บนโซฟาในห้องนั่งเล่นเล็กๆ อันแสนอบอุ่น มีสตรีท่าทางเกียจคร้านคนหนึ่งนั่งอยู่กับเด็กน้อยสองคน
เฉียวซีเอนกายพิงพนักโซฟา สองเท้าไขว้ซ้อนกันพาดไว้บนตั่งยาวของโซฟาอย่างสบายๆ ดูเหมือนว่าสองตาจะจ้องมองโทรทัศน์อยู่ตลอด แต่ความจริงแล้วหางตาคอยลอบสังเกตเด็กน้อยสองคนข้างๆ อยู่เงียบๆ หูก็ปิดกั้นเสียงรบกวนจากโทรทัศน์โดยอัตโนมัติ เพื่อคอยฟังเจ้าเด็กสองคนคุยกัน
เด็กอย่างเข่อเข่อนี่ถือว่ารู้ความทีเดียว
อย่างน้อยก็ไม่ได้อยู่กับเฉียวอวี้ตามลำพังในห้องตั้งนานสองนาน แถมยังรู้จักลากเฉียวอวี้ออกมาที่ห้องนั่งเล่นด้วย
ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ได้เห็นและไม่ได้ยินว่าเด็กวัยสิบห้าปีสองคนจะเล่นพ่อแม่ลูกกันยังไง
สิ่งเดียวที่ทำให้เธอไม่ค่อยพอใจนักก็น่าจะเป็นไอ้เด็กบ้าเฉียวอวี้นั่นแหละ
พอถึงเวลาแบบนี้ทีไร ก็เอาแต่นั่งทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่มีความกระตือรือร้นเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าความฉลาดเฉลียวตามปกติหายไปไหนหมด
เรื่องนี้ทำให้เฉียวซีค่อนข้างร้อนใจ ไม่ใช่ว่ารีบร้อนอยากให้ทั้งสองคนมีอะไรกันจริงๆ หรอกนะ เธอแค่คิดว่าถ้าวันข้างหน้าเฉียวอวี้ต้องแต่งงานจริงๆ เธอก็ยังหวังว่าจะได้ลงเอยกับเข่อเข่อ
หลักๆ คือเธอขี้เกียจไปทำความคุ้นเคยและทำความรู้จักกับผู้หญิงแปลกหน้าคนอื่นอย่างค่อยเป็นค่อยไปอีกแล้ว
เฉียวซีชอบชีวิตที่เรียบง่ายและการเข้าสังคมแบบเรียบง่ายมาตลอด ปัญหาเดียวก็คือ เธอทั้งไม่สามารถและไม่มีทางช่วยเฉียวอวี้ตัดสินใจเรื่องใหญ่ในชีวิตแบบนี้ได้เลย จึงทำได้แค่ร้อนใจอยู่เงียบๆ
ยัยหนูเข่อเข่อเนี่ย ยังอ่อนหัดไปหน่อยนะ การรับมือกับเด็กผู้ชายที่เอาแต่ตั้งรับอย่างลูกชายของเธอ มันต้องใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งผสมกันไปถึงจะรอด
……
“พี่เฉียวอวี้ พี่ยังจำหวงจวิ้นอี้ตอนประถมได้ไหม ไอ้คนที่อยู่ห้องสาม ตัวไม่ค่อยสูง แถมยังอ้วนๆ ล่ำๆ คนนั้นน่ะ” เซี่ยเข่อเข่อเอามือเท้าคางพูดขึ้นมาดื้อๆ
“ฉันลืมหน้าเพื่อนร่วมชั้นห้องเราไปเกือบหมดแล้ว จะไปจำเด็กห้องสามได้ยังไง” เฉียวอวี้ส่ายหน้าโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยน
“งั้นเหรอ งั้นฉันจะเตือนความจำให้หน่อยนะ ก็ไอ้หมอนั่นแหละที่ไปพูดเป่าประกาศในห้องเขาว่าฉันชอบเขา พอพี่รู้เข้า แล้ววันนั้นตอนที่ห้องเรากับห้องเขาไปสังเกตพืชหลังโรงเรียนด้วยกัน พออาจารย์พ้นหลังไป พี่ก็พุ่งเข้าไปอัดเขาน่ะ
ตอนนั้นเด็กผู้ชายทั้งสองห้องเข้าไปช่วยกันจับแยกแบบเข้าข้าง ผลก็คือหน้าเขาโดนพี่ต่อยจนบวมไปครึ่งซีก พี่หน้าขู่เขาด้วยนะ ว่าถ้ากล้าปากหมาอีก พี่จะตัดลิ้นเขาทิ้ง! นั่นเป็นการลงไม้ลงมือชกต่อยครั้งเดียวของพี่ตอนประถมเลยนะ พี่จำไม่ได้จริงๆ เหรอ”
พูดจบ เซี่ยเข่อเข่อก็หันหน้าไปจ้องเฉียวอวี้แล้วถาม
“เรื่องนี้…”
เฉียวอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองแล้วพูดว่า “ถ้าเธอพูดแบบนี้ฉันก็นึกออกแล้ว ตอนนั้นไอ้หมอนั่นมันสาดโคลนใส่รองเท้าฉัน ฉันต่อว่ามันไปสองประโยค มันดันกล้าเถียงกลับ แบบนี้ฉันจะทนได้เหรอ ประกอบกับตอนนั้นตาของฉันเพิ่งเสีย ฉันกำลังอารมณ์ไม่ดี ก็เลยต้องอัดมันยังไงล่ะ”
เมื่อเห็นเด็กน้อยเข่อเข่อเม้มปาก เฉียวซีที่แอบฟังมาตลอดก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“อะแฮ่มๆ… พูดถึงเรื่องต่อยตีฉันก็นึกขึ้นมาได้ ตอนนั้นเฉียวอวี้ ลูกไม่ได้พูดแบบนี้นี่”
“เอ๊ะ” คำพูดประโยคเดียวของเฉียวซีดึงดูดความสนใจของเซี่ยเข่อเข่อได้ทันที ยัยหนูถามด้วยความประหลาดใจ “คุณน้า น้ารู้ได้ยังไงคะ”
ส่วนเฉียวอวี้ก็หันขวับไปจ้องผู้เป็นแม่ที่อยู่ข้างๆ ด้วยความคับแค้นใจ
“ก็เพราะว่าคนบ้านนั้นแห่กันมาหาเรื่องถึงบ้านเราเลยน่ะสิ”
“ทั้งบ้านเลยเหรอ ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลยล่ะ”
“หนูไม่รู้ก็แหงอยู่แล้ว น้าให้พ่อแม่หนูปิดไว้ไม่ให้หนูรู้น่ะ ตอนนั้นเริ่มจากแม่ของหวงจวิ้นอี้แท็กมาด่าน้าสารพัดในกลุ่มวีแชต น้าก็ไม่สนใจเขา ครูของพวกเขาก็บอกให้เราไปจัดการเรื่องนี้ด้วยกันที่โรงเรียน แม่เขาก็ไม่ยอม จะต้องมาเอาเรื่องถึงบ้านเราให้ได้ ครูประจำชั้นของพวกหนูกลัวว่าจะมีเรื่อง เลยอุตส่าห์เรียกครูประจำชั้นของห้องนู้นให้มาที่บ้านเราด้วยกันซะเลย”
“หา มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอคะ แล้วยังไงต่อ” เซี่ยเข่อเข่อพูดด้วยความตกใจ
“แล้วพี่เฉียวอวี้ของหนูก็ยอมรับต่อหน้าครูเลยน่ะสิ ว่าเป็นเพราะหวงจวิ้นอี้คนนั้นเอาเรื่องน้องสาวของเขาไปพูดเสียๆ หายๆ แถมยังปล่อยข่าวลือว่าหนูเป็นฝ่ายไปตามจีบเขา แล้วก็กลายเป็นแฟนสาวเขาอะไรทำนองนั้น ตอนนั้นยังโทรหาเพื่อนร่วมชั้นตั้งหลายคน เปิดลำโพงคุยกัน ทุกคนก็พร้อมใจกันเป็นพยานให้พี่หนูกันทั้งนั้น
ครูคงจะรู้สึกว่าเรื่องไร้สาระของเด็กประถมพวกนี้มันน่ารำคาญ ก็เลยบอกให้ขอโทษซึ่งกันและกันไปซะให้จบๆ แต่เฉียวอวี้ก็ยังไม่ยอมนะ! อ้อ ใช่ ตอนนั้นท่าทีของแม่ของหวงจวิ้นอี้ก็แย่มากด้วย บอกว่าจะไปตามตัวหนูลงมาเหมือนกัน ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องก็จะไปร้องเรียนกับสำนักงานการศึกษา
ผลปรากฏว่าครูประจำชั้นของพวกหนูก็ปรี๊ดแตกเหมือนกัน สวนกลับไปเลยว่าถ้าอยากให้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ กลับไปครูจะเขียนรายงานถึงสำนักงานการศึกษา ถ้าจะร้องเรียนก็ร้องเรียนด้วยกันไปเลย ยังไงก็จะต้องแฉพฤติกรรมของหวงจวิ้นอี้คนนั้นให้หมด อย่างมากก็แค่ลาออก แลกกับการให้บ้านนั้นไปทำเรื่องย้ายโรงเรียนให้ลูกซะ”
เฉียวซีเล่าเหตุการณ์ในตอนนั้นให้ฟังอย่างสบายๆ
เซี่ยเข่อเข่อเม้มปาก ก่อนจะหันไปถลึงตาใส่เฉียวอวี้
เฉียวอวี้มองเพดานนิ่งเงียบไม่ปริปาก
“คุณน้า แล้วครอบครัวเขาก็ยอมกลืนน้ำลายตัวเองเหรอคะ”
“อืม น้าชดใช้เงินให้บ้านนั้นไปห้าร้อยหยวน อ้อ ใช่ น้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ใหญ่บ้านนั้นสองคนจู่ๆ ทะเลาะอะไรกันขึ้นมา อ้อ ตอนสุดท้ายแม่ของหวงจวิ้นอี้เป็นคนบิดหูสามีตัวเองเดินออกจากบ้านไปเลยล่ะ”
พอพูดถึงตรงนี้ เฉียวซีก็ยกมือขึ้นเกาหัว สีหน้าดูสับสนงุนงง ราวกับว่าจนป่านนี้ก็ยังคิดไม่ตกจริงๆ ว่าตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ๆ คนบ้านนั้นถึงตีกันเอง พอนึกย้อนกลับไปตอนนี้ ก็อดสงสัยขึ้นมาอีกไม่ได้
เฉียวอวี้ละสายตาจากเพดาน หันไปมองเฉียวซี แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ก็เพราะว่าหลังจากผู้หญิงคนนั้นเขียนใบเสร็จรับเงินเสร็จ จะให้ผัวตัวเองเซ็นชื่อ แต่ดันจับได้ว่าผัวตัวเองแอบจ้องแม่เขม็งน่ะสิ ตบไปทีหนึ่งผู้ชายก็ยังไม่รู้สึกตัว ก็เลยปรี๊ดแตกไง! ตอนนั้นแม่มัวแต่คุยกับอาจารย์หลินอยู่ ก็เลยไม่ได้สังเกต”
“อ้าว เป็นงั้นหรอกเหรอ” เฉียวซีถึงบางอ้อ ก่อนจะยิ้มหวานหยดย้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาหวิวว่า “มิน่าล่ะ ตั้งแต่นั้นมาคนบ้านนั้นถึงไม่เคยมาหาเรื่องอีกเลย”
“เอ๊ะ เฉียวอวี้ มิน่าล่ะ ตอนเลิกเรียนวันหนึ่ง พี่ถึงให้หลิ่วหลินกับเฉินอี้เหวินวิ่งไล่กวดกัน จนไปชนผู้ชายคนหนึ่งล้มก้นจ้ำเบ้า แถมยังทำชานมสาดใส่ตัวเขาจนเปียกไปหมด ผู้ชายคนนั้นก็คือพ่อของหวงจวิ้นอี้ใช่ไหม ฉันว่าหน้าตาพวกเขาเหมือนกันเด๊ะเลย”
เฉียวอวี้กรอกตาขึ้นฟ้าอีกครั้ง แล้วเร่งเร้าว่า “เพื่อนร่วมชั้นเซี่ยเข่อเข่อ ครึ่งชั่วโมงน่าจะพอแล้วมั้ง เธอควรกลับบ้านไปนอนได้แล้วนะ!”
“ไม่เอา ฉันจะคิดบัญชีกับคุณน้าต่อ” เซี่ยเข่อเข่อหันไปมองเฉียวอวี้แวบหนึ่ง ก่อนจะเป็นฝ่ายลุกขึ้นไปนั่งข้างๆ เฉียวซี แล้วพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อนว่า “คุณน้าคะ หนูจะบอกให้นะ ลับหลังคนอื่น เฉียวอวี้ชอบบังคับให้หนูแอบเรียกเขาว่าพ่ออยู่เรื่อยเลย”
“แค่กๆๆ…” เฉียวอวี้ไอค่อกแค่กขึ้นมาทันที
“เอ๊ะ… จริงเหรอจ๊ะ” เฉียวซีหันหน้าไปจ้องลูกชายตัวเองด้วยรอยยิ้มกึ่งบึ้งตึง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าเจ้านี่เหมือนจะไม่ได้ซื่อบื้อเป็นท่อนไม้อย่างที่เธอคิดไว้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังแต่ก็แฝงแววหยอกเย้าว่า “เฉียวอวี้นะ เด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ไม่ควร อย่างน้อยก็ไม่ควรจะ…”
“คือว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปซะหน่อย… ช่างเถอะ พวกแม่คุยกันไปเถอะ ผมเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่ดีเด่น พรุ่งนี้ยังต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์บนเวที ขอตัวไปนอนก่อนล่ะ!”
พูดจบ เฉียวอวี้ก็วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง แทบจะพุ่งพรวดเข้าไปในห้องของตัวเอง
……
เพื่อนร่วมชั้นที่เคยเป็นตัวแทนนักเรียนใหม่ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ย่อมรู้ดีว่า วิธีการคัดเลือกตัวแทนนักเรียนใหม่ของแต่ละโรงเรียนในพิธีปฐมนิเทศนั้นไม่เหมือนกัน
บางที่ก็ใช้วิธีลงสมัครรับเลือกตั้ง ลงชื่อ ส่งต้นฉบับ ลองอ่าน ผ่านขั้นตอนต่างๆ มาเป็นชุดแล้วคัดเลือกคนที่เก่งที่สุด
บางคนก็ถือว่าเป็นคนคุ้นเคยของโรงเรียน เป็นนักเรียนดีเด่นที่รู้ไส้รู้พุงกันดี แบบนั้นก็ฟันธงเลือกตัวไปเลย
บางคนก็แค่ผลการเรียนดี เป็นประเภทเก่งโดดเด่นทิ้งห่างคนอื่น อย่างเช่นคนที่ได้ที่หนึ่งคะแนนนำที่สองไปหลายสิบแต้ม ซึ่งเป็นสถานการณ์บ้าบอที่เกิดจากการกรอกความจำนงผิดพลาด แน่นอนว่าสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้ยากในโรงเรียนชื่อดัง
ส่วนเฉียวอวี้น่าจะเป็นการผสมผสานระหว่างกรณีที่สองและสามเข้าด้วยกัน
พูดตามตรง งานรับน้องของมัธยมปลายไม่ได้น่าตื่นตาตื่นใจเทียมเท่าของมหาวิทยาลัยเลยสักนิด อย่างเช่นช่วงการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่มีการร้องรำทำเพลงก็ถูกตัดทิ้งไป โดยพื้นฐานแล้วก็มีแต่อาจารย์กับผู้บริหารโรงเรียนมาพูดนั่นแหละ
อาจารย์ฝ่ายปกครองเน้นย้ำเรื่องกฎระเบียบของโรงเรียน อาจารย์ฝ่ายวิชาการพูดถึงความแตกต่างระหว่างมัธยมปลายกับมัธยมต้นให้ทุกคนฟัง และแบ่งปันวิธีการเรียนรู้กับเพื่อนร่วมชั้นใหม่ สุดท้ายก็ปิดท้ายด้วยผู้บริหารโรงเรียนกล่าวสรุป พร้อมกับอวยพรนักเรียนใหม่ไปในตัว
จากนั้นตัวแทนนักเรียนใหม่ก็ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวที ซึ่งปกติแล้วเนื้อหาก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่อาจารย์พูดไปก่อนหน้านี้
ก็ประมาณว่าฝ่ายหนึ่งบอกว่าพวกเธอต้องทำอย่างนั้น ต้องทำอย่างนี้ แล้วตัวแทนก็บอกว่า พวกเราจะทำอย่างนั้น จะทำอย่างนี้
การประชุมที่เป็นสูตรสำเร็จแบบนี้ ปกติแล้วก็แค่จัดหาอาจารย์สักคนมาถือโทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้สักสองสามรูป แล้วเขียนบทความลงในบัญชีทางการของโรงเรียน ก็ถือว่าเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้แล้ว แต่วันนี้เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนปกติ โรงเรียนดันไปเชิญอาจารย์ช่างภาพมาจากไหนก็ไม่รู้ตั้งสองคน
กล้องนิ่งตัวหนึ่ง กล้องเคลื่อนที่อีกตัวหนึ่ง บันทึกวิดีโอตลอดทั้งงาน
โชคดีที่เฉียวอวี้ปรับตัวให้ชินกับทุกเรื่องได้อย่างรวดเร็ว เรื่องกล้องก็เช่นกัน ขอแค่ทำเป็นว่ามันไม่มีตัวตนอยู่ ก็แค่ยืนอ่านต้นฉบับด้วยความเร็วในการพูดตามปกติก็เท่านั้นเอง
ต้องยอมรับเลยว่า หลังจากที่ต้นฉบับชิ้นนี้ผ่านการขัดเกลาจากอาจารย์ฝานท่านนั้นแล้ว เวลาอ่านก็ค่อนข้างยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
ในที่สุดเฉียวอวี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมหลังจากที่ครูใหญ่จางอ่านจบ ถึงได้รู้ว่าเขาใช้เวลาสิบนาทีปั่นต้นฉบับขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ
ในข้อมูลรายละเอียดบนไฟล์เอกสารที่ส่งไปโดยตรงนั้น สามารถตรวจสอบเวลาที่สร้างเอกสารและข้อมูลของผู้สร้างได้ รายละเอียดปลีกย่อยเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือ หากได้รับภารกิจคล้ายๆ กันนี้ในครั้งหน้า ตอนนั้นอาจจะยังไม่ต้องเขียนก็ได้ แต่ต้องสร้างไฟล์เอกสารเปล่าๆ ขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ทันที แล้วพิมพ์อะไรลงไปนิดหน่อย หรือไม่ก็ต้องจำไว้ว่าต้องแก้ไขเวลาด้วย
โชคดีที่ครั้งนี้ครูใหญ่จางไม่ได้ว่าอะไร ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปอย่างราบรื่น
แถมดูเหมือนว่าผลตอบรับจะค่อนข้างดีด้วยนะ
ตอนที่เขากล่าวสุนทรพจน์ กลุ่มเพื่อนร่วมชั้นข้างล่างดูเหมือนจะตื่นเต้นกันมาก โดยเฉพาะตอนที่อ่านถึงช่วงครึ่งหลัง “เพื่อนร่วมชั้นทั้งหลาย ได้เวลายืนหยัดขึ้นแล้ว ลุกขึ้นมาท้าทายโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดังทั้งสี่กันเถอะ เริ่มต้นพยายามเมื่อไหร่ก็ไม่สาย อนาคตของพวกคุณก็สามารถเหยียบย่ำพวกเขาไว้ใต้…”
เอาเถอะ นี่มันไม่ใช่เนื้อหาที่เขาเขียนเลยสักนิด เฉียวอวี้ถึงขั้นรู้สึกว่าถ้าไม่ได้ซัดเหล้าเถื่อนเข้าไปสักสามสี่ชั่ง คงเขียนอะไรพรรค์นี้ไม่ออกแน่ๆ และเขาก็ไม่มีนิสัยชอบดื่มเหล้าเลยด้วยซ้ำ
แต่กลุ่มนักเรียนใหม่ที่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำข้างล่างเวที ต่างก็ลุกขึ้นยืนปรบมือกันเกรียวกราว
เฉียวอวี้สงสัยอย่างมากว่านี่ต้องเป็นสิ่งที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ อย่างแน่นอน
โชคดีที่ความอึดอัดนี้กินเวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น
พิธีปฐมนิเทศที่ไม่มีกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรม เวลาจัดงานเดิมทีก็ไม่ได้ยืดเยื้ออะไรมากมายอยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวันนี้ยุ่งมากขนาดไหน
แต่ละห้องยังต้องไปรับหนังสือ กำหนดที่นั่ง จัดประชุมห้อง และเลือกตั้งคณะกรรมการนักเรียนประจำห้องไปในตัวด้วย
เมื่องานเลิก ครูใหญ่จางก็เดินเข้ามาคุยกับเฉียวอวี้อีกสองสามประโยค ก่อนไปก็จงใจยกมือขึ้นตบบ่าเขาเบาๆ
เฉียวอวี้สงสัยว่าความจริงแล้วเหล่าจางจงใจทำท่าทางปิดท้ายแบบนั้นโดยเฉพาะ
เพราะหัวข้อที่คุยกันมันไร้สาระมาก ก็แค่พูดให้กำลังใจเขาส่งๆ ไปสองประโยค แถมตอนที่ทั้งสองคนคุยกัน เฉียวอวี้ยังสัมผัสได้อย่างฉับไวว่า กล้องเคลื่อนที่ตัวนั้นกำลังจับภาพพวกเขาสองคนอยู่…
นับตั้งแต่ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าเมื่อคราวก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่มีกล้องหันมาทางเขา เฉียวอวี้ก็จะคิดไปเองโดยอัตโนมัติว่าไอ้เจ้านี่มันยังไม่ได้ปิดเครื่อง
ประสบการณ์ชีวิตก็ค่อยๆ สะสมมาทีละนิดแบบนี้นี่แหละ
หลังจากเล่นละครร่วมกับครูใหญ่จางเสร็จ เฉียวอวี้ก็รีบเดินกลับห้องเรียนทันที
ห้องเรียนของชั้นมัธยมปลายห้อง 1 อยู่ชั้นสองของอาคารมัธยมปลายตรงตำแหน่งด้านในสุด ข้อดีที่สุดก็คือเงียบสงบกว่าห้องอื่นๆ ทั้งหมด สิ่งเดียวที่จะส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้ก็คือชั้นมัธยมปลายห้อง 2 ที่อยู่ติดกัน
เนื่องจากถูกครูใหญ่รั้งตัวไว้ครู่หนึ่ง ตอนที่เฉียวอวี้มาถึงเพื่อนร่วมชั้นในห้องก็เข้ามานั่งประจำที่กันหมดแล้ว ขาดก็แต่ครูประจำชั้นที่ยังมาไม่ถึง และก็เหมือนกับห้องอื่นๆ บรรยากาศอึกทึกครึกโครม กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายกำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน
การฝึกทหารตลอดเก้าวันทำให้ทุกคนสนิทสนมกันพอสมควรแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะหาคู่สนทนาไม่ได้
สิ่งที่เฉียวอวี้คาดไม่ถึงก็คือ ตอนที่เขาเดินเข้ามาในห้อง จู่ๆ ก็มีเสียงปรบมือดังสนั่นพร้อมกับเสียงโห่ร้อง
เอาเถอะ ค่อนข้างน่ากระอักกระอ่วนใจอยู่เหมือนกัน
เฉียวอวี้ยกมือขึ้นโบกไปมาส่งๆ กวาดสายตามองไปรอบห้องเรียน พอเห็นที่นั่งว่างที่หนึ่งก็รีบเดินไปนั่งทันที ไม่เหมือนตอนมัธยมต้น ก่อนหน้านี้ตอนฝึกทหาร แม้ว่าจะเข้ามาในห้องเรียนทุกวัน แต่อาจารย์ก็ยังไม่ได้กำหนดที่นั่งตายตัว ดังนั้นทุกคนก็เลยนั่งกันตามใจชอบ
แน่นอนว่าหลังจากวันนี้ก็จะกำหนดลำดับที่นั่งกันแล้ว
เฉียวอวี้เพิ่งจะนั่งลง น้ำบ๊วยขวดเล็กสวยงามก็ถูกยื่นมาให้ “ท่านเทพแห่งการเรียน เชิญดื่มน้ำจ้ะ”
เฉียวอวี้ถึงเพิ่งเห็นว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ คือเหยาชิ่นซิน
ครูใหญ่จางเคยพูดถึงมากกว่าหนึ่งครั้งว่า เธอเป็นหนึ่งในเพื่อนร่วมชั้นชั้นมัธยมปลายปีหนึ่งที่มีผลการเรียนดีที่สุดของปีนี้ เหมือนจะบอกว่าสอบเข้ามัธยมปลายได้ 653 คะแนน ถ้าทำข้อสอบปรนัยถูกเพิ่มอีกสักสองสามข้อ ก็สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายระดับ A ที่อยู่ท้ายตารางได้แล้ว
เพียงแต่ผลการเรียนที่ดีที่ว่านี้ก็เป็นเพียงการเปรียบเทียบเท่านั้น แม้ว่าคะแนนนี้จะสูงกว่าเฉียวอวี้อยู่สิบกว่าคะแนน แต่ถ้าเทียบกับทั้งเมืองแล้ว ก็น่าจะอยู่แค่อันดับที่ 13,000 กว่าๆ เท่านั้นแหละ
การสอบเข้ามัธยมปลายไม่อนุญาตให้ซิ่วเรียนซ้ำ ทุกปีจะมีผู้เข้าสอบที่ต้องพลาดท่าพ่ายแพ้ให้กับคะแนนเพียงหนึ่งหรือสองคะแนน นอกจากฝีมือแล้ว ก็ยังมีเรื่องของโชคเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่บ้าง
แต่การที่เฉียวอวี้สามารถจับคู่ใบหน้ากับชื่อคนในความทรงจำได้ ก็เป็นเพราะว่าเพื่อนร่วมชั้นคนนี้ยืนอยู่ข้างหลังเขาตอนฝึกทหารนั่นเอง
“ขอบใจนะ แต่คราวหน้าอย่าเรียกฉันว่าท่านเทพแห่งการเรียนเลย รู้สึกแปลกๆ น่ะ” เฉียวอวี้ที่กำลังรู้สึกกระหายน้ำอยู่พอดี รับเครื่องดื่มที่มีคนเลี้ยงมาเปิดดื่มอึกหนึ่งอย่างเป็นธรรมชาติ
อืม เปรี้ยวๆ หวานๆ ดับกระหายได้ดี อร่อยดีเหมือนกัน
เด็กผู้หญิงที่นั่งโต๊ะเดียวกันส่งยิ้มหวานให้ แล้วพูดว่า “ขอบใจอะไรกัน เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันทั้งนั้นนี่นา นี่เฉียวอวี้ ฉันมีโจทย์คณิตศาสตร์ข้อหนึ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจ นายช่วยอธิบายให้ฉันฟังหน่อยได้ไหม”
พูดจบ เหยาชิ่นซินก็หันไปค้นหนังสือแบบฝึกหัดเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋านักเรียน กางแผ่ไว้บนโต๊ะแล้วเลื่อนมาให้
เฉียวอวี้มองน้ำบ๊วยในมืออย่างเหม่อลอย ก่อนจะมองโจทย์ท้าทายความคิดในแบบฝึกหัดที่ถูกเลื่อนมาบนโต๊ะ แล้วก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ที่นี่ไม่ใช่ห้องสิบสามจริงๆ ด้วยสิเนี่ย!
สิ่งที่เพื่อนร่วมโต๊ะคุยกับเขาไม่ใช่เรื่องที่ว่าคืนนี้จะไปลั้ลลาที่ไหน แต่ดันเป็นโจทย์คณิตศาสตร์เนี่ยนะ
พลาดซะแล้ว…
ใจหนึ่งก็อยากจะบอกว่าทำไม่เป็น หรือไม่ก็ต้องจ่ายเงินค่าสอน แต่ดันเพิ่งดื่มน้ำของเขาเข้าไปหมาดๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉียวอวี้ได้สัมผัสอย่างเป็นรูปธรรมถึงคำว่า 'กินของคนอื่นแล้วต้องเกรงใจ' มันเป็นยังไง
ช่างเถอะ ยังไงก็เป็นแค่เพื่อนร่วมโต๊ะชั่วคราวอยู่แล้ว
เฉียวอวี้คิดในใจ ทำได้เพียงตั้งใจอ่านโจทย์ข้อนั้นรอบหนึ่ง
“อืม โจทย์ข้อนี้นะ เป็นปัญหาเรขาคณิตวิเคราะห์ของเส้นตรงที่เคลื่อนที่กับลำดับ หลักๆ ก็คือจุดความรู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าสูตรการหาพจน์ทั่วไปของลำดับ กับสมการเส้นตรง ดังนั้นจึงสามารถลดทอนให้ง่ายลงได้…”







