ฉู่ชิงเอียงคอ ไม่พูดไม่จา แม้จะหันหน้าไปทางเธอ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้มองเธอ กลับเหมือนกำลังใจลอยมากกว่า
หลังจากคุณหนูฟ่านพูดประโยคนี้จบ ก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยตลอดเวลา รักษากิริยาที่ทำจนชินไว้ นั่นคือการช้อนตามองเขาจากด้านล่าง แววตาแบบนี้ เมื่อคนตรงข้ามมองมา จะรู้สึกว่าในนั้นราวกับมีน้ำพุผุดพราย มีสายน้ำไหลเอื่อยๆ ทุกครั้งที่เธอตื่นกลัวว่าฉู่ชิงจะโกรธ เธอก็จะมองเขาด้วยสายตาแบบนี้ เหมือนลูกแมวน้อยที่ระแวดระวังตัวไม่มีผิด
เธอกลัวเขาโกรธจริงๆ ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แม้เธอจะรู้ดีว่าผู้ชายคนนี้ไม่มีทางพูดจารุนแรงกับเธอเลยแม้แต่ประโยคเดียวก็ตาม
เงียบไปพักใหญ่ บรรยากาศอึมครึมจนชวนให้อึดอัด ในที่สุดยัยหนูก็ทนไม่ไหวขยับเข้าไปหา เริ่มงัดไม้ตายออดอ้อนออกมา ประคองใบหน้าแฟนหนุ่มแล้วจูบอย่างบ้าคลั่ง ส่งเสียงอู้อี้ลากเสียงยาว "โธ่เอ๊ย ไหนบอกว่าไม่โกรธไง?"
ฉู่ชิงปล่อยให้ริมฝีปากของเธอคลอเคลียไปบนใบหน้าของเขา พูดว่า "ผมไม่ได้โกรธสักหน่อย"
"แล้วคุณเป็นอะไรล่ะ?"
"ผมแค่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย"
คุณหนูฟ่านถอยห่างออกไปเล็กน้อย พูดเสียงเบาว่า "งั้นฉันไม่ถ่ายแล้ว ได้ไหม?"
"คุณเซ็นสัญญาไปแล้วนะ ยังอยากจะเสียเงินชดใช้หรือไง!" ฉู่ชิงขยี้ผมของเธอ รู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ หากตัดไปแล้ว กว่าจะไว้ยาวเท่านี้ได้อีก ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหน
"ก็คุณอารมณ์ไม่ดีนี่นา!" ยัยหนูเพิ่มระดับเสียงขึ้นเล็กน้อย น้ำเสียงเปลี่ยนไปบ้าง ทั้งหวาดกลัวและน้อยใจ
ฉู่ชิงมองท่าทางของเธอ อดไม่ได้ที่จะยืดตัวตรงพิงกำแพง พูดว่า "ผมไม่ได้โกรธจริงๆ ตอนนี้ผม แค่กำลังสับสนอยู่"
ยัยหนูกะพริบตา สีหน้าแปลกประหลาด จังหวะจริงจังที่เตรียมจะเปิดอกคุยกันแบบนี้ เธอไม่ค่อยชินเอาเสียเลย เห็นเพียงใบหน้าของเขายิ่งดูอมทุกข์ พูดอย่างสับสนว่า "ใจหนึ่ง ผมก็เข้าใจ แต่ในทางกลับกัน ผมก็รับไม่ได้เหมือนกัน"
ฟังดูเหมือนกำลังพูดเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นความจริงที่เถียงไม่ออก
เมื่อก่อนตอนเขาดูนางเอกแสนสวยในทีวีจูบดูดดื่มกับผู้ชายแทบเป็นแทบตาย เขารู้สึกโคตรสะใจ ผลปรากฏว่าพอถึงคราวแฟนตัวเองบ้าง ถึงได้รู้ว่าความรู้สึกที่แท้จริงมันเป็นยังไง
ในทางเหตุผล เขาเข้าใจและสนับสนุนหน้าที่การงานของยัยหนู แต่ในทางความรู้สึก เขารับไม่ได้จริงๆ
"แล้วสรุปจะให้ทำยังไงล่ะ?"
คุณหนูฟ่านเองก็เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเขาดี แต่ทั้งสองคนไม่เคยผ่านเรื่องทำนองนี้มาก่อน ชั่วขณะนั้นจึงได้แต่อึดอัดใจกันอยู่ตรงนั้น
ฉู่ชิงค่อยๆ ลูบผมเธอช้าๆ ทีละครั้ง สัมผัสถึงเส้นผมที่นุ่มลื่นไหลผ่านนิ้วมือ จู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า "เอ๊ะ? ใช้มุมกล้องช่วยได้ไหมล่ะ?"
ดวงตาของยัยหนูเป็นประกายขึ้นมาทันที พูดว่า "น่าจะได้ ผู้กำกับก็คงไม่บังคับให้ฉันจูบกับคนอื่นหรอก!"
"แล้วถ้าเขาจะบังคับล่ะ?"
น้ำเสียงของคุณหนูฟ่านร่าเริงขึ้นมาบ้าง หัวเราะคิกคักพลางพูดว่า "งั้นฉันก็จะหลุดขำตลอดเลย ดูสิว่าใครจะทนกว่าใคร!"
ฉู่ชิงก็หลุดหัวเราะออกมา บีบจมูกเธอเบาๆ แต่ต่อมาเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ก็กลับไปตีหน้าอมทุกข์อีกครั้ง
"ฉันก็บอกแล้วว่าจะไม่จูบ ทำไมคุณยังไม่พอใจอีก?" ยัยหนูหยิกแก้มเขาอย่างแรง ทำปากยื่นพูด
"ไม่ใช่หรอก" เขาเกาหัว พูดว่า "ผมแค่คิดว่า คุณคงไม่เจอแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว อนาคตก็ยังต้อง..." พูดถึงตรงนี้ ก็พูดต่อไม่ออก
"ฉัน..."
คุณหนูฟ่านก็ชะงักไป ไม่รู้จะพูดอะไร เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติที่เห็นกันจนชินตา คู่รักนักแสดงหลายคู่ต่างก็เคยเจอความขัดแย้งทำนองนี้ พวกเขาจัดการกันยังไง เธอไม่รู้ รู้เพียงแต่ว่าตอนนี้เธอรู้สึกกลัดกลุ้มใจเอามากๆ
ยัยหนูจ้องมองเขาเขม็งอยู่นาน จู่ๆ ก็ถอนหายใจ ผละออกจากอ้อมกอดของเขาเหมือนยอมจำนน นั่งคุกเข่าอยู่บนเตียง ยืดหลังตรง จากนั้นยื่นมือขวาออกมา พูดทีละคำว่า "ฉัน ฟ่านปิงปิง!"
ได้ยินคำเกริ่นนำนี้ บวกกับท่าทางประหลาดๆ นั่น ฉู่ชิงก็ชะงัก ไม่รู้ว่าเธอจะทำอะไร
เห็นเพียงใบหน้าเล็กๆ ของเธอ เผยให้เห็นความจริงจังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แล้วพูดต่อว่า "ต่อไปนี้จะไม่มีทาง ไม่มีทางรับเล่นบทจูบเด็ดขาด จะไม่เล่นบทบนเตียง จะไม่เล่นบทเลิฟซีน จะไม่จับมือกับผู้ชายคนอื่น จะไม่มีการกอดรัดฟัดเหวี่ยง..."
"เอ่อ คือว่า..."
ฉู่ชิงรู้สึกว่าภาพเหตุการณ์นี้ทั้งซาบซึ้งและน่าขัน จึงขัดจังหวะเสียงอ่อย พูดว่า "จับมือยังพอได้อยู่" หยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อว่า "กอดนิดหน่อยก็ไม่เป็นไร"
อารมณ์ที่เดิมทีจริงจังมากของคุณหนูฟ่าน ถูกเขากวนจนกระเจิงไปหมด กรอกตาบนอย่างแรง ถามอย่างอารมณ์เสียว่า "มีอีกไหม?"
"อืม ห้ามใส่ชุดชั้นใน" หมอนี่ดันคิดพิจารณาอย่างจริงจังซะงั้น
"ไม่ใส่ฉันก็โป๊สิยะ!" ยัยหนูตะคอก
"ห้ามใส่ชุดชั้นในเข้าฉาก" เขารีบเสริม
"ห้ามใส่ชุดชั้นในเข้าฉาก มีอีกไหม?" เธอถามต่อ
ฉู่ชิงส่ายหน้า
ยัยหนูตวัดสายตามองเขาค้อนๆ พูดว่า "คุณคิดให้ดีนะ ถึงตอนนั้นอย่ามาโทษว่าฉันบอกไม่หมดล่ะ"
"ไม่มีแล้วจริงๆ"
คุณหนูฟ่านย่นจมูก ทวนเนื้อหาเมื่อครู่นี้ซ้ำอีกรอบอย่างครบถ้วน พูดว่า "ถ้าฉันทำไม่ได้ ฉันจะ" เธอเอียงคอคิดอยู่สองวินาที พูดว่า "ฉันจะไม่ตายดี..."
"พอแล้ว! ไม่ต้องพูดต่อแล้ว! ผมเชื่อ! ผมเชื่อ!" ฉู่ชิงรีบเอามือปิดปากเธอ ยัยเด็กโง่คนนี้
เธอกัดฝ่ามือเขาไปหนึ่งที แล้วแกะมือเขาออก ใบหน้ามีความภาคภูมิใจเล็กๆ ราวกับเพิ่งทำเรื่องยิ่งใหญ่มากสำเร็จ เชิดคางขึ้นเล็กน้อย พูดว่า "คราวนี้พอใจหรือยังล่ะ?"
"อืม"
"ไม่โกรธแล้วใช่ไหม? อื้อ..."
ฉู่ชิงดึงเธอเข้ามาอย่างแรง จูบประกบริมฝีปากสองกลีบที่ไร้ความแวววาวเนื่องจากความเหนื่อยล้าเกินไปอย่างดูดดื่ม แห้งผากแถมยังมีรอยแตกเล็กๆ อยู่สองสามรอย ไม่มีความรู้สึกนุ่มนวลชุ่มชื้นเลยสักนิด
เนิ่นนานทีเดียว กว่าคุณหนูฟ่านจะดิ้นรนผละออกอย่างหอบแฮ่กจนแทบจะขาดใจ พูดว่า "บ้าไปแล้วหรือไง ทำอะไรน่ะ?"
ฉู่ชิงเพียงแต่ยิ้ม ไม่พูดอะไร
"ประสาทหรือไง!"
หญิงสาวใช้หลังมือเช็ดริมฝีปาก ที่โดนเขาจูบจนบวมเจ่อนิดๆ แล้วก็ลูบผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าทรง ตวัดสายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้กะทันหันแล้วพูดว่า "เอ๊ะ? ไม่ถูกสิ!"
"ไม่ถูกตรงไหน?"
"อย่าเอาแต่พูดเรื่องฉันสิ ถ้านายไปจูบดูดดื่มกับผู้หญิงคนอื่นล่ะ นายจะทำยังไง?"
"เอ่อ เรื่องนั้น..."
หัวใจดวงน้อยของฉู่ชิงกระตุกวูบในทันที รู้สึกหวิวๆ ขึ้นมาพักใหญ่ เขาเคยถูกคุณชายโจวกดตัวจูบแบบดูดดื่มมาแล้ว เรื่องนี้เขาไม่กล้าบอกเธอเลยสักนิด พอตอนนี้ถูกถามขึ้นมา สีหน้าก็เลยดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ
คุณหนูฟ่านเดิมทีก็แค่ถามไปอย่างนั้นเอง แต่พอเห็นปฏิกิริยาของเขา ก็เบิกตากว้างทันที โวยวายขึ้นมาว่า "นายแน่มากนะ! นายไปจูบคนอื่นมาจริงๆ ใช่ไหม?"
"อา ฮะๆ ก็ไม่เชิงหรอก" ฉู่ชิงหัวเราะกลบเกลื่อน มองซ้ายมองขวา ไม่กล้าสบตาเธอ
"หันหน้ามานี่เลยนะ!" หญิงสาวจับหัวเขาให้หันมา จ้องมองดวงตาคู่นั้น แล้วพูดว่า "อย่าให้ฉันต้องเสียเวลา บอกมา กับใคร?"
ฉู่ชิงอยากจะบิดคอหนี พอลองขยับดู กลับขยับไม่ได้เสียอย่างนั้น เลยต้องพูดตะกุกตะกักว่า "กับ กับโจวซวิ่น"
"เหอะ!" คุณหนูฟ่านเบ้ปาก เหยียดหยามสุดๆ เผยสีหน้าที่บ่งบอกว่าแม่เดาไว้แต่แรกแล้ว แล้วพูดว่า "ฉันว่าแล้วเชียวว่าเป็นนังจิ้งจอกน้อยนั่น!"
ฉู่ชิงเหงื่อตกเต็มหัว พี่ครับ คุณเพิ่งจะอายุสิบแปด คุณอย่าใช้น้ำเสียงแบบเมียหลวงจับเมียน้อยแบบนี้ได้ไหม?
จะว่าไปบทบาทของทั้งสองคนก็สลับกันในพริบตา คนที่เพิ่งจะตกเป็นรองเมื่อครู่กลับกลายเป็นทรงอำนาจไร้เทียมทาน ยิงคำถามใส่เป็นชุด
"สารภาพมาซะดีๆ พวกนายยังทำอะไรกันอีก?"
"ไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นแล้ว"
"จริงเหรอ?"
"จริงสิ จริงๆ!"
"แล้ววันหลังยังจะกล้าอีกไหม?"
"ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว"
การสอบสวนรอบนี้ ตอนหลังฉู่ชิงเลยเลียนแบบเธอ ยกเอาคำสัญญาชุดใหญ่มาพูดซ้ำอีกรอบ สุดท้ายก็บอกว่า "ถ้าฉันทำไม่ได้ ฉันขอให้..."
"เอ๊ะ! นายอย่าพูดซี้ซั้วนะ!" คุณหนูฟ่านรีบเอามือปิดปากเขาทันที พูดพลางหัวเราะว่า "ฉันเชื่อแล้ว"
ให้ตายเถอะ! ยุคไหนแล้ว? ยังจะมาเล่นเรื่องคำสัญญาอีก? นั่นมันคำพูดลอยๆ ไว้หลอกเด็ก เป็นจริงเป็นจังหน่อยเถอะ!
ความจริงแล้ว พวกเขาสองคนเข้าใจดีกว่าใครว่าในวงการนี้ ท้ายที่สุดแล้วคนส่วนใหญ่ก็จะกลายเป็นคนเจนโลก ลื่นไหล และเต็มไปด้วยความฉาบฉวย แต่พวกเขาก็ยังคงทำพฤติกรรมที่ในสายตาคนอื่นดูงี่เง่าและน่าหัวเราะเยาะเช่นนี้ต่อไป
เหตุผลง่ายนิดเดียว เพราะนายพูด ฉันจึงเชื่อ
บ่นกันอยู่ตั้งนาน ทั้งสองคนก็เริ่มหิว ฉู่ชิงเลยทำอาหารง่ายๆ ข้าวผัดไข่ครึ่งชามเล็กๆ กับซุปสาหร่ายชามโต ในใจคุณหนูฟ่านเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก รู้สึกผ่อนคลายสุดๆ ตอนกินข้าวก็เลยกินอย่างเอาเป็นเอาตาย พลางพูดว่า "วันหลังพวกเราก็มาเปิดบริษัทใหญ่ๆ ด้วยกัน อยากถ่ายอะไรก็ถ่าย อยากจูบใครก็จูบ!"
"เธอยังอยากจะจูบใครอีกล่ะ?" ฉู่ชิงซดน้ำซุปไปคำหนึ่ง ปรายตามองเธอ
"ฉันขอคิดดูก่อนนะ"
คุณหนูฟ่านกัดตะเกียบ พูดว่า "อืม เด็กหนุ่มที่เจอที่ไต้หวันคนนั้นก็ไม่เลวนะ จูบกับนายทั้งวันน่าเบื่อจะตายไป"
ยัยหนูคนนี้ก็คือประเภทสามวันไม่โดนตีก็ปีนขึ้นหลังคาไปรื้อกระเบื้อง ชอบทำตัวกร่างท้าทายอยู่เรื่อย แล้วสุดท้ายคนที่โดนรังแกก็คือตัวเองเสมอ ฉู่ชิงค่อยๆ วางชามลงอย่างเชื่องช้า แล้วยืนขึ้น
"เคร้ง!"
"ว้าย! ปล่อยฉันนะ! ปล่อยฉันนะ!"
"น้ำซุป! หกแล้วๆ!"
…………
หลังจากพักผ่อนในเมืองหลวงหนึ่งวัน คุณหนูฟ่านก็บินไปเหิงเตี้ยน ที่นั่นยังมีคิวถ่ายอีกสองสามฉากที่ต้องปิดกล้อง จากนั้นก็ต้องรีบไปเซียงหนานเพื่อถ่ายทำเรื่อง "วัยรุ่นออกโรง"
ฉู่ชิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บอกลา บอกลา แล้วก็ยังบอกลา ไม่เคยมีโอกาสได้ไปรับเธอกลับบ้านท่ามกลางพายุฝนเลยสักครั้ง
ชีวิตของเขาในตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน เวลาอยู่คนเดียวคือการทำงาน เวลาอยู่กับเธอคือการพักผ่อน
ช่วงบ่ายที่ไปส่งเธอ ฉู่ชิงก็กดโทรศัพท์มือถือโทรออกไปยังเบอร์ที่จางเถี่ยหลินให้เขาไว้
"ฮัลโหล?"
"ฮัลโหล? ไม่ทราบว่าใครครับ?" เสียงผู้ชายที่ค่อนข้างทุ้มต่ำและดูหนักแน่นดังลอดออกมาจากสาย
"สวัสดีครับ ผมชื่อฉู่ชิง อาจารย์จางเถี่ยหลินให้ผมโทรมาหาคุณ บอกว่ามีบทให้ผมลองแคสต์ดูครับ"
"สวัสดีๆ" คนคนนี้อาจจะนึกออกตั้งแต่ตอนที่เขาพูดไปได้ครึ่งทางแล้ว แต่ก็ยังรอให้เขาพูดจนจบถึงได้บอกว่า "เหล่าจางบอกฉันไว้แล้วล่ะ อ้อ ฉันชื่อจางกั๋วลี่"
ฉู่ชิงชะงักไปเล็กน้อย คนคนนี้เขารู้จัก แต่เรื่องคัดเลือกนักแสดงมันเป็นงานของผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์ไม่ใช่เหรอ? เลยถามไปว่า "ขอโทษนะครับอาจารย์จาง ขอเสียมารยาทถามสักนิด คุณเป็นผู้กำกับของเรื่องนี้เหรอครับ?"
"ฮะๆ ฉันถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยน่ะ" จางกั๋วลี่ไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก พูดกลั้วหัวเราะว่า "ดูท่าเหล่าจางคงไม่ได้บอกอะไรเธอเลยสินะ ฉันจะพูดคร่าวๆ ให้ฟังก็แล้วกัน ละครของเราเป็นละครสมัยราชวงศ์ชิง นักแสดงนำครบหมดแล้ว ยังขาดนักแสดงสมทบอีกสองสามคน เธอจะเล่นบทไหน ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เอาอย่างนี้ พรุ่งนี้เธอแวะมาสักหน่อย มาลองเทสต์หน้ากล้องดู แล้วค่อยว่ากัน ตกลงไหม?"
"ได้ครับ รบกวนด้วยนะครับอาจารย์จาง" พอฉู่ชิงได้ยินเขาบอกที่อยู่ ก็พบว่าเป็นฐานการถ่ายทำภาพยนตร์และโทรทัศน์แถบชานเมืองปักกิ่งนั่นอีกแล้ว ที่แท้ตัวเองก็ยังวนเวียนอยู่แต่ในพื้นที่เล็กๆ แค่นี้เอง
เขาวางสาย หาวออกมาหวอดหนึ่ง รู้สึกว่าตอนนี้สภาพร่างกายแย่ลงไปเยอะ พอตกบ่ายก็มักจะง่วงนอนเป็นพิเศษ
เขาปีนขึ้นเตียงอย่างไม่รีบร้อน หลับตาลง เฮ้อ เล่นบทไหนก็ได้ ขอแค่ไม่ให้ฉันเล่นเป็นหลิวเฉวียนก็พอ







