มลทินที่เกิดจากวิถีเซียนยังคงรุกรานเข้ามา สวี่อิงไม่กล้าหันกลับไปมอง เขาทำได้เพียงสัมผัสถึง 'เทพมารสามชิง' ที่กำลังขับเคลื่อนมหาเต๋าของฟ้าดินแห่งนี้ เพื่อต่อต้านวิถีเซียนจากแดนเซียน!
การต่อต้านในระดับนี้ ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถเฝ้าสังเกตการณ์ได้อีกต่อไป
ความรุนแรงและขอบเขตของการต่อต้านนี้ บรรลุถึงระดับที่สวี่อิงไม่กล้าจินตนาการ แม้แต่ตัวตนระดับเขา หากอยู่ตรงขอบเขตของการต่อสู้ก็ยังมีอันตรายถึงชีวิต!
ตอนนี้เขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือรีบพุ่งไปยังที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด!
ทว่าท้ายที่สุด เมื่อช้างสองตัวสู้กัน ย่อมไม่มีใครสังเกตว่ามีมดถูกเหยียบตายไปกี่ตัว และไม่มีใครสนใจว่ามดที่ถูกเหยียบตายเหล่านั้นชื่ออะไร
มีเพียงตัวมดเองเท่านั้นที่ใส่ใจในชีวิตของตนเอง
สวี่อิงก็คือมดตัวนั้นที่กำลังวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง
จากด้านหลังของเขามีเงาบิดเบี้ยวประหลาดมากมายทอดตัวออกมา ดูดุร้ายราวกับฝันร้าย น่าจะเป็นการรุกรานจากวิถีเซียนที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในดินแดนแห่งการเริ่มต้นเต๋า ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า นก สัตว์ป่า หรือผู้คน ล้วนเกิดการกลายพันธุ์ไปเสียสิ้น!
สถานการณ์เช่นนี้มักเกิดขึ้นในดินแดนที่มหาเต๋าเกิดการแปรผัน อย่างเช่นตอนที่แดนมารรุกรานเข้าสู่มหาโลกหยวนชู ในพื้นที่ที่วิถีสวรรค์และวิถีมารปะทะกัน ก็มีสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์เช่นกัน
แต่การกลายพันธุ์ที่เกิดจากการรุกรานของวิถีเซียนนั้นรุนแรงยิ่งกว่า
ยิ่งเป็นมหาเต๋าที่อยู่ในระดับสูงและลึกล้ำยากจะหยั่งถึงมากเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นเซียนมาร ก็ล้วนก่อให้เกิดการรบกวนต่อโลกหล้าอย่างมหาศาล!
เบื้องหลังของสวี่อิง อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวระลอกแล้วระลอกเล่ากำลังคำรามกึกก้องจนหูอื้ออึง คลื่นพลังที่ทำลายล้างทุกสรรพสิ่งแผ่ซ่านมาทางนี้
เขาทำได้เพียงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อปกป้องตัวเอง และปกป้องหูจั๋วจวินกับคนอื่นๆ
ป่าเขาเบื้องหน้าถูกแสงเซียนสาดส่อง พลันบิดเบี้ยว ผิดรูป บวมเป่ง และงอกเงยออกไปทุกทิศทุกทาง ราวกับยักษ์กลายพันธุ์
สวี่อิงบินผ่านน่านฟ้าของป่าเขาที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ราวกับสัตว์ประหลาดที่งอกหนวดออกมานับไม่ถ้วน คว้าจับสะเปะสะปะอยู่กลางอากาศ
ในที่สุด สำนักเจินอู่ก็ปรากฏสู่สายตาของสวี่อิง พลังเทพของเทพเต่าอสรพิษคอยปกป้องตำหนักโบราณแห่งนั้นไว้ เพื่อต้านทานการรุกรานจากวิถีนอกรีต
ไม่เพียงเท่านั้น สวี่อิงยังสัมผัสได้ว่าภายในสำนักเจินอู่มีกลิ่นอายอันลึกล้ำอีกลมหายใจหนึ่งแผ่ซ่านออกมาอย่างเงียบเชียบ คอยช่วยเหลือเทพเต่าอสรพิษ เพื่อร่วมกันต่อต้านพลังของวิถีนอกรีต
สวี่อิงพุ่งทะยานเข้าไปราวกับบิน ก่อนจะกระโจนพรวดเดียวเข้าไปในอาณาเขตคุ้มครองของสำนักเจินอู่
ร่างกายของเขาบิดเบี้ยวและงอกเงยอย่างผิดรูปกลางอากาศ เมื่อลงถึงพื้นก็ยืนแทบไม่อยู่ มือยักษ์ที่จำแลงจากพลังเวทเบื้องหลังพังทลายลงทันที หูจั๋วจวินและคนอื่นๆ ร่วงหล่นลงมาจากมือกันระนาว
เพียงชั่วพริบตาสั้นๆ นี้ หูจั๋วจวินและคนอื่นๆ ก็เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้ ถึงขั้นมองไม่ออกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใด!
พวกเขากลายสภาพคล้ายสัตว์และคล้ายพืช ในดวงตายังมีฟันงอกออกมา ซ้ำยังมีบางส่วนของร่างกายที่กลายเป็นหิน!
แต่โชคดีที่หลังจากมาถึงสำนักเจินอู่ อิทธิพลของวิถีนอกรีตที่มีต่อพวกเขาก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว กายเนื้อและจิตดั้งเดิมของพวกเขาค่อยๆ ฟื้นฟู
สวี่อิงไม่ได้ปิดผนึกตา หู จมูก ปากของตนเอง จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่ตบะของเขาสูงกว่าพวกหูจั๋วจวินมากนัก ไม่นานกายเนื้อและจิตดั้งเดิมก็ฟื้นฟูกลับคืนดังเดิม
เขาหันกลับไปมอง จิตดั้งเดิมของเต่าและอสรพิษบดบังท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ ก่อตัวเป็นแสงเทพหนาทึบ สกัดกั้นการรุกรานจากวิถีนอกรีต
เมื่อมองผ่านจิตดั้งเดิมของเทพเต่าอสรพิษ แสงเซียนก็ไม่ดูอันตรายถึงชีวิตอีกต่อไป เสียงเต๋าที่แว่วมาให้ได้ยินก็ไม่เป็นอันตรายเช่นกัน
สวี่อิงสัมผัสถึงพลังเทพอันกว้างใหญ่ไพศาลของเทพเต่าอสรพิษด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
"พลังเทพของมารเต่าและอสรพิษทั้งสองนี้ เกรงว่าจะเป็นตัวตนระดับเทพราชา! ในแดนมารมีราชันเทพมารที่น่ากลัวถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?"
เมื่อเขาลองคิดดูให้ละเอียด ก็รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล
แดนเซียนพยายามกวาดล้างแดนมารหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ ย่อมจินตนาการได้ว่า ในแดนมารต้องมีตัวตนที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดอยู่บ้างอย่างแน่นอน
"จตุรเทพราชาแห่งแดนเซียนคือจตุรเทพราชาที่เพิ่งเลื่อนขั้นหลังจากล้อมปราบข้า พวกเขาดูดซับธูปเทียนจากราษฎรในสรรพจักรวาลมานานถึงสี่หมื่นปี แดนมารเผชิญการล้อมปราบจากแดนเซียนบ่อยครั้ง ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีประชากรจำนวนมหาศาลมาคอยมอบปราณธูปเทียนให้ ดังนั้นปราณธูปเทียนของเทพเต่าอสรพิษ ย่อมต้องสะสมมานานกว่าสี่หมื่นปีอย่างแน่นอน! ประวัติศาสตร์ของพวกเขาน่าจะยาวนานถึงหนึ่งแสนปี หรืออาจจะนานกว่านั้น!"
สวี่อิงกะพริบตา ประวัติศาสตร์ของแดนมารอาจจะเก่าแก่จนหาที่เปรียบไม่ได้
หากไม่มีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่เช่นนี้ ย่อมไม่อาจก่อกำเนิดเทพมารที่เก่าแก่ถึงเพียงนี้ได้
เขามองข้ามจิตดั้งเดิมของเทพมารทั้งสองตนไปยังดินแดนแห่งการเริ่มต้นเต๋า เห็นเงาร่างสูงใหญ่อย่างผิดปกติสามร่างกำลังต่อสู้กันอยู่บนท้องฟ้าอย่างเลือนราง พวกเขาต้านทานแสงที่สาดส่องมาจากแดนเซียนแล้วพุ่งทะยานขึ้นไปเบื้องบน ราวกับจะบุกเข้าไปในแดนเซียน!
เนื่องจากมีจิตดั้งเดิมของขุนพลเต่าอสรพิษขวางกั้น สวี่อิงจึงมองเห็นไม่ชัดนัก เห็นเพียงว่าร่างสูงใหญ่ทั้งสามนั้นปรากฏเป็นสามสี คือ เขียว เหลือง และขาว
"พวกเขาคือจิตดั้งเดิมสามชิง เป็นสิ่งที่จำแลงมาจากปราณดั้งเดิมสามสาย!"
สวี่อิงนึกถึงวิชาหนึ่งปราณจำแลงสามชิง พลันกระจ่างแจ้งในใจ "แท้จริงแล้วทั้งสามคนนี้คือคนๆ เดียวกัน พวกเขาล้วนเป็นจิตดั้งเดิมแห่งฟ้าดิน ไม่ใช่ร่างจริง ร่างจริงเป็นคนอื่นต่างหาก!"
ร่างจริงของจิตดั้งเดิมสามชิง น่าจะเป็นนักพรตประหลาดที่ปรากฏขึ้นในทะเลสัมผัสเทวะของเขานั่นเอง!
คนผู้นี้และมหาเต๋าแห่งฟ้าดินของดินแดนแห่งการเริ่มต้นเต๋า ถูกศัสตราหนักวิถีเซียนหนึ่งพันสามร้อยชิ้นของแดนเซียนสะกดไว้ด้วยกัน เป้าหมายที่เสี่ยวเทียนจุนผนึกศัสตราหนักวิถีเซียนเหล่านั้น น่าจะเป็นการฟื้นฟูมหาเต๋าแห่งฟ้าดินและช่วยเหลือคนผู้นี้
เพียงแต่ความรู้ของเสี่ยวเทียนจุนยังมีไม่มากพอ สวี่อิงเติมเต็มอักษร 'จองจำกักขัง' ทั้งสี่ตัว จึงสามารถปลดปล่อยเขาออกมาได้
'แดนมารนี่ซุกซ่อนยอดฝีมือไว้มากมาย ลึกล้ำยากจะหยั่งถึงจริงๆ' สวี่อิงรำพึงในใจ
ทันใดนั้น รอยแยกประหว่างเซียนมารก็หายไป ไม่มีแสงเซียนสาดส่องลงมาอีก เสียงเซียนก็เงียบลงในเวลานี้ ขุนพลเต่าอสรพิษดึงจิตดั้งเดิมกลับคืน พลังโบราณอันลึกล้ำยากหยั่งถึงภายในสำนักเจินอู่ก็ซ่อนเร้นตัวลง จนยากจะสัมผัสได้อีก
สวี่อิงมองเข้าไปในสำนักเจินอู่ด้วยความประหลาดใจ เขาฝึกฝนวิชาสัมผัสเทวะวิถีหยวนของหยวนเว่ยยาง จึงมีความเฉียบคมต่อความผิดปกติอย่างยิ่ง เดิมทีเขาก็สัมผัสได้ว่าภายในสำนักเจินอู่มีพลังอันลึกล้ำสายหนึ่งดำรงอยู่ ตอนนี้เมื่อพลังนั้นถูกดึงกลับคืนมา ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งชัดเจนขึ้น
"ภายในสำนักเจินอู่ซุกซ่อนตัวตนลึกลับที่ร้ายกาจยิ่งกว่าขุนพลเต่าอสรพิษเสียอีก!"
เขาดึงสายตากลับมาและมองไปยังท้องฟ้า การที่แดนเซียนโจมตีวังแกะเขียวในดินแดนแห่งการเริ่มต้นเต๋าล้มเหลวในครั้งนี้ ทำให้ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ต่อไป บรรยากาศอึดอัดจนชวนให้หายใจไม่ออก
"ดูจากการจัดวางของด่านเต้าชี่ ในปีนั้นแดนเซียนอย่างน้อยก็ใช้เซียนหนึ่งพันสามร้อยองค์ แถมยังเป็นเซียนที่ร้ายกาจหาใดเปรียบ จึงจะยึดด่านเต้าชี่ได้ เซียนหนึ่งพันสามร้อยองค์คือผู้ที่รอดชีวิต ส่วนผู้ที่ตายในสมรภูมิน่าจะยังมีอีกมาก ตอนนี้เซียนหนึ่งพันสามร้อยองค์ของแดนเซียนส่วนใหญ่น่าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่การโจมตีด่านเต้าชี่ในครั้งนี้ พวกเขาต่างก็หวงแหนชีวิตของตนเอง"
สวี่อิงกล่าวในใจเงียบๆ "ดังนั้น พวกเขาจะไม่โจมตีด่านเต้าชี่อีก เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะพบกลุ่มสหายร่วมรบที่สามารถเสียสละได้"
ตอนนั้นเอง ชายชุดม่วงผู้หนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของสวี่อิง สวี่อิงเผยสีหน้าประหลาดใจ "ชายชุดม่วงที่รับฝ่ามือของข้าแล้วไม่ตายนี่!"
ชายชุดม่วงผู้นั้นก็คือฉู่เทียนตู เมื่อเห็นสวี่อิง เขาก็ชะงักไปเช่นกัน จากนั้นก็ดูมีท่าทีเคอะเขิน รีบยกแขนเสื้อขึ้นบังหน้า แล้วพุ่งพรวดออกจากสำนักเจินอู่ราวกับหนีตายจากไปโดยไม่หันกลับมามอง
"เฮ้ "
สวี่อิงยกมือขึ้น ร้องเรียกเสียงดัง "สหาย รอเดี๋ยวก่อน!"
ทว่าความเร็วของฉู่เทียนตูนั้นรวดเร็วยิ่งนัก เพียงชั่วเวลาแค่ประโยคสั้นๆ เขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
"ข้าไม่ได้อยากจะฆ่าเจ้าเสียหน่อย แค่อยากจะถามที่มาของวิชาบรรพบุรุษ จะวิ่งหนีเร็วขนาดนั้นไปทำไม?"
สวี่อิงส่ายหน้า กายเนื้อของหูจั๋วจวินและคนอื่นๆ เริ่มฟื้นฟูแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกสักระยะจึงจะกลับคืนดังเดิม สวี่อิงเดินเข้าไปในสำนักเจินอู่ ขุนพลเต่าอสรพิษจับจ้องมาที่เขา ต่างฝ่ายต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ
ขุนพลเทพอสรพิษกำลังจะเอ่ยปาก ขุนพลเทพเต่าก็แอบสะกิดเขาเป็นนัยว่าอย่าพูด
"เจ้าลืมเรื่องเมื่อก่อนแล้วหรือ? รีบแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเขาซะ" ขุนพลเทพเต่ากระซิบ
ขุนพลเทพอสรพิษพิจารณาใบหน้าของสวี่อิง แล้วก็ต้องตกใจ "ตัวต้นเหตุนี่ยังมีชีวิตอยู่อีก!"
เขารีบสงบจิตสงบใจ ไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด และไม่ขยับเขยื้อน ราวกับกลายเป็นหิน
สวี่อิงกวาดสายตามองไปรอบๆ สำนักเจินอู่ ไม่พบแหล่งที่มาของกลิ่นอายอันลึกล้ำนั้น เมื่อลองสัมผัสดูอย่างละเอียด ก็ไม่พบต้นตอของความลึกล้ำนั้น ทำให้เขารู้สึกสงสัยในใจ
เขาเร่งเร้าคัมภีร์พิสูจน์มรรคาโถหยก ขับเคลื่อนเนตรสวรรค์กาน้ำหยก มองไปรอบๆ เพื่อพยายามหาว่าที่แห่งนี้มีห้วงมิติเวลาซุกซ่อนอยู่หรือไม่ แต่ก็คว้าน้ำเหลวเช่นกัน
"ประหลาดเกินไปแล้ว ตัวตนที่ทรงพลังนั่น ต้องอยู่ในสำนักเจินอู่อย่างแน่นอน เพียงแต่ซ่อนตัวอยู่ ไม่อยากพบข้า"
เขาเพิ่งคิดมาถึงตรงนี้ เสียงของหูจั๋วจวินและคนอื่นๆ ก็ดังมา "มหาราชเจินอู่และเทพเต่าอสรพิษคุ้มครอง พวกเราถึงรอดชีวิตมาได้! น้องอาอิ้ง รีบมาทางนี้ มาจุดธูปบูชาท่านปู่มหาราชเจินอู่และเทพเต่าอสรพิษเร็ว!"
สวี่อิงเดินเข้าไป เห็นเพียงหูจั๋วจวินและทุกคนฟื้นฟูกลับมาแล้ว ต่างคนต่างถือธูปอยู่หลายดอก กำลังจุดบูชาเทพเต่าอสรพิษ
หูจั๋วจวินจุดธูปกำหนึ่งยัดใส่มือสวี่อิง แล้วกล่าวว่า "เทพเต่าอสรพิษคือเทพผู้พิทักษ์ตลอดเส้นทางนี้ของเรา หากไม่มีพวกท่านคอยประจำการอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่าจะมีคนกี่คนที่ต้องจบชีวิตด้วยน้ำมือของผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีต เมื่อครู่นี้ก็โชคดีที่เทพทั้งสองคอยคุ้มครอง พวกเราถึงรอดชีวิตมาได้"
สวี่อิงถือธูปเดินไปข้างหน้า คารวะขุนพลเต่าอสรพิษ แล้วปักธูปลงในกระถางธูปของขุนพลเทพเต่าและขุนพลเทพอสรพิษตามลำดับ
ขุนพลเต่าอสรพิษเป็นรูปปั้นดินเหนียวแกะสลักไม้ ยืนนิ่งไม่ไหวติง
หูจั๋วจวินนำทางสวี่อิงมายังตำหนักใหญ่เจินอู่ พลางกล่าวว่า "ท่านปู่มหาราชก็ต้องคารวะเช่นกัน"
สวี่อิงรับธูปมาจากมือของนาง คารวะรูปปั้นมหาราชเจินอู่ แล้วปักธูปลงในกระถางธูป
ทันใดนั้น ธูปกำนั้นก็กระเด็นออกมาจากกระถางธูปดัง 'ฟิ้ว' กระจายเกลื่อนพื้น
สวี่อิงตกใจ รีบเก็บธูปขึ้นมาทีละดอก แล้วปักลงในกระถางธูปอีกครั้ง แต่ธูปก็กระเด็นออกมาพร้อมกันอีก
สวี่อิงเก็บธูปขึ้นมา เตรียมจะปักอีกครั้ง แต่กลับเห็นธูปในมือดับลงพร้อมกัน และแตกหักกระจายเต็มพื้น
เขาทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
หูจั๋วจวินกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า "มหาราชเจินอู่ไม่รับธูปของเจ้า! อาอิ้ง เจ้าไปทำเรื่องเลวร้ายผิดผีอะไรมาบ้าง?"
สวี่อิงเกาหัว ลองหยั่งเชิงดู "ชาติแรกของข้าอาจจะทำเรื่องเลวร้ายผิดผีไปบ้าง แต่ข้าไม่เคย..."
เมื่อขุนพลเต่าอสรพิษเห็นว่ารูปปั้นมหาราชเจินอู่ไม่รับธูปของสวี่อิง ก็รู้สึกหวาดหวั่นในใจ พวกเขาสบตากัน แล้วกล่าวในใจเงียบๆ ว่า "มหาราชไม่กล้ารับธูปของเขา เห็นได้ชัดว่ากลัวจะโชคร้าย การที่พวกเรารับธูปของเขา ก็คือการลบหลู่มหาราชอย่างยิ่ง!"
เทพทั้งสองแอบเดินพลังเวท โยนธูปที่สวี่อิงปักไว้ในกระถางธูปของตนทิ้งไปเช่นกัน
หูจั๋วจวินร้องอุทาน "เทพเต่าอสรพิษก็ยังรังเกียจเจ้า!"
สวี่อิงเดินออกไป ก็เห็นธูปที่ตนเพิ่งจุดบูชาเมื่อครู่หล่นกระจายอยู่บนพื้นจริงๆ
"อาอิ้ง เจ้าต้องเคยทำเรื่องเลวร้ายผิดผีมาแน่ๆ!" หูจั๋วจวินกล่าวกับเขาด้วยสีหน้าจริงจัง
สวี่อิงปฏิเสธเสียงแข็ง โต้เถียงจนหน้าดำหน้าแดง
เมื่อพวกเขาออกจากสำนักเจินอู่ ขุนพลเต่าอสรพิษถึงกับถอนหายใจยาว คลายสภาพรูปปั้นเทพ ขุนพลเทพอสรพิษร้องว่า "หวุดหวิดไป หวุดหวิดไป! เจ้านั่นเมื่อกี้ ก็คือเจ้าหนูเมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อนนั่นเอง!"
ขุนพลเทพเต่าดูเป็นผู้ใหญ่กว่าเขามาก กล่าวเสียงขรึมว่า "เขาเอง สี่หมื่นกว่าปีผ่านไป เขายังไม่ถูกแดนเซียนทรมานจนตาย คนดีมักอายุสั้นจริงๆ"
ขุนพลเทพอสรพิษกล่าวว่า "เขาเหมือนจะจำพวกเราไม่ได้!"
ขุนพลเทพเต่าก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องอะไรกันแน่ จึงกล่าวว่า "ปีนั้นเขาเข้ามาในลานบรรพชน สร้างความปั่นป่วนให้ลานบรรพชนไปรอบหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าเขาจะกลับมาอีก! เพิ่งกลับมา ก็ก่อเรื่องวุ่นวายใหญ่โตที่แดนเซียนยกทัพมาปราบปรามตัวตนโบราณท่านนั้นเสียแล้ว!"
เทพโบราณทั้งสององค์มองไปทางที่พวกของสวี่อิงจากไป ขุนพลเทพเต่ากล่าวเสียงแผ่วว่า "แม้เขาจะสร้างความปั่นป่วนให้ลานบรรพชน แต่ก็ทำให้ลานบรรพชนกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ถือว่ามีบุญคุณอันยิ่งใหญ่"
ขุนพลเทพอสรพิษคาดเดาว่า "การกลับมาครั้งนี้ คงเพราะบุญกุศลหมดแล้วกระมัง?"
ขุนพลเทพเต่าครุ่นคิด "ข้าเอาแต่รู้สึกว่า เขาดูเหมือนจะไม่ค่อยเหมือนเมื่อก่อนสักเท่าไหร่..."
ภายในตำหนักเจินอู่ เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งดังขึ้น "นั่นเป็นเพราะ เขาต้องทนทุกข์ทรมานมานานกว่าสี่หมื่นปี"
พวกของสวี่อิงรีบรุดหน้าไปยังใจกลางลานบรรพชน วิถีมารเสื่อมถอย แม้จะมีเสี่ยวเทียนจุนและเหล่าเทพมารคอยค้ำจุนสถานการณ์ แต่ก็ยังมีวิญญูชนฝ่ายธรรมะจากสรรพจักรวาลบุกเข้ามาถึงใจกลางอยู่ดี ดังนั้นแม้จะผ่านด่านเต้าชี่มาได้ ก็ยังต้องระมัดระวังในการเดินทาง
หูจั๋วจวินจ้องมองสวี่อิงด้วยสีหน้าคลางแคลงใจ ทันใดนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "อาอิ้ง ในด่านเต้าชี่ มีคนกระตุ้นของวิเศษเซียนหนึ่งพันสามร้อยชิ้น พวกเราล้วนโดนลูกหลงจนสลบไสลไม่ได้สติ มีเพียงเจ้าคนเดียวที่ไม่เป็นอะไร นี่มันเรื่องอะไรกัน?"
เมื่อนางเอ่ยคำนี้ออกมา ผู้ฝึกปราณเผ่ามารคนอื่นๆ ก็พากันหันมามอง จ้องจับผิดไปที่สวี่อิง
สวี่อิงสีหน้าไม่เปลี่ยน หัวเราะร่วน "ข้ามีสติปัญญาการรู้แจ้งสูงส่ง วิถีเซียนธรรมดาย่อมไม่อาจทำให้ข้าแปดเปื้อนได้"
หูจั๋วจวินแค่นเสียงฮึดฮัด กล่าวว่า "ตอนที่แสงเซียนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า พวกเราก็โดนลูกหลงอีก แต่เจ้าก็ยังไม่เป็นอะไร นี่มันเรื่องอะไรกันอีก?"
สวี่อิงหัวเราะ "ข้าก็บอกไปแล้วไง ว่าข้ามีสติปัญญาการรู้แจ้งสูงส่ง"
แววตาของหูจั๋วจวินวูบไหว ทันใดนั้นก็ตวาดว่า "เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีต!"
สวี่อิงสะดุ้งโหยง
หูจั๋วจวินร้องเสียงหลง "ข้ารู้แล้ว เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีต! สิ่งที่เจ้าฝึกฝนก็คือสิ่งที่เรียกว่าวิถีเซียน เจ้ามองพวกเราเป็นวิถีมาร เจ้าจงใจซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางพวกเรา หมายจะลอบเข้าไปในใจกลางลานบรรพชน! เจ้าเป็นสายลับของผู้บำเพ็ญเพียรนอกรีต!"
สวี่อิงอ้าปากค้าง กำลังคิดว่าจะแก้ตัวอย่างไร ทันใดนั้นก็มีแสงมงคลสายหนึ่งพุ่งมาจากที่ไกลๆ เสียงหนึ่งดังเข้าหูพวกเขาอย่างชัดเจน พร้อมเสียงหัวเราะ "มารขุนนางชุดม่วง ฉู่เทียนตู ยังจำเว่ยฉางหมิงผู้นี้ได้หรือไม่? ปีนั้นเจ้ากับข้าสู้กันที่หน้าผาเมฆาม่วง วิชาแปลงกายร้อยรูปแบบของเจ้าทำให้ข้าเบิกเนตรยิ่งนัก เวลาผ่านไปยี่สิบปี พวกเราก็ได้พบกันอีกครั้ง"
แสงมงคลร่วงหล่นลงมาจากฟ้า รัศมีสาดส่องพื้นที่รอบๆ สี่สิบห้าสิบลี้ให้สว่างไสวในชั่วพริบตา!
แสงมงคลค่อยๆ หม่นลง เห็นเพียงคุณชายในชุดหรูหรายืนอยู่เบื้องหน้าพวกเขา มองสวี่อิงด้วยรอยยิ้ม แล้วกล่าวเสียงเบาว่า "ขุนนางชุดม่วง เวลาผ่านไปยี่สิบปี ข้ามาขอรับคำชี้แนะอีกครั้ง"
หูจั๋วจวินและคนอื่นๆ มองสวี่อิงอย่างเหม่อลอย พูดตะกุกตะกักว่า "มะ... มาร์ควิสเทพชุดม่วง..."
สวี่อิงถอนหายใจ หันกลับไปยิ้มให้พวกเขาที่กำลังตกตะลึงตาค้าง แล้วกล่าวว่า "ข้าอยากจะคบหากับพวกเจ้าในฐานะคนธรรมดามาตลอด ข้าคิดว่าการเป็นเพื่อนกันแบบนี้ จะทำให้ต่างฝ่ายต่างสบายใจขึ้น ไม่คิดเลยว่า ต้นไม้ต้องการความสงบแต่ลมไม่ยอมหยุด..."
เขาส่ายหน้าอย่างหดหู่ จากนั้นก็ยืดหลังตรง
ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของพวกหูจั๋วจวิน ทันใดนั้นก็มีแสงเพลิงอันไร้ขอบเขตพวยพุ่งออกมาจากรอบตัวสวี่อิง พระอาทิตย์และพระจันทร์โคจรผ่าน มังกรและหงส์ร่ายรำ ทะเลเพลิงอันกว้างใหญ่ไพศาลพวยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
ค่อยๆ ปรากฏเตาหลอมตะวันแปดทิศแขวนอยู่บนท้องฟ้า คว่ำหัวลงมา ราวกับทะเลเพลิงไร้ขีดจำกัดแขวนอยู่เหนือหัวพวกเขา สร้างความรู้สึกกดดันอย่างมหาศาลให้กับพวกเขา
"ข้าไม่ซ่อนแล้ว"
สวี่อิงมีสีหน้าโศกเศร้า ทว่าน้ำเสียงกลับราบเรียบเป็นอย่างยิ่ง เขากล่าวว่า "ใช่แล้ว ข้าก็คือมาร์ควิสเทพชุดม่วง"







