แสงแดดยามเช้าสาดส่องอบอุ่น ฤกษ์งามยามดีในการเปิดกิจการ
ฉู่ชิงล้วงบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง จุดไฟ สูบเข้าไปเฮือกหนึ่ง มองดูประกายไฟค่อยๆ เผาไหม้เส้นยาสูบสีเหลืองหม่นอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย
ประทัดหมื่นนัดหลายสายปูลาดเต็มหน้าประตู พอจุดไฟปุ๊บ เศษกระดาษสีแดงก็แตกปะทุปลิวว่อน ควันลอยคลุ้งเต็มฟ้า แบบนี้สิถึงจะดูเหมือนการเปิดร้าน ทว่าน่าเสียดายที่เมืองหลวงไม่อนุญาตให้จุดประทัดมาตั้งแต่ปี 93 แล้ว ชาวบ้านตาดำๆ ทำได้แค่แอบจุดประทัดสายเล็กๆ ในลานบ้านตัวเองตอนเทศกาลเพื่อแก้ขัด แต่ร้านของเขาอยู่ริมถนนใหญ่ เกิดโดนคนแจ้งจับขึ้นมาคงไม่คุ้มกัน
ความจริงก็แค่เรื่องโดนปรับเงินไม่กี่ร้อยหยวน แต่วันแรกที่เปิดกิจการก็โดนปรับเลย มันดูเป็นลางร้ายเกินไป ดังนั้นในปากเขาจึงคาบบุหรี่ ทว่าในใจกลับรู้สึกว่างโหวง
จัดงานมงคลทั้งทีถ้าไม่มีเสียงครึกครื้น ตัวเขาเองก็รู้สึกหวิวๆ ในเมื่อจุดประทัดไม่ได้ ก็เลยต้องจ้างคณะเชิดสิงโตมา ไม่มีการตัดริบบิ้นอะไรทั้งนั้น ผู้คนแค่ไปรวมตัวกันอยู่สองฝั่งประตู ป้ายร้านมีผ้าแดงคลุมไว้ คุณหนูฟ่านยืนอยู่ข้างใต้ ดึงเชือกเส้นหนึ่งลงมา เผยให้เห็นป้ายยาวพื้นดำตัวอักษรสีทอง
"ตึง ตึง ตึง!"
เสียงกลองดังขึ้นตามมาติดๆ สิงโตขนปุยสีแดงและสีขาวสองตัวเริ่มส่ายหัวดุ๊กดิ๊กกระโดดโลดเต้น ฝูงชนที่มุงดูก็ให้เกียรติส่งเสียงโห่ร้องชื่นชม
ประตูใหญ่เปิดกว้าง ผู้คนพากันหลั่งไหลเข้าไป หลิวเย่เดินตามหลังเขามาติดๆ แล้วแอบกระซิบถาม "นี่พี่ ชื่อร้านนั้นใครเป็นคนตั้งน่ะ มันออกจะ... ออกจะดูยังไงๆ อยู่นะ"
ฉู่ชิงบุ้ยปากไปทางแฟนสาวที่อยู่ข้างหน้า ตอบกลับด้วยท่าทางไร้เดียงสาสุดๆ "อย่าถามฉัน"
ความจริงแล้ว ทุกคนที่อยู่ในงานพอมองเห็นตัวอักษรสามตัวบนป้ายนั้นก็ล้วนมีสีหน้าพิลึกพิลั่น แต่พอคิดดูอีกที มันก็เข้ากับความบ๊องตื้นของสองสามีภรรยาคู่นี้ดีเหมือนกัน
พอคุณหนูฟ่านจัดการเรื่อง 'ปฏิบัติการวัยหนุ่มสาว' เสร็จ ก็รีบเร่งบินกลับมา ในที่สุดก็มาทันการประชุมระดมสมองและร่วมแรงร่วมใจตั้งชื่อดีๆ ให้ร้านอาหาร
ในการประชุม ยัยหนูแผ่รังสีอำมหิต เตะโด่งพวกชื่อ 'ศาลาปิงชิง' 'ศาลาจือเว่ย' 'หอหยวนยาง' หรืออะไรเทือกนั้นทิ้งไปจนหมด หยิบเอาชื่อที่ตัวเองคิดไว้แต่แรกขึ้นมาเสนอ 'สองรสชาติคุณชาย'
ตอนนั้นพ่อฟ่านแม่ฟ่านหน้าเขียวปัด แทบอยากจะจับเธอมากดตีสักยก แต่ยัยหนูกลับมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ข้อแรก ร้านนี้พวกเราสองคนเป็นคนเปิด ข้อสอง อาหารจานหลักของร้านคืออาหารภาคตะวันออกเฉียงเหนือและอาหารซานตง
เอามารวมกัน ก็กลายเป็นสองรสชาติคุณชายพอดิบพอดี...
ฉู่ชิงก็ไม่ค่อยเต็มใจ มันไม่มีเอกลักษณ์เอาเสียเลย คนรู้ก็รู้ว่าเป็นร้านอาหาร คนไม่รู้คงนึกว่าเป็นบาร์โฮสต์ แต่ภายใต้การบังคับแกมออดอ้อนของเธอ เขาก็ทำได้แค่พยักหน้า ในเมื่อมันเป็นธุรกิจของพวกเขาสองคน พ่อฟ่านแม่ฟ่านให้คำแนะนำนิดหน่อยก็พอแล้ว ไม่ดีที่จะเข้าไปก้าวก่ายมากนัก จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทนยอมรับไป
แน่นอนว่าตอนที่ทำป้ายออกมาจริงๆ ก็ยังมีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อย ตัวอักษรคำว่าคุณชายเปลี่ยนไปใช้ตัวเต็ม แถมยังย่อขนาดให้เล็กลง แล้วขยายคำว่าสองรสชาติให้ใหญ่ขึ้นหน่อย มองดูแบบนี้แล้วก็ค่อยดูไม่ตลกคาเฟ่เท่าไหร่นัก
หน้าร้านดูคล้ายประตูจวนสมัยโบราณ ระเบียงทางเดินทั้งสองข้างหันหลังให้หน้าต่างบานใหญ่จรดพื้น ตรงกลางเป็นบันไดสูง ทางเดินปูอิฐสี่เหลี่ยมรอบๆ เว้นที่ไว้สำหรับจอดรถ พื้นที่กว้างขวางมาก
ตอนนี้ย่อมไม่มีรถจอดอยู่ มีแต่กระเช้าดอกไม้สีแดงสดใสวางกองกันเป็นคู่ๆ น่าจะมีเป็นสิบๆ กระเช้า วางหน้าประตูไม่พอจนต้องเลี้ยวไปถึงโคนกำแพง แถบผ้าสีแดงผืนใหญ่ติดอยู่ด้านบน ปิดกระเช้าดอกไม้ไปครึ่งหนึ่ง ตัวหนังสือก็ใหญ่เบ้อเริ่ม โดยเฉพาะชื่อคนส่ง ตัวอักษรตัวเดียวใหญ่เท่าขนมเปี๊ยะครึ่งชิ้น ราวกับจงใจให้คนเห็นอย่างนั้นแหละ
สิงโตยังคงกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้น คนว่างงานจำนวนไม่น้อยมายืนมุงดูความครึกครื้น ทำให้ดูเบียดเสียดมาก มีคนสอดรู้สอดเห็นเดินเข้าไปด้อมๆ มองๆ กระเช้าดอกไม้ พอกวาดตามองแวบแรกก็ถึงกับตกใจ
"กำไรหลั่งไหลดังสายน้ำ ธุรกิจรุ่งเรืองดั่งดอกไม้บาน หลินซินหรู"
พอมองลงไปอีก
"ฤกษ์งามยามดีเปิดโชคชะตา นิมิตหมายอันดีเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ จ้าวเวย"
พี่ชายคนนี้ไม่เชื่อสายตาตัวเอง ไล่ดูไปทีละอัน ซูโหย่วเผิง, จางเถี่ยหลิน, หวังเยี่ยน, โจวซวิ่น, อู๋จิง, จางกั๋วลี่, หวังกัง... แล้วก็ข้ามเจี่ยจางเคอกับโหลวเย่ไป ตรงดิ่งไปที่อันสุดท้าย บนแถบผ้าสีแดงพิมพ์ตัวอักษรใหญ่เบ้อเริ่มไว้สองตัว เจียงเหวิน
เขาอดไม่ได้ที่จะเงยหน้ามองเข้าไปในร้านพลางเดาะลิ้น
พี่ชายอีกคนที่ยืนอยู่ไม่ไกลเห็นเขาไล่ดูอย่างเมามันก็เกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาบ้าง เดินเข้ามาเปิดดูทีละอัน จากนั้นก็เงยหน้ามองเข้าไปในร้านพลางเดาะลิ้นเช่นกัน...
เวลานี้ยังเป็นช่วงเช้า ยังไม่ถึงเวลาอาหาร พนักงานเสิร์ฟและพ่อครัวประจำที่กันหมดแล้ว ฉู่ชิงกับคุณหนูฟ่านพากลุ่มญาติสนิทมิตรสหายไปกินเลี้ยงกันที่ชั้นบน รอจนถึงตอนเที่ยงก็จะสามารถเปิดรับลูกค้าอย่างเป็นทางการได้
เมื่อหลายวันก่อน เดิมทีพวกเขากะจะแจ้งให้เพื่อนฝูงของแต่ละฝ่ายทราบ ลากใครมาได้ก็ถือว่าได้คนหนึ่ง
คนที่ฉู่ชิงโทรหาเป็นคนแรกก็คือเหล่าเจี่ย ผลปรากฏว่ายังไม่ทันอ้าปากชวน หมอนั่นก็โวยวายว่าเพิ่งไปคัดนักแสดงที่มหาวิทยาลัยครุศาสตร์แห่งหนึ่งมา ถูกใจครูสอนเต้นคนหนึ่ง แต่เขายังไม่ยอมเล่นด้วย
คำพูดของเขาถูกกลืนลงคอไปในพริบตา กลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งคุยเรื่องหนังอยู่นานสองนาน เหล่าเจี่ยอาศัยชื่อเสียงจากเสี่ยวอู่ ในที่สุดก็ได้รับเงินลงทุนจากทั้งญี่ปุ่นและฝรั่งเศส หนังเรื่องใหม่กำลังอยู่ในช่วงเตรียมงาน แถมยังกำชับให้เขาเคลียร์คิวรอไว้ด้วย พอเขาพูดถึงเรื่องร้านอาหารของตัวเองกำลังจะเปิดด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ เหล่าเจี่ยก็อึ้งไปหลายวินาที ดูเหมือนจะงุนงงว่าทำไมจู่ๆ ถึงเปลี่ยนมาคุยเรื่องนี้ แน่นอนว่ายังคงแสดงความยินดีตามมารยาทไปสองสามประโยค และบอกว่าจะฝากคนส่งกระเช้าดอกไม้มาให้
สายที่สองโทรหาจ้าวเวย เธอกำลังถ่ายทำ 'ยอดหญิงทะลวงด่านฟ้า' อยู่ข้างนอก บทสนทนาก็คล้ายๆ กับข้างบน ยังคงแสดงความยินดีตามมารยาทไปสองสามประโยค และตอนท้ายก็ยังคงพูดถึงกระเช้าดอกไม้
หลังจากนั้นก็คือจางเถี่ยหลิน, หลินซินหรู, โหลวเย่... มีเพียงคุณชายโจวเท่านั้นที่บอกว่าจะปลีกเวลามาอุดหนุนสักครึ่งวัน ถึงแม้ว่าเธอจะกำลังถ่ายทำละครอยู่ก็ตาม ฉู่ชิงปฏิเสธไปอย่างลุกลี้ลุกลน
เพราะเขาค้นพบว่า เรื่องที่ตัวเองให้ความสำคัญมากๆ ในสายตาคนอื่น ความจริงแล้วมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่ามิตรภาพของพวกเขาจอมปลอม แต่มันเป็นเพราะนายก็แค่เปิดร้านอาหารนี่นา ไม่ได้แต่งงาน ยิ่งไม่ใช่การพลัดพรากจากเป็นจากตาย นี่มันเรื่องใหญ่อะไรนักหนา ถึงกับต้องให้พวกเราสละเวลาที่เดิมทีก็รัดตัวอยู่แล้ววิ่งไปหาด้วย
ส่งกระเช้าดอกไม้ไปให้ วันหลังว่างๆ ค่อยไปกินข้าวสักมื้อ ถ่ายรูปสักสองสามใบแขวนไว้บนกำแพงให้นายเอาไปอวด แค่นี้ยังไม่พออีกหรือไง
และก็เป็นอย่างที่คิด สถานการณ์ฝั่งคุณหนูฟ่านก็เหมือนกัน ยัยหนูถึงกับมีน้ำโหอยู่นิดหน่อย ฉู่ชิงเกลี้ยกล่อมไปสองสามประโยค คนที่เหลือยังไม่ได้แจ้งก็ไม่โทรหาแล้ว อาศัยการส่งบัตรเชิญไปเลย โดยเฉพาะจางกั๋วลี่กับหวังกังที่ยังไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียทีว่าบัตรเชิญมีไว้ทำอะไร มันช่วยให้คนอื่นมีทางเลือกหรือสามารถปฏิเสธได้ ไม่เหมือนกับการพูดคุยกันตรงๆ ที่จะทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
ท้ายที่สุด ฉู่ชิงกับคุณหนูฟ่านก็ปรึกษากันว่าจะเชิญแค่ครอบครัวของหวงอิ่งและตาเฒ่าเฉิง ซึ่งถือว่าเป็นญาติสนิทมิตรสหาย แล้วก็รู้สึกว่าคนน้อยไปหน่อย เลยเรียกเพื่อนร่วมชั้นมาด้วย พวกเขาไม่ได้ยุ่งอะไร สามารถมากินข้าวฟรีๆ ได้โดยไม่ต้องใส่ซอง แต่ก็ซื้อกระเช้าดอกไม้มาสองกระเช้า บนนั้นเขียนไว้ว่า เพื่อนร่วมชั้นมอบให้
ถ้าเป็นสิบปีให้หลัง กระเช้าดอกไม้นี้คงมีค่ามากกว่าทองคำเสียอีก
แบ่งออกเป็นสองโต๊ะ นั่งกันอย่างหลวมๆ ครอบครัวฟ่านกับครอบครัวเฉิงสองสามีภรรยานั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ฉู่ชิงคอยดูแลอยู่ข้างๆ ยัยหนูอยู่อีกโต๊ะหนึ่ง คุยเล่นกับเพื่อนร่วมชั้นเป็นหลัก
ไอ้ที่เรียกว่าฤกษ์งามยามดีเปิดกิจการ มันช่างห่างไกลจากภาพที่ทั้งสองคนจินตนาการไว้มากนัก ดาราแห่กันมา นักข่าวรวมตัวกัน วันที่สองได้ขึ้นหน้าหนึ่งทุกฉบับ ลูกค้าพากันบุกเข้ามาเหมือนซอมบี้บุกบ้านปลูกดอกทานตะวัน
ฉู่ชิงยังพอกล้อมแกล้ม แต่คุณหนูฟ่านดูไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ ทว่าเธอก็คิดตกแล้วว่า พวกเราสองคนเปิดร้านมันก็คือเรื่องของพวกเราสองคน นอกเหนือจากพ่อแม่ของตัวเองแล้ว คนอื่นนั้นพึ่งพาอะไรไม่ได้เลย
ดูแลโต๊ะนี้อยู่ครู่หนึ่ง ฉู่ชิงก็หิ้วขวดเหล้าวิ่งไปชนแก้วทีละคนอีกโต๊ะหนึ่ง คนกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน ชื่อกลุ่มน่าจะประมาณว่า 'จางอี้และเพื่อนๆ ของเธอ'
จางอี้ยังคงดิ้นรนอยู่ข้างนอก ผู้กำกับเป็นคนชื่อหลี่อัน ส่วนเพื่อนร่วมชั้นของเธอนั้น ขลุกอยู่ในห้องซ้อมทั้งวันทั้งคืน แต่ละคนเหนื่อยจนแทบอยากจะร้องไห้ฟุบลงกับพื้น
เขาชอบคบค้าสมาคมกับพวกเด็กๆ มาก วัยรุ่น สดใส บริสุทธิ์ มีน้ำใจกับเพื่อนฝูง วันนี้ก็มากันตั้งแต่เช้าตรู่ ช่วยงานทั้งในและนอกไปตั้งเยอะ
"จริงสิพี่ มะรืนนี้มาได้ไหม มาดูพวกเราแสดง" ตอนที่ชนแก้วกับหลิวเย่ จู่ๆ เขาก็ถามขึ้นมา
ฉู่ชิงถาม "ละครเวทีของพวกนายซ้อมเสร็จแล้วเหรอ"
"อืม ที่โรงละครเล็กของวิทยาลัยการละคร บ่ายสี่โมง"
"ได้ ฉันไปแน่นอน"
เขาพูดพลางโอบไหล่คุณหนูฟ่าน หัวเราะบอกว่า "พี่สะใภ้นายก็ไปนะ"
"..."
หลิวเย่กระตุกมุมปาก เรียกพี่คำเดียว เอ็งนี่กล้าปีนเกลียวเชียวนะ
............
"เบส ฉันลืมแม่น้ำสายเล็กๆ ที่บ้านเกิดไม่ได้เลย ทุกครั้งที่พวกเรากินข้าวเย็นเสร็จหรือตื่นนอนตอนเช้า พอผลักหน้าต่างออกไป ก็จะเห็นหมอกบางๆ ลอยเป็นชั้นๆ อยู่บนผิวน้ำ ฉันลืมไม่ลงเลยว่าในฤดูร้อนตอนที่แสงแดดแผดเผาทุ่งหญ้าจนเป็นสีเหลือง กลิ่นหอมที่ได้กลิ่นตอนเดินเล่นกับเธอ..."
ในโรงละครเล็ก ฉู่ชิงกับคุณหนูฟ่านนั่งอยู่แถวที่สามด้านหน้า มองเห็นได้ชัดเจนมาก
หลิวเย่หันหน้าเข้าหาฉินไห่ลู่ พร่ำพรรณนาบทพูดยาวเหยียดท่อนนี้อีกครั้ง เทียบกับตอนที่ฟังคราวก่อน ความตื่นเต้นและการบิลด์อารมณ์แบบจงใจถูกลบหายไป ทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น บทท่อนนี้มีสองร้อยกว่าคำ ต้องพึ่งพาทักษะการท่องบทล้วนๆ ถ้าจัดการได้ไม่ดีก็ทำให้บรรยากาศกร่อยได้ง่ายๆ เขาใช้ความฉลาดแกมโกงเล็กน้อย จับมือฉินไห่ลู่ ย่ำเท้าเบาๆ หมุนตัวช้าๆ บนเวที ใช้ภาษากายมาเติมเต็มช่องว่าง
ดูเหมือนจะได้ผลไม่เลว ความมีมิติปรากฏออกมาทันที
'วิญญาณปฏิเสธการฝัง' มีใจความสำคัญก็คือ ทหารหลายนายถูกยิงถล่มตายอย่างไม่เลือกหน้าเพราะความบุ่มบ่ามของฝ่ายตัวเอง ผลก็คือเต็มไปด้วยความแค้นใจ ไม่ยอมตาย ไม่ยอมถูกฝัง นายทหารจึงต้องไปตามคนที่ใกล้ชิดที่สุดของพวกเขามาเกลี้ยกล่อมทีละคน ให้รีบกระโดดลงหลุมไปสู่สุคติ
ฉู่ชิงดูการซ้อมมาตั้งหลายรอบ ตอนนี้ก็เลยยังพอทำท่าเป็นผู้รู้สอนแฟนสาวได้
"เบส ที่ที่ฉันควรไปคือบนดิน สิ่งที่ควรทำก็ควรจะอยู่บนดิน ไม่ใช่ใต้ดินบ้าๆ นี่!"
บนเวที ฉากหลังมืดสลัว คนสองคนกุมมือกัน หันหน้าเข้าหากัน กลืนหายไปในแสงเย็นเยียบดั่งแสงจันทร์
เงาร่างของหลิวเย่ดูจับใจเป็นพิเศษ ชัดเจนว่าเป็นโทนสีเย็นเยียบ แต่พอสาดส่องลงบนตัวเขากลับแผ่ประกายอบอุ่นออกมา นุ่มนวลราวกับปุยฝ้าย
ฉู่ชิงมองไปรอบๆ เห็นเด็กสาวทางซ้ายมือจ้องเงาร่างนั้นตาไม่กะพริบ ภายใต้ขนตามีประกายความจริงใจแฝงอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะเอียงหน้าไปกระซิบข้างหูคุณหนูฟ่าน หัวเราะเบาๆ "หมอนี่แสดงจบ ต้องมีเด็กสาวตามจีบเพียบแน่"
"อิจฉาล่ะสิ งั้นนายก็ลองให้เด็กสาวสักสองสามคนตามจีบบ้างไหมล่ะ" ยัยหนูหัวเราะพลางเลิกคิ้วขึ้น
ฉู่ชิงรู้ว่าเธอหมายความว่ายังไง เขาไม่ยอมอ่อนข้อให้ ตอบกลับไปว่า "ฉันจะบอกอะไรให้นะ ฉันมีคนตามจีบจริงๆ"
"ใคร นายบอกมาว่าใคร" คุณหนูฟ่านรีบซักไซ้ทันที
"เอ่อ..." เขาแค่พูดพล่อยๆ ไปอย่างนั้นแหละ จะให้เขาตอบยังไงล่ะทีนี้
"พี่เสี่ยวอิ่งเหรอ อืม ไม่น่าใช่" ยัยหนูเริ่มพึมพำกับตัวเองราวกับคนบ้า "เมื่อก่อนฉันก็เชื่อนะ แต่ตอนนี้สายตาหล่อนไม่ค่อยเหมือน..."
"ซินหรูเหรอ ก็ไม่ใช่อีกแหละ เขาไม่มองนายหรอก"
"จ้าวเวยเหรอ ไม่ใช่ๆ"
"โจวซวิ่น!" คุณหนูฟ่านเงยหน้าขึ้นขวับ ดวงตาเป็นประกายวาววับ "นึกแล้วเชียวว่าต้องเป็นนังจิ้งจอกน้อยตัวนี้!"
ฉู่ชิงฟังเธอพร่ำบ่น สีหน้าก็เริ่มเหมือนคนท้องผูกมานาน ตบปากตัวเองดังเพียะ โทษฐานที่ปากเปราะ
เวลาห้าโมงครึ่ง การแสดงจบลง หลิวเย่เดิมทีอยากจะชวนพวกเขาสองคนไปกินเลี้ยงด้วยกัน แต่ฉู่ชิงเห็นว่ามีครูตามมาด้วยอีกหลายคน ซึ่งเขาก็ไม่รู้จัก จึงปฏิเสธไป
"พวกเราไปกินข้าวที่ไหนกันดี"
พอทั้งสองคนออกมาข้างนอก ยัยหนูก็อั้นจนดูห่อเหี่ยว การดูละครเวทีสำหรับเธอมันช่างปวดใจเสียเหลือเกิน เธอตอบ "แล้วแต่เลย กินแถวๆ นี้แหละ"
"ไปร้านคราวก่อนไหม" เขาถาม
"เอาสิ แตงกวาคลุกเส้นเฝอร้านนั้นก็อร่อยดีนะ"
ฉู่ชิงยิ้มๆ จูงมือเธอเดินลงบันไดมา มีนักศึกษาจำได้เป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้เข้ามาทักทาย แค่ชายตามองเล็กน้อย เรื่องที่สองคนนี้คบกัน คนที่ดูทีวีบ่อยๆ ก็น่าจะรู้กันหมดแล้ว
เดินไปตามทางหินเล็กๆ มุ่งหน้าสู่ประตูมหาวิทยาลัย เดินผ่านบ้านชั้นเดียวเรียงเป็นแถว เขาชี้มือพลางบอก "นั่นไง นั่นคือห้องสมุด"
"ซอมซ่อชะมัด" ยัยหนูส่ายหัวไปมา มองประเมินอยู่สองสามที แสดงออกว่าไม่สนใจ
"เธอนี่มัน..."
เขาพูดไปได้ครึ่งเดียว ก็ตะโกนเรียกไปข้างหน้าเสียงดังลั่น "จางจิ้งชู!"
คนที่กำลังเดินไปที่ประตูหันกลับมา หยุดอยู่กับที่ สายตากวาดมองใบหน้าของเขาก่อน จากนั้นก็กวาดมองมือที่กุมกันแน่นของทั้งสองคน
"เพิ่งดูจบเหมือนกันเหรอ" เขาจูงมือคุณหนูฟ่านเดินเข้าไปหา
"อืม เพิ่งดูจบ"
"นี่แฟนฉัน ฟ่านปิงปิง"
"สวัสดีค่ะ" จางจิ้งชูพยักหน้าให้ยัยหนู ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วก็พูดต่อ "เมื่อวานซืนฉันมีเรียน ขอโทษด้วยนะคะ"
"โธ่ ไม่เป็นไร เรียนสำคัญกว่า" เขาหัวเราะร่วน
คุณหนูฟ่านยืนอยู่ข้างๆ เขา มองดูสองคนนี้คุยกัน หรี่ตาลงเล็กน้อย แถมยังเชิดคางขึ้นนิดๆ
"นี่จะไปไหนเนี่ย" ฉู่ชิงถาม
"ไปกินข้าว"
"พวกเราก็จะไปกินข้าวเหมือนกัน งั้น..." เขาอยากจะบอกว่าไว้วันหลังค่อยคุยกันใหม่ แต่กลับถูกคุณหนูฟ่านขัดจังหวะ "งั้นพวกเราไปกินด้วยกันสิ!"
ฉู่ชิงหันไปมองเธอ เธอจะทำอะไรเนี่ย
ยัยหนูไม่สนใจเขา เข้าไปควงแขนจางจิ้งชูอย่างตีสนิท หัวเราะถาม "คุณอายุเท่าไหร่คะ"
"ยี่สิบค่ะ"
คุณหนูฟ่านหัวเราะคิกคัก "แก่กว่าฉันปีหนึ่ง พี่เสี่ยวชูไปกินข้าวกันเถอะ!"
จางจิ้งชูรีบบอก "ไม่ต้องหรอกค่ะ ไม่ต้อง ฉันยังมีธุระอีก..."
"แหม จะมีธุระอะไรนักหนาคะ! อุตส่าห์ได้รู้จักกันทั้งที ไปๆ! ฉันเลี้ยงเอง!"
ยัยหนูดึงดันลากเธอออกไปนอกประตูมหาวิทยาลัยโดยไม่เปิดโอกาสให้อธิบาย ฉู่ชิงเดินตามหลังไป จู่ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีขึ้นมา
















