราวกับหมูที่กำลังจะถูกลากไปเชือด แต่ก็ดิ้นไม่หลุดเสียที
ฉู่ชิงลากเขาออกมาแบบนั้น ลากมาจนถึงลานบ้าน ก่อนจะออกแรงที่มือ เหวี่ยงร่างนั้นกระเด็นออกไปไกลกว่าหนึ่งเมตร แล้วตามไปเตะซ้ำเข้าที่กระดูกก้นกบอย่างจัง
จางเปียวร้อง "โอ๊ย" ออกมาเหมือนหมูถูกเชือด รู้สึกเหมือนร่างกายซีกหนึ่งเป็นอัมพาตไปแล้ว ตอนนี้เขาสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง สายตาที่มองไปยังฉู่ชิงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ผู้เช่าอีกสองห้องได้ยินเสียงก็เปิดประตูหน้าต่างชะโงกหน้าออกมาดู พอเห็นว่าเป็นเจ้าของบ้านที่นอนหมอบอยู่บนพื้นเพราะโดนอัดก็พากันสะใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าแส่หาเรื่อง มองแวบเดียวก็หดหัวกลับไป
"เป็นไง เดินเองไหวไหม หรือจะให้ผมไปส่งที่ห้อง?" ฉู่ชิงถาม
ความเจ็บปวดรุนแรงเมื่อครู่เริ่มทุเลาลงแล้ว แต่จางเปียวยังคงหวาดผวา ร่างกายสั่นเทิ้ม รีบตอบว่า "ไม่ต้องๆ ฉันเดินเองได้!"
เขารีบตะเกียกตะกายลุกขึ้น เดินโซเซกลับเข้าห้องไป เสียงประตูปิดดัง "ปัง" และถูกล็อคอย่างแน่นหนา
ฉู่ชิงส่ายหน้า หันไปพูดกับหวงอิ่งที่ยืนอึ้งอยู่ข้างๆ ว่า "ไม่มีอะไรแล้ว เธอเองก็กลับไปนอนเถอะ ล็อคประตูให้ดีล่ะ"
เขาหันหลังเตรียมจะกลับห้อง หวงอิ่งก็รีบเรียกไว้ "พี่ฉู่ชิง!"
"หืม มีอะไรอีกเหรอ?" ฉู่ชิงถาม
"พี่อยู่เป็นเพื่อนฉันสักพักได้ไหม? ฉันกลัว" หวงอิ่งเสียงแผ่วเบา ไม่กล้าสบตาเขา
ฉู่ชิงคิดว่ายังไงก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว คุยเล่นสักพักก็ดีเหมือนกัน จึงตอบไปว่า "ได้ เดี๋ยวพี่ขอกลับไปเอาน้ำก่อนนะ"
พูดจบเขาก็กลับไปยกแก้วน้ำใบใหญ่ของตัวเองออกมา แล้วทั้งสองคนก็เดินเข้าไปในห้องของหวงอิ่ง







