“หาเขาเหรอ?”
หวังเชียนขมวดคิ้ว ลังเลพลางพูดว่า “พวกเราไม่ได้สนิทสนมอะไรกันมากขนาดนั้น
ผมไม่ค่อยไว้ใจเขานัก หัวหน้า คุณไม่รู้อะไร วันที่สองหลังจากตระกูลเซี่ยโหวมีเรื่องกับเจ้าตำหนัก เขาก็ส่งข้อความมาบอกว่าจะช่วยผม น่าสงสัยมาก...” พวกเขาแค่รู้จักกันผิวเผิน หวังเชียนไม่เชื่อว่าเทพบรรพกาลจะยอมล่วงเกินคนของตระกูลเซี่ยโหวเพื่อเขา แล้วจะได้ประโยชน์อะไร?
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งก็ลังเลขึ้นมาทันที
สาวแซ่บที่อยู่ข้างๆ มองหวังเชียนที มองฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งที ถามด้วยความสนใจว่า
“พวกคุณกำลังพูดถึงเด็กใหม่ที่ผ่านด่านระดับ S สองด่าน คนที่กำลังดังในฟอรัมทางการช่วงนี้เหรอ?” หวังเชียนพยักหน้า “ผมเป็นสายข่าวให้เขา”
หวอสิงหวอสู้พินิจพิจารณาเขา พลางเดาะลิ้นเบาๆ
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งจึงถามต่อ “ซู่ซู่ เธอคิดว่าไง”
หวอสิงหวอสู้ส่ายหน้า “ฉันสนใจเด็กหนุ่มอัจฉริยะแบบนี้นะ แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องของเขาเท่าไหร่”
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกความคิดของตัวเองออกไป
“เทพบรรพกาลอายุยังน้อย แถมเป็นมือใหม่ ผู้ท่องแดนวิญญาณในวัยนี้ ในใจยังมีไฟอยู่
ทนเห็นการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าไม่ได้หรอก เซิ่งโส่ว นายส่งข้อความไปบอกเรื่องนี้กับเขา
บอกแค่ว่าพี่สาวนายถูกลักพาตัว สงสัยว่าเป็นฝีมือของตระกูลเซี่ยโหว ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก
“รอดูว่าเขาจะตอบกลับมายังไง”
หวังเชียนพยักหน้า “งั้นผมออกไปข้างนอก
อีกสักรอบไหม?”
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งส่ายหน้า “ส่งตรงนี้เลย
พวกเรากำลังจะย้ายที่พอดี พอนายส่งเสร็จก็ไปกันเลย” ชายหนุ่มที่สวมหูฟังกับสาวแซ่บขยับเข้ามาใกล้ หวังเชียนหยิบโทรศัพท์ออกมาพิมพ์ข้อความท่ามกลางสายตาของเพื่อนร่วมทีม
“พี่สาวผมถูกคนของตระกูลเซี่ยโหวลักพาตัวไป ตระกูลเซี่ยโหวไม่สนกฎเกณฑ์ ลงมือกับคนในครอบครัวผม ทางการจะไม่สนใจจริงๆ เหรอ?”
เขาพิมพ์ข้อความเสร็จ ก็เงยหน้ามองเพื่อนร่วมทีม
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งส่ายหน้า “อัจฉริยะอายุน้อยมักจะหยิ่งยโส
ชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง ใช้คำพูดให้นุ่มนวลหน่อย เปลี่ยนเป็น: พี่สาวผมถูกตระกูลเซี่ยโหวลักพาตัวไป เธอเป็นแค่คนธรรมดา ช่วยผมด้วย ช่วยเธอด้วย”
หวังเชียนแก้ไขข้อความทันที แล้วกดส่ง
จางหยวนชิงเพิ่งจะรับมือกับเซี่ยหลิงซีที่เอาแต่พร่ำถามว่า “พี่ชายบาดเจ็บตรงไหนไหม” “เซี่ย
โหวเทียนหยวนไอ้สารเลว” พอวางสายปุ๊บ ก็มีเสียงแจ้งเตือนข้อความดังขึ้น
“ในที่สุดหวังเชียนก็ส่งข้อความมาสักที?”
เขาดีใจลึกๆ คิดในใจว่าแหวนแปลงโฉมของตัวเองในที่สุดก็จะได้ใช้งานแล้ว
แต่แล้วก็พบว่าข้อความของหวังเชียนส่งมาหา “เทพบรรพกาล” ไม่ใช่เบอร์ปริศนานั่น
จางหยวนชิงอ่านเนื้อหาข้อความรอบหนึ่ง สีหน้าพลันมืดครึ้ม ลักพาตัวคนในครอบครัว?
ตระกูลเซี่ยโหวถึงกับลงมือกับครอบครัวของหวังเชียนเชียวหรือ แม้แต่คนธรรมดาก็ไม่เว้น?
นี่มันต่างอะไรกับอาชีพสายชั่วร้ายวะเนี่ย...
เขาเก็บโทรศัพท์มือถือ แล้วเดินออกจากห้องน้ำ
กวนหย่าที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เงยหน้าขึ้นมา เหลือบมองเขาแล้วยิ้มพูดว่า
“ไม่ถึงสิบนาที
ฉันเข้าใจความอึดของนายได้อย่างลึกซึ้งและชัดเจนเลยล่ะ... นายเป็นอะไรไป?” จู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นว่าสีหน้าของหยวนสื่อดูไม่ค่อยดี
จางหยวนชิงพูดเสียงต่ำ “พี่สาวของหวังเชียนถูกลักพาตัว...
”
เขาเล่าเนื้อหาข้อความให้กวนหย่าฟังเบาๆ
สาวนักซิ่งรุ่นเก๋าเลิกคิ้วขึ้น
จางหยวนชิงขอความเห็นจากเธอ “สถานการณ์แบบนี้
คุณคิดว่าควรทำยังไง?” หลังจากเห็นข้อความ ปฏิกิริยาแรกของเขาคือความโกรธ โกรธในความกำเริบเสิบสานของตระกูลเซี่ยโหว ปฏิกิริยาที่สองคือความสงสัย สงสัยในความจริงของเรื่องนี้ และปฏิกิริยาที่สามคือความระมัดระวัง
กวนหย่าครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก็ขมวดคิ้วพูดว่า
“ฉันว่ามันแปลกๆ ตระกูลเซี่ยโหวจะบ้าอำนาจก็ช่างเถอะ แต่ไม่น่าจะกำเริบเสิบสานขนาดนี้
คนธรรมดาสำหรับพวกเขาน่ะไม่มีค่าอะไรจริงๆ แต่ที่นี่คือซงไห่ พวกเขาไม่ควรทำตัวไร้กฎเกณฑ์ขนาดนี้
“คุณหมายความว่า... ข้อความนั้นเป็นของปลอม? หรือคนที่ลักพาตัวไปไม่ใช่ตระกูลเซี่ยโหว?
“เปล่า ความหมายของฉันคือ ท่าทีที่ตระกูลเซี่ยโหวมีต่อวังหยุดสังหารมันมีปัญหา แก้แค้นเกินกว่าเหตุไปหน่อย” กวนหย่ามีสีหน้าจริงจัง พูดว่า
“คำแนะนำของฉันคืออย่าไปยุ่ง เรื่องนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลัง ถ้าอยากจะยุ่งให้ได้ ก็ต้องใช้ชื่อของทางการไปกดดัน แต่นายก็เป็นแค่สมาชิกชั้นยอด ไม่ใช่หัวหน้าทีม ยิ่งไม่ใช่ผู้ดูแล ตระกูลเซี่ยโหวไม่ได้กลัวนายหรอก”
“ผมโทรหาผู้กองร้อยฟู่ได้”
กวนหย่าแค่นหัวเราะ
“นายไม่รู้จักเขา ฉันเดาว่าเขาจะตอบนายแบบนี้ ถ้านายศรัทธาในความยุติธรรมทางกระบวนการ ก็ไปรวบรวมหลักฐานมา แล้วค่อยมาหาฉัน
“แต่ถ้านายยึดถือความยุติธรรมทางผลลัพธ์ งั้นนายก็ไม่ต้องมาหาฉัน”
ตระกูลเซี่ยโหวต้องทำงานสะอาดแน่ๆ ผมไม่มีทางหาหลักฐานเจอหรอก แถมการหาหลักฐานก็ต้องใช้เวลาด้วย ตอนนี้พี่สาวของหวังเชียนเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ ยิ่งลากยาวก็ยิ่งอันตราย
ความยุติธรรมทางผลลัพธ์ก็หมายความว่า นี่มันวิถีทางของวังหยุดสังหารชัดๆ... จางหยวนชิงมองเธอแวบหนึ่ง แล้วพูดว่า “ผมไปถามเขาดูดีกว่า”
เขาหันหลังกลับเข้าไปในห้องน้ำอีกครั้ง
ไม่กี่นาทีต่อมา จางหยวนชิงก็เดินออกมาด้วยสีหน้าแปลกประหลาด แล้วพูดเสียงดังว่า
“ผู้หญิงอย่างคุณ รีบบอกมานะ คุณกับผู้กองร้อยฟู่เป็นอะไรกัน?” คำตอบของฟู่ชิงหยางแทบจะเหมือนกับที่เธอพูดเป๊ะเลย
กวนหย่าหัวเราะ “คิกคิก”
แล้วพูดว่า “นายลองทายดูสิ”
จางหยวนชิงไม่พูดอะไรสักคำ หน้าดำคร่ำเครียด คว้ากระเป๋าเป้แล้วเดินออกไปอย่างโมโห เขาเรียกรถแท็กซี่หน้ากรมรักษาความสงบ มุ่งหน้าไปยังบ้านของพี่สาวหวังเชียน
ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถ เขาหลับตาครุ่นคิดอยู่ไม่กี่นาที จางหยวนชิงก็คิดวิธีออก
“ถ้าจะเดินตามความยุติธรรมทางกระบวนการ วิธีที่ดีที่สุดคือขอยืมธงอาญาสิทธิ์จากฟู่ชิงหยาง แล้วไปเค้นถามเซี่ยโหวเทียนหยวน แต่ตอนนี้หัวหน้าไม่อยู่ ถ้าผมบุกไปคนเดียว ไม่แน่ว่าเซี่ยโหวเทียนหยวนอาจจะลงมือทำร้ายคนอีก ถึงตอนนั้น ผมกลัวว่าจะอดใจไม่ไหวพลั้งมือฆ่ามันน่ะสิ
“ถ้าเป็นความยุติธรรมทางผลลัพธ์ ผมสามารถใช้รองเท้าเต้นรำสีแดงตามหาพี่สาวของหวังเชียนได้ ถึงตอนนั้นจับได้คาหนังคาเขา ดูซิว่าเซี่ยโหวเทียนหยวนจะแก้ตัวยังไง”
จางหยวนชิงล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา ส่งข้อความหาหวังเชียน “รับทราบ”
ชานเมือง บ้านชั้นเดียวเตี้ยๆ เก่าๆ
หวังเชียนได้ยินเสียงโทรศัพท์มือถือดัง “ติ๊งด่อง” สีหน้าก็ตึงเครียดขึ้นมา รีบกดเปิดหน้าจอ “เขาตอบกลับมาแล้ว” เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ข้างๆ รีบขยับเข้ามาดูทันที
รับทราบ... หวังเชียนมองเนื้อหาข้อความ สีหน้าเปลี่ยนเป็นผิดหวัง
คำง่ายๆ แค่สองพยางค์ ไม่ได้รับปาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ทำให้เขาใจคอไม่ดีเลย
ฉิงเตี้ยนต้าเซิ่งถอนหายใจ
ย้ายที่กันก่อนเถอะ
รอดูไปก่อน การที่เขาไม่รับปากส่งเดชก็แสดงให้เห็นว่าเขาเป็นคนสุขุมรอบคอบ จริงไหม อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ
หวังเชียนพยักหน้า
เทพเซียนไร้เมตตากับหวอสิงหวอสู้มองหน้ากัน ถอนหายใจเงียบๆ แล้วเริ่มเก็บข้าวของ
ในรถ จางหยวนชิงได้ยินเสียงแจ้งเตือนข้อความ จึงหยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความจากกวนหย่า
“ฉันเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขา”
กวนหย่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของฟู่ชิงหยางเหรอ?
!
จางหยวนชิงทั้งประหลาดใจและไม่ประหลาดใจ เขารู้อยู่แล้วว่าฐานะของกวนหย่าไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะบังเอิญขนาดนี้ ถึงกับเป็นลูกพี่ลูกน้องของฟู่ชิงหยาง
ไม่สิ ไม่บังเอิญหรอก ผู้กองร้อยฟู่จัดให้ลูกพี่ลูกน้องมาทำงานเป็นลูกน้องของตัวเอง นี่มันสมเหตุสมผลมาก
แถมกวนหย่ายังรู้ใจฟู่ชิงหยางดีขนาดนี้ แล้วก็ดูไม่ค่อยจะเคารพสักเท่าไหร่ แบบนี้ก็อธิบายได้แล้ว
ถ้าอย่างนั้น ชื่อจริงของกวนหย่าก็คือฟู่หย่างั้นเหรอ? อย่างน้อยก็ต้องแซ่ฟู่ล่ะ
ตอนนี้เอง รถแท็กซี่ก็มาจอดหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนขับถามว่า “จะสแกนจ่ายหรือ
เงินสด?”
จางหยวนชิงจ่ายเงินสด ผลักประตูรถ แล้วเดินเข้าไปในหมู่บ้านของพี่สาวหวังเชียน
บ้านของพี่สาวหวังเชียนไม่ได้อยู่ในเขตคังหยาง แต่อยู่ในเขตเฟิงฮุยที่อยู่ติดกัน โครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้านค่อนข้างดี ทำเลก็ใช้ได้ จางหยวนชิงในฐานะคนท้องถิ่นของซงไห่ สามารถประเมินราคาบ้านได้อย่างง่ายดาย
ตารางเมตรละประมาณแปดหมื่น “ก๊อกๆ!”
เขามาถึงชั้นที่บ้านพี่สาวหวังเชียนอยู่ แล้วเคาะประตูนิรภัย
สิบกว่าวินาทีต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าดังขึ้น มาหยุดอยู่ที่หน้าประตูครู่หนึ่ง มีคนมองผ่านตาแมวออกมาสำรวจจางหยวนชิงอยู่พักหนึ่ง ถึงได้บิดลูกบิดประตู แล้วเปิดประตูออก
ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หลังประตู ใบหน้าซูบซีด หว่างคิ้วเต็มไปด้วยความกังวลและว้าวุ่นใจ เขาพินิจพิจารณาคนแปลกหน้าที่อยู่หน้าประตู
“คุณมาหาใคร?”
จางหยวนชิงไม่ตอบ แต่พุ่งตัวเข้าไปในห้อง ส่วนชายหนุ่มก็ยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
เขาโดนวิชาลวงตาเข้าไป
เมื่อเข้ามาในห้องนั่งเล่น จางหยวนชิงก็กวาดสายตามองการจัดวางห้อง แล้วเดินไปที่ห้องน้ำอย่างแม่นยำ ดึงเส้นผมยาวๆ ออกมาจากท่อน้ำทิ้งในห้องอาบน้ำ เพื่อความรอบคอบ จึงไปหาเส้นผมที่ลักษณะเหมือนกันตรงหมอนในห้องนอนมาด้วย
เมื่อเก็บเส้นผมเรียบร้อย เขาก็ออกจากบ้านของพี่สาวหวังเชียน
หลังจากเดินออกจากตึกที่พักอาศัย จางหยวนชิงก็คิดถึงแผนการต่อไป
“ต้องระบุตำแหน่งของพี่สาวหวังเชียนให้ได้ก่อน ถ้าเธอถูกขังไว้ในที่ลับ ก็หาโอกาสช่วยออกมาเลย แต่ถ้าถูกเซี่ยโหวเทียนหยวนเอาไว้ข้างกาย งั้นก็ต้องดูลาดเลาก่อน แล้วค่อยโทรหาฟู่ชิงหยาง”
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็สแกนจักรยานสาธารณะคันหนึ่ง แล้วเรียกเอารองเท้าเต้นรำสีแดงออกมาในที่ลับตาคน ยัดเส้นผมเข้าไปในรองเท้า
จากนั้นก็ใช้วิชาลวงตา ปกปิดการมีอยู่ของมัน
ตึก ตึก ตึก... รองเท้าเต้นรำสีแดงวิ่งวนรอบเจ้านายที่ไร้ประโยชน์ของมันอย่างร่าเริงหนึ่งรอบ แล้วก็วิ่งกระเจิดกระเจิงออกไป
ช้าหน่อย เร็วเกินไปแล้ว! จางหยวนชิงปั่นจักรยานอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อไล่ตามมัน
หนึ่งชั่วโมงต่อมา จางหยวนชิงก็มาถึงเขตชายแดนของเขตเฟิงฮุย ที่นี่มีอาคารพาณิชย์และตึกที่พักอาศัยน้อยลง แต่มีพื้นที่สีเขียวและหมู่บ้านวิลล่ามากขึ้น
รองเท้าเต้นรำสีแดงกระโดดโลดเต้นไปข้างหน้าด้วยจังหวะก้าวที่ร่าเริงและโอหังมาก
มันมาถึงหน้าหมู่บ้านวิลล่าแห่งหนึ่ง แล้วเดินกร่างเข้าไปในวิลล่าอย่างสง่าผ่าเผยต่อหน้ารปภ. ที่ป้อมยาม
โชคดีที่ รปภ. มองไม่เห็นมัน ไม่งั้นถ้าหันมาก็คงโดนเหยียบตายไปแล้ว
จางหยวนชิงทิ้งจักรยานไว้ริมถนน มองไปรอบๆ ก็เห็นกล้องวงจรปิด เขาจึงรีบมุดเข้าไปในพุ่มไม้ริมทางอย่างว่องไว แล้วเข้าสู่สถานะท่องราตรี
เมื่อซ่อนตัวเรียบร้อยแล้ว จางหยวนชิงก็วิ่งตะบึงเข้าไปในหมู่บ้านวิลล่า ตามความรู้สึกไปจนเจอรองเท้าเต้นรำสีแดง มันกำลังจะเข้าไปในวิลล่าสองชั้นที่มีสวน
จางหยวนชิงเห็นดังนั้น จึงยุติการติดตามทันที
รองเท้าเต้นรำสีแดงวิ่งป๊อกแป๊กกลับมาหาเจ้านาย ทวงค่าตอบแทนจากเขา
[คุณยินดีจะเต้นรำกับฉันสักเพลงไหม
ถ้ายินดี โปรดย่ำเท้าอยู่กับที่]
ตอนนี้ใครจะมีเวลามาเต้นรำกับแก... จางหยวนชิงถอนหายใจ แล้วพารองเท้าเต้นรำสีแดงออกไปก่อน
ไม่กี่นาทีต่อมา เขาก็กลับมาที่วิลล่าหลังนี้อีกครั้งในสถานะล่องหน ปีนกำแพงข้ามเข้าไปในลานบ้าน
จางหยวนชิงแนบตัวไปกับกำแพงวิลล่า อ้อมไปที่หลังบ้าน ก็เห็นชายวัยกลางคนสามคนกำลังนั่งอาบแดดอยู่ที่โต๊ะในลานบ้าน บนโต๊ะเต็มไปด้วยเบียร์และของกิน
ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยคนหนึ่งกระดกเบียร์อึกหนึ่ง แล้วพูดว่า
“ผู้หญิงคนนี้เห็นหน้าพวกเราแล้ว จะฆ่าทิ้งเลยไหม?”
“นายน้อยเทียนหยวนยังต้องใช้ประโยชน์จากหล่อน รอให้ล่อคนของวังหยุดสังหารออกมาได้ก่อนค่อยว่ากัน” เพื่อนร่วมทีมส่ายหน้า
เพื่อนร่วมทีมอีกคนพูดว่า “ที่นี่คือซงไห่นะ
ยังไงก็เป็นถิ่นของพันธมิตรห้าธาตุ ฆ่าคนมันไม่ดีมั้ง?” ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยแค่นหัวเราะเยาะ “นายน้อยเทียนหยวนฆ่าคนธรรมดาไปน้อยซะที่ไหน?
“นั่นมันแอบฆ่าเงียบๆ หรือไม่ก็จัดฉากให้เป็นอุบัติเหตุ ใหลตาย แต่ของพวกเรามันไม่เหมือนกัน อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามดีกว่า อีกไม่กี่วัน ไอ้หวังเชียนนั่นก็น่าจะติดต่อมาหานายน้อยเทียนหยวนเองแหละ”
จางหยวนชิงรออยู่กับที่สองสามวินาที พอเวลาของวิชาท่องราตรีหมดลง เขาก็ใช้สกิลอีกครั้ง ซ่อนเร้นกายา แนบตัวไปกับกำแพง แล้วพุ่งผ่านหลังบ้านเข้าไปในวิลล่าอย่างรวดเร็ว
ตลอดกระบวนการนี้ ชายวัยกลางคนหลายคนที่อยู่ตรงโต๊ะไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่น้อย







