อย่างไรเสียมู่หรงซิวก็เกิดในตระกูลใหญ่ ย่อมแตกต่างจากความใสซื่อของพวกชุยอิงเอ๋อร์และหวงต้ากุ้ยอย่างสิ้นเชิง
เหตุผลที่เขามาเข้าร่วมกับโจรภูเขา นอกเหนือจากความเบื่อหน่ายต่อแรงกดดันที่ตระกูลมอบให้และต้องการแหกคอกแล้ว ที่สำคัญกว่านั้นคือเขามองคนแม่นยำมาก ความสามารถและวรยุทธ์ของซินจั๋วนั้นโดดเด่นเหนือผู้คนอย่างแท้จริง ในอนาคตย่อมไม่ใช่พญามังกรในสระน้ำตื้นเป็นแน่
ไม่!
ตลอดหลายวันที่เขาสังเกตการณ์ เขากลับพบว่าประมุขใหญ่นั้นถึงขั้นลึกลับผิดมนุษย์!
เช่นนั้น การเปลี่ยนแปลงของพวกหานชีเหนียงย่อมเกี่ยวข้องกับประมุขใหญ่อย่างแน่นอน บางทีเขาอาจจะบรรลุวิชาแปลกประหลาดในตำนานอย่างวิชาจัดกระดูกดัดเส้นเอ็นก็เป็นได้
ซินจั๋วไตร่ตรองอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะตบไหล่ของเขา "รอให้เรื่องของสี่ตระกูลใหญ่ในครั้งนี้คลี่คลายลงก่อน ข้าจะลองดู!"
"ขอบคุณประมุขใหญ่ขอรับ!" มู่หรงซิวดีใจอย่างเหลือล้น
"ประมุขใหญ่!"
ในตอนนั้นเอง ไป๋เจียนซี่ก็วิ่งมาจากแดนไกล เหงื่อท่วมศีรษะ รีบร้อนลนลาน ความเร็วนั้นรวดเร็วจนน่าตกใจ
เมื่อมาถึงใกล้ๆ เขาก็หอบหายใจจนแทบไม่ทัน "ข้า..."
"พักก่อนค่อยพูด" ซินจั๋วส่งสัญญาณให้เขานั่งลง
พวกชุยอิงเอ๋อร์ หวงต้ากุ้ย และหานชีเหนียงที่กำลังมุงดูวีรบุรุษผู้รักษาสัจจะที่ยอมตีลังกากินอาจมจริงๆ อยู่ด้านล่าง สังเกตเห็นความผิดปกติจึงตามขึ้นมา
"ประมุขใหญ่ ข้าทะลวงขั้นแล้วเจ้าค่ะ หลายวันมานี้เรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นมาก ท่านเห็นหรือไม่เจ้าคะ?" หานชีเหนียงดวงตาเป็นประกาย เมื่อครู่อยู่ด้านล่างถูกผู้คนยกยออยู่นาน นางจึงรู้สึกเหลิงอยู่บ้าง
หานจิ่วหลางและหวงต้ากุ้ยก็อดไม่ได้ที่จะโอ้อวดเช่นกัน
ซินจั๋วรู้อยู่เต็มอก เขาพยักหน้า ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับไป๋เจียนซี่ เจ้านี่หายหน้าไปตลอด ไม่รู้ว่าไปทำอะไรมา
"ความจริงข้าก็ทะลวงขั้นแล้วเหมือนกัน วิ่งได้เร็วมากขอรับ!"
ในที่สุดไป๋เจียนซี่ก็พักจนหายหอบ เขาชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ "ตามคำสั่งของประมุขใหญ่ ข้าออกไปลาดตระเวนรอบๆ ที่ระยะสามสิบลี้ข้าเห็นคนที่ชื่อว่าซ่งตงสีกำลังมุ่งหน้ามาขอรับ"
พวกชุยอิงเอ๋อร์พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที พวกเขาเคยคิดว่าคนของสี่ตระกูลใหญ่จะตามหามาถึงที่นี่ได้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะเร็วถึงเพียงนี้
"กี่คน?"
ซินจั๋วถาม
"ห้าคน ล้วนเป็นคนของตระกูลซ่งขอรับ!" ไป๋เจียนซี่ตอบอย่างหนักแน่น
"ตระกูลอื่นไม่ได้มาด้วยงั้นหรือ?"
"ตระกูลอื่นไม่ได้มาอย่างแน่นอนขอรับ เพื่อความรอบคอบ ข้าถึงกับเดินสำรวจรอบๆ อยู่นาน ป่าเขาลำเนาไพรลึกเช่นนี้ ไร้ผู้คนสัญจร หากมีใครเดินไปมา ย่อมสังเกตเห็นได้ง่าย"
ซินจั๋วหันไปมองมู่หรงซิว "ปู่ของเจ้าเป็นไปได้ว่าจะอยู่ที่ใด?"
สิ่งที่เขากังวลที่สุดมาตลอดก็คือนายท่านมู่หรง อย่างไรเสียก็เป็นถึงยอดฝีมือขั้นหก สูงกว่าถึงสามขั้นระดับ เขาไม่มีความมั่นใจเลยแม้แต่น้อย
เขาถึงกับสงสัยว่าตาเฒ่านั่นกำลังแอบจับตาดูอยู่แถวนี้หรือไม่?
"ความจริงแล้ว นายท่านมู่หรงกลับไปแล้วขอรับ!"
มู่หรงซิวมีท่าทีอึดอัดใจเล็กน้อย "เมื่อครู่ข้ายังไม่ทันได้เล่าเรื่องนี้ให้ประมุขใหญ่ฟัง เมื่อเช้าท่านปู่ส่งจดหมายผ่านเหยี่ยวที่ข้าเลี้ยงไว้ ถ้อยคำในจดหมายแปลกประหลาดมากขอรับ
"เขาบอกว่าท่านยายทวดสิบหกของข้ากำลังจะคลอดลูก สถานการณ์ศึกทางตะวันออกของเมืองตึงเครียด เขาจึงกลับไปแล้ว ข้าอยากจะเป็นโจรก็เป็นไปเถอะ นับจากนี้ไปไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลมู่หรงอีก และไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงคำว่ามู่หรงอีก หากถูกเขาจับได้ จะต้องฆ่าทิ้งให้จงได้!"
เมื่อพูดจบ ใบหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความเศร้าโศกของการถูกทอดทิ้ง
ซินจั๋วคิดคำนวณในใจ ไม่รู้ว่านายท่านมู่หรงกำลังหลอกลวงมู่หรงซิวอยู่หรือไม่ แต่พวกเขากลุ่มนี้จะมานั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด "เรื่องนี้ลงมือได้!"
"เรื่องอะไรหรือ?" เหล่าลูกน้องโจรภูเขาทั้งหลายล้วนมีสีหน้างุนงง
ซินจั๋วหันไปมองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ "พวกเราทิ้งร่องรอยลวงไว้มากมายขนาดนั้น เวลาเพียงคืนเดียว สี่ตระกูลใหญ่ไม่มีทางตามมาถึงที่นี่ได้ มีเพียงความเป็นไปได้เดียวก็คือ คุณชายซ่งผู้นั้นฉลาดหลักแหลมเกินคน แยกทางกับตระกูลอื่นมาตั้งแต่แรก แล้วมาเสี่ยงดวงตัดหัวข้าเพียงลำพัง เช่นนั้น พวกเราก็สามารถลองดักซุ่มโจมตีดูสักตั้งได้เหมือนกัน!"
...
"ซ่า ซ่า..."
ท้องฟ้าที่มืดครึ้มมาตลอดช่วงเช้า ในที่สุดก็มีฝนตกลงมาปรอยๆ ป่าไม้ทั้งผืนบริเวณเชิงเขาทางตะวันตกของยอดเขาฝูหลงขาวโพลนไปหมด
ฝนฤดูใบไม้ร่วงมีความหนาวเย็นเล็กน้อย เมื่อเปียกปอนบนร่างกาย ย่อมทำให้เป็นหวัดได้ง่าย แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่มีปราณโลหิตเต็มเปี่ยม เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นปัญหาเลยแม้แต่น้อย
อย่างน้อยสำหรับซ่งตงสีแล้ว มันไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ เลย ฝีเท้าของเขาไม่นับว่าเร็ว ทว่าร่างกายกลับตั้งตรงดุจกระบี่ ปลอกใส่ทวนข้างเอวไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย บนใบหน้าทรงเหลี่ยมนั้นไม่มีแม้แต่อารมณ์ความรู้สึกใดๆ ผันผวน
ดวงตาที่เยือกเย็น ช่างไม่เหมือนกับปากเสียๆ ของเขาที่ทำให้ผู้คนรังเกียจเลยแม้แต่น้อย สิ่งนี้เป็นผลพวงมาจากการที่เขายังเยาว์วัยอยู่ในคฤหาสน์ทวนเทพ และถูกอาจารย์จับแขวนตีและทารุณกรรมมานับครั้งไม่ถ้วน
เขามองไปยังทิศทางของค่ายพยัคฆ์ดุร้าย แววตาแน่วแน่ เขามั่นใจว่าซินจั๋วต้องไปที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายแน่
สิ่งนี้แตกต่างจากคุณชายและคุณหนูของอีกสามตระกูลที่ทำตามแบบแผน ค้นหาตามร่องรอยในภูเขาอย่างเคร่งครัด
นี่ไม่ได้หมายความว่าอีกสามตระกูลนั้นโง่เขลา เพราะการทำตามแบบแผนย่อมรัดกุมปลอดภัยกว่า
ทว่าความหยิ่งทะนงของเขาซ่งตงสี ไม่อนุญาตให้เขาทำเรื่องไร้ประโยชน์ ด้วยเหตุนี้ เมื่อคืนเขาจึงแยกกับคนอื่นๆ และมุ่งตรงมาที่นี่ทันที
"คุณชาย หากซินจั๋วไม่ได้อยู่ที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายเล่าเจ้าคะ?"
หญิงสาวชุดดำหน้ากลมที่อยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายไม่อยู่ในเป้าหมายการกวาดล้างของพวกเรา นั่นเป็นเรื่องของทางการนะเจ้าคะ!"
ซ่งตงสีตวัดสายตาเย็นชามองนางแวบหนึ่ง "หนวกหู!"
"เจ้าค่ะ!" หญิงสาวหน้าซีดลงเล็กน้อย ถอยร่นไปด้านข้าง
ในเวลานี้ทั้งห้าคนเดินขึ้นไปบนเนินเขาแห่งหนึ่ง เมื่อเดินอ้อมยอดเขาข้างหน้าไป ก็จะถึงอาณาเขตเขาทางเหนือของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายแล้ว
ในตอนนั้นเอง ก็มีน้ำเสียงแปลกประหลาดดังแทรกมาจากด้านข้าง "พวกสวะถุงเหล้ากระสอบข้าวตระกูลซ่ง หากแน่จริงก็เข้ามาตีข้าสิวะ!"
พวกซ่งตงสีทั้งห้าคนหันขวับไปมอง ก็เห็นว่าในพงหญ้าห่างออกไปสองร้อยเมตร มู่หรงซิว คุณชายใหญ่ตระกูลมู่หรงที่ไปเข้าร่วมกับโจรภูเขา บนใบหน้าแฝงไปด้วยท่าทียั่วยุชวนให้น่ารังเกียจ
พวกเขาไม่รู้ว่าคุณชายมู่หรงที่นิสัยเปลี่ยนไปอย่างมากผู้นี้ ที่ทำหน้าตาราวกับพวกอันธพาลต่ำช้าหมายความว่าอย่างไร เจตนาเดิมของพวกเขาก็ไม่ใช่การจับกุมมู่หรงซิวอยู่แล้ว แต่ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่ ซินจั๋วจะอยู่ไกลหรือ?
จึงหันหลังวิ่งไล่ตามไปทันที
เพียงแต่ซ่งตงสีวิ่งตามไปได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็หยุดชะงักราวกับสัมผัสได้ถึงสิ่งใดบางอย่าง และเงยหน้ามองขึ้นไปด้านบนตรงๆ
ก็เห็นซินจั๋วในชุดผ้าป่าน เส้นผมเปียกชุ่ม และมีสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดียวกัน
ทั้งสองสบตากัน
ความเงียบงันปกคลุมไปชั่วขณะ
จากนั้น ซินจั๋วกวาดสายตามองไปรอบๆ ในที่สุดใบหน้าก็เผยให้เห็นถึงความ "หดหู่" ออกมา "คุณชายซ่ง ท่านหาที่นี่เจอได้อย่างไร ข้านับถือเลยจริงๆ!"
ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีไปไกล
ครั้งนี้มีเพียงซินจั๋วกับมู่หรงซิวสองคนที่มา พวกชุยอิงเอ๋อร์ยังมีระดับขั้นที่ต่ำเกินไป ต่อให้มีพรสวรรค์ ก็ไม่อาจเสี่ยงอันตรายได้
ยิ่งไปกว่านั้น มู่หรงซิวเป็นเพียงเหยื่อล่อ เขาไม่กล้ารับประกันว่านายท่านมู่หรงหรืออีกสามตระกูลอยู่แถวนี้หรือไม่ ต่อให้มู่หรงซิวถูกจับตัวไป ก็ไม่เป็นไร ไม่ถึงกับตายหรอก
ดังนั้น เขาจึงวิ่งวนไปก่อนรอบหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครดักสกัด ค่อยหันไปปะทะกับซ่งตงสีสักตั้ง
เม็ดฝนตกลงมาหนักขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่ากิ่งก้านใบไม้ในป่าจะหนาทึบ แต่ก็ยังมีเม็ดฝนร่วงหล่นลงมาปรอยๆ อย่างต่อเนื่อง
คนหนึ่งวิ่งหนีคนหนึ่งไล่ตาม วิ่งไปไกลถึงยี่สิบลี้ จู่ๆ ซินจั๋วก็หยุดฝีเท้าลง และหันกลับไปมองซ่งตงสี
สามารถยืนยันได้แล้วว่า คนอื่นๆ ไม่อยู่ที่นี่ มิเช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้เขาวิ่งพล่านแล้วซ่อนตัวดูเรื่องสนุกอยู่ในที่มืด ป่าเขาลำเนาไพรลึก ทั้งเปียกชื้นทั้งหนาวเหน็บเช่นนี้ ไม่มีเหตุผลให้ทำเช่นนั้นเลย
ซ่งตงสีหยุดฝีเท้าลงห่างออกไปสองจั้งเช่นกัน
สายลมพัดผ่านป่าเขา ส่งเสียงดังอู้ๆ สายฝนเทกระหน่ำลงมา ฟ้าดินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น
ซ่งตงสีปลดปลอกใส่ทวนออกอย่างใจเย็น หยิบทวนพับที่มีลวดลายงดงามออกมาด้ามหนึ่ง แล้วเอ่ยเสียงเย็น "ดูเหมือนเจ้าจะมีความมั่นใจมากสินะ!"
"ก็พอตัวอยู่!"
ซินจั๋วชักดาบเยี่ยนหลิงบิ่นๆ ของตนออกมา
หากเลือกได้ เขาจะไม่มีทางเสี่ยงอันตรายต่อสู้แบบตัวต่อตัวข้ามระดับขั้นกับใครเด็ดขาด การอยู่รอดปลอดภัยต่างหากคือวิถีแห่งราชัน ซุ่มซ่อนตัวจนอายุเจ็ดแปดสิบ ซุ่มจนไร้เทียมทานแล้วค่อยออกไปเที่ยวเล่น
ทว่าตัวเขาเองไม่ได้ฝึกยุทธ์ ความสามารถทั้งหมดที่มีล้วนพึ่งพา 'บ่อชมจันทร์' และประจวบเหมาะที่เงื่อนไขของบ่อน้ำนี้ก็คือการก่อเรื่อง
ความภักดี หนี้สิน และความรู้สึกผิด ความหมายทั้งสามประการนี้ อย่างไรเสียก็ต้องลงมือทำให้เกิดผล
ผู้ไล่ล่าจากสี่ตระกูลใหญ่ ยอดฝีมือขั้นเจ็ดทั้งหกคน หากไม่เดิมพันสู้ตาย ก็อาจจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติที่จะก่อเรื่อง หรือตามหาวิญญาณสังเวยด้วยซ้ำ
ดังนั้น เขาต้องสู้ตาย
"ได้ยินมาว่าเจ้าสามารถต่อสู้ข้ามระดับขั้นได้ เพลงดาบขั้นหลอมรวม เพลงหมัดขั้นหลอมรวม นับว่าเจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ ข้าเป็นเพียงเพลงทวนชุดเดียว ฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมาสิบแปดปี เพิ่งจะบรรลุขั้นรู้แจ้ง แต่... ความหวังรอดชีวิตของเจ้าก็ยังมีไม่มากนักหรอกนะ!"
ซ่งตงสีหมุนบิดทวนพับ ลวดลายงดงามหมุนวน ส่งเสียง "แกรก แกรก" ชั่วพริบตาก็กลายเป็นความยาวหนึ่งจั้ง ด้ามทวนเคลือบทอง ปลายทวนเหล็กเย็น พู่ทวนดิ้นทอง ทั่วทั้งด้ามแผ่กลิ่นอายองอาจน่าเกรงขาม เปล่งประกายเย็นยะเยือกจนน่าใจหาย
กลิ่นอายของเขาเองก็เปลี่ยนจากเย็นชา กลายเป็นดุดันเกรี้ยวกราด ดวงตาแผ่ซ่านไปด้วยรังสีอำมหิตราวกับเพิ่งบุกฝ่าออกมาจากภูเขาซากศพทะเลเลือด ไม่รอให้ซินจั๋วเอ่ยตอบ เขาก็กระโดดพุ่งทะยานขึ้นไปแล้ว
ประกายแสงเย็นยะเยือกพุ่งนำไปก่อน จากนั้นทวนก็พุ่งทะยานออกมาราวกับมังกร
ร่างอยู่กลางอากาศ ปลายทวนอันดุดันแหวกม่านฝน พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของซินจั๋ว ระหว่างทางเงาทวนสั่นไหว กระจายออกเป็นสิบสองสาย แต่ละสายส่งเสียงแหลมหวีดหวิว
ซินจั๋วมองดูเพลงทวนของอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น แข็งแกร่งกว่าทุกคนที่เคยพบเจอมาก่อนจริงๆ เขาจับด้ามดาบแน่น แล้วฟันออกไปหนึ่งดาบ
ตวัดดาบก็ถึงจุดสูงสุด
ท่าทางการฟันดาบนั้นดูไม่ได้เอาเสียเลย แต่ระหว่างทางกลับพลิกแพลง ชั่วพริบตาก็กลายเป็นเงาดาบนับไม่ถ้วน
"เคร้ง--"
ม่านฝนสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ
ทวนและดาบปะทะกัน!
เงาทวนแตกสลาย เงาดาบแตกซ่าน
เหลือเพียงปลายดาบและปลายทวนที่ปะทะกัน
"เป๊ง!"
เสียงดังกังวานใส สั่นสะเทือนจนหยาดฝนแตกกระจายเป็นวงกว้าง
ดาบเยี่ยนหลิงหักสะบั้น
ซินจั๋วถือดาบหักถอยหลังรวดเดียวสามก้าว
ทวนของซ่งตงสีหลุดจากมือ ก่อนจะคว้าเอาไว้อย่างรวดเร็ว ทว่าร่างกลับถอยร่นไปแล้วเจ็ดก้าว
ง่ามมือฉีกขาด มีรอยเลือดปรากฏให้เห็นลางๆ แต่ในไม่ช้าก็ถูกน้ำฝนชะล้างไป







