กงชิงอี๋มองบันทึกการแชตในวีแชทระหว่างเธอกับเฉินหลิงซูในโทรศัพท์อย่างเหม่อลอย ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรไป
ทำไมพอได้ยินกู้สิงบอกว่าจะขอโทษแทนเฉินหลิงซู ตัวเธอถึงได้หงุดหงิดขนาดนี้
ทั้งที่เป็นแค่คู่รักกำมะลอ แต่พอได้ยินคำพูดของกู้สิงที่เอนเอียงไปทางเฉินหลิงซู เธอกลับรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา...
“ก็แค่การแสดงเท่านั้น”
กงชิงอี๋พึมพำกับตัวเองเบาๆ เธอไม่ชอบความรู้สึกที่แม้แต่อารมณ์ของตัวเองก็ยังควบคุมไม่ได้แบบนี้เลย
...
ในขณะเดียวกัน
เฉินหลิงซูมองบันทึกการแชตกับกงชิงอี๋แล้วรู้สึกโกรธอยู่เงียบๆ ผู้หญิงคนนี้หมายความว่ายังไง อะไรคือ “อย่าไปโกรธคนนอกเลย”
หมายความว่าฉันเป็นคนนอกงั้นเหรอ
แล้วเธอเป็นคนในของกู้สิงหรือไง
อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย ฉันต่างหากที่เป็นคนใน อย่างมากเธอก็เป็นได้แค่เครื่องมือที่กู้สิงใช้ลงโทษฉันเท่านั้นแหละ!
รอกู้สิงหายโกรธและยกโทษให้ฉันเมื่อไหร่ เธอก็ไสหัวไปได้เลย!
เฉินหลิงซูเชื่อสายตาของตัวเองมาก ความสัมพันธ์แบบคู่รักระหว่างกู้สิงกับกงชิงอี๋เป็นเพียงการแสดงตบตาเธอเท่านั้น!
พอเธอเดินจากไป ทั้งคู่ก็ทำท่าทางเหมือนคนไม่สนิทกันทันที
ถ้าหากทั้งสองคนเป็นคู่รักกันจริงๆ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีคนอยู่ในห้องประชุมแบบนั้น เป็นไปไม่ได้ที่กู้สิงจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษกับกงชิงอี๋ขนาดนั้น!
แต่ว่า
กู้สิงอาจจะแค่ต้องการยืมกงชิงอี๋มาแกล้งทำเป็นคู่รักเท่านั้น
แต่ดูจากท่าทีของกงชิงอี๋แล้ว ก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนเรื่องเล่นๆ ให้กลายเป็นเรื่องจริง
เรื่องนี้ทำให้เฉินหลิงซูขมวดคิ้วเล็กน้อย “ไม่เป็นไร ของปลอมก็คือของปลอมวันยังค่ำ ไม่มีทางกลายเป็นของจริงไปได้หรอก”
...
ส่วนกู้สิงนั้นไม่รู้ถึงความคิดในใจของกงชิงอี๋และเฉินหลิงซูเลย เขามารายการ"นักร้อง"เพื่อแข่งขัน ไม่ใช่มาเพื่อมีความรักหรืออะไรทำนองนั้น
ลั่วหนิงก็ไม่ได้อยู่ที่นี่สักหน่อย
เมื่อกลับมาถึงโรงแรม กู้สิงก็เริ่มคิดเรื่องการแข่งขัน อย่างแรกคือเทปแรกควรจะร้องเพลงอะไรดี “เวทีรายการวาไรตี้เพลงระดับท็อป เป็นโอกาสที่ดีในการนำเสนอผลงาน ดังนั้นตัวเลือกแรกคือร้องเพลงใหม่ แต่จะร้องเพลงใหม่อะไรดีล่ะ”
ลองดูในอินเทอร์เน็ตหน่อยดีกว่าว่าเขาว่ายังไงกันบ้าง
ช่วงนี้มีการพูดคุยเกี่ยวกับรายการ"นักร้อง"เยอะมาก มีความคิดเห็นทุกรูปแบบ กู้สิงในฐานะ “ดาวรุ่งพุ่งแรง” ที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงนี้ยิ่งตกเป็นเป้าสนใจ
นี่ไง
แค่ลองค้นหาชื่อตัวเองดู กู้สิงก็เห็นการพูดคุยของแฟนๆ กลุ่มแฟนคลับของเขาสังเกตได้ง่ายมาก โดยพื้นฐานแล้วคนที่เรียก “รุ่นเกอ” ล้วนเป็นแฟนคลับของเขาทั้งนั้น–
“พวกนายว่าเทปแรกรุ่นเกอจะได้ที่เท่าไหร่”
“ถ้าเทียบแค่พลังการร้องอย่างเดียว เทปแรกรุ่นเกออาจจะได้ที่โหล่เลยก็ได้ แต่รายการวาไรตี้เพลงเป็นไปไม่ได้ที่จะเทียบแค่พลังการร้องอย่างเดียว ดังนั้นฉันเดาว่าอันดับของรุ่นเกอในเทปแรกน่าจะอยู่ที่ประมาณที่สี่ เพราะมีนักร้องทั้งหมดแปดคนนี่นา เขาอยู่อันดับกลางๆ ก็น่าจะสมเหตุสมผลแล้ว”
“พูดยาก”
“ช่วงนี้รุ่นเกอเพี้ยนมาก เดี๋ยวก็"จุ้ยเสวียนหมินจู๋เฟิง" เดี๋ยวก็"เสี่ยวผิงกั่ว" งานกาลาไหว้พระจันทร์ยังจะปล่อย"จุ้ยเสวียนเสี่ยวผิงกั่ว"ออกมาอีก ฉันสงสัยอย่างยิ่งว่าเขาจะมาร้องท่อนอูเหมิงซานเชื่อมต่อกับภูเขาที่อยู่นอกภูเขา... บนเวที"นักร้อง"ให้ทุกคนฟัง”
“พรืด!”
“ไม่หรอกมั้ง”
“ถึงแม้ช่วงนี้รุ่นเกอจะเพี้ยนๆ ไปหน่อย แต่ฉันไม่คิดว่าเขาจะร้องเพลงแนว"เชอเซียงฟูเหริน"ที่ทั้งล้างสมองและชวนติดหูแบบนั้นหรอก มันเป็นเพลงเต้นลานกว้างเกินไป ไม่ค่อยเข้ากับสไตล์ของรายการนี้เลย”
“หวังว่ารุ่นเกอจะเรียบร้อยหน่อย อย่าสร้างเรื่องเลย”
“จริงๆ แล้วขอแค่รุ่นเกอไม่เพี้ยนไปทำเพลงแดนซ์ลานกว้าง แค่แต่งเพลงรักธรรมดาๆ สักเพลง อันดับก็ไม่น่าจะแย่เกินไปหรอก”
“เห็นด้วย”
“หวังว่ารุ่นเกอจะร้องเพลงรักนะ ฉันรู้สึกว่าเพลงรักของรุ่นเกอสามารถทำให้คนทุกกลุ่มชื่นชอบได้เสมอ ยิ่งฟังยิ่งมีรสชาติ”
“เพลงรักด้วยคน!”
หลังจากไล่อ่านความคิดเห็นของชาวเน็ตจนครบ กู้สิงก็ค่อยๆ มีความคิดขึ้นมา เขาเปิดระบบขึ้นมาสั่งทำเพลงทันที
...
หลายวันต่อมา การพูดคุยเกี่ยวกับรายการ"นักร้อง"บนอินเทอร์เน็ตก็ยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเหล่านักร้องต่างก็แยกย้ายกันไปซ้อมผลงานที่จะต้องร้องบนเวทีในเทปแรก
เช้าวันหนึ่ง
หลังจากกู้สิงซ้อมเพลงของตัวเองเสร็จ ก็พบว่าเฉินหลิงซูยืนรอเขาอยู่ที่หน้าห้องซ้อมอย่างไม่คาดคิด ทำให้เขารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
เจ้าแม่แห่งการแข่งขันอย่างเฉินหลิงซู ตอนนี้น่าจะเก็บข้าวของมานอนค้างที่ห้องซ้อมแล้วไม่ใช่เหรอ
ทำไมถึงมีเวลามาหาเขาล่ะ
“แถวนี้มีร้านอาหารตะวันตกอยู่ร้านหนึ่ง ได้ยินว่าอร่อยมาก ฉันจองโต๊ะไว้แล้ว ตอนเย็นไปลองชิมด้วยกันไหม”
เฉินหลิงซูเอ่ยชวนอย่างกระตือรือร้น
เมื่อได้ยินดังนั้น กู้สิงก็รู้สึกสนใจขึ้นมาจริงๆ เขาเป็นคนชอบกิน ปฏิเสธสิ่งยั่วยวนของอาหารอร่อยไม่ได้
ทว่าในขณะที่กู้สิงกำลังจะตอบตกลง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านข้าง “ขอโทษด้วยนะคะอาจารย์เฉิน ฉันกับกู้สิงนัดกันแล้วว่าจะไปกินมื้อเย็นที่ร้านอาหารทะเลข้างทางแถวนี้ด้วยกัน”
คนที่พูดคือกงชิงอี๋ เธอปรากฏตัวขึ้นที่หัวมุมทางเดินตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
เธอยังคงอยู่ในชุดลำลองที่เปลี่ยนง่ายๆ หลังซ้อมเสร็จ เป็นเสื้อไหมพรมหลวมๆ สีขาวนวลกับกางเกงยีนส์สีอ่อน ผมยาวสลวยถูกปล่อยสบายๆ ลบรัศมีความคมกริบของซุปตาร์ตัวแม่ระดับท็อปออกไปจนหมด ทำให้เธอดูอ่อนโยนและผ่อนคลาย ในมือถือขวดน้ำแร่ ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่พอเหมาะพอเจาะ เดินตรงมาทางเฉินหลิงซูและกู้สิง
“ร้านอาหารทะเลข้างทาง”
เฉินหลิงซูชะงักไปครู่หนึ่ง ขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว กู้สิงกับกงชิงอี๋มีนัดกันแล้วเหรอ
กู้สิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาไม่ได้นัดกับกงชิงอี๋สักหน่อย แต่เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากในตอนนี้ ท่าทางก็ดูเป็นธรรมชาติราวกับว่าเป็นเรื่องจริง ทำให้เขาเข้าใจเจตนาของเธอในทันที–
ไม่อยากให้เขากินข้าวกับเฉินหลิงซูตามลำพัง
แฟนสาวกำมะลอที่ทุ่มเทกับหน้าที่จริงๆ ได้เพลงของเขาไปแล้วก็ทำงานจริงจังเลยนะ
กงชิงอี๋เดินเข้ามาใกล้ ยืนอยู่ข้างกายกู้สิงเยื้องมาข้างหน้าเล็กน้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อให้เกิดท่วงท่าที่แบ่งแยกกู้สิงออกจากเฉินหลิงซูอย่างแนบเนียน
เธอมองไปยังเฉินหลิงซูพร้อมรอยยิ้มที่ไร้ที่ติ
“ใช่ค่ะ กู้สิงบอกว่าอยากลองชิมอาหารทะเลพื้นเมืองของที่นี่ ฉันรู้จักร้านเก่าแก่ร้านหนึ่งที่ไม่เลวเลย วัตถุดิบสดใหม่ รสชาติก็ต้นตำรับด้วยค่ะ”
สีหน้าของเฉินหลิงซูดูไม่เป็นธรรมชาติ
กู้สิงพยักหน้าตามน้ำ ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เฉินหลิงซู “อืม นัดกันไว้แล้วน่ะ ขอโทษด้วยนะหลิงซู ร้านอาหารตะวันตกไว้เราค่อยหาโอกาสไปกันครั้งหน้าได้ไหม หรือว่าเธอจะไปร้านอาหารข้างทางด้วยกันล่ะ ร้านนั้นได้ยินว่าอร่อยจริงๆ นะ คนเยอะครึกครื้นดี”
คำพูดนี้กล่าวออกมาได้อย่างแนบเนียนไร้ช่องโหว่
ทั้งยอมรับเรื่อง “การเดต” และยังไว้หน้าให้เฉินหลิงซู กู้สิงถึงกับเอ่ยชวน “ไปด้วยกัน” เพื่อให้ดูใจกว้างและเปิดเผย
ยังไงเฉินหลิงซูก็ไม่ตอบตกลงอยู่แล้ว
เพราะกู้สิงรู้จักเฉินหลิงซูดีเกินไป
เป็นไปไม่ได้ที่เฉินหลิงซูจะชอบบรรยากาศของร้านอาหารข้างทาง
จำได้ว่าตอนที่ทั้งสองคนคบกัน สมัยก่อนตอนกลางคืนกู้สิงอยากกินปิ้งย่างข้างทางอะไรทำนองนี้ เฉินหลิงซูก็ไม่เต็มใจอย่างมาก รู้สึกว่ามันทั้งไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ถูกสุขลักษณะ แล้วจะมาสนใจสถานที่อย่างร้านอาหารข้างทางได้อย่างไร
แต่ทว่า
สิ่งที่ทำให้กู้สิงคาดไม่ถึงเลยก็คือ เมื่อเฉินหลิงซูได้ยินดังนั้น แม้สีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ในวินาทีต่อมาเธอกลับพยักหน้าแล้วพูดว่า
“ได้สิ ฉันยังไม่เคยกินอาหารร้านข้างทางเลย พอดีเลยจะได้ลองดู”
คำตอบของเฉินหลิงซูทำให้กู้สิงตะลึงไปอย่างเห็นได้ชัด ในแววตาฉายแววตกตะลึง
ไม่คิดว่าเธอจะตอบตกลง เฉินหลิงซูคนนั้นที่ปกติจะอยู่ห่างจากร้านแผงลอยและร้านอาหารข้างทาง การเลือกร้านอาหารต้องคำนึงถึงสไตล์และความประณีตเป็นอันดับแรกเสมอมา ทำไมถึงยอมไปสถานที่ที่ตัวเองเคยพูดว่า “ควันน้ำมันเยอะ ไม่ถูกสุขลักษณะ” แบบนั้นได้