บทที่เก้าสิบเก้า กลางฤดูร้อน
เมืองหลวง ถนนวงแหวนรอบสามทิศตะวันตก
ใต้สะพานยกระดับแห่งหนึ่ง รถติดหนึบแทบขยับไม่ได้ เสียงบีบแตรดังก้องไม่ขาดสาย ฉู่ชิงดึงหวังเยี่ยนเดินแทรกผ่านท้ายรถแท็กซี่คันหนึ่ง แล้ววิ่งขึ้นไปบนทางเท้า
"คุณทำอะไรเนี่ย โวยวายอะไรนักหนา"
เขาอยู่ในชุดเครื่องแบบตำรวจจราจร ชี้ไปที่แถวรถยนต์ซึ่งยังคงติดแหง็กอย่างน่าเวทนาอยู่ใต้สะพาน พลางพูดอย่างเคร่งขรึม "คุณดูสิ อันตรายแค่ไหน! ถนนทั้งเส้นถูกคุณทำให้ติดไปหมดแล้ว! ถนนในเมืองหลวงใช่ที่ที่จะมาทำให้รถติดเล่นได้ง่ายๆ หรือไง"
หวังเยี่ยนมัดผมแกละสองข้างดูเชยสะบัด สวมเสื้อไหมพรมแขนกุดสีส้ม สะพายเป้ แล้วยังสะพายกีตาร์อีกตัว ดูเหมือนเด็กสาวใสซื่อจากบ้านนอกเพิ่งเข้ากรุง
เธอก้มหน้าลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงอ่อย "ฉันเก็บม่ายเกาค่ะ"
"ม่ายเกาอะไร"
"ม่ายเกา!" หวังเยี่ยนเงยหน้าขึ้นมากะพริบตาปริบๆ อย่างน่ารัก พูดด้วยความตื่นเต้น "คุณไม่รู้จักเหรอคะ ม่ายเกาไง!" เธอชูตลับเทปที่ถูกรถทับจนแบนตลับหนึ่งขึ้นมา บนนั้นพิมพ์รูปใบหน้าของกัวเทา หรือก็คือพ่อของสือโถว พลางพูดว่า "ซูเปอร์สตาร์ระดับตำนานม่ายเกา คุณไม่รู้จักเหรอคะ"
เธอเงยหน้าใสซื่อที่ไม่ได้แต่งหน้าเลยแม้แต่น้อย ผิวขาวจั๊วะ คิ้วตางดงาม เพียงแต่รอยย่นบนหน้าผากดูลึกไปสักหน่อย
ฉู่ชิงพูดว่า "ม่ายเกา ขนมโก๋อะไรล่ะ! มาจากต่างถิ่นใช่ไหมเนี่ย"
หวังเยี่ยนทำปากยื่นพยักหน้า ตอบว่า "ใช่ค่ะ"
"ถ้าไม่รู้ว่าต้องข้ามถนนยังไง ก็เดินตามคนอื่นเขาไป" ฉู่ชิงโบกมือ กล่าวว่า "ไปเถอะ!" พูดจบก็หันหลังเดินจากไป
"ทราบแล้วค่ะ" เธอทิ้งท้ายด้วยเสียงอ่อยๆ อีกครั้ง
"ผ่าน!" เมิ่งจี้ตะโกนบอก พลางหัวเราะร่วน "ชิง ลำบากหน่อยนะ!"
ฉู่ชิงถอดหมวกปีกกว้างออกมากระพือลม พลางเอ่ย "นี่ผู้กำกับครับ วันหลังถ้ามีบทอีก ช่วยจัดบทประธานบริษัทให้ผมทีสิครับ อยู่แต่ในห้องไม่ต้องกลัวโดนรถชน แถมยังได้ตากแอร์ด้วย"
"ถ้ามีบทดีๆ แบบนั้นผมก็อยากเล่นเองเหมือนกันแหละ ไปรับข้าวกล่องทางนู้นไป!" เมิ่งจี้ปัดมือไปด้านหลัง ขี้เกียจจะต่อล้อต่อเถียงกับเขา
ฉู่ชิงเบ้ปาก เมื่อวานโดนโทรศัพท์โทรมาหลอกล่อ บอกว่าเปิดกล้องละครเรื่องใหม่ ให้มาช่วยรับเชิญเป็นคนเดินถนน เรื่องพรรค์นี้ปกติมักจะปฏิเสธไม่ลง เลยต้องรีบตาลีตาเหลือกมาแต่เช้าตรู่ ฉากรถติดเมื่อกี้ ทีมงานไม่ได้จัดฉากหรอกนะ แต่รถติดจริงๆ เพื่อถ่ายช็อตนี้ช็อตเดียว ต้องรอถึงหนึ่งช่วงเช้าเต็มๆ
ตอนที่เขาลากหวังเยี่ยนเดินเลี้ยวไปเลี้ยวมาอยู่ข้างใน ตากล้องก็แบกกล้องเดินตามอยู่ข้างๆ แล้วยังเผลอไปขูดกระจกมองหลังของชาวบ้านเข้า เลยต้องจ่ายเงินชดใช้ไปนิดหน่อย
ว่ากันว่าตอนปลายเดือนมิถุนายน องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 ก็ได้ออกอากาศไปแล้ว คิดถึงตอนที่ภาคแรกกวาดเรตติ้งคู่แข่งในเวลาเดียวกันไปเรียบเมื่อปีที่แล้ว เรตติ้งเฉลี่ยทั่วประเทศพุ่งสูงถึง 47% ตอนนั้นหลายคนถึงกับปักธง ทำนายว่าภายในสิบปีจะไม่มีใครแซงได้ ผลคือไม่กี่เดือนให้หลังก็ถูกทำลายสถิติเสียแล้ว ลำพังแค่เมืองหลวงแห่งเดียว เรตติ้งของ องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 ก็พุ่งทะยานไปถึง 57% ส่วนที่เซียงหนานยิ่งทะลุ 60% ไปเลย
สำหรับนักแสดงนำทั้งสี่ นี่ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการตอกย้ำฐานความนิยมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น คนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงคือตัวละครที่เพิ่งเพิ่มเข้ามาใหม่อย่างหวังเยี่ยน หลิวตัน และจูหงเจียต่างหาก
ส่วนจินสั่วกับหลิวชิงสองคนนี้ ที่ในละครมีบทกุ๊กกิ๊กกันแบบครึ่งจริงครึ่งเล่น ก็เยียวยาหัวใจอันบอบบางนับไม่ถ้วนได้อย่างไม่คาดคิด โดยเฉพาะในตอนกราบไหว้ฟ้าดินนั้น ได้รับเสียงชื่นชมล้นหลามจริงๆ คนหนึ่งอ่อนโยนดั่งหยก อีกคนเอียงอายดั่งดอกไม้ ก้าวเท้า จับมือ ไหว้ฟ้าดิน ผ้าคลุมหน้าลายยวนยางถูกลมพัดเปิดขึ้นมุมหนึ่ง เผยให้เห็นริมฝีปากแดงระเรื่อของคุณหนูฟ่าน
ความอ่อนโยนเพียงสายนี้ ท่ามกลางโทนเรื่องที่ดูวุ่นวายไปทั้งเรื่อง โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่รักสุดฮาอีกสองคู่ ยิ่งดูราบเรียบและอบอุ่น ได้รับความชื่นชอบจากผู้ใหญ่มากกว่า คู่รักคู่นี้สามารถตกแฟนคลับวัยสามสิบอัปได้เป็นกอบเป็นกำอย่างไม่น่าเชื่อ
เนื่องจากบทบาทของฉู่ชิงมีมากกว่าภาคแรกเยอะมาก ในที่สุดก็เริ่มมีคนมองข้ามใบหน้าหล่อๆ นั่น แล้วหันมาสนใจทักษะการแสดงของเขาแทน คนที่ดูเป็นก็ดูรายละเอียด ดูอารมณ์ คนที่ดูไม่เป็นก็ดูเอาสนุก ดูเอาความรู้สึก สรุปแล้วสุดท้ายก็กลับมาสู่ความประทับใจเดียวกัน นั่นคือ สบายตา!
ตอนนี้เวลาเขาเดินไปตามถนน บางครั้งก็ยังบังเอิญเจอแฟนคลับเข้ามาขอลายเซ็น ในใจก็รู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย ในที่สุดเขาก็ขยับขยายจากนักแสดงตัวเล็กๆ ระดับสาม ขึ้นมาสู่จุดสูงสุดของระดับสามแล้ว...
เอาเถอะ ความจริงก็คือยังอยู่ระดับสามเหมือนเดิมนั่นแหละ
ขณะเดียวกัน ข่าวที่ฉู่ชิงตั้งใจเดินทางไปเยี่ยมกองถ่ายถึงเซียงหนานก็ถูกขุดคุ้ยออกมา ความรักเล็กๆ ของพวกเขาถึงได้ถูกเปิดโปงให้คนทั่วประเทศรับรู้ก็ในตอนนี้เอง
ส่วนคู่หูฟ่านเสี่ยวเทียนกับเมิ่งจี้ หลังจากถ่ายทำเรื่องตือโป๊ยก่ายจบ ก็เป็นช่วงที่ องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 กำลังฮิตพอดี จึงอยากจะขออาศัยกระแสนี้ รีบสรุปบทละครเรื่องใหม่อย่างรวดเร็ว แล้วยังดึงตัวหวังเยี่ยนที่กำลังโด่งดังมารับบทนำอีกด้วย
สองคนนี้ คุณสามารถดูถูกความไร้ยางอายของพวกเขาได้ แต่จะปฏิเสธสัญชาตญาณทางธุรกิจที่ไวปานจิ้งจอกของพวกเขาไม่ได้ ยกตัวอย่างเมิ่งจี้ หมอนี่เปิดไพ่หงายหน้าให้เห็นกันชัดๆ ไปเลยว่า ผมเป็นผู้กำกับละครเชิงพาณิชย์ ผมมองแค่สองอย่าง หนึ่งคือเรตติ้ง สองคือเวลาออกอากาศ เรื่องที่ฉายตอนสองทุ่มสามารถขายได้ตอนละสามหมื่นหยวน แต่ถ้าฉายตอนสี่ทุ่มจะขายได้แค่หนึ่งหมื่น เพราะงั้น ไม่ต้องมาคุยเรื่องคุณค่าทางศิลปะอะไรกับผมทั้งนั้น!
เขารู้ว่าต้องถ่ายทำละครแนวไหนถึงจะดังระเบิด และมักจะชิงลงมือคว้าโอกาสได้ก่อนเสมอ
ละครเรื่องใหม่นี้มีชื่อว่า "ปั้นดาว" จุดขายที่สำคัญที่สุด ก็คือการตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านที่มีต่อข่าวลือเบื้องลึกในวงการบันเทิง นอกจากหวังเยี่ยนแล้ว ยังมีการเชิญดาราดังระดับจิ่งกังซาน ฉวีอิ่ง และเสี่ยวเถาหง มารับเชิญแบบตัวเป็นๆ ทำให้ความรู้สึกเหมือนได้เปิดโปงความลับนี้ดูสมจริงขึ้นมาอีกหลายส่วน
ฉู่ชิงเองก็กลายเป็นหนึ่งในพวกเขา ตอนนี้กำลังนั่งบนเก้าอี้ประคองข้าวกล่องเคี้ยวตุ้ยๆ หมอนี่กินไปกล่องหนึ่งแล้ว เดิมทีอิ่มไปเจ็ดส่วน จะกินหรือไม่กินก็ได้ ลังเลอยู่สองวินาที สุดท้ายก็ตัดสินใจซัดอีกสักกล่อง
"กินอยู่เหรอ!"
หวังเยี่ยนหิ้วเก้าอี้ตัวหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ ในมือถือข้าวกล่องเช่นกัน บรรดานักแสดงรับเชิญตั้งหลายคน มีแค่เขาจริงๆ ที่เธอพอจะคุยด้วยได้ ยังไงซะก็เคยอยู่ในกองถ่ายเดียวกันมาก่อน
"คุณไม่ร้อนหรือไง" ฉู่ชิงเหลือบมองเธอที่ยังคงสวมเสื้อไหมพรมตัวนั้นอยู่อดถามไม่ได้ เขาอายุน้อยกว่าเธอสองปี เวลาพูดจาเลยดูเป็นกันเองกว่าสักหน่อย
"ก็พอไหว ทางคุณต่างหากที่ต้องลำบาก อากาศร้อนๆ ยังต้องวิ่งมาถึงนี่" เธอดึงๆ คอเสื้อ หักตะเกียบแยกจากกัน น้ำเสียงแฝงความนุ่มนวลอ่อนหวานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
"เออ ผมอยากจะขอบคุณคุณมาตลอดเลยนะ"
"ขอบคุณฉันเรื่องอะไรคะ"
"ขอบคุณที่คุณช่วยดูแลคนบ้านผมให้ไงล่ะ" เขาพูดกลั้วหัวเราะ
"อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก ปิงปิงยัยหนูนั่นน่ารักน่าเอ็นดูออก" หวังเยี่ยนรีบโบกมือ
ตอนถ่ายทำ องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2 หลังจากที่เธอไปส่งคุณหนูฟ่านกลับบ้านครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้ใช้ชีวิตไม่ง่ายเลย ปกติเวลาอยู่ในกองถ่ายก็มักจะเอาของกินอร่อยๆ มาฝากเสมอ ถึงแม้ทั้งสองคนจะไม่มีบทเข้าฉากด้วยกัน แต่เวลาว่างก็มักจะจับเข่าคุยกันเป็นระยะ
"ช่วงนี้ยุ่งเรื่องอะไรอยู่ล่ะ" เธอกินข้าวไปพลาง ถามขึ้นลอยๆ
"เอ่อ อยากจะเปิดร้านอาหารน่ะครับ" ฉู่ชิงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ช่วงนี้ใครเจอเขาก็ถามว่า 'ยุ่งเรื่องอะไรอยู่ล่ะ' แล้วเขาก็ต้องคอยตอบประโยคนี้ซ้ำซาก แรกๆ ก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่พอพูดบ่อยเข้าก็รู้สึกเหมือนไปเที่ยวโอ้อวดให้คนอื่นฟังยังไงยังงั้น
"แหม ถึงตอนนั้นอย่าลืมบอกฉันนะคะ ฉันต้องไปอุดหนุนแน่นอน" หวังเยี่ยนยิ้ม
"ครับๆ แน่นอนครับ"
เขาพยักหน้าตอบ จัดการสวาปามข้าวกล่องจนเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว ในหัวก็พลันมีประกายแวบขึ้นมา: คุณลองคิดดูสิว่าตอนเปิดร้าน ถ้าหอบเอาพวกหวนจูกลุ่มนี้ไปช่วยเรียกแขกให้หมด ผลมันจะออกมาเป็นยังไงนะ
…………
หลังจากฉู่ชิงกลับมาจากเซียงหนาน ก็คุยโทรศัพท์สายยาวกับแม่ฟ่านหนึ่งครั้ง เธอหมดเรี่ยวแรงจะบ่นเรื่องที่ลูกสาวตัวเองเอาใจออกหากไปเข้าข้างคนนอกแล้ว โชคดีที่ยังไม่ถึงขั้นเปย์ให้เปล่าๆ เป็นแค่การร่วมหุ้นกันตามปกติ ยิ่งกว่านั้นเธอก็ค่อนข้างเชื่อใจในนิสัยใจคอของไอ้หนุ่มนี่อยู่บ้าง ว่ายังไงก็คงไม่หลอกลูกสาวเธอหรอก
ช่วงนี้แม่ฟ่านบินไปบินมาทุกที่ เพื่อช่วยลูกสาวเจรจาเรื่องคิวงานแสดง เดิมทีเพิ่งกลับถึงเจียวตงและอยากจะพักสักหน่อย แต่พอได้ยินเรื่องนี้ก็ร้อนใจ รีบบินกลับมาเมืองหลวงทันที เป็นคนมีกรรมต้องลำบากโดยแท้ ทว่าใครใช้ให้ยัยหนูนั่นเพิ่งจะอายุสิบแปด ยังเป็นเด็กกะโปโลคนหนึ่ง ขืนให้เธอเป็นคนจัดการจริงๆ ก็มีแต่จะยิ่งวุ่นวายเปล่าๆ
ถึงแม้ก่อนหน้านี้หมอนี่จะมีร้านซ่อมรองเท้าอยู่ร้านหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นสมบัติที่พ่อทิ้งไว้ให้ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขาสักแดงเดียว แต่ครั้งนี้เป็นการสร้างจากศูนย์ พอลงมือทำถึงได้รู้ว่ามันยุ่งยากแค่ไหน ยังดีที่มีแม่ฟ่านมาช่วย เพราะเธอมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมากกว่า
ทั้งสองคนตระเวนดูทำเลร้านมาไม่น้อย ต่างก็ยังไม่ค่อยพอใจนัก สุดท้ายก็ถูกใจอยู่สองแห่ง แห่งแรกร้านเล็กหน่อย วางโต๊ะได้ราวๆ สิบกว่าตัว ราคาค่าเช่าก็ถูก ส่วนอีกแห่งเป็นแบบสองชั้น ทำเลก็ไม่เลว แต่ค่าเช่ากลับแพงกว่าถึงสามเท่า
สถานการณ์แบบนี้แตกต่างจากของเริ่นเฉวียน ตอนนั้นเริ่นเฉวียนเพิ่งเรียนจบ รู้สึกว่าการแสดงไม่ได้มีพัฒนาการอะไร ถึงได้คิดอยากทำธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ประกอบกับเงินทุนก็มีไม่มาก เลยเซ้งร้านเล็กๆ มาทำ แต่ฉู่ชิงตอนนี้ถือเป็นดาราคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงของแฟนสาวมาช่วยหนุนหลัง ในใจจึงรู้สึกมั่นใจกว่า หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว เขาก็ยังคงตัดสินใจเช่าร้านแบบสองชั้นแห่งนั้นอยู่ดี
จนถึงตอนที่ถ่ายทำเรื่อง จี้เสี่ยวหลาน จบ ในมือเขามีเงินอยู่สองแสนหยวนพอดี เขากับคุณหนูฟ่านต่างก็ควักเงินออกมาคนละหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน ถือเป็นเงินทุนเริ่มต้น ทั้งยังตั้งใจเซ็นสัญญาร่วมหุ้นไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ระบุผลประโยชน์ต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน
แม่ฟ่านเข้าใจเจตนาของเขาดี กลับรู้สึกโล่งใจ และไม่ได้แสร้งทำเป็นปฏิเสธ เธอช่วยเก็บรักษามันไว้ให้ลูกสาวเป็นอย่างดี
เมื่อเลือกร้านได้แล้ว ที่เหลือก็คือการวิ่งเต้นเดินเรื่องเอกสาร หาคนงาน และตกแต่งภายใน แต่ละเรื่องล้วนจุกจิกวุ่นวาย มีแต่ความเหนื่อยล้าทั้งนั้น
"เฮ้อ..."
เขาบิดขี้เกียจ ยืดแขนทั้งสองข้างออกไปยาวเหยียด คนสองสามคนที่อยู่ไม่ไกลจ้องมองมาด้วยความไม่สบอารมณ์ หมอนี่เลยรีบนั่งตัวตรงทันที
วันนี้เป็นการเรียนวันสุดท้าย จากนั้นก็เป็นการแสดงละครเวที แล้วจากนั้นก็คงต้องบอกลาโรงเรียนนี้แล้ว ละครเวทีเรื่องนั้นจัดคิวซ้อมได้เละเทะจนดูไม่จืด ตอนคัดเลือกนักแสดงเขาออกไปถ่ายละครอยู่ข้างนอกพอดี เลยไม่ต้องไปร่วมรับกรรมด้วย แต่การเรียนก็ยังต้องมาเรียน ยังไงซะก็ใช้เวลาอยู่ที่นี่มาตั้งหนึ่งปี ยังรู้สึกผูกพันอยู่บ้าง
มีเรียนทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย ตอนเที่ยงไม่มีที่ไปก็เลยวิ่งมาที่ห้องสมุดอีก เขาหาหนังสือมาอ่านสักเล่มลวกๆ แต่กลับพบว่าอ่านไม่เข้าหัวเลยแม้แต่น้อย เลยตัดสินใจฟุบหลับกับโต๊ะไปซะเลย
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าเวลาไม่ได้ถ่ายละครก็เหนื่อยได้ขนาดนี้ กลางวันวิ่งวุ่นไปทั่วก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนกลางคืนก็ยังนอนหลับไม่สนิทอีก ทว่าการได้งีบหลับไปเมื่อกี้กลับทำให้รู้สึกเต็มอิ่ม สภาพจิตใจก็สดชื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
เขาใช้นิ้วคลึงหน้าหนังสือที่ถูกทับจนขอบม้วนงอ ดูเวลาแล้วเห็นว่ายังพอมีเวลาเหลือ ก็เลยเอนตัวพิงพนักเก้าอี้กวาดสายตามองคนโน้นคนนี้ไปทั่ว ทำตัวเหมือนพวกเด็กหลังห้องที่ไม่รู้อะไรเลยและได้แต่นั่งชมวิวในห้องสอบ
"คุณทำอะไรอยู่เหรอคะ"
ตอนนี้เองก็มีคนเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม พลางเอ่ยถามเสียงเบา
"เอ๊ะ ไม่เจอคุณตั้งนานเลยนะเนี่ย" ฉู่ชิงยิ้มร่า
จางจิ้งอุ้มหนังสือกับสมุดโน้ตไว้ในอ้อมแขน วางลงบนโต๊ะ แล้วตอบว่า "ฉันกำลังถ่ายผลงานจบการศึกษาอยู่น่ะ"
"โอ้โฮ ผู้กำกับจาง!" ฉู่ชิงหัวเราะ พวกเขาสองคนเหมือนมีความสัมพันธ์แบบที่สนิทกว่าคนทั่วไปหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนซี้กัน
ใบหน้าของหญิงสาวคนนี้มักจะดูเรียบนิ่งราวกับผิวน้ำที่สงบงัน เงียบสนิทจนน่าใจหาย ไม่ค่อยเผยความรู้สึกออกมาให้เห็นง่ายๆ เมื่อได้ยินเขาหยอกล้อทีเล่นทีจริง เธอก็ทำเพียงแค่เม้มปาก ถามว่า "ช่วงนี้คุณ..."
"เฮ้ย!" ฉู่ชิงรีบขัดจังหวะทันที บิดคอไปมาแล้วพูดว่า "อย่าถามเชียวนะว่าผมยุ่งเรื่องอะไรอยู่ ผมเบื่อจะตอบเต็มทีแล้ว"
จางจิ้งกะพริบตาปริบๆ ก้มหน้าเปิดหนังสือ ไม่พูดอะไรอีก
"เอ่อ..." เขาเองก็คงรู้สึกว่าน้ำเสียงตัวเองไม่ค่อยดีนัก จึงพูดแก้เก้อว่า "เรียนจบแล้วคุณมีแผนจะทำอะไรต่อไหม"
"ไม่มี"
"จะกลับไปหมิ่นหนานไหม"
"ไม่"
"จะอยู่ทำงานที่เมืองหลวงต่อเหรอ"
"อืม"
"..."
เขาเกาหัว รู้สึกจุกจนพูดไม่ออกเมื่อเจอถามคำตอบคำ เขาเหลือบมองหนังสือในมือเธอ แล้วก็อดถามด้วยความประหลาดใจไม่ได้ว่า "ทำไมถึงมาอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้ล่ะเนี่ย"
ในที่สุดจางจิ้งก็เงยหน้าขึ้น ตอบว่า "ฉันเพิ่งไปสมัครเรียนพิเศษภาษาที่สองมาน่ะ"
ฉู่ชิงหัวเราะ "ดีเลย นี่คุณกะจะโกอินเตอร์ใช่ไหมเนี่ย"
หมอนี่ชอบแซะเป็นสันดานแก้ไม่หายจริงๆ ดวงตาเรียวยาวของเธอหยีลงจนเรียวยิ่งกว่าเดิม มือข้างหนึ่งเท้าคาง จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "นี่ ฉันเปลี่ยนชื่อแล้วนะ"
"หา?" เขาชะงัก
"ชื่อนี้ไง" เธอเขียนตัวอักษรลงบนสมุดโน้ตสองสามตัว แล้วเลื่อนไปตรงหน้าเขา
ใบหน้าของฉู่ชิงเปลี่ยนเป็นบูดเบี้ยวอย่างน่าเวทนาในพริบตา "คุณอย่าใช้ชื่อนี้ได้ไหม"
"ทำไมล่ะ ไม่เพราะเหรอ" คราวนี้ตาเธอเป็นฝ่ายชะงักบ้าง
"เปล่า ผมกลัวคุณฟ้องผม"
"..."
จางจิ้งหมดคำจะพูดกับจินตนาการบรรเจิดของเขาจริงๆ เลยจำใจถามว่า "งั้นคุณว่าฉันควรจะชื่ออะไรดี"
"อืม อันนี้เป็นไง" เขาแสร้งทำเป็นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เค้นคลังคำศัพท์อันน้อยนิดอย่างน่าสมเพชออกมา แล้วใช้ปากกาเขียนตัวอักษรสามตัวลงไปอย่างรวดเร็ว
"จางจิ้งฉู่..."
เธอหดหู่เล็กน้อย พูดว่า "น่าเกลียดจะตาย!"
"ผมคิดชื่ออื่นไม่ออกแล้วล่ะ" หมอนั่นแบมือสองข้าง ทำหน้าตาใสซื่อสุดๆ
เธอถอนหายใจ เอ่ยว่า "งั้นฉันเปลี่ยนตัว 'จิ้ง' นิดนึงแล้วกัน เอาชื่อนี้แหละ" พูดพลางก็เขียนอีกครั้ง จากนั้นก็กางออก ด้านบนปรากฏตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนอย่างสวยงามสามตัว: จางจิ้งชู







