"ก๊อก ๆ ๆ!"
ซูอวี่กำลังคุยกับเฉินฮ่าวอยู่ตอนที่เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น
"ใครครับ"
"นักเรียนซูอวี่อยู่บ้านไหม"
ซูอวี่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย เขาหยัดกายลุกขึ้นเดินไปที่ประตู คว้ามีดติดมือไปด้วยโดยไม่ได้เข้าไปใกล้ประตูนักก่อนจะถามซ้ำ "ใครครับ"
เฉินฮ่าวที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเขาถือมีดไปยืนรอที่ประตูก็ถึงกับเดาะลิ้น ต้องเว่อร์ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
"สหายร่วมรบของพ่อเธอไง!"
ด้านนอกประตู เหล่าเซี่ยพูดพลางหัวเราะ "พ่อหนุ่มระแวดระวังตัวดีนี่ ฉันอยู่ขั้นเถิงคง เธอกลัวมีดไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกนะ"
ซูอวี่รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยจนพูดไม่ออก
อีกฝ่ายสัมผัสได้โดยตรงเลยหรือเนี่ย ความแข็งแกร่งระดับนี้ต่อให้ไม่ใช่ขั้นเถิงคงก็แข็งแกร่งกว่าเขามากแล้ว
ซูอวี่วางมีดลงแล้วเปิดประตู
มีคนสองคนยืนอยู่หน้าประตู คนหน้าคือเหล่าเซี่ย ส่วนอีกคนซูอวี่มองแล้วรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเพิ่งจำได้ จึงรีบพูดขึ้นว่า "ลุงเฉียนมานั่นเอง"
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าลุงเฉียนยิ้มและพยักหน้าให้ "อาอวี่ ไม่เจอกันเกือบปีเลยนะ"
"เชิญเข้ามาข้างในครับลุงเฉียน!"
ซูอวี่รีบเอ่ยทักทาย นี่คือเพื่อนของพ่อเขา แน่นอนว่าเขาไม่ได้คลุกคลีด้วยมากนัก
แถมยังเป็นสหายร่วมรบเก่าของพ่อเขาด้วย ทว่าไม่ใช่รุ่นเดียวกัน แค่เคยเป็นทหารในกองทัพปราบมารเหมือนกันเท่านั้น
ส่วนรายละเอียดว่าทำงานอะไรในหนานหยวน ซูอวี่ก็จำไม่ได้แล้ว น่าจะเป็นหัวหน้าเล็ก ๆ ในหน่วยงานสักแห่งกระมัง
เหล่าเซี่ยเดินเข้ามาในบ้านโดยตรงแล้วพูดด้วยเสียงหัวเราะฮ่า ๆ "พ่อหนุ่ม ระแวดระวังตัวได้เยี่ยมมาก! เหมือนพวกเราที่เคยเป็นทหารไม่มีผิด สมแล้วที่เป็นลูกหลานกองทัพ! ดูท่าพ่อเธอคงสั่งสอนมาไม่น้อย ไม่ทำให้คนของกองทัพอย่างพวกเราต้องขายหน้าเลย!"
ซูอวี่ยิ้มแต่ไม่ได้พูดอะไร เขามองไปทางลุงเฉียนด้วยความอยากรู้อยากเห็นเล็กน้อยว่าคนคนนี้คือใคร
ลุงเฉียนกระแอมเบา ๆ แล้วแนะนำว่า "อาอวี่ นี่คือใต้เท้าเซี่ยจากองครักษ์หลงอู่"
"ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก ฉันก็แค่อายุมากกว่าไม่กี่ปี เรียกฉันว่าลุงเซี่ยก็พอ!"
เหล่าเซี่ยพูดกับซูอวี่ เขาเดินเตร่ไปรอบบ้านอย่างกับคนคุ้นเคย ก่อนจะหันไปมองเฉินฮ่าวแล้วพูดพลางหัวเราะว่า "นี่เพื่อนเธอ... เฉินฮ่าวใช่ไหม"
เฉินฮ่าวทำหน้าเหวอ เขาไม่รู้จักอีกฝ่าย แต่พอได้ยินว่าเป็นคนขององครักษ์หลงอู่ก็พูดด้วยความตื่นเต้นว่า "ผมคือเฉินฮ่าวครับ คุณลุง คุณลุงเป็นคนขององครักษ์หลงอู่เหรอครับ"
"ใช่ สมัยก่อนฉันก็อยู่กองทัพปราบมารเหมือนกัน แล้วค่อยย้ายไปองครักษ์หลงอู่ หลงอู่กับปราบมารไม่แบ่งแยกกันหรอก ล้วนเป็นครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น!"
เหล่าเซี่ยหัวเราะร่า ไม่มีท่าทีเคร่งขรึมแบบทหารเลยแม้แต่น้อย
"ซูอวี่ ไม่เรียกพวกเรานั่งหน่อยเหรอ"
ซูอวี่ถึงเพิ่งได้สติกลับมา เขารีบเชิญทั้งสองคนนั่งลงแล้วเตะเฉินฮ่าวไปหนึ่งที "ไปรินชาสิ!"
"อาอวี่ บ้านนายไม่มีใบชานะ!"
"..."
ซูอวี่สบถด่าในใจ 'แกเนียน ๆ เอาน้ำเปล่ามาให้ส่งเดชไม่เป็นหรือไง'
เหล่าเซี่ยพูดกลั้วหัวเราะ "ไม่เป็นไร ไม่ดื่มชาก็ได้!"
พูดจบเขาก็กวักมือเรียกซูอวี่ "นั่งคุยกันเถอะ บ้านตัวเองแท้ ๆ ไม่ต้องเกรงใจ แล้วก็ไม่ต้องเกร็งด้วย คนกันเองทั้งนั้น"
ซูอวี่นั่งลง แต่ก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
พ่อไม่อยู่บ้าน แต่คนพวกนี้กลับมาเยี่ยมเขาถึงบ้าน... ทำไมรู้สึกทะแม่ง ๆ ชอบกล
"โอ๊ะ กำลังดูขั้นตอนการรับสมัครนักศึกษาอยู่เหรอ"
จู่ ๆ เหล่าเซี่ยก็เหลือบไปเห็นตารางขั้นตอนบนโต๊ะ จึงพูดพลางหัวเราะว่า "พวกเธอสองคนเตรียมตัวจะสอบเข้าที่ไหนล่ะ คนกันเองทั้งนั้น เตรียมตัวจะไปสถาบันหลงอู่ใช่ไหมล่ะ ก็นะ ไปสถาบันหลงอู่ก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน มีเรื่องอะไรจะได้ช่วยเหลือกันได้ง่าย ๆ"
เฉินฮ่าวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พูดอย่างเก้อเขินว่า "ยังไม่แน่ว่าจะสอบติดหรอกครับ"
"ใครบอกกัน"
เหล่าเซี่ยพูดกลั้วหัวเราะ "สำหรับคนนอก สถาบันหลงอู่สอบเข้ายากแน่นอนอยู่แล้ว แต่สำหรับคนกันเอง มันก็ง่ายนิดเดียวไม่ใช่รึไง เสี่ยวเฉิน เธอมีคะแนนบวกเพิ่ม 30 คะแนนใช่ไหม ฉันดูแล้วเธออยู่เบิกวิถีขั้นที่ห้า อย่างนั้นเข้าสถาบันหลงอู่ก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว ฉันขอเป็นคนบอกเองเลยนะว่าเธอสอบติดแล้ว!"
"..."
เฉินฮ่าวทำหน้าเหวอ 'ฉันสอบติดแล้วเหรอ'
'สถานการณ์อะไรเนี่ย'
'คุณลุง คุณลุงมาล้อพวกเราเล่นหรือเปล่าครับ'
ในขณะนี้เอง ซูอวี่ก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขารู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเล็กน้อย จึงกระแอมเบา ๆ แล้วถามว่า "ลุงเซี่ยมาจาก... สถาบันหลงอู่เหรอครับ"
"โอ๊ะ เรื่องนี้เธอก็รู้ด้วยเหรอ"
เหล่าเซี่ยพูดพลางหัวเราะ "ใช่ ตอนนี้ฉันเป็นครูฝึกอบรมอยู่ที่สถาบันหลงอู่ การสอบของหนานหยวนพวกเธอในครั้งนี้ ฉันก็เป็นหนึ่งในกรรมการคุมสอบด้วย ดังนั้นที่ฉันบอกว่าพวกเธอเข้าได้ ก็ต้องเข้าได้อย่างแน่นอน!"
"ก็คนกันเองทั้งนั้น เป็นลูกหลานของพี่น้องกองทัพปราบมาร จะไม่ให้ฉันดูแลได้ยังไงล่ะ"
เฉินฮ่าวอยากจะบอกเหลือเกินว่าพ่อของเขาไม่ได้อยู่กองทัพปราบมาร!
ทว่าซูอวี่ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้อ้าปาก ก็ชิงพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ เสียก่อน "ลุงเซี่ย ถ้าอย่างนั้นผมก็ขอขอบคุณแทนเฉินฮ่าวด้วยนะครับ!"
พูดจบเขาก็หันไปมองเฉินฮ่าวแล้วบอกว่า "ฮ่าวจื่อ ถ้านายสอบไม่ติดสถาบันสงครามต้าเซี่ย ก็ไปสถาบันหลงอู่เถอะ ลุงเซี่ยคุ้นเคยกับที่นั่น นายไปอยู่ที่นั่นก็จะได้มีคนคอยดูแล"
"..."
เหล่าเซี่ยหัวเราะหึ ๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร น่าสนใจดีนี่
ถึงกับมาเล่นลูกไม้กับฉันเลยเหรอ
แต่ด้วยผลการเรียนระดับเฉินฮ่าว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด การสอบเข้าสถาบันหลงอู่ก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา รอจนซูอวี่พูดจบถึงค่อยบอกว่า "พวกเธอสองพี่น้องไม่ไปด้วยกันล่ะ พอไปถึงสถาบันจะได้มีคนคอยดูแล ไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยคนเดียวสองคนอยู่ด้วยกันจะได้ไม่เหงาด้วย"
"ผู้แข็งแกร่ง ต้องทนต่อความเหงาให้ได้ครับ"
ซูอวี่เอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะแย้มยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า "ลุงเซี่ย พูดตามตรงนะครับ หลัก ๆ แล้วผมอยากจะบ่มเพาะวิถีแห่งอารยธรรม ผมเคยติดตามและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถาบันหลงอู่มาบ้าง เหมือนจะมีหลักสูตรผู้ใช้อารยธรรมอยู่ แต่ว่า..."
คำพูดประโยคหลังเขาไม่ได้พูดออกมา แต่เหล่าเซี่ยก็เข้าใจดี
เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะพูดพลางหัวเราะว่า "นั่นมันเมื่อก่อน ปีนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว! ในเมื่อเธอมีหลิวเหวินเยี่ยนเป็นอาจารย์ ก็น่าจะรู้ว่าระดับนักวิจัยหมายถึงอะไร แน่นอนว่านี่คือการแบ่งระดับของสถาบันอารยธรรม โดยรวมแล้วเธอก็สามารถทำความเข้าใจได้ว่ามันคือความแข็งแกร่งนั่นแหละ"
"ครั้งนี้ นักวิจัยระดับกลางขององครักษ์หลงอู่กว่าสิบคนและนักวิจัยระดับสูงอีกหลายคนจะกลับมา หลังจากนี้สงครามในสนามรบพหุภพจะลดน้อยลง คนพวกนี้ก็จะมาสอนในสถาบัน! และสถาบันของพวกเราก็มีนักศึกษาผู้ใช้อารยธรรมน้อยมาก ๆ เรียกได้ว่าทุก ๆ สิบคนจะมีนักวิจัยตัวจริงคอยชี้แนะเลยทีเดียว!"
"ส่วนสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย ฉันยอมรับนะว่าพวกเขามีความแข็งแกร่งในด้านนี้มาก แต่นักศึกษาก็เยอะตามไปด้วย ทั้งที่เรียนจบแล้ว ยังไม่จบ หรือพวกที่อยู่กินบำนาญ รวม ๆ แล้วมีตั้งหลายหมื่นคนที่ยังไม่บรรลุขั้นเถิงคง!"
เหล่าเซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "นักวิจัยที่ยังสอนอยู่ในสถาบันของพวกเขา มีไม่ถึง 300 คนด้วยซ้ำ เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งต้องรับผิดชอบนักศึกษาเป็นร้อยคน! ซูอวี่ เธอคิดว่าไปอยู่ที่สถาบันอารยธรรมจะสามารถเรียนรู้อะไรได้จริง ๆ เหรอ ที่นั่นมีการแข่งขันสูงมาก มีการหลอกลวงสารพัด โดยเฉพาะช่วงนี้ที่จะมีการเปิดสถาบันฝึกอบรมหมื่นเผ่าพันธุ์ ยิ่งทำให้วุ่นวายยุ่งเหยิงเข้าไปใหญ่!"
"ถ้าเธอไปที่นั่น อาจจะไม่ได้เห็นหน้านักวิจัยตัวจริงเลยสักคนตลอดช่วงเวลาหลายปีด้วยซ้ำ หรือต่อให้เห็น เขาก็คงไม่มาสนใจเธอหรอก"
"แต่ไปสถาบันหลงอู่นั้นต่างออกไป เธอเป็นลูกหลานกองทัพ เดิมทีก็มีความสนิทชิดเชื้อกันในระดับหนึ่งอยู่แล้ว พรสวรรค์ก็ไม่เลว ไปถึงที่นั่นเผลอ ๆ จะมีนักวิจัยระดับสูงมาคอยดูแลเธอเป็นการเฉพาะด้วยซ้ำ นี่มันเป็นการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยนะ!"
เหล่าเซี่ยพูดอย่างจริงใจและทอดถอนใจว่า "ฉันเองก็มองว่าเธอมีแวว เพราะฉันเชื่อว่าลูกหลานของทหารคือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด..."
ซูอวี่รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คำพูดแบบนี้ถ้าขืนเอาไปพูดข้างนอก กองทัพเขตปกครองต้าเซี่ยทั้งหมดมีทหารเป็นล้านคน ลูกหลานยิ่งเยอะกว่านั้นอีก พูดไปก็เหมือนไม่ได้พูดนั่นแหละ
"ลุงเซี่ยครับ ขอผมกลับไปคิดดูก่อนแล้วกันนะครับ"
"ไม่ต้องคิดแล้ว มาได้เลย จะไปสอบอะไรให้วุ่นวาย ฉันจะรับเธอเป็นกรณีพิเศษเอง!"
เหล่าเซี่ยพูดอย่างใจป้ำ "การสอบอะไรนั่นไม่จำเป็นหรอก คนกันเองทั้งนั้น เข้าไปได้เลย นักศึกษาที่รับเป็นกรณีพิเศษพอเข้าสถาบันไปแล้วก็ยังมีรางวัลพิเศษให้อีกด้วย แต้มผลงานให้เธอรวดเดียวไปเลย 100 แต้ม ถ้าเธอไปสถาบันอารยธรรม หาไปหลายปีก็ยังไม่ได้เท่านี้เลย!"
"ถ้าไม่มีแต้มผลงาน อยู่ในสถาบันอารยธรรมเธอก็เป็นได้แค่เบ๊รับใช้ เป็นเบ๊รับใช้ไปหลายปี พออายุมากขึ้น เลยช่วงเวลาทองของการบ่มเพาะไป ถึงตอนนั้นก็หมดอนาคตแล้ว"
เมื่อได้ยินดังนั้น นัยน์ตาของเฉินฮ่าวก็เป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบถามว่า "ผมก็ได้ด้วยเหรอครับ"
"..."
เหล่าเซี่ยอยากจะบอกเหลือเกินว่า 'ในใจเธอหัดรู้ตัวซะบ้างเถอะ'
แต่พอคำพูดจะหลุดออกจากปาก เขาก็กลืนมันลงคอไปแล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ถ้าซูอวี่ไปสถาบันหลงอู่ ฉันจะแถมมีดรบระดับเหลืองขั้นกลางให้เธอเล่มหนึ่งเป็นไงล่ะ"
เฉินฮ่าวอ้าปากค้าง ราคาตั้งแสนกว่าเลยนะนั่น!
'สถาบันหลงอู่รวยขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย'
วินาทีต่อมา เฉินฮ่าวก็ดึงสติกลับมาได้แล้วรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย 'ฉันไม่ได้โง่นะ ต้องให้อาอวี่ไปถึงจะได้ต่างหาก แล้วอาอวี่ก็ต้องไม่ไปอยู่แล้วล่ะ บรรลุถึงเบิกวิถีขั้นที่แปดแล้ว ใครจะบ้าไปสถาบันหลงอู่กันล่ะ'
'ไปสถาบันสงครามต้าเซี่ยไม่หอมหวานกว่าหรือไง'
แม้ว่าสถาบันหลงอู่จะผงาดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่อย่างไรเสียก็เพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นาน ยังเทียบความลึกล้ำของสถาบันสงครามต้าเซี่ยไม่ได้อยู่ดี ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่ยอดฝีมือขั้นซานไห่ สถาบันสงครามต้าเซี่ยก็มีมากกว่าสถาบันหลงอู่ตั้งเยอะแล้ว
เมื่อเห็นว่าซูอวี่ยังคงนิ่งเฉย เหล่าเซี่ยก็ไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป เขาพูดตรง ๆ ว่า "ซูอวี่ ลองกลับไปคิดดูให้ดี ๆ นะ! แต้มผลงาน 100 แต้ม ของเหลวหยวนชี่ 10 หยด แล้วก็โอกาสเข้าแดนลับอีกหนึ่งครั้ง นี่คือการปฏิบัติระดับสูงสุดของสถาบันหลงอู่ หรือแม้แต่สถาบันทั้งหมดในเขตปกครองต้าเซี่ยเลยนะ!"
"ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่บรรลุเบิกวิถีขั้นที่เก้าหรือร่างอักษรเทวะเสร็จสมบูรณ์แล้ว คนพวกนี้ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่อาจได้รับการปฏิบัติแบบนี้เลย มีเพียงแค่คนที่ทางสถาบันอนุมัติเป็นกรณีพิเศษเท่านั้นถึงจะได้รับสิทธิ์นี้"
"ไม่ว่าสถาบันไหนก็เป็นแบบนี้เหมือนกันหมด ถ้าเธอไปสถาบันอารยธรรม ต่อให้เธอจะบอกว่าร่างอักษรเทวะสำเร็จแล้ว แต่พลังใจของเธอก็ยังอ่อนแอเกินไปอยู่ดี เกรงว่าเขาคงไม่ให้โอกาสเริ่มต้นดี ๆ แบบนี้กับเธอหรอก!"
เหล่าเซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฉัน ฉันได้พยายามเรียกร้องผลประโยชน์สูงสุดและการดูแลที่ดีที่สุดมาให้เธอแล้ว! อีกอย่าง ที่ฉันบอกว่าสถาบันอารยธรรมมันวุ่นวายน่ะ ไม่ใช่เรื่องโกหกนะ เธอไปลองถามอาจารย์ของเธอดูสิว่าตอนนี้สถานการณ์ในสถาบันอารยธรรมมันเป็นยังไงกันแน่"
ซูอวี่พยักหน้า "ขอบคุณลุงเซี่ยที่เป็นห่วงครับ ผมจะคิดดูให้รอบคอบ"
"ลองเอาไปคิดดูดี ๆ ล่ะ ถ้ามาที่นี่ เธอจะมีโอกาสได้ไปเจอพ่อด้วยนะ กองทัพปราบมารมีการผลัดเปลี่ยนเวรยาม ทันทีที่พ่อของเธอถอนกำลังกลับมาจากแนวหน้า เธอจะสามารถไปเยี่ยมเขาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเป็นที่อื่นทำแบบนั้นไม่ได้หรอกนะ..."
คำพูดประโยคนี้แทงใจดำซูอวี่เข้าอย่างจัง
ซูอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกครั้ง "ผมจะกลับไปคิดดูให้ดีครับ!"
"ถ้าอย่างนั้นฉันไม่รบกวนแล้วล่ะ!"
เมื่อเหล่าเซี่ยเห็นว่าเขาไม่ได้หวั่นไหวตามก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่ในเมื่อพูดมาถึงขั้นนี้แล้ว ขืนตื๊อต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรอยู่ดี
...
เหล่าเซี่ยจากไปแล้ว ลุงเฉียนมาเป็นเพื่อนเขาเพียงเพื่อจะช่วยยืนยันตัวตนเท่านั้น ซูอวี่จึงไม่จำเป็นต้องคิดอะไรให้มากความ
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว เฉินฮ่าวก็พูดด้วยสีหน้าอิจฉาว่า "อาอวี่ นี่เขามาเสนอสิทธิ์รับเข้าเรียนกรณีพิเศษให้นายล่วงหน้าเลยเหรอ"
"อืม"
"เป็นเด็กหัวกะทิแล้วทำแบบนี้ได้เลยเหรอเนี่ย"
เฉินฮ่าวทำหน้าเศร้า พวกเรานี่ช่างน่าอนาถนัก สอบก็ยังต้องมานั่งลุ้นว่าจะผ่านหรือเปล่า ในขณะที่คนอื่นเขาได้สิทธิ์เข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษไปแล้ว แถมสิทธิประโยชน์ที่ได้ก็ล่อตาล่อใจจนเขาอยากจะปล้นเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ถึงอย่างนั้นซูอวี่ก็ยังไม่ตอบตกลงอีก
ซูอวี่ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า "เขตปกครองต้าเซี่ยไม่เคยขาดแคลนอัจฉริยะหรอก การที่สถาบันหลงอู่มาหาฉัน... น่าจะเป็นเพราะเรื่องอื่นมากกว่า"
ไม่ใช่แค่เป็นเพราะเรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์มาเยอะ หรือบรรลุถึงเบิกวิถีขั้นที่แปด เพราะเรื่องพวกนี้ในสถาบันหลงอู่มีไม่น้อยแน่นอน
กุญแจสำคัญคือการที่เขาช่วยหอจับลมสังหารคนระดับว่านสือไปต่างหาก อีกฝ่ายน่าจะเดาออกแล้วว่าเขาร่างอักษรเทวะสำเร็จแล้ว
แม้ว่าหัวหน้าหลิวจะบอกว่าจะไม่แพร่งพรายออกไป แต่การที่กองทัพรู้เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร
องครักษ์หลงอู่ต่างหากที่เป็นตัวแทนของกองทัพเขตปกครองต้าเซี่ยอย่างแท้จริง
"องครักษ์หลงอู่..."
ซูอวี่พึมพำในใจอย่างอดทอดถอนใจไม่ได้ เมื่อก่อนความปรารถนาอันสูงสุดของเขาคือการได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งขององครักษ์หลงอู่ พ่อของเขาเองก็เช่นเดียวกัน
ทว่าในวันนี้ คนระดับเถิงคงขององครักษ์หลงอู่กลับมาทาบทามเขาด้วยตัวเอง ก่อนหน้านี้เซี่ยปิงก็เคยพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
อย่างที่คิดไว้เลย ทุกอย่างต้องอาศัยการไขว่คว้ามาด้วยตัวเองทั้งนั้น
ถ้าเขายังอยู่แค่เบิกวิถีขั้นที่สามเหมือนเมื่อก่อน ก็คงไม่มีใครมาทาบทามเขาหรอก
ซูอวี่ไม่ได้รู้สึกว่ามันแปลกประหลาดอะไร ในเมื่อตัวเองไม่มีค่าอะไร แล้วคนอื่นจะมาเห็นหัวตัวเองทำไมล่ะ
ไอ้คำว่าลูกหลานกองทัพอะไรนั่น มันก็แค่ใบเบิกทางเท่านั้นแหละ
โดยธรรมชาติแล้วย่อมมีความสนิทชิดเชื้อกันมากกว่าปกติ แต่ถ้าหวังจะใช้สถานะนี้ไปทำอะไรล่ะก็ ฝันกลางวันชัด ๆ เขตปกครองต้าเซี่ยไม่เคยขาดแคลนลูกหลานกองทัพเลยแม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อไหร่ที่คุณมีค่า สถานะนี้ก็จะกลายเป็นประโยชน์ขึ้นมาทันที
อัจฉริยะระดับเดียวกัน ระดับขั้นเท่ากัน สมมติว่ามีคนที่มีระดับเทียบเท่ากับซูอวี่ ซูอวี่คือลูกหลานกองทัพปราบมาร ส่วนอีกฝ่ายไม่ใช่ ทางองครักษ์หลงอู่ก็อาจจะขี้เกียจไปสนใจอีกฝ่าย แต่สำหรับซูอวี่แล้วพวกเขาต้องมองด้วยสายตาที่ต่างออกไปอย่างแน่นอน
นี่แหละคือความเหนือกว่าโดยธรรมชาติของสถานะ
เรื่องพวกนี้ซูอวี่คิดทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้ว ในเวลานี้สิ่งที่เขาคิดไม่ใช่เรื่องพวกนั้นหรอก แต่เป็นการที่ถ้าเขาไปสถาบันอารยธรรมแล้ว เขาจะสามารถช่วงชิงทรัพยากรมาได้มากกว่านี้หรือไม่ต่างหาก
อาจารย์บอกให้เขาทำผลงานให้ดี ๆ แต่ต้องเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้ด้วย
เผื่อทางหนีทีไล่... เก็บสมุดภาพนี้ไว้เป็นไม้เด็ดถือว่าเจ๋งพอไหมนะ
เขาสามารถระเบิดพลังทำลายล้างระดับเชียนจวินขั้นที่เจ็ดออกมาได้ แบบนี้ถือว่าเป็นการเผื่อทางหนีทีไล่หรือเปล่า
เขาครอบครองอักษรเทวะสองตัว แต่เอาออกมาใช้แค่ตัวเดียว แบบนี้เรียกว่าเผื่อทางหนีทีไล่แล้วใช่ไหม
พอลองคิดดูดี ๆ ความจริงแล้วเขาก็เผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้เยอะเลยนี่นา!
"ทำผลงานได้ดี สิทธิประโยชน์ก็ดีตาม บนโลกนี้ไม่มีความรักที่ไม่มีเหตุผลหรอก ถ้าทำตัวเป็นโคลนที่ป้ายไม่ติดกำแพง ก็คงไม่มีใครมาเห็นหัวหรอก มีแต่แสดงความยอดเยี่ยมออกมาเท่านั้น ถึงจะมีคนมาแย่งตัวไปเอง"
ซูอวี่คิดอะไรหลายอย่าง หลังจากที่เขาดึงสติกลับมาได้ ก็หันไปมองเฉินฮ่าวแล้วถามว่า "ฮ่าวจื่อ นายคิดยังไงล่ะ"
"หืม"
"จะไปสถาบันสงครามต้าเซี่ยหรือว่าสถาบันสงครามหลงอู่ล่ะ"
"ฉัน... ไม่รู้สิ!" เฉินฮ่าวตอบอย่างสับสน "สอบติดที่ไหนก็เอาที่นั่นแหละ ดีทั้งสองที่นั่นแหละ ฉันยังกลัวว่าตัวเองจะสอบไม่ติดเลยเนี่ย"
"ก็ประมาณนั้น ถ้าไปสถาบันสงครามต้าเซี่ย พวกเขาลดระดับการสอบลงมา นายก็น่าจะสอบผ่านได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไปที่นั่น นายก็จะเป็นพวกบ๊วยสุด ไม่ถึงกับอ่อนแอที่สุด แต่ก็เป็นตัวถ่วงอยู่ดี"
"ถ้าไปสถาบันหลงอู่ แล้วทำผลงานให้ดีหน่อย อย่างน้อยนายก็ยังพอเป็นนักเรียนระดับปานกลางได้"
ซูอวี่พูดอย่างจริงจัง "แต่สถาบันสงครามต้าเซี่ยมีศักยภาพมากกว่า เพราะพวกเขามีความลึกล้ำซ่อนอยู่ เป็นสถาบันที่กษัตริย์ต้าเซี่ยก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปีนั้น ยอดฝีมือก็เยอะตามไปด้วย"
"แน่นอนว่าสถาบันหลงอู่ก็มีข้อดีเหมือนกัน มีเจ้าเมืองกับองครักษ์หลงอู่หนุนหลังอยู่ ช่วงสิบกว่าปีมานี้เลยพัฒนาไปเร็วมาก"
เฉินฮ่าวทำหน้าน้อยอกน้อยใจ "นายเลิกวิเคราะห์ได้แล้ว นายวิเคราะห์จนฉันปวดหัวไปหมดแล้วเนี่ย ยิ่งไม่รู้จะเลือกที่ไหนเข้าไปใหญ่ อาอวี่ นายว่าฉันควรไปที่ไหนดีล่ะ"
"แต่ละที่ก็มีข้อดีต่างกันไป... นายไปสถาบันหลงอู่เถอะ!"
"หา นายเพิ่งบอกเองไม่ใช่เหรอว่าสถาบันสงครามต้าเซี่ยดีกว่าน่ะ"
ซูอวี่พูดอย่างหงุดหงิดว่า "นายมันทึ่มเกินไปไง! บรรยากาศของสถาบันหลงอู่ดีกว่า คนที่ดูแลคือกองทัพ มีความยุติธรรมและโปร่งใสมากกว่า! ก่อตั้งมาได้ไม่นาน พวกพ้องภายในยังไม่ชัดเจน การจัดสรรทรัพยากรภายในก็เลยยุติธรรมกว่า ส่วนสถาบันสงครามต้าเซี่ยมีคนเยอะเกินไป บางคนก็สืบทอดกันมาตั้งหลายรุ่นในสถาบันแล้ว คนหัวเดียวกระเทียมลีบอย่างนายขืนไปที่นั่น แถมผลการเรียนก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร ถ้าไม่ไปเป็นลูกน้องเขา เขาก็คงรังเกียจที่นายทึ่มเกินไปนั่นแหละ!"
เฉินฮ่าวยิ่งรู้สึกน้อยใจหนักกว่าเดิม ฉันทึ่มขนาดนั้นเลยเหรอเนี่ย
"ถ้างั้นฉันไปสถาบันหลงอู่ดีไหม"
"อืม!"
ซูอวี่ตอบอย่างจริงจังว่า "ฉันแนะนำให้นายไปสถาบันหลงอู่นะ ที่นั่นน่าจะดีกับนายมากกว่า! ถ้านายมีเส้นสาย มีพรสวรรค์ มีสติปัญญา ฉันก็คงแนะนำให้นายไปสถาบันสงครามต้าเซี่ย ที่นั่นจะทำให้นายไปได้ไกลกว่า แต่ในเมื่อนายไม่มี... เพราะงั้นไปหลงอู่เถอะ!"
"พอโดนนายพูดแบบนี้แล้ว ฉันดูเหมือนเป็นคนไม่ได้ความเลยแฮะ อาอวี่ ฉันไม่มีข้อดีเลยเหรอ"
"มีสิ!" ซูอวี่ตอบอย่างจริงจัง "ตอนนี้นายลงไปวิ่งเป็นเด็กรับใช้ให้ฉัน ไปซื้อของอร่อย ๆ ขึ้นมา นี่แหละคือข้อดีของนาย"
เฉินฮ่าวทำหน้าสิ้นหวัง นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!
ซูอวี่หัวเราะออกมา ก่อนจะพูดติดตลกว่า "ล้อเล่นน่า นายยังพอมีข้อดีอยู่บ้างแหละน่า พอไปสถาบันหลงอู่แล้วก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก จะทำตัวเด่นหรือทำตัวจืดจางก็แล้วแต่ สิ่งเดียวที่นายต้องทำก็คือ... ตรงไปตรงมาเข้าไว้!"
"หืม"
"ไม่ต้องเปลี่ยนหรอก แค่ไม่ลืมจุดยืนเดิมก็พอ! คนของกองทัพเขาชอบคนแบบนี้แหละ"
ซูอวี่พูดกลั้วหัวเราะ "พ่อฉันก็ชอบนายมากนะ ไม่ใช่เพราะนายหล่อหรอก แต่เป็นเพราะนายทึ่มต่างหากล่ะ แต่อย่าให้มันทึ่มเกินไปนักล่ะ แค่ทำให้คนอื่นมองว่านายทึ่มก็พอ ทำตัวซื่อ ๆ หน่อย ไปที่นั่นก็เชื่อฟังพวกเขา เชื่อฟังคำพูดของพวกครูฝึกในสถาบันก็พอแล้ว"
คำพูดบางประโยคเฉินฮ่าวก็ฟังไม่เข้าใจ แต่บางประโยคเขาก็ฟังเข้าใจ เมื่อได้ยินดังนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง "ฉันเข้าใจแล้ว! อาอวี่ แล้วนายล่ะ"
"ฉันจะไปสถาบันอารยธรรม สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย!"
"หา"
เฉินฮ่าวตกใจเล็กน้อย ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจว่า "เมื่อไม่กี่วันก่อนนายยังบอกว่าไม่อยากไปอยู่เลยนี่..."
"พูดไปเรื่อยเปื่อยน่ะ" ซูอวี่หัวเราะเบา ๆ "ที่นั่น... ถึงจะเป็นศูนย์กลางของผู้ใช้อารยธรรมแห่งต้าเซี่ยอย่างแท้จริง! เป็นแหล่งรวมคนจากหมื่นเผ่าพันธุ์และอัจฉริยะมากมาย ถ้าฉันต้องการความสงบสุข ต้องการความปลอดภัย ฉันก็คงไม่ควรไปที่นั่นหรอก"
"แต่ฉัน... อยากจะก้าวไปให้ไกลกว่านี้อีกสักหน่อย!"
ซูอวี่พึมพำกับตัวเอง "ฉันเองก็เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน! ไป๋เฟิงบอกว่าฉันไม่ใช่ อาจารย์ก็บอกว่าฉันยังขาดไปนิดหน่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฉันก็คืออัจฉริยะ! หนึ่งในอัจฉริยะแห่งยุคนี้เลยต่างหาก! ไม่อย่างนั้นสถาบันหลงอู่จะมาทาบทามฉันทำไมล่ะ!"
"พวกเขากลัวฉันจะเหลิงน่ะสิ ความจริงแล้วฉันไม่เป็นแบบนั้นหรอก ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองมีน้ำยาแค่ไหน ฉันจะไม่ประเมินตัวเองสูงเกินไป แต่ก็จะไม่ดูถูกตัวเองเหมือนกัน"
"ฮ่าวจื่อ ก่อนที่ผู้ใช้อารยธรรมจะบรรลุขั้นรูปธรรม ร่างกายจะอ่อนแอมาก เวลาออกไปข้างนอกก็อันตรายมากเหมือนกัน ถึงตอนนั้นฉันอาจจะต้องพึ่งให้นายเป็นโล่กันมีดให้ฉันนะ ตั้งใจบ่มเพาะเข้าล่ะ พวกเราพี่น้องจะได้มีโอกาสไปบุกตะลุยสนามรบพหุภพด้วยกันสักตั้ง!"
"ร่างกายอ่อนแอ..."
เฉินฮ่าวมองเขา แล้วก็ก้มมองตัวเอง
'นายขั้นแปด ฉันขั้นห้าเนี่ยนะ!'
'ใช่ ร่างกายนายอ่อนแอ ตัวก็ไม่สูงเท่าฉัน ล่ำก็ไม่ล่ำเท่าฉัน แต่นายคนเดียวสู้กับฉันสิบคนได้สบาย ๆ เลยนะ!'
'นาย... อ่อนแอตรงไหนเนี่ย'
เฉินฮ่าวทำหน้าเศร้า 'ฉันสู้กระทั่งคนที่สอบเข้าสถาบันอารยธรรมไม่ได้ด้วยซ้ำ สภาพจิตใจแทบจะพังทลายอยู่แล้ว'
"อาอวี่... นายบอกว่านายบรรลุขั้นรูปธรรมแล้ว ฉันจะยังอยู่แค่เบิกวิถีอยู่หรือเปล่าเนี่ย"
เฉินฮ่าวอยากจะร้องไห้ ฉันมันอ่อนแอเกินไปแล้ว
"ไม่หรอก ขั้นเชียนจวินใช้เวลาไม่นานหรอก อย่างมากก็แค่ปีเดียว ภายในหนึ่งปี... ฉันคงบรรลุขั้นรูปธรรมได้ยาก"
ซูอวี่พูดปลอบใจด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเสริมต่ออีกว่า "ภายในหนึ่งปี อย่างมากฉันก็อยู่แค่เชียนจวินขั้นที่แปดหรือเก้า เต็มที่ก็คงแค่ว่านสือ นายวางใจเถอะ!"
"..."
ช่างมันเถอะ เฉินฮ่าวไม่อยากจะคุยกับเขาแล้ว
ซูอวี่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ความผันผวนในเขตปกครองต้าเซี่ยช่างรุนแรงนัก แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาเลย
ตัวเขาในตอนนี้ ในตอนที่สอบระดับสูง ก็ควรจะฉายแววความโดดเด่นออกมา เผยคมเขี้ยวเป็นครั้งแรก และพาตัวเองก้าวขึ้นไปยืนบนเวทีแห่งนั้นให้ได้!
เขาไม่อยากเป็นแค่ตัวประกอบหรอกนะ!
'เผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้... ฉันเองก็เป็นอัจฉริยะเหมือนกัน!'
ซูอวี่พูดกับตัวเองในใจ 'อาจารย์ วางใจเถอะครับ ผมไม่เหลิงหรอก เป้าหมายของผมยังอยู่อีกไกลเลย'
'สมุดภาพในหัวยังรอให้ไปปลดล็อกอยู่ ถ้าไม่ฆ่าเทพมารสักสองสามตน แล้วจะไปปลดล็อกได้ยังไงล่ะ'







