ไม่ว่าจะเป็นเป่ยเฉินจื่อหรือเทพที่ดินต่างก็รู้สึกกระวนกระวายใจอยู่บ้าง กว่าสองปีที่ผ่านมา พวกเขาถูกจู่หลงไล่ตามล่าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ต้องคอยหลบซ่อนตัวไปทั่ว
สองปีก่อน ศาลเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวที่เทพที่ดินอาศัยอยู่ ยังถูกจู่หลงหาจนพบ
ศึกครั้งนั้น ในที่สุดเทพที่ดินก็รู้ว่าเหตุใดจู่หลงจึงอ้างว่าตนเหยียบย่ำแผ่นดินเสินโจว
ศาลเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวถูกจู่หลงเหยียบจนแหลกละเอียดจริงๆ ตัดขาดเครื่องหอมบูชาของเขาไปเลย!
พวกเขาทั้งสี่ต่อสู้สุดชีวิตจนหนีรอดมาได้ในที่สุด แต่ก็คลาดกับร่องรอยของสวี่อิง ทั้งสี่จึงต้องแยกย้ายกันไป เทพธิดาอวี้ถังกับเฒ่าหน้าเศร้าไปทางหนึ่ง เป่ยเฉินจื่อกับเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวไปอีกทางหนึ่ง
พวกเขาค้นหาร่องรอยของสวี่อิงไปทั่ว ข่าวคราวเกี่ยวกับสวี่อิงมักจะแว่วมาเป็นระยะ ทว่าพอพวกเขารุดไปถึง ก็มักจะคว้าน้ำเหลวเสมอ
เมื่อไม่นานมานี้ พวกเขาได้รับข่าวว่าสวี่อิงปรากฏตัวที่อวิ๋นเมิ่งเจ๋อ จึงรีบรุดมาอย่างเร่งรีบ นึกไม่ถึงว่าจะยังช้าไปก้าวหนึ่ง สวี่อิงอาศัยเมืองศิลาทะลวงมิติจากไป มุ่งหน้าสู่เส้นทางสวรรค์แล้ว
ดินแดนต้องห้ามอย่างเส้นทางสวรรค์ ต่อให้เป็นเป่ยเฉินจื่อและพรรคพวกก็ไม่อาจย่างกรายเข้าไปได้ง่ายๆ ต้องขออนุมัติจากเบื้องบน หากเบื้องบนอนุญาต พวกเขาจึงจะเข้าไปในเส้นทางสวรรค์ได้
ทว่าการขออนุมัติจากเบื้องบน ไปกลับเกรงว่าคงต้องใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองปีหรือหลายปี อย่างเช่นครั้งนี้ที่เทพที่ดินขอให้เบื้องบนประทานของวิเศษวิถีสวรรค์ลงมาเพื่อสะกดจู่หลง เบื้องบนก็ไม่อนุมัติ
พวกเขาวิงวอนฟ้าดิน หวังว่าสวี่อิงจะไม่เป็นอะไร แต่ดูเหมือนว่าสวี่อิงจะยังคงเกิดเรื่องขึ้นบนเส้นทางสวรรค์
หลังจากเมืองศิลากลับมา สวี่อิงกลับไม่ได้กลับมาด้วย!
ไม่นานนัก อักขระผนึกมารทั้งสิบหกตัว หนึ่งในนั้นก็หม่นแสงลงอย่างน่าประหลาด จากนั้นผนึกก็ถูกคลายออกมุมหนึ่ง!
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก พวกเขาตกใจจนแทบสิ้นสติ แต่โชคดีที่ปรากฏการณ์ประหลาดนี้กินเวลาไม่นาน ไม่นานอักขระที่หม่นแสงลงนั้นก็กลับมาเป็นปกติด้วยตัวเอง
พวกเขาอกสั่นขวัญแขวน โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาตลอด ทว่าช่วงสองวันนี้อักขระสองตัวในอักขระผนึกมารกลับสว่างวาบสลับดับลง นี่คือเรื่องใหญ่แล้ว!
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก จะมองข้ามไม่ได้เด็ดขาด!"
เป่ยเฉินจื่อกล่าวกับเทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวว่า "ครั้งแรกที่อักขระผนึกหม่นแสงลงไปหนึ่งตัว เทียบได้กับนักโทษในคุก มีคนมาปล้นคุก เปิดช่องว่างของคุกจากด้านนอก แต่คนปล้นคุกไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลกลใด ช่วยคนออกมาได้ครึ่งหนึ่งแล้วก็ยัดกลับเข้าไปใหม่ ช่องว่างที่เปิดออกก็ถูกอุดไว้ตามเดิม"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวฟังแล้วงุนงง เอ่ยถามว่า "แล้วตอนนี้ล่ะ?"
เป่ยเฉินจื่อกล่าวว่า "ปัญหาตอนนี้คือ นักโทษในคุกเหมือนจะรู้โครงสร้างของแม่กุญแจแล้ว กำลังลองกุญแจทีละดอกๆ พยายามไขกุญแจด้วยตัวเอง! นี่สิถึงจะอันตรายที่สุด!"
พอเขาอธิบายเช่นนี้ เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวก็กระจ่างแจ้งทันที สีหน้าเคร่งเครียดเอ่ยว่า "นั่นก็หมายความว่า หากเขาลองกุญแจถูกดอก ก็จะเปิดประตูออกไปเองได้! หากเขาเดินออกมาเอง ก็จะไม่ขังตัวเองกลับเข้าไปอีกแล้ว!"
เป่ยเฉินจื่อพยักหน้า กล่าวว่า "เรื่องนี้ต้องรายงานขึ้นไป บอกกล่าวเบื้องบน ชี้แจงถึงผลดีผลเสีย! หากเบื้องบนเปลี่ยนอักขระผนึกมารใหม่ ก็จะรับประกันความสงบสุขไปได้อีกหลายพันปี"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวลำบากใจ "ศาลของข้าถูกจู่หลงทำลายไปแล้ว ไม่สามารถติดต่อเบื้องบนได้ ต้องไปหาศาลเทพที่ดินในทวีปอื่น เพื่อขอยืมทางรายงานขึ้นไป"
เป่ยเฉินจื่อขมวดคิ้ว หากเป็นเช่นนั้น ขั้นตอนก็จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
ลำพังแค่ทำตามขั้นตอน เกรงว่าคงเอาชีวิตของพวกเขาทั้งสองไปแล้ว!
"ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือไปที่วิหารเทพสวรรค์ เข้าพบเทพสวรรค์เหล่านั้นโดยตรง ทำให้ระดับสูงของวิหารเทพสวรรค์ตื่นตระหนก!"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวกล่าว "วิหารเทพสวรรค์อยากแทรกแซงโลกมนุษย์มาตั้งนานแล้ว ต้องยินดีสอดมือเข้ามายุ่งแน่"
เป่ยเฉินจื่อกล่าว "คราวก่อนเทพธิดาอวี้ถังไปที่วิหารเทพสวรรค์ พวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะจัดการกับสวี่อิง"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวหัวเราะ "นั่นเป็นเพราะหน้าตาของพวกเจ้ายังไม่ใหญ่พอ ข้าคือเทพที่ดินแห่งแผ่นดินเสินโจว รับเครื่องหอมบูชาจากทั่วหล้า ข้าไปพูดกับพวกเขา ต้องขอให้พวกเขาลงมือได้แน่!"
เป่ยเฉินจื่อถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวว่า "เช่นนั้นรบกวนสหายเต๋ารีบไปรีบกลับ! จำไว้ ระวังจู่หลงด้วย!"
เทพที่ดินแผ่นดินเสินโจวใจสั่นสะท้าน มุดลงไปใต้ดินอย่างรวดเร็วและหายตัวไป
เป่ยเฉินจื่อมองไปยังบึงใหญ่เวิ้งว้าง อวิ๋นเมิ่งเจ๋อกว้างใหญ่ดั่งม่านหมอก มองไม่เห็นขอบเขต ไกลออกไปยังคงมีบึงน้ำพุ่งทะลักออกมาจากหุบเขาชางอู๋อย่างต่อเนื่อง พืชพรรณทางน้ำอุดมสมบูรณ์ สัตว์ยักษ์เพ่นพ่านไปทั่ว
"ครั้งนี้ ต้องให้เทพสวรรค์แห่งวิหารเทพสวรรค์อัญเชิญอักขระผนึกมารชุดใหม่มาให้ได้ จะใช้ของเก่าไม่ได้อีกแล้ว มิฉะนั้นต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่แน่!"
เขามองไปแดนไกลด้วยความวิตกกังวล
สุดสายตาของเป่ยเฉินจื่อ เห็นเพียงจินอู๋ตัวหนึ่งลากเปลวเพลิงดั่งดวงตะวันแผดเผาบินอยู่เหนือน้ำ นั่นคือจินอู๋สามขาที่แก่ชราตัวหนึ่ง แผ่กลิ่นอายดุดันไร้เทียมทานของสัตว์ร้ายยุคบรรพกาล ข่มขวัญสัตว์ทั้งมวล
แม้แต่เป่ยเฉินจื่อก็ยังอดหวาดหวั่นไม่ได้ ไม่กล้าเข้าไปตอแย
"จินอู๋บินมาจากไหนกัน? แก่ชราขนาดนี้ เกรงว่าคงมีอายุสองสามหมื่นปีแล้วมั้ง?" เขาคิดในใจ
จินอู๋ตัวนั้นกระพือปีก บินอยู่เหนือน้ำ คลื่นความร้อนระเหยน้ำในบึงใหญ่จนกลายเป็นไอ ก่อให้เกิดหมอกขาวโพลน มันพลันยื่นกรงเล็บออกไป จับจระเข้ยักษ์ยาวกว่าร้อยจั้งขึ้นมาจากบึงใหญ่
จระเข้ยักษ์ตัวนั้นซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำ คอยล่าสัตว์ยักษ์บนฝั่งเป็นอาหาร มันมีอายุมากกว่าสองพันปี ลอกคราบมาแล้วหลายครั้ง จนงอกเขาและหางมังกรออกมา ราวกับมังกรวารีร้ายกาจ นับเป็นสัตว์ร้ายตัวฉกาจในละแวกนี้
มันถูกจินอู๋จับตัวไว้ แต่ก็ยังคงดิ้นรน หวังจะพลิกตัวกลางอากาศเพื่อแว้งกัดจินอู๋
จินอู๋ตัวนั้นจะยอมให้มันทำเช่นนั้นหรือ? มันอ้าปากพ่นลูกไฟออกมา เผาจระเข้ยักษ์ตั้งแต่หัวจรดหางไปรอบหนึ่ง รอจนจินอู๋บินไปถึงต้นฝูซาง จระเข้ยักษ์ก็สุกได้ที่พอดี
จินอู๋แก่ชรากินจระเข้ยักษ์อยู่บนต้นไม้ ทิ้งเลือดเนื้อที่กินไม่หมดให้แก่ชนเผ่าท้องปลาที่เซ่นไหว้มัน
หลังจากจินอู๋กินอิ่ม ก็เหลือบไปเห็นสวี่อิงยังคงครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ที่นั่น กำลังขบคิดวิธีไขอักขระเต๋าคำว่า "ขัง" จึงเอ่ยขึ้นว่า "เจ้าหนุ่ม อักขระชนิดนี้เรียกว่าอักขระวิถีเซียน บันทึกวิถีเซียนเอาไว้ ไม่ได้ไขออกง่ายดายปานนั้นหรอกนะ"
สวี่อิงได้สติ เอ่ยกับจินอู๋ด้วยความเคารพนบนอบว่า "ผู้อาวุโส ในเมื่อท่านจำได้ว่านี่คืออักขระวิถีเซียน คิดว่าคงต้องเคยเห็นมาก่อนเป็นแน่ พอจะบอกข้าได้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรจึงจะไขมันได้?"
จินอู๋แก่ชรายื่นคอยาวๆ ออกมาจากต้นฝูซาง ชะโงกไปตรงหน้าเขา เบิกตากระจ่างที่ฝ้าฟางพิจารณาสวี่อิง ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็กลืนเนื้อจระเข้ชิ้นหนึ่งที่มุมปากลงท้องอย่างยากลำบาก กล่าวว่า "ข้าเก่าแก่เกินไป เรื่องราวมากมายก็ลืมเลือนไปหมดแล้ว ข้าจำได้ว่านี่คืออักขระวิถีเซียน ข้าก็เคยเห็นเจ้าเช่นกัน แต่ข้าจำไม่ได้แล้ว"
มันค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เสียงดังกังวานแผ่กระจายไปบนผิวน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลราวกับระลอกคลื่น "ความทรงจำของข้ากำลังเสื่อมถอย ข้าจำที่มาของบาดแผลบนร่างไม่ได้ จำไม่ได้ว่าเหตุใดตนจึงมาอยู่ที่นี่ อีกราวๆ สามพันปี ข้าก็คงจะแก่ตายแล้ว"
มันกระพือปีก ก่อให้เกิดพายุแห้งแล้งพัดกระหน่ำ เอ่ยว่า "ความทรงจำในวัยเยาว์ของข้า บางทีอาจจะหายไปแล้ว หรือบางทีอาจจะยังซ่อนอยู่ที่ใดที่หนึ่งในจิตสำนึกของข้า เจ้าหนุ่ม หากเจ้ากล้าพอ ก็จงเข้าไปในความทรงจำของข้าด้วยตัวเอง เพื่อไปตามหาพวกมัน ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะหาอักขระวิถีเซียนที่ข้าเคยเห็นพบก็เป็นได้"
สวี่อิงฮึกเหิมขึ้นมาทันที เอ่ยชมว่า "ผู้อาวุโสช่างมีอิทธิฤทธิ์กว้างขวางจริงๆ! ท่านระฆัง ท่านตามข้าเข้าไปในความทรงจำของผู้อาวุโส เพื่อตามหาอักขระวิถีเซียนกันเถอะ!"
ระฆังใหญ่เอ่ยเตือนอย่างระแวดระวังว่า "อาอิ้ง นกตัวนี้แก่จนเลอะเลือนแล้ว ความทรงจำของมันกำลังดับสูญและพังทลายลงเรื่อยๆ หากพวกเราเข้าไปในความทรงจำของมัน แล้วบังเอิญตรงกับตอนที่ความทรงจำของมันดับสูญ เกรงว่าแม้แต่พวกเราก็อาจจะถูกทำลายไปด้วย หรือไม่ก็ติดอยู่ในเขาวงกตความทรงจำของมัน!"
สวี่อิงลังเลเล็กน้อย หันไปมองหยวนชี กล่าวว่า "ท่านเจ็ด จะไม่ช่วยไม่ได้ ท่านระฆัง นี่คือเรื่องที่ท่านก่อขึ้น ท่านจะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ ตามข้าเข้าไปในความทรงจำของผู้อาวุโสจินอู๋ คอยคุ้มกันข้าด้วย!"
ระฆังใหญ่จนใจ ได้แต่รับคำ
สวี่อิงรวบรวมความกล้า เงยหน้าขึ้นกล่าวกับจินอู๋แก่ชราว่า "ผู้อาวุโส หยวนชีเพื่อนของข้าอยู่ใต้ต้นไม้ เขาถูกผนึกไว้ รบกวนผู้อาวุโสช่วยดูแลสักหน่อย อย่าเผลอกินเขาเข้าไปล่ะ"
จินอู๋แก่ชรางกๆ เงิ่นๆ สายตาก็ไม่ค่อยดีนัก ก้มหน้าลงถามว่า "คนไหนคือหยวนชีเพื่อนของเจ้า?"
สวี่อิงนำทางหัวของมัน มาหยุดอยู่ตรงหน้าหยวนชีที่ถูกผนึกไว้
จินอู๋สายตาฝ้าฟาง พิจารณาซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ หัวเราะกล่าวว่า "ที่แท้ก็ปลาไหลตัวหนึ่ง ตกลง ข้าจะช่วยพวกเจ้าดูเขาไว้ ไม่ให้ใครมาทำอันตรายเขาได้แม้แต่น้อย"
ระฆังใหญ่กล่าว "ผู้อาวุโสความจำไม่ค่อยดี จะให้จดไว้หรือไม่? ข้าเกรงว่าท่านจะลืม"
จินอู๋ตวาดด้วยความโกรธ ท่าทางน่าเกรงขาม เสียงตวาดทำเอาระฆังใหญ่สั่นสะเทือนจนเกิดเสียงหึ่งๆ "ข้าแค่ลืมเรื่องตอนหนุ่มๆ เรื่องเร็วๆ นี้ไม่มีทางลืมเด็ดขาด! เจ้าระฆังผุพังนี่ อย่ามาพูดมาก!"
ระฆังใหญ่ประเมินแล้วว่าสู้ไม่ได้ จึงได้แต่เออออรับคำ
สวี่อิงร้องตะโกนเสียงดัง "ผู้อาวุโส รบกวนนำพวกเราเข้าไปในความทรงจำของท่านด้วย"
ทั่วร่างของจินอู๋ตัวนั้นลุกโชนไปด้วยไฟเทพสุริยัน ทันใดนั้นเปลวเพลิงก็ม้วนตัวกวาดเอาสวี่อิงและระฆังใหญ่เข้าไปด้วยกัน
ทันใดนั้นสวี่อิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง ถูกพลังอันมหาศาลขุมหนึ่งผลักดันให้พุ่งไปข้างหน้า รอบด้านเต็มไปด้วยไฟเทพที่ลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง ในกองไฟยังมีเงาร่างแต่ละสายวูบผ่านไปด้านหลังอย่างรวดเร็วไม่ขาดสาย!
เงาร่างในทะเลเพลิงเหล่านั้นยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางขุนเขาและแม่น้ำที่แตกต่างกัน ภูเขาใหญ่และแม่น้ำสายใหญ่ล้วนแปลกตา ไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย กระทั่งยังมีหมู่ดาวบนท้องฟ้ากะพริบผ่านไปอย่างต่อเนื่อง!
เขายังเห็นดวงอาทิตย์แต่ละดวงบินผ่านหน้าไปด้านหลัง ซ้ำยังเห็นสนามรบที่เต็มไปด้วยเทพและมาร เทพและมารต่างๆ มีกล้ามเนื้อดุดันราวกับเทพแห่งสงคราม มีท่วงท่าแตกต่างกันไป กำลังเข่นฆ่ากันอย่างห้าวหาญ สีหน้าดุร้าย!
ข้างหูของเขาได้ยินเสียงต่างๆ นานา มีทั้งเสียงเข่นฆ่า เสียงอาวุธปะทะกัน เสียงสวดมนต์ของชาวบ้าน เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังกึกก้อง เสียงแห่งเต๋า และเสียงอื่นๆ อีกมากมาย
เสียงเหล่านี้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว แล้วก็พุ่งจากไปอย่างรวดเร็ว!
ทันใดนั้น เสียงของจินอู๋แก่ชราก็แว่วมา "ข้าจะส่งพวกเจ้าไปที่ส่วนลึกที่สุดในความทรงจำของข้า ที่นั่นน่าจะเป็นความทรงจำตอนที่ข้าเพิ่งเกิด พวกเจ้าเริ่มค้นหาตั้งแต่ตอนนั้น น่าจะไม่พลาดอักขระวิถีเซียน"
เสียงของมันห่างไกลออกไปเรื่อยๆ "เจ้าคุ้นหน้ามาก ไม่แน่ว่าข้าอาจจะเคยเห็นเจ้าในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เจ้าอาจจะเป็นผู้ศรัทธาที่บูชาข้า ในตอนที่ข้ารับการเคารพบูชาจากชาวบ้าน..."
เบื้องหน้าสวี่อิง ภาพนับไม่ถ้วนไหลผ่านไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว เสียงของจินอู๋ค่อยๆ ห่างไกลออกไปจนไม่ได้ยิน
ทันใดนั้น พลังอันประหลาดของจินอู๋แก่ชรา ก็ผลักเขาไปสู่จุดเริ่มต้นของความทรงจำ!
จุดเริ่มต้นความทรงจำของจินอู๋คือไข่กลมๆ อันแสนอบอุ่นฟองหนึ่ง มันกำลังยืดเหยียดร่างกาย ใช้จะงอยปากและกรงเล็บฉีกไข่ฟองนี้ออก เพื่อจะมุดออกไปข้างนอก
วินาทีที่มันเคาะเปลือกไข่จากด้านใน แสงสว่างจากภายนอกก็สาดส่องเข้ามาในสายตา วินาทีนี้มันมีความทรงจำของตัวเอง เป็นการถือกำเนิดอย่างแท้จริง!
ชีวิตอันน่าอัศจรรย์ชีวิตหนึ่ง ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว!
"อามู่! อามู่!"
เสียงตื่นเต้นดีใจดังขึ้น ร้องตะโกนอย่างเริงร่า "ไข่นกที่ข้ากกไว้กับตัวทุกวัน ฟักออกมาจริงๆ แล้ว!"
สวี่อิงได้ยินเสียงนี้ ในใจก็เกิดความสงสัย ระฆังใหญ่ก็ดังหง่างเบาๆ พึมพำว่า "แปลกนัก ช่างเป็นเสียงที่คุ้นหูเหลือเกิน..."
จินอู๋วัยเยาว์งัวเงีย พยายามลืมตาขึ้น ตอนนี้เอง สวี่อิงก็เห็นใบหน้าของตนเองปรากฏอยู่ในสายตาของจินอู๋
"อามู่มาเร็วเข้า!"
สวี่อิงมองเห็นใบหน้าที่ตื่นเต้นสุดขีดของตนเอง เติมเต็มวิสัยทัศน์ของจินอู๋วัยเยาว์ ทำให้จินอู๋วัยเยาว์รู้สึกผูกพันอย่างยิ่ง
"อามู่ ในที่สุดข้าก็มีสัตว์วิเศษเป็นของตัวเองแล้ว!" สวี่อิงเห็นตัวเองกระโดดโลดเต้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ ไม่มีช่วงเวลาไหนที่อยู่นิ่งเลย
ในตอนนั้นเขามีอายุพอๆ กับตอนนี้ บนใบหน้ายังคงมีความไร้เดียงสา ใบหน้าถูกแดดเผาจนแดงก่ำ ที่คอห้อยสร้อยคอเขี้ยวสัตว์ รูปร่างกำยำล่ำสัน เท้าเปล่า
บนร่างเขาสวมเพียงกางเกงขาสั้นลายเสือดาวตัวเดียว น่าจะถลกมาจากตัวเสือดาวโดยตรง ตัดขาหลังของเสือดาวออก แล้วสวมเข้าไปได้เลย
ที่ด้านหลังก้นของเขา ยังมีหางเสือดาวห้อยอยู่ด้วย
จินอู๋ค่อยๆ บินได้แล้ว ชอบเกาะอยู่บนไหล่ของเด็กหนุ่มอาอิ้ง
มันเห็นอามู่ในปากของเด็กหนุ่มอาอิ้ง เป็นหญิงชาวป่าที่แข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน มีพละกำลังมหาศาล
"ข้าจะตั้งชื่อให้เจ้า ต่อไปนี้เจ้าชื่อจินปู้อี๋ จินปู้อี๋ที่ไม่ทอดทิ้ง!" เด็กหนุ่มอาอิ้งกล่าวกลั้วหัวเราะ
ในฐานะสัตว์วิเศษของเด็กหนุ่มสวี่อิง จินอู๋ตามสวี่อิงออกไปล่าสัตว์ เด็กหนุ่มเผ่าเดียวกันส่วนใหญ่ล้วนมีสัตว์วิเศษเป็นของตัวเอง สัตว์วิเศษเหล่านี้ตัวใหญ่โตมโหฬาร ดุร้ายผิดมนุษย์มนา มีเพียงจินปู้อี๋ที่ตัวเล็กมาก
ทว่าจินอู๋ตัวเล็กๆ ตัวนี้กลับดุร้ายผิดปกติ ปากพ่นไฟบรรลัยกัลป์ แม้แต่สัตว์ประหลาดที่โตเต็มวัยก็ยังแอบกลัวมันอยู่บ้าง
จินปู้อี๋ชอบเจ้านายของตัวเองมาก เจ้านายมีความกลัดกลุ้มของตัวเอง ทุกครั้งที่เจ้านายไปอาบน้ำที่แม่น้ำ มักจะออกแรงดึงขนเส้นหนึ่งออกมาเสมอ แล้วพูดอย่างหงุดหงิดว่า "งอกมาอีกเส้นแล้ว! ขนบ้าเอ๊ย!"
ทุกครั้งที่ถึงเวลานี้ มันมักจะพ่นไฟออกมาดอกหนึ่ง เผาขนเส้นนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า จินปู้อี๋ค่อยๆ เติบโตขึ้น แผ่กลิ่นอายของสัตว์ร้ายยุคบรรพกาล สะกดสัตว์วิเศษในรัศมีหลายร้อยลี้ ท่าทางน่าเกรงขาม
แต่เจ้านายอาอิ้งกลับไม่โตขึ้นเลย ค่อยๆ กลายเป็นตัวประหลาดในสายตาของชาวบ้าน
วันหนึ่ง อาอิ้งก็หายตัวไป
จินปู้อี๋ตื่นตระหนกมาก รีบออกค้นหาไปทั่ว มันกระพือปีกบินโฉบไปมาในอวิ๋นเมิ่งเจ๋อ เผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายยุคบรรพกาลตัวอื่นที่แข็งแกร่งพอๆ กับมัน กระทั่งเจอสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งกว่ามันด้วยซ้ำ
จินปู้อี๋ยากลำบากแสนสาหัส ค้นหาจนทั่วอวิ๋นเมิ่งเจ๋อ แต่ก็หาเจ้านายของตัวเองไม่พบ
มันค่อยๆ เติบโตขึ้น มีพลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เวลาบินสามารถกลายร่างเป็นลูกไฟ ความเร็วสูงลิ่ว แม้จะเป็นเช่นนี้ มันก็ยังต้องใช้เวลากว่าสิบปี จึงจะหาเจ้านายของตัวเองพบ
เด็กหนุ่มอาอิ้งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ริมทะเลหนานไห่ เขายังคงชื่อสวี่อิง แต่มีภูมิหลังอีกอย่างหนึ่งแล้ว
เขาจำพ่อแม่ในอดีตของตัวเองไม่ได้ และจำไม่ได้ว่าตัวเองมีสัตว์วิเศษชื่อจินปู้อี๋
ยามค่ำคืน แสงไฟที่จินปู้อี๋เปล่งออกมาส่องสว่างไปทั่วหมู่บ้านชาวประมง ดึงดูดให้เด็กหนุ่มออกมา
"จินปู้อี๋! จินปู้อี๋!"
บนท้องฟ้ามีนกประหลาดส่งเสียงร้องยาวนาน ร้องว่า "ไม่ทอดทิ้ง! ไม่ทอดทิ้ง!"
นกประหลาดโฉบลงมา จับตัวเด็กหนุ่มอาอิ้งไป
ตอนนั้นเอง มีผู้บำเพ็ญเพียรเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งไล่ตามมา ทำร้ายจินปู้อี๋จนบาดเจ็บ บีบบังคับให้จินปู้อี๋ต้องยอมปล่อยเด็กหนุ่มคนนี้ไป แล้วกระพือปีกหลบหนี
ผ่านไปอีกร้อยปี จินปู้อี๋โตขึ้นมาก แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก
มันพบเด็กหนุ่มที่ชื่อสวี่อิงคนนั้นอีกครั้ง เด็กหนุ่มอาอิ้งอยู่ในเมืองเฉาเกอ เป็นคุณชายของตระกูลพ่อค้าผู้มั่งคั่ง
มันบินไปที่คุนหลุน ต่อสู้เข่นฆ่ากับเทพที่นั่น แย่งชิงหญ้าเซียนที่สามารถสื่อสารกับฟ้าดินผีสางเทวดามาได้ บินกลับเฉาเกอพร้อมกับบาดแผล
มันย่อขนาดตัวลง เกาะบนไหล่ของเด็กหนุ่ม มอบหญ้าเซียนให้เด็กหนุ่ม
จินอู๋กระพือปีกบินขึ้น บินวนเวียนอยู่เหนือเมืองเฉาเกอ ร้องว่า "จินปู้อี๋! ไม่ทอดทิ้ง จินปู้อี๋!"







