พริบตาเดียวก็ถึงวันที่ 25 มิถุนายน วันสอบประเมินของสถาบันระดับสูง
ช่วงเช้าคือเวลาสอบประเมินของสถาบันสงคราม
สอบสถาบันสงครามก่อนแล้วตามด้วยสถาบันอารยธรรม พอถึงวันที่ 26 จึงจะเป็นการสอบประเมินของสถาบันกิจการภายในและสถาบันวิจัย ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วสองสถาบันนี้มีความยากในการสอบค่อนข้างต่ำ แถมผู้เข้าสอบส่วนใหญ่ก็มักจะสมัครสอบเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นแล้วเท่านั้น
...
สถานที่สอบประเมินตั้งอยู่ที่สถาบันระดับกลางหนานหยวน
ตั้งแต่เช้าตรู่ บริเวณโดยรอบสถาบันก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คน กองกำลังรักษาเมือง หอจับลม และองครักษ์หลงอู่ต่างทยอยยกกำลังกันออกมา สถาบันระดับกลางหนานหยวนเริ่มประกาศกฎอัยการศึกแล้ว
ผู้เข้าสอบนับพันคนเข้าร่วมการสอบประเมิน คนเหล่านี้คืออนาคตของเมืองหนานหยวน ทางหนานหยวนจึงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง กอปรกับเรื่องที่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ลอบโจมตีครั้งก่อนเพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ทางหนานหยวนจึงไม่กล้าประมาท
ซูอวี่กับเฉินฮ่าวเดินทางมาด้วยกัน ตอนที่มาถึงนั้น ด้านนอกสถาบันมีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยกำลังรออยู่
รถราแทบจะปิดตายถนนทางเข้าออกของสถาบัน
ทางฝั่งสำนักตรวจตรา ซูอวี่ยังเห็นพ่อของเฉินฮ่าวกำลังสั่งการอยู่ในพื้นที่ด้วย
ที่หน้าประตูสถาบัน เจ้าหน้าที่ที่ไม่คุ้นหน้าหลายคนตรวจสอบบัตรประจำตัวนักเรียนและบัตรประจำตัวประชาชนของพวกซูอวี่ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขาเข้าไปในสถาบัน
"อาอวี่ ฉันจะสอบไม่ผ่านหรือเปล่าเนี่ย"
เฉินฮ่าวค่อนข้างประหม่า เขาเอาแต่ซักถามไม่หยุด
ซูอวี่ถอนหายใจ "ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่ห้ายังสอบไม่ติด หนานหยวนก็คงไม่มีกี่คนที่สอบติดแล้วล่ะ"
"แต่ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่ห้าก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องสอบติดแน่ๆ นี่นา"
"ไอ้คนช่างเถียงเอ๊ย!"
ซูอวี่ด่าในใจ คนที่อยู่ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่ห้าแล้วสอบไม่ติดก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่หมอนี่ดันเอาตัวเองไปสวมบทบาทเป็นคนพวกนั้นเสียให้ได้ แล้วเขาจะมีวิธีไหนไปช่วยได้ล่ะ
ทั้งสองเดินมุ่งหน้าไปทางสนามสอบ ระหว่างทางก็บังเอิญเจอกับเพื่อนร่วมชั้นไม่น้อย
แน่นอนว่าส่วนใหญ่แล้วพวกเขาก็ไม่รู้จัก
ที่นี่ไม่ได้มีแค่คนของสถาบันระดับกลางหนานหยวน แต่ยังมีคนจากสถาบันอื่นๆ ในหนานหยวนอีกหลายแห่ง นอกจากนี้ยังมีคนจากต่างถิ่นอีกจำนวนไม่น้อย
ความจริงพวกคนต่างถิ่นค่อนข้างดูออกง่าย นักเรียนของหนานหยวนโดยทั่วไปจะสวมเครื่องแบบของสถาบัน ส่วนพวกคนต่างถิ่นส่วนใหญ่มักจะสวมเสื้อผ้าของตัวเองที่ค่อนข้างดูดี หรือจะเรียกว่าทันสมัยก็ได้ อย่างน้อยๆ ก็ดูดีกว่าทางฝั่งหนานหยวนอยู่ไม่น้อย
เวลานี้พวกคนต่างถิ่นต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนใหญ่มักจะเดินมาคนเดียว ไม่มีความคิดที่จะหันไปสนใจว่าพวกนักเรียนของหนานหยวนจะเป็นอย่างไรเลยแม้แต่น้อย
ต่อให้นักเรียนของหนานหยวนจำนวนไม่น้อยจะมองดูพวกเขาด้วยสายตาเป็นศัตรูอยู่บ้าง แต่คนเหล่านี้ก็ไม่สนใจใยดี
พวกเขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องพรรค์นี้เลยสักนิด และไม่ได้มองนักเรียนของหนานหยวนเป็นคู่แข่งด้วยซ้ำ
...
ด้านนอกสนามสอบของสถาบัน
นักเรียนหนุ่มสาวหลายคนจับกลุ่มรวมกัน มีทั้งชายและหญิง
คนเหล่านี้ดูเหมือนจะเพิ่งมาเจอกัน นักเรียนต่างถิ่นคนอื่นๆ ส่วนใหญ่มักจะไม่คุ้นเคยกัน ทว่าพวกเขากลุ่มนี้กลับเหมือนจะรู้จักกัน
ที่ใจกลางกลุ่มมีเด็กสาวคนหนึ่งมัดผมยาว รูปร่างสูงโปร่ง บนใบหน้าประดับด้วยความเย็นชา
ส่วนคนอื่นๆ รอบกายก็ล้วนเป็นผู้ชายที่หล่อเหลาและผู้หญิงที่สะสวย
พอมองปุ๊บก็แยกตัวออกจากคนกลุ่มอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน
บริเวณที่ห่างออกไปมีคนที่รู้จักพวกเขาพากันชี้ไม้ชี้มือมาทางนี้ ราวกับกำลังวิพากษ์วิจารณ์อะไรบางอย่าง
คนกลุ่มนี้ไม่ได้สนใจพวกนั้น เมื่อทุกคนมาเจอกันก็ดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง คล้ายกับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
ผ่านไปเนิ่นนาน เด็กหนุ่มที่มีบุคลิกสดใสคนหนึ่งก็ยิ้มและเอ่ยขึ้นมาว่า "ทุกคนก็อยู่ด้วยเหรอเนี่ย บังเอิญจังเลย!"
"ใช่ บังเอิญจริงๆ ฉันนึกว่าพวกนายจะอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ยซะอีก!"
"พวกนายก็ไม่มีความมั่นใจว่าจะสอบติดที่เขตปกครองต้าเซี่ยเหมือนกันสินะ ฉันก็นึกว่าจะมีแค่ฉันคนเดียวที่ไม่มั่นใจซะอีก"
"..."
เมื่อมีคนเปิดบทสนทนา คนเหล่านี้ก็เริ่มพูดคุยกันไปมา และเริ่มคุยกันอย่างออกรสชาติอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวที่อยู่ใจกลางกลุ่มอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว รอจนพวกเขาสนทนากันไปได้สักพัก นางก็พูดขึ้นด้วยความไม่สบอารมณ์ว่า "จะมาเสแสร้งอะไรกัน! ต่อให้อยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ย พวกเราก็สอบเข้าได้สบายๆ อยู่แล้ว! ทุกคนมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครรู้สักหน่อย!"
ทุกคนต่างก็ยังเด็ก ในใจจึงมีความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง และยังไม่ได้เจนโลกถึงเพียงนั้น
ครู่ต่อมา เด็กหนุ่มอีกคนก็พูดกลั้วหัวเราะแห้งๆ "ฉันไม่ได้อยากมาสอบประเมินที่หนานหยวนสักหน่อย สอบติดไปก็ขายขี้หน้าเปล่าๆ เป็นท่านอาของฉันต่างหากที่บังคับให้ฉันมาดูที่นี่ มาดูซูอวี่คนนั้น คนที่จู่ๆ ผู้ช่วยสอนไป๋ก็อยากจะรับเป็นนักเรียน..."
พอคำพูดนี้หลุดออกมา สายตาของทุกคนก็เปลี่ยนไป หลายคนหันไปมองเด็กสาวที่มัดผมหางม้าคนนั้น "อู๋หลาน เธอก็มาเพราะเรื่องนี้เหมือนกันเหรอ? คะแนนประเมินรวมของเธออยู่ในระดับบนขั้นกลาง ตอนนี้อาจจะขึ้นไปถึงระดับบนขั้นสูงแล้วด้วยซ้ำ เธอจำเป็นต้องมาด้วยเหรอ?"
อู๋หลานมีสีหน้าเย็นเยียบ "ฉันเองก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าซูอวี่คนนี้จะยอดเยี่ยมสักแค่ไหนกันเชียว! ยอดเยี่ยมจนถึงขั้นที่ผู้ช่วยสอนไป๋เฟิงเอาไปพูดที่สำนักรับสมัครว่าอู๋หลานอย่างฉันไม่นับเป็นอะไรเลย!"
น้องสาวของอู๋ฉี!
วันนั้นตอนที่หลิวหงแนะนำนางให้เป็นนักเรียนของไป๋เฟิง ไป๋เฟิงกลับมีสีหน้ารังเกียจ อู๋ฉีไม่ได้ใส่ใจก็จริง แต่พอเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป สำหรับอู๋หลานแล้ว มันเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจมากเกินไปจริงๆ
ไม่เพียงแต่กระทบกระเทือนจิตใจเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กสาวตัวเล็กๆ รู้สึกว่าไม่มีหน้าจะไปพบใครอีกด้วย
หากไป๋เฟิงไม่พูดอะไรก็แล้วไปเถอะ แต่เขากลับจงใจพูดว่าไม่ได้สนใจ ระดับบนขั้นกลางไม่นับเป็นอะไร พอคำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ก็ทำให้เจ้าตัวต้องอับอายขายหน้าจนเกินทน
การที่นางมาในครั้งนี้ จุดประสงค์แตกต่างจากคนอื่นๆ
คนพวกนี้ไม่มากก็น้อยยังแอบมีความหวังลมๆ แล้งๆ อยู่บ้าง ว่าถ้าหากพวกเขายอดเยี่ยมกว่าซูอวี่มากๆ พอเกิดการเปรียบเทียบกันแล้ว ไป๋เฟิงจะยอมรับพวกเขาเป็นนักเรียนหรือไม่?
ทว่าอู๋หลานไม่ได้คิดเช่นนั้น นางแค่อยากจะให้ไป๋เฟิงเห็นว่านักเรียนที่เขารับนั้นขยะสักแค่ไหน!
ไม่คู่ควรจะนำมาเปรียบเทียบกับอู๋หลานอย่างนางเลยสักนิด!
ไม่ใช่ว่าไป๋เฟิงไม่รับนางเป็นนักเรียน แต่เป็นนางต่างหากที่ไม่เห็นผู้ช่วยนักวิจัยอย่างไป๋เฟิงอยู่ในสายตา หากไม่ใช่เพราะอาจารย์ของไป๋เฟิง ผู้ช่วยนักวิจัยคนหนึ่งในสถาบันก็ไม่นับว่าเป็นตัวอะไรเลย
พี่สาวของนางก็เป็นผู้ช่วยนักวิจัย แถมยังเข้าใกล้ความเป็นนักวิจัยเต็มตัวมากกว่าไป๋เฟิงเสียอีก
ในเมื่อเปิดประเด็นพูดคุยกันแล้ว ทุกคนก็ไม่ปิดบังอีกต่อไป มีคนกระซิบเสียงเบาว่า "เขาสมัครสอบทั้งสองสถาบันใหญ่ สถาบันสงครามน่าจะแค่มาสอบพอเป็นพิธี หลักๆ น่าจะเป็นการสอบประเมินของสถาบันอารยธรรมในช่วงบ่าย พวกนายคิดว่าเขาจะเรียนรู้วิธีร่างอักษรเทวะได้หรือยัง?"
"คนอย่างเขาเนี่ยนะ?"
มีคนหลุดหัวเราะออกมา "ไม่ใช่ว่าฉันดูถูกเขานะ เขาเป็นแค่นักเรียนหนานหยวนคนหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นหรอก เคยเห็นอักษรเจตจำนงมากี่บทกันเชียว? ความจุเจตจำนงจะสูงสักแค่ไหน? ยังจะมาร่างอักษรเทวะอีก เขาจะรู้จักอักษรเทวะหรือเปล่ายังเป็นปัญหาเลย"
ทุกคนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส อู๋หลานพูดด้วยความรำคาญใจอยู่บ้างว่า "คนที่เราจะต้องเปรียบเทียบด้วยไม่ใช่เขา!"
แม้จะมาที่หนานหยวน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เพื่อมาเปรียบเทียบกับซูอวี่ คนที่นางต้องการจะเอาชนะจริงๆ คือไป๋เฟิงต่างหาก
แม้จุดประสงค์ของทุกคนจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วเป้าหมายยังคงตรงกัน นั่นก็คือการทำให้ไป๋เฟิงรู้ว่านักเรียนที่เขารับมานั้นขยะจริงๆ ห่วยแตกสุดๆ รับมาก็มีแต่จะเสียหน้าเปล่าๆ
ถ้าพวกเขาไม่มา อีกฝ่ายอาจจะคว้าอันดับหนึ่งของหนานหยวนไปครอง เพื่อให้ดูดีมีหน้ามีตาสักหน่อย
แต่ในเมื่อพวกเขามาแล้ว อย่าว่าแต่อันดับหนึ่งของหนานหยวนเลย แม้แต่อันดับสิบก็ยังไม่มีชื่อเขา และเมื่อนำไปเทียบกับอันดับหนึ่งแล้ว ก็ราวกับฟ้ากับเหวเลยทีเดียว
เช่นนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตั้งตนเป็นศัตรูกับไป๋เฟิงก็ดี หรืออยากให้ไป๋เฟิงล้มเลิกความคิดก็ดี ล้วนแต่เป็นโอกาสทั้งสิ้น
ระหว่างที่พูดอยู่นั้น มีคนเหลือบไปเห็นเฉินฮ่าวกับซูอวี่ที่อยู่ฝั่งโน้น จึงเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจว่า "นั่นใช่เขาหรือเปล่า?"
ทุกคนพากันหันไปมอง ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยดูประวัติบางส่วนของซูอวี่มาบ้างแล้ว จึงมีคนยืนยันอย่างรวดเร็วว่า "เขาแหละ!"
"จะเข้าไปคุยหน่อยไหม?"
"ไม่ไป ไม่มีประโยชน์หรอก!"
มีคนปฏิเสธ ไม่มีใครคิดอยากจะไปสนทนากับซูอวี่เลยสักนิด ทว่าการสังเกตการณ์ก็ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้
การเข้าไปคุยไม่มีประโยชน์อะไรเลย!
ซูอวี่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้เลยสักนิด ไป๋เฟิงจะรับลูกศิษย์ก็ดี หรือไม่รับลูกศิษย์ก็ดี ซูอวี่ไม่ใช่คนตัดสินใจเรื่องนี้
คนเหล่านี้ไม่ได้โง่ จุดประสงค์ของพวกเขาคือการแสดงให้เห็นว่ายอดเยี่ยมกว่าซูอวี่ เพื่อดูว่าพอจะทำให้ไป๋เฟิงถูกตาต้องใจได้หรือไม่ ไม่ใช่การเข้าไปตีสนิทกับซูอวี่
วินาทีต่อมา ก็มีคนพูดขึ้นอีกว่า "เขาประสบการณ์น้อย คงคิดว่าหนานหยวนคือที่สุดแล้ว พวกเราลองไปสกัดดาวรุ่งเขาสักหน่อยดีไหม ให้เขารู้ซึ้งว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหน แล้วจะได้ถอนตัวจากการไปสถาบันอารยธรรมซะ?"
"งั้นนายก็ไปลองดูสิ!"
ทุกคนไม่ได้ใส่ใจ พวกเขาต่างก็สอบประเมินภายใต้กฎเกณฑ์ หากสอบได้คะแนนดีเยี่ยมแล้วซูอวี่รู้สึกต่ำต้อย นั่นก็เป็นปัญหาของซูอวี่เอง
จู่ๆ ก็วิ่งไปสกัดดาวรุ่งซูอวี่ คิดว่าไป๋เฟิงตายไปแล้วหรือไง?
คิดจริงๆ เหรอว่าหลิวเหวินเยี่ยนจะไม่ปรี๊ดแตก?
จุดประสงค์ของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่การทำให้ซูอวี่รู้สึกต่ำต้อยเสียหน่อย ทำแบบนั้นไปก็เปล่าประโยชน์ นอกจากการไปยั่วยุให้ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมหลายท่านไม่พอใจแล้ว ก็ไม่มีข้อดีอะไรเลย
พวกเขาต่างก็เป็นว่าที่นักเรียนของสถาบันอารยธรรม พวกที่ไม่มีสมองคงโดนคัดออกไปตั้งนานแล้ว
หมอนั่นที่เสนอความเห็นแบบนี้ออกมา เกรงว่าคงไม่ได้ประสงค์ดีสักเท่าไหร่
คนที่เสนอความเห็นพูดขึ้นอีกว่า "งั้นก็จะแค่มองอยู่ตรงนี้เหรอ? ในประวัติบอกว่าเขาอยู่ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่ห้า สู้พวกเราใช้เจตจำนงข่มขวัญเขาสักหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ จะได้ทำให้เดี๋ยวเขาทำผลงานได้ไม่ดี แล้วการสอบประเมินของสถาบันสงครามก็จะได้ล้มเหลวไปด้วย?"
"นายไปสิ!"
ท่ามกลางฝูงชน จู่ๆ อู๋หลานก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "นายไปลองดูสิ! อย่าดีแต่พูด! ถ้านายคิดว่าผู้ช่วยสอนหลิวหงสามารถคุ้มครองให้นายรอดตายได้ นายก็ไปเลย! ถ้าขืนกล้าพูดยุยงอีกประโยคเดียวล่ะก็ เชื่อไหมว่าต่อให้ปีนี้ฉันจะทิ้งสอบ ฉันก็จะทำให้นายไม่มีโอกาสได้สอบอีกเลยชั่วชีวิต!"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา เด็กหนุ่มที่พูดขึ้นก่อนหน้านี้ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาปฏิเสธว่า "อู๋หลาน ฉันไม่ได้สนิทกับผู้ช่วยสอนหลิวหงนะ เธออย่ามาพูดซี้ซั้วสิ!"
"ใช่ เมื่อกี้ฉันพูดซี้ซั้วไปเองแหละ!"
อู๋หลานแค่นเสียงเย็นชา "ก็แค่จงใจหลอกนายเท่านั้นแหละ! หลิวหงกับไป๋เฟิงถือว่าแข่งขันกันอย่างยุติธรรม ยังอยู่ในกฎเกณฑ์ ตอนนี้นายคิดจะแหกกฎ ยิ่งปกปิดยิ่งกระต่ายตื่นตูม หวังจะยืมดาบฆ่าคน! ไม่ว่านายจะเป็นคนที่ใครส่งมา แต่ต้องไม่ใช่หลิวหงแน่ๆ เลิกมองคนทั้งโลกเป็นไอ้โง่ได้แล้ว!"
ด้านข้างมีเด็กหนุ่มหัวเราะหึๆ "ไม่แน่อาจจะเป็นคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ได้นะ! พวกนี้ชอบมาป่วนตอนเวลาแบบนี้แหละ คิดว่าคนอื่นโง่หรือไง อยากจะให้ผู้ช่วยไป๋เฟิงกับผู้ช่วยหลิวหงเปิดศึกสายเลือดกันเหรอ? ถ้าไม่ใช่คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ก็คงเป็นคนของผู้ช่วยสอนคนอื่นๆ นั่นแหละ แกหุบปากไปเลย!"
"ถ้ากล้าพูดอีกประโยคเดียวล่ะก็ พวกเราจะให้องครักษ์หลงอู่มาตรวจสอบนาย ไม่เชื่อก็ลองดูสิว่าจะขุดคุ้ยความลับออกมาไม่ได้ พวกเราจำหน้านายไว้แล้วนะ!"
"..."
คนที่เสนอความเห็นมีสีหน้าเปลี่ยนไปอีกครั้ง ผ่านไปพักใหญ่ถึงเอ่ยว่า "ฉันไม่ใช่คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ถ้าไม่เชื่อฉันสามารถด่าเทพมารและหมื่นเผ่าพันธุ์ในพหุภพให้ฟังได้เลย พวกนายอย่ามาใส่ร้ายฉันนะ จะลดจำนวนคู่แข่งก็ไม่ได้เล่นกันแบบนี้ การใส่ร้ายป้ายสีก็ต้องรับผิดชอบนะเฟ้ย!"
ทุกคนขี้เกียจจะสนใจเขา จะเป็นคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์หรือไม่ อันที่จริงก็ไม่เกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว
คนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมามั่วซั่วหรอก ถ้าโผล่หัวออกมาจริงๆ แค่ระดับขอบเขตเบิกนภาจะนับเป็นตัวอะไรได้?
...
ระหว่างที่พวกเขากำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ซูอวี่ที่อยู่ไม่ไกลนักก็เหมือนจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมา
เขาหันไปมองทางนั้นแวบหนึ่ง คนเหล่านั้นแต่งกายดูดี มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคนต่างถิ่น
คนเหล่านี้กำลังสำรวจตัวเขา ซูอวี่ใช้หางตามองไปรอบๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อไป สายตาของคนพวกนั้นก็มองตามมาด้วย ซูอวี่จึงมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายกำลังมองตัวเองอยู่ แน่นอนว่าก็ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะมองเฉินฮ่าวทิ้งไป
แต่ความเป็นไปได้ที่จะเป็นเฉินฮ่าวนั้นน้อยมาก โอกาสส่วนใหญ่ยังคงเป็นการมองตัวเองมากกว่า
'ไป๋เฟิงเป็นคนลากมางั้นเหรอ?'
'หรือว่าข่าวเรื่องที่สนับสนุนการสังหารยอดฝีมือขอบเขตวั่นสือจะรั่วไหลออกไป?'
ซูอวี่ประเมินสถานการณ์ดูเล็กน้อย แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก
ซูอวี่ไม่ได้ใส่ใจ ทำเป็นมองไม่เห็นไปก็แล้วกัน
ในตอนนั้นเอง ก็มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากตึกสนามสอบ และตะโกนขึ้นว่า "เข้าแถวเดินเข้าไป สนามสอบแบ่งเป็นห้าแห่ง ตั้งแต่ชั้นหนึ่งถึงชั้นห้า! ให้เข้าไปตามหมายเลขสนามสอบที่พวกเธอได้รับก่อนหน้านี้ ตามลำดับ!"
"เวลายังไม่หมด ห้ามใครออกไปเด็ดขาด!"
"ห้ามใครทุจริตการสอบเด็ดขาด หากพบว่ามีการทุจริต สถาบันใหญ่ทั้งหมดจะไม่รับเข้าศึกษาตลอดชีวิต!"
"เมื่อเข้าไปในสนามสอบแล้ว ให้รักษาความสงบเรียบร้อยในสนามสอบ ผู้ใดก่อความวุ่นวายจะถูกตัดสิทธิ์สอบ และห้ามสอบอีกภายในสามปี!"
"คะแนนสอบตั้งแต่ 200 คะแนนขึ้นไป จะได้รับการยืนยันการรับเข้าศึกษาในสถานที่สอบทันที ส่วนต่ำกว่า 200 คะแนนให้รอการแจ้งผล!"
"นักเรียนที่ต้องเข้าร่วมการสอบประเมินของสถาบันอารยธรรมในช่วงบ่าย ให้จัดสรรพละกำลังและพลังสมองของตัวเองให้เหมาะสม มิฉะนั้นหากทำให้การสอบในช่วงบ่ายล่าช้า และสถาบันสงครามก็สอบไม่ผ่าน พวกเธอต้องรับผิดชอบตัวเอง!"
ชายคนนั้นประกาศกฎเกณฑ์ต่างๆ ออกมาเป็นชุดอย่างรวดเร็ว กองกำลังรักษาเมืองที่เฝ้าประตูอยู่ก็เริ่มปล่อยให้คนเข้าไป
ซูอวี่ดูหมายเลขสอบที่ตนเองได้รับ 5-101
สนามสอบชั้น 5 หมายเลข 101
เจ้าเฉินฮ่าวไม่ได้อยู่กับเขา หมอนั่นอยู่สนามสอบชั้นสาม
เวลานี้เฉินฮ่าวมีสีหน้าตึงเครียด หันไปมองซูอวี่ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า "อาอวี่ พวกเราไม่ได้อยู่ชั้นเดียวกัน ทำยังไงดีล่ะ?"
"นายยังเตรียมจะโกงข้อสอบอีกเหรอ?"
ซูอวี่พูดอย่างหงุดหงิดว่า "ตั้งใจสอบไปเถอะน่า เรื่องแค่นี้เอง แค่สอบนายยังเครียดขนาดนี้ แล้วจะหวังให้ไปสนามรบพหุภพเนี่ยนะ? ถ้างั้นนายไม่ตกใจจนฉี่ราดกางเกงเลยเหรอ?"
ซูอวี่พูดพลางกระซิบว่า "ยอดฝีมือขั้นเชียนจวินพวกเราก็เคยฆ่ามาแล้ว การสอบก็ไม่ได้ให้นายไปฆ่าคนสักหน่อย นายจะกลัวอะไร?"
เมื่อพูดประโยคนี้ออกมา เฉินฮ่าวก็คิดตามพลางพรูลมหายใจออกมาแผ่วเบา นั่นสินะ
ลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างฉันก็เคยทำเรื่องใหญ่โตมาแล้วเหมือนกัน!
ยังจะต้องมากลัวอีแค่การสอบอีกเหรอ?
...
เหล่านักเรียนเริ่มทยอยเข้าสู่สนามสอบ
สนามสอบหมายเลข 5
กรรมการคุมสอบห้าท่าน
ในการสอบประเมินของสถาบันสงคราม จะมีกรรมการคุมสอบจากสถาบันสงครามต้าเซี่ย สถาบันสงครามหลงอู่ และกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง ฝ่ายละหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากรัฐบาลท้องถิ่น หรือก็คือเมืองหนานหยวนส่งคนมาคุมสอบอีกหนึ่งคน
สุดท้าย ทางฝั่งกองทัพก็มีอีกหนึ่งคน ซึ่งไม่ใช่คนขององครักษ์หลงอู่ แต่เป็นคนจากกองทัพปราบมารแนวหน้าที่จะมาร่วมคุมสอบหนึ่งคน
กองทัพปราบมารมีกองกำลังเล็กๆ ประจำการอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ยเช่นกัน โดยรับหน้าที่หลักในการเกณฑ์ทหาร
ในการสอบประเมินของสถาบัน จะมีบางส่วนที่สอบเข้าสถาบันไม่ได้ หรือไม่เต็มใจที่จะเรียนต่อ หลังจากนั้นกองทัพปราบมารก็จะส่งคำเชิญให้มาเข้าร่วมกองทัพ
ที่สนามสอบหมายเลข 5 ตอนนี้กรรมการคุมสอบทั้ง 5 ท่านได้เข้าประจำที่แล้ว
คนที่มาจากสถาบันหลงอู่ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเหล่าเซี่ยนั่นเอง
คนที่มาจากสถาบันสงครามต้าเซี่ยคือชายหนุ่มคนหนึ่ง รอจนกรรมการคุมสอบเข้าประจำที่ ชายหนุ่มคนนี้ถึงเอ่ยถามด้วยความสงสัยอยู่บ้างว่า "ครูฝึกเซี่ย คุณรับหน้าที่ตรวจสอบสนามสอบใหญ่ทั้งห้าแห่ง เข้าร่วมหน่วยตรวจสอบไม่ใช่เหรอครับ? ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?"
นอกจากกรรมการคุมสอบในพื้นที่เหล่านี้แล้ว ภายในสนามสอบยังมีหน่วยตรวจสอบอีกหนึ่งหน่วย รับหน้าที่แก้ไขข้อพิพาท ตรวจสอบเหล่ากรรมการคุมสอบและสถานการณ์ในสนามสอบ
เหล่าเซี่ยเป็นผู้นำทีมในครั้งนี้ ตามหลักแล้วควรจะไปตรวจสอบอยู่ที่หน่วยตรวจสอบสิ
เหล่าเซี่ยยิ้มแย้มพลางตอบว่า "อายุมากแล้ว วิ่งไปวิ่งมามันเหนื่อยเกินไป ให้คนอื่นไปทำเถอะ ฉันอยู่ที่นี่แหละพอแล้ว!"
ชายหนุ่มก็คร้านที่จะถามไถ่ให้มากความ ใครจะมาคุมสอบก็เหมือนกันนั่นแหละ
ทางฝั่งกรมเสริมสร้างความแข็งแกร่ง คนที่มาเป็นหญิงวัยกลางคน ทุกคนไม่คุ้นเคย จึงไม่ได้พูดคุยกัน
คนที่มาจากหนานหยวนคือรองผู้บัญชาการกองกำลังรักษาเมือง ซึ่งเป็นยอดฝีมือขอบเขตวั่นสือเช่นกัน ทว่าเมื่อเทียบกับยอดฝีมือขอบเขตทะยานเวหาอย่างเหล่าเซี่ยแล้ว ช่องว่างชั้นพลังยังห่างชั้นกันมาก ดังนั้นในเวลานี้เขาจึงเลือกที่จะเงียบอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว
ส่วนทางฝั่งกองทัพปราบมาร ทหารนายนั้นไม่ได้สนทนากับใครเลยแม้แต่น้อย ภายในสนามสอบจึงดูเงียบสงบอยู่บ้าง
เหล่าเซี่ยมองไปรอบๆ ยิ้มรับ และไม่พูดอะไรอีก
อันที่จริงทุกคนถือว่าเป็นคู่แข่งกัน เมื่อเจอต้นกล้าชั้นดีก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องแย่งชิง
กว่าสถาบันหลงอู่จะแย่งชิงโควตาแบบนี้มาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อก่อนการสอบประเมินแบบนี้ สถาบันหลงอู่ไม่มีสิทธิ์ส่งคนมาคุมสอบ ดังนั้นสุดท้ายแล้วต้นกล้าชั้นดีจึงถูกสถาบันสงครามต้าเซี่ยแย่งตัวไปหมด
ทว่าตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนที่ผู้ว่าการเขตปกครองได้เปิดทางพิเศษให้พวกเขา ได้รับสิทธิ์ในการคุมสอบ ตอนนี้พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะแย่งชิงต้นกล้าชั้นดีได้เป็นกลุ่มแรกแล้วเช่นกัน
หลังจากรออยู่ครู่หนึ่ง เหล่าเซี่ยก็เอ่ยปากว่า "ถ้าทุกคนไม่มีปัญหาอะไร งั้นการสอบประเมินจะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้วนะ?"
"เริ่มเลยเถอะ!"
"ไม่มีความเห็น!"
"..."
หลายคนทยอยส่งเสียงตอบรับ เหล่าเซี่ยมองไปทางกองกำลังรักษาเมืองที่ยืนอยู่หน้าประตูสนามสอบ ก่อนจะเอ่ยว่า "ปล่อยคน นักเรียนเข้าสนามสอบได้!"
กองกำลังรักษาเมืองที่เฝ้าประตูขานรับ ไม่นานประตูบานใหญ่ก็เปิดออก
วินาทีต่อมา นักเรียนที่อยู่ด้านนอกก็ทยอยเดินเข้าสู่สนามสอบ
ซูอวี่ก็รวมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย เขาเงยหน้ามองเข้าไปด้านใน ตึกนี้ปกติแล้วจะไม่เปิดให้เข้าใช้งาน เขาเองก็เพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก มองปราดเดียวก็รู้ว่าแตกต่างจากตึกเรียนอื่นๆ พื้นที่ทั้งชั้นโล่งกว้าง เป็นเพียงห้องโถงขนาดใหญ่เพียงห้องเดียว
ที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการสอบประเมินของนักเรียนโดยเฉพาะ
สนามสอบห้าแห่ง แต่ละแห่งมีคนประมาณหกเจ็ดร้อยคน เป็นการสอบแบบรวม ไม่ได้แบ่งเป็นรอบๆ ดังนั้นความเร็วในการจัดสอบจึงรวดเร็วมาก เพียงแค่ช่วงเช้าก็สามารถสอบเสร็จได้
"นักเรียนทุกคน หาที่นั่งตามหมายเลขของตัวเอง แล้วนั่งลงให้เรียบร้อย!"
"ห้ามส่งเสียงดังในสนามสอบ!"
"ห้ามนำเนื้อหาการสอบไปเปิดเผยแพร่งพราย!"
"จำไว้ว่า ให้จัดสรรเวลาของพวกเธอให้เหมาะสม จัดสรรพละกำลังและพลังสมองให้ดี!"
"เมื่ออยู่บนสนามรบ การวิเคราะห์และการตัดสินใจก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่ง สถาบันสงครามไม่ได้บ่มเพาะคนบ้าเลือดที่ไร้สมองหรอกนะ!"
คนที่พูดคือชายหนุ่มจากสถาบันสงครามต้าเซี่ย เขาพูดพลางทำสีหน้าขึงขังว่า "พวกเธอคงเคยเห็นขั้นตอนการสอบมาแล้ว แต่ก็เป็นเพียงเนื้อหาคร่าวๆ เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าถ้าเธออยู่ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่หก แล้วจะได้คะแนนขอบเขตเบิกนภาขั้นที่หก 120 คะแนนแน่ๆ จะได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและความสามารถของพวกเธอเอง!"
"ขอบเขตเบิกนภากับขอบเขตเบิกนภา ก็มีความแตกต่างกัน!"
"ในขอบเขตชั้นพลังเดียวกัน ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่หกสู้ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่สามไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มี!"
"พวกเราจะคัดเลือกเฉพาะบุคลากรที่ยอดเยี่ยมที่สุด เพื่อเข้าศึกษาและรับการบ่มเพาะในสถาบันสงคราม ส่วนคนอื่นๆ... ก็หาทางรอดกันเอาเอง!"
เบื้องล่าง เหล่านักเรียนที่กำลังหาที่นั่งจู่ๆ ก็พากันรู้สึกประหม่าขึ้นมา
ความจริงแล้วพวกเขาก็เคยได้ยินคนพูดกันมาบ้าง ว่าการสอบประเมินโดยหลักแล้วจะดูจากความแข็งแกร่งและคลังความรู้ ทว่าบางครั้งเนื้อหาการสอบอย่างละเอียดก็แตกต่างกันไป บางคนอยู่ขอบเขตเบิกนภาขั้นที่สี่ขั้นที่ห้า แต่สุดท้ายคะแนนสอบกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน
"เวลาในการสอบมีทั้งหมด 4 ชั่วโมง เริ่มสอบตรงเวลาในเวลา 8 โมงเช้า และสิ้นสุดลงในเวลา 12 นาฬิกาตรง!"
"จำไว้ว่า จัดสรรเวลา จัดสรรพละกำลังและพลังสมองของพวกเธอให้เหมาะสม!"
นี่คือการเตือนซ้ำอีกครั้งจากกรรมการคุมสอบ!
แววตาของซูอวี่ไหววูบ จัดสรรเวลาและพละกำลังให้เหมาะสม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยิน แต่ได้ยินมาหลายครั้งแล้ว
ด้านล่าง มีนักเรียนบางคนกระซิบเสียงเบาว่า "ก็แค่ปัญหาเรื่องการเลือกไม่ใช่หรือไง จะพูดย้ำตั้งหลายรอบทำไม ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สักหน่อย..."
สิ้นเสียง แววตาของเหล่าเซี่ยก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาและเฉียบขาดในพริบตา "พาตัวออกไป ขังเดี่ยว อีก 4 ชั่วโมงค่อยปล่อยตัวออกมา!"
สิ้นคำสั่ง กองกำลังรักษาเมืองสองนายก็เดินตรงเข้าไปหาคนผู้นั้น แล้วหิ้วปีกพานักเรียนคนนั้นที่กำลังตกตะลึงออกไปจากสนามสอบ
"ผม... ผมไม่ได้พูดอะไรเลยนะ... ผมยังไม่ได้พูดอะไรเลย..."
"อาจารย์ ให้โอกาสผมอีกครั้งเถอะครับ!"
เหล่าเซี่ยไม่ได้สนใจ เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ห้ามส่งเสียงดัง มีปัญหาให้ยกมือ นี่คือกฎระเบียบ นี่คือสถาบันสงคราม พูดไปรอบหนึ่งแล้ว เราก็ไม่อยากจะพูดรอบที่สองอีก! ถ้าหากว่าได้ไปอยู่บนสนามรบ พวกเธอก็จะเป็นแบบนี้เหรอ? เวลาเรียนห้าปีในสถาบันระดับกลาง ไม่ได้สอนให้พวกเธอรู้จักทำตามกฎระเบียบเลยหรือไง?"
"เมื่ออยู่บนสนามรบ การซุ่มซ่อน และการซุ่มโจมตีมักจะเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง สหายร่วมรบก็อยู่ข้างกาย สั่งให้หุบปาก แต่เธอกลับเอาแต่จะพูด ผลลัพธ์ที่ตามมาก็อาจจะเป็นการถูกล้างบางทั้งหน่วยหรือแม้กระทั่งทั้งกองทัพ ใครจะให้โอกาสครั้งที่สองกับพวกเธอ?"
"พวกเธอคือคนของสถาบัน ไม่ใช่คนไร้ค่าทั่วไป จำเอาไว้ว่าจงเคารพกฎระเบียบ!"
เหล่าเซี่ยเชือดไก่ให้ลิงดู ในชั่วพริบตาเดียว สนามสอบก็เงียบสงัดลงทันที
ทว่าซูอวี่และนักเรียนอีกหลายคนในสนามสอบ กลับมีสีหน้าแปลกประหลาดอยู่บ้าง
เมื่อกี้... หมอนั่นคือนักเรียนปลอมใช่ไหม?
จงใจจัดฉากขึ้นมา เพื่อข่มขวัญนักเรียนใช่หรือเปล่า?
นักเรียนส่วนใหญ่ไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ซูอวี่กลับสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากล ตอนที่นักเรียนคนนั้นถูกหิ้วปีกออกไป ดูเหมือนจะหวาดกลัว แต่ความจริงแล้วกลับรู้สึกว่าไม่ได้แยแสอะไรนัก
ราวกับว่าทำภารกิจสำเร็จแล้ว ในที่สุดก็ไม่ต้องมาทนทุกข์ทรมานเป็นเพื่อนคนอื่นๆ อยู่ที่นี่อีกต่อไป...
ซูอวี่รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่บ้าง ในสนามสอบยังมีเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นอีก แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า ได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ ตอนนี้สนามสอบเงียบกริบจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตกพื้นเลยทีเดียว







