(อ่านฟรีจนจบ) บ้าไปแล้ว! นายมันไม่ใช่จิตแพทย์เลยสักนิด! · khram
ตอนที่ 222
บทที่ 222 ปล่อยสัตว์ตามอำเภอใจ ความรักอันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดน
"คุณบอกว่าพ่อแม่เปิดเขียงหมูเป็นความผิดบาปมหันต์ แต่คุณเคยคิดไหมว่าทำไมพวกเขาถึงต้องทำอาชีพนี้" เฉินหยูพูด
"ก็เพื่ออยากให้ชีวิตของคุณดีขึ้นอีกสักหน่อยไง"
"พวกเขาจะลำบากหรือเหนื่อยหน่อยก็ไม่เป็นไร หวังเพียงให้คุณได้ดี"
"เราจะไม่มาเถียงกันว่าความหวังที่อยากให้ลูกได้ดีนั้นถูกหรือผิด พูดแค่เรื่องความรักที่พวกเขาทุ่มเทให้กับคุณก็พอ"
"พอรู้ว่ากดดันคุณจนป่วยเป็นโรคทางจิตเวช พ่อแม่ของคุณก็เสียใจจนแทบขาดใจ"
"พวกเขาตามใจคุณทุกอย่าง ไม่เพียงแต่กินเจเป็นเพื่อนคุณ ยังเลิกกิจการเขียงหมูที่ทำมานานกว่ายี่สิบปีด้วย"
"คุณบอกว่าพวกเขาเอาแต่หาเงิน แต่กลับไม่พูดว่าพวกเขาหาเงินไปเพื่อใคร"
"เงินทุกบาททุกสตางค์ที่พวกเขาหามาได้ ไม่ได้หมดไปกับคุณหรอกเหรอ"
"ยี่สิบกว่าปีมานี้ พ่อแม่ของคุณเคยเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่บ้างไหม เคยซื้ออะไรให้ตัวเองบ้างหรือเปล่า"
"หมอเฉิน คุณกำลังเบี่ยงเบนประเด็นนะ!"
อาฮุ่ยโต้แย้งอย่างไม่พอใจ "ฉันยอมรับว่าความรักที่พ่อแม่มีต่อฉันนั้นยิ่งใหญ่มาก และด้วยเหตุนี้ ฉันถึงได้เข้าร่วมกิจกรรมปล่อยสัตว์มาโดยตลอด"
"ฉันลงมือทำเพื่อสะสมบุญกุศลด้วยตัวเอง และตอบแทนพ่อแม่ด้วยวิธีนี้"
"พ่อแม่ทุ่มเทให้ฉันสุดหัวใจ ฉันก็ทุ่มเทให้พวกเขาสุดหัวใจเช่นกัน ทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันเลย"
"พวกเขาสร้างสภาพความเป็นอยู่ที่สุขสบายให้ฉัน ฉันก็จะใช้บุญกุศลที่สะสมมา ทำให้พวกเขามีชีวิตบั้นปลายที่มีความสุข"
เฉินหยูแค่นหัวเราะ "ชีวิตบั้นปลายที่มีความสุขที่คุณว่า คือการให้พ่อแม่กินเจทุกวันงั้นเหรอ"
"พ่อแม่ของคุณกินเนื้อสัตว์มาหลายสิบปี โดยเฉพาะพ่อของคุณ เรียกได้ว่าขาดเนื้อไม่ได้เลยด้วยซ้ำ"
"การบังคับให้พวกเขาเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน นี่คือความรักหรือความโหดร้าย ผมจะไม่ขอวิจารณ์ แต่เชื่อว่าเพื่อนๆ ชาวเน็ตส่วนใหญ่จะให้ความเห็นที่ยุติธรรมได้"
ประโยคสุดท้ายของเฉินหยูจุดประกายบรรยากาศในห้องไลฟ์สด
คอมเมนต์นับหมื่นนับพันข้อความพุ่งผ่านหน้าจอไลฟ์สดไปมาไม่หยุด
ไม่ว่าจะเข้าร่วมการปล่อยสัตว์ หรือเลิกกินเนื้อเปลี่ยนมากินเจ ล้วนเป็นทางเลือกของอาฮุ่ยเอง
คนอื่นไม่สะดวกจะพูดอะไร
แต่พูดก็พูดเถอะ
การยัดเยียดทางเลือกของตัวเองให้คนอื่น และเรียกร้องให้คนอื่นทำแบบเดียวกันกับตัวเอง
นี่มันหน้าด้านชัดๆ!
ตั้งแต่เริ่มวิดีโอคอลจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นฉือหางผู่ตู้หรืออาฮุ่ย สิ่งที่ทั้งสองคนทำ ชาวเน็ตต่างก็ไม่คิดว่ามันจะมีความถูกต้องอะไรเลย
ฉือหางผู่ตู้นั้นไม่ต้องพูดถึง
เป็นพวกหลอกลวงร้อยเปอร์เซ็นต์
เฉินหยูให้เขาสวดมนต์ เขากลับร้องเพลงประกอบการ์ตูนเรื่องซีหยางหยางกับหมาป่าฮุยไท่หลางออกมา
มีแต่หลักการผิดๆ แถไปเรื่อยเป็นชุดๆ
อาฮุ่ยยิ่งถูกล้างสมองอย่างหมดจด
แสดงความสองมาตรฐานแบบแม่พระเมืองนอกออกมาได้อย่างถึงพริกถึงขิง
เรียกได้ว่าเก่งเองโดยไม่ต้องมีใครสอน
เมื่อเห็นว่าในคอมเมนต์มีเนื้อหาโจมตีฉือหางผู่ตู้ อาฮุ่ยก็พูดเสียงดังว่า "เพื่อนๆ ชาวเน็ต พวกคุณจะเยาะเย้ยฉันก็ได้ แต่ได้โปรดอย่าเยาะเย้ยท่านอาจารย์ฉือหาง"
"ท่านอาจารย์ฉือหางเป็นพระสงฆ์ผู้มีศีล สิ่งที่ท่านทำ ไม่เพียงแต่ช่วยให้อาสาสมัครและผู้ศรัทธาอย่างพวกเราได้สะสมบุญกุศล แต่ยังเป็นการเผยแผ่แนวคิดอันยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนาในการโปรดสรรพสัตว์ด้วย"
"อีกสักครู่ ท่านอาจารย์ฉือหางจะพาอาสาสมัครและผู้ศรัทธาอย่างพวกเรา ไปสกัดรถบรรทุกที่ขนกระต่ายคันหนึ่ง"
"รถบรรทุกคันนั้นบรรทุกกระต่ายมาหลายพันตัว ซึ่งในอนาคตพวกมันจะต้องกลายเป็นอาหารบนโต๊ะ"
"เพื่อสนองความอยากอาหารของมนุษย์ กระต่ายหลายพันตัวต้องกลายเป็นผีใต้คมมีด นี่มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายขนาดไหน!"
"ท่านอาจารย์ฉือหางจะนำพวกเรา ไปหยุดยั้งไม่ให้โศกนาฏกรรมนี้เกิดขึ้น"
"สิ่งที่ท่านทำ ไม่เพียงแต่เป็นความรักอันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดน แต่ยังเป็นการทำความดีที่พวกเราทุกคนควรเอาเป็นแบบอย่าง"
"พวกคุณใส่ร้ายท่านอาจารย์ฉือหาง ในใจไม่รู้สึกละอายบ้างเลยเหรอ"
ชาวเน็ตแทบจะโมโหจนหัวเราะออกมา
พ่อแม่เปิดเขียงหมูเป็นความผิดบาปมหันต์ คนอื่นกินเนื้อสัตว์ก็ยิ่งเป็นเรื่องโหดร้ายที่สวรรค์ไม่อาจให้อภัย
"พี่สาว เบิกเนตรหน่อยเถอะ ท่านอาจารย์ฉือหางที่คุณพูดถึงก็แค่นักต้มตุ๋นเฒ่าเท่านั้นแหละ"
"วัดก็ไม่มีใบอนุญาตจากทางการ ตำแหน่งเจ้าอาวาสของเขาก็ตั้งขึ้นมาเองทั้งนั้น"
"เมื่อกี้คุณไม่เห็นเหรอ นักต้มตุ๋นเฒ่ายังสวดมนต์ไม่เป็นเลย เอาแต่ร้องหงุงหงิงเป็นเพลงซีหยางหยางกับหมาป่าฮุยไท่หลาง"
"โรคอื่นรักษาได้ แต่โรคซาบซึ้งในตัวเองบวกกับยกยอตัวเองเป็นโรคร้ายแรงที่ไม่มีใครรักษาหายหรอก"
"ความรักอันยิ่งใหญ่ไร้พรมแดนอะไรกัน เห็นชัดๆ ว่าเป็นวิธีรีดไถเงิน"
"น้องต่ายน่ารักแซ่บเว่อร์ขนาดนั้น ขอแบบไม่แซ่บให้ฉันชิมสักตัวสิ"
"วิธีเคารพชีวิตที่ดีที่สุด คือตอนที่มันกลายเป็นอาหารในจานของคุณ ก็จงพยายามกินให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่นิดเดียว"
เมื่อมองดูคอมเมนต์ที่ประชดประชันตัวเองแต่ละข้อความ ใบหน้าเล็กๆ ของอาฮุ่ยก็แดงก่ำด้วยความโกรธ
ในใจของเธอ ฉือหางผู่ตู้เปรียบเสมือนร่างอวตารของพระพุทธเจ้าบนโลกมนุษย์
ใครก็ห้ามลบหลู่
ใครกล้าลบหลู่ฉือหางผู่ตู้ เธอจะสู้ตายกับมัน!
"พอได้แล้ว! พวกคุณไม่ต้องพูดแล้ว!!!"
อาฮุ่ยพูดอย่างเกรี้ยวกราด
"วัดของท่านอาจารย์ไม่มีใบอนุญาตแล้วจะทำไม! วัดในสมัยโบราณก็ไม่มีใบอนุญาตจากทางการ ไม่ใช่ว่าก็มีธูปเทียนบูชาติงเซิ่งหรอกเหรอ"
"ทำไมพวกคุณถึงต้องยึดติดกับพิธีรีตองด้วย"
"ทำไมไม่ดูเรื่องดีๆ ที่ท่านอาจารย์ฉือหางทำมาตลอดหลายปีนี้ล่ะ"
"เงินทำบุญที่พวกเราบริจาคให้ท่านอาจารย์ฉือหาง ล้วนนำไปใช้ในการปล่อยสัตว์ และปกป้องชีวิตสัตว์ทั้งนั้น ท่านอาจารย์ไม่ได้เอาผลประโยชน์ไปเลยสักแดงเดียว"
อาฮุ่ยที่กำลังหัวเสียประกาศต่อหน้าทุกคนว่า ตัวเองไม่เพียงแต่เป็นอาสาสมัครในวัดเท่านั้น แต่ยังเป็นนักบัญชีพาร์ทไทม์ด้วย
เธอรู้ดีกว่าใคร
ฉือหางผู่ตู้ไม่ได้แตะต้องเงินทำบุญเลยแม้แต่สตางค์เดียว
เงินทุกบาททุกสตางค์ล้วนถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
ส่วนสถานะเจ้าอาวาสของฉือหางผู่ตู้ รวมถึงใบอนุญาตที่ถูกต้องตามกฎหมายของวัด ของพวกนี้ไม่ได้สำคัญเลยสักนิด
ใบอนุญาตและสถานะทางการ ล้วนเพิ่งจะปรากฏขึ้นมาในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้เอง
หากเป็นในสมัยโบราณ ไม่เคยได้ยินว่าเจ้าอาวาสของวัดไหนต้องได้รับการแต่งตั้งจากทางการ
และไม่เคยได้ยินว่าวัดไหน ถ้าไม่มีใบอนุญาตจากทางการแล้วจะโปรดสรรพสัตว์ไม่ได้
พูดจบ อาฮุ่ยก็เริ่มเอาอาชีพหมอมาเปรียบเทียบอีกครั้ง
การกระทำของหมอในสังคมยุคใหม่ จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
หมอแผนจีนในสมัยโบราณ ไม่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมก็ยังรักษาโรคช่วยชีวิตคนได้เหมือนกัน
เปี่ยนเชวี่ย ฮัวโต๋ ซุนซือเหมี่ยว หลี่สือเจิน ใครมีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมบ้าง
การไม่มีของพวกนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการที่พวกเขาจะกลายเป็นหมอเทวดาที่เลื่องลือไปนับพันปีเลยสักนิด
"อาฮุ่ย ได้เวลาแล้ว เตรียมตัวลงมือได้"
ป้าวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาจากข้างนอก
รถขนกระต่ายเริ่มออกเดินทางแล้ว
อีกสิบกว่านาที ก็จะวิ่งผ่านถนนข้างหน้านี้
เมื่อได้ยินดังนั้น เดิมทีอาฮุ่ยตั้งใจจะวางสายวิดีโอคอล แต่จู่ๆ เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบวิ่งออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง อาฮุ่ยก็กลับมาที่หน้าคอมพิวเตอร์
"เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่พวกเราทำ ไม่ได้หวังผลประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น ฉันกับท่านอาจารย์ฉือหางปรึกษากันแล้ว ตัดสินใจจะให้พวกคุณได้เห็นความดีที่พวกเราทำด้วยตาตัวเอง"
"หมอเฉิน ทางคุณมีความเห็นว่ายังไง"
"ได้สิ"
เฉินหยูพยักหน้า
"คนไข้คิวต่อไป รบกวนคุณรออีกสักหน่อยนะ"
ชาวเน็ตคนที่สามที่กำลังจะวิดีโอคอลกับเฉินหยู ส่งไอคอน OK กลับมา
ทันใดนั้น อาฮุ่ยก็ตัดสายวิดีโอคอล แล้วใช้มือถือล็อกอินเข้าบัญชีของฉือหางผู่ตู้
จากนั้นก็ถือมือถือเดินออกจากห้องไป
ในเวลานี้ ที่หน้าประตูมีอาสาสมัครรวมตัวกันอยู่หลายสิบคน
อาสาสมัครเหล่านี้มีทั้งชายหญิง คนแก่และเด็ก โดยส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยกลางคนและผู้สูงอายุ
สวมเสื้อกั๊กสีเหลืองเหมือนกันหมด
ด้านหลังเขียนไว้สองคำ
เมตตา







